แม่นางหลี่ว์เห็นดวงตากลมโตที่เจ้าเล่ห์ของลูกสาวและท่าทางเหมือนกับลูกสุนัขที่มาถูๆ ไถๆ ก็แอบถอนหายใจออกมา แม่นางหลี่ว์รู้ดีว่าติงเหว่ยคิดถึงเรื่องความสามัคคีและความปรองดองกันในครอบครัวก็เลยรู้สึกทั้งชื่นชมและสงสารไปด้วย ทว่าก็ไม่สามารถทำอะไรได้ทำได้เพียงทำตามวิธีของนาง จึงตบเบาๆ ไปที่มือ “เอาเถอะ เอาเถอะเจ้าเองก็เป็นคนมีความคิดของตัวเองมาโดยตลอดเรื่องนี้ก็ตกลงตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน!”
ติ่งเหว่ยยกมุมปากขึ้นเผยให้เห็นลักยิ้มเล็กๆบนแก้มทั้งสองข้าง
ในคืนนั้นติงเหว่ยเข้าครัวทำอาหารด้วยตนเอง และพี่สะใภ้ทั้งสองก็มาช่วยนางทำอาหารด้วยกัน
เริ่มจากเชือดไก่ตัวหนึ่งถอนขน เอาเลือดออกมา จากนั้นสับไก่ทั้งตัวให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำเห็ดหอมที่แช่น้ำมาตัดก้านออกใส่น้ำมันเล็กน้อยแล้วเพิ่มความร้อน นำไก่ที่เป็นชิ้นๆ ลงไปผัด และใส่เห็ดหอม เครื่องปรุงที่ทำจากถั่วเหลืองเกลือ และยังมีเหล้าดอกหลีฮวา [1] ที่บ้านของนางทำเอง ตามด้วยน้ำตาลทรายขาว ค่อยๆตุ๋นและเคี่ยวช้าๆ จนเป็นน้ำแกงกระดูก แล้วก็ใส่เครื่องปรุงต่างๆ อาทิ ต้นหอมขิงแผ่น พริกไทย หลังจากเคี่ยวจนได้ที่ก็ใส่น้ำมันงาเล็กน้อย จากนั้นปล่อยให้อบต่ออีกสักพักแล้วก็เอาออกจากหม้อกลิ่นไก่ต้มเห็ดหอมที่หอมฉุยทำให้คนที่ได้กลิ่นต่างพากันน้ำลายไหล
แล้วก็นำน้ำแกงไก่ที่เหลือมาใส่มันฝรั่งวุ้นเส้น ผักกาดขาวตุ๋นอีกหม้อหนึ่ง แม้ว่าวิธีการทำจะไม่ได้พิถีพิถันเท่าน้ำแกงไก่เห็ดหอมแต่ชิ้นมันฝรั่งก็ดูดซับความหอมอร่อยของน้ำแกงไก่แล้วพอกินไปหนึ่งคำก็เหมือนกับในปากเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวาน
ในยามค่ำคืนกลางฤดูร้อนควรจะดื่มโจ๊กทว่าเวลาเหมือนจะดึกเกินไปสักหน่อย คนชนบทก็ไม่ได้มีความพิถีพิถันเท่าไร แม่นางหลิวนวดแป้งเป็นเส้นบะหมี่เล็กๆใช้น้ำแกงกระดูกในการต้มเส้นบะหมี่ทำมือ สุดท้ายก็หั่นต้นหอม โรยผักชี จากนั้นหยดน้ำมันงาลงไปก็เป็นอันเสร็จ
น้ำแกงกระดูกต้มมาหลายต่อหลายรอบทำให้ไม่มีกลิ่นคาวหลงเหลือ ทว่าบะหมี่ที่ต้มออกมากลับมีรสชาติดีเป็นพิเศษทั้งยังไม่รู้สึกเลี่ยนเลยแม้แต่น้อย
เป็นมื้ออาหารที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาต้าเป่าและฝูเอ๋อร์กินจนท้องน้อยๆ ของเขานูนขึ้นมาแล้วก็ส่งเสียงโวยวายให้ท่านอาลูบให้
ติงเหว่ยหัวเราะไม่หยุดแล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธดังนั้นที่เตียงเตาตรงหน้านางก็มี “กบน้อย” สองตัวกำลังนอนผึ่งพุงอาบแดดรออยู่
ผู้อาวุโสติงมองดูสีของท้องฟ้าเขากำลังครุ่นคิดอยู่ว่าเวลานี้ก็ค่อนข้างดึกแล้วเหตุใดผู้ดูแลหลินถึงยังไม่มารับคน และก็ได้ยินเสียงเคาะประตูจากภายนอกขึ้นมา
ผู้อาวุโสติงก็รีบออกไปต้อนรับและก็เป็นหลินลิ่วอย่างที่คิดไว้ ทั้งครอบครัวต่างก็เดินมาส่งติงเหว่ยถึงหน้าประตูพวกเขาเฝ้าดูนางกับหลินลิ่วเดินไปทางจวนของสกุลอวิ๋นอย่างเสียดาย
ติงเหว่ยเกรงว่าท่านพ่อท่านแม่จะเป็นห่วงนางเดินไปด้วยและหันหน้ากลับมาพูดว่า “หากมีเรื่องอะไรก็ให้รีบมาหาข้า”
พี่รองสกุลติงรีบรับปากในทันที“น้องหญิง เจ้าวางใจเถอะ หากมีอะไรข้าจะรีบส่งจดหมายไปหาเจ้าทันที!”
ติงเหว่ยจึงวางใจได้และเดินกลับออกไป
……
นี่เป็นครั้งแรกที่นางกลับมาดึกขนาดนี้พอกลับมาถึงในเรือนกำลังคิดจะไปดูลูกตัวน้อยสุดที่รัก หลินลิ่วก็พูดขึ้นมาเบาๆ ว่า“แม่นางติง นายน้อยกำลังรอท่านอยู่ อันเกอเอ๋อร์ก็อยู่กับนายน้อยที่นั่น”
ติงเหว่ยหันกลับไปมองเห็นไฟในห้องของกงจื้อหมิงสว่างอยู่ หน้าต่างก็ยังเปิดอยู่แสงเทียนที่เล็ดลอดออกมาสะท้อนให้เห็นเงาจางๆ ของผู้ใหญ่หนึ่งคนและเด็กหนึ่งคน
จู่ๆภายในใจของนางก็เอ่อล้นไปด้วยความอบอุ่น นางหันไปกล่าวขอบคุณและเดินเข้าไปทันที
นางไม่ได้เจอลูกชายมาเกือบทั้งวันในใจก็รู้สึกคิดถึงเขาเป็นอย่างมาก นี่จึงทำให้นางเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ได้พาลูกชายกลับไปด้วยกันเมื่อครู่แม่นางหลี่ว์ก็ยังตำหนิว่าทำไมไม่พาหลานชายกลับไปให้นางดูสักหน่อย
เฟิงจิ่วและอวิ๋นอิ่งที่กำลังยืนอยู่ใต้ชายคาทางเดินท่าทางราวกับหมดอาลัยตายอยากเมื่อเห็นแม่นางติงเดินเข้ามาก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมากคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาหา อีกคนหนึ่งก็รีบเปิดผ้าม่านและรายงานไปที่ด้านใน“นายน้อย แม่นางติงกลับมาแล้ว”
ติงเหว่ยรู้สึกขบขันเล็กน้อยกับท่าทีของพวกเขาอวิ๋นอิ่งก็กระซิบเบาๆ อยู่ข้างกายนางว่า “แม่นางเมื่อตอนบ่ายวันนี้อันเกอเอ๋อร์ไม่เห็นท่านก็เลยร้องไห้งอแงมาตลอดนายน้อยได้ยินก็เลยสั่งให้เฉิงเหนียงจื่ออุ้มไปหาเขาตรงนั้น น่าแปลกมากที่พออันเกอเอ๋อร์ถูกนายน้อยกอดไว้ในอ้อมแขนเขาก็ไม่งอแงแล้วและยังหลับไปครู่ใหญ่ ตอนนี้เพิ่งจะตื่นขึ้นมาและกำลังเล่นกับนายน้อยอย่างสนุกสนานอยู่!”
เมื่อติงเหว่ยได้ยินว่าอันเกอเอ๋อร์ร้องไห้อยู่นานในใจของนางก็ปวดร้าวขึ้นมา นางยิ่งรู้สึกเสียใจมากขึ้นไปอีกที่ไม่ได้พาอันเกอเอ๋อร์กลับไปด้วย
ติงเหว่ยไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไปนางรีบก้าวเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วหลังจากที่เดินอ้อมฉากกั้นทั้งสี่บานแล้วก็บังเอิญสบตากับกงจื้อหมิงที่จ้องมองมาพอดี
แววตาของเขาดำสนิทหากลองคิดๆ ดูแล้วก็เหมือนกับทะเลที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตและท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งลึกล้ำและกว้างใหญ่และเป็นความอ่อนโยนที่ทำให้ผู้คนลุ่มหลงอย่างไรอย่างนั้น
หัวใจของติงเหว่ยสั่นไหวเล็กน้อยและนางก็ก้าวเท้าช้าลงโดยไม่รู้ตัว
กงจื้อหมิงยิ้มออกมาน้ำเสียงของเขาใสกังวานและชัดเจน “กลับมาแล้วหรืออันเกอเอ๋อร์ร้องไห้งอแงตามหาเจ้าอยู่!”
จากนั้นติงเหว่ยก็หันไปมองลูกชายเจ้าเด็กตัวอ้วนๆ ผิวขาวๆ กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งที่ริมหน้าต่างทั้งสี่ด้านถูกล้อมรอบไปด้วยหมอนใบใหญ่คงจะเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเขาตกลงไปของเล่นมากมายถูกจัดวางไว้บนเสื่อไม้ไผ่ตอนนี้ในมือของอันเกอเอ๋อร์ก็ถือปัวหลั่งกู่ของเล่นชิ้นที่เขารักมากที่สุดเอาไว้เขาสั่นมันไปมา เสียงของปัวหลั่งกู่อันเล็กๆ ดังไม่หยุดและเขาก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
อาจจะเป็นเพราะว่าแม่ลูกสื่อใจถึงกันจู่ๆ ก็เหมือนกับว่าอันเกอเอ๋อร์รู้สึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาเขาโยนปัวหลั่งกู่ในมือทิ้งไป แล้วก็พลิกตัวกลับมานั่งหันหน้ามองไปรอบๆ ทั่วทิศทางหลังจากที่เขาเห็นมารดาในชั่วพริบตานั้นก็ร้องไห้งอแงเสียงดังออกมาทันที
เด็กตัวน้อยๆใบหน้าเล็กๆ ที่นุ่มนิ่มของเขาร้องไห้จนเหมือนซาลาเปา ริมฝีปากของเขาเปิดออกกว้าง แต่ดวงตาของเขากลับหลับตาปี๋สองมือของเขายื่นออกมาจับในอากาศ ราวกับว่ากำลังจะหาอ้อมกอดของมารดา
ติงเหว่ยรู้สึกเศร้าใจจนรอบดวงตาของนางเกือบจะเป็นสีแดงก่ำลูกชายโตขนาดนี้แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาร้องไห้อย่างเจ็บปวดขนาดนี้
ติงเหว่ยทั้งรู้สึกเสียใจและโทษตนเองนางรีบก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและโอบกอดเสี่ยวเป่าเป้ย[2] เอาไว้จากนั้นก็ตบเบาๆ และพูดกล่อมไปด้วยว่า “โอ๋เอ๋ๆเสี่ยวเป่าเป้ยของแม่ไม่ต้องร้องไห้นะ แม่อยู่ที่นี่แล้ว!”
อันเกอเอ๋อร์ใช้สองมือของเขากอดคอแม่เอาไว้อย่างแน่นหนาใบหน้าน้อยๆ ของเขาแนบไปกับแก้มของนาง เสียงร้องไห้เบาลงไปแล้วทว่าร่างน้อยๆของเขายังคงสั่นเทาเป็นระยะๆ และก็ยังมีเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ
ติงเหว่ยอุ้มลูกชายของนางเดินวนไปวนมาพร้อมร้องเพลงกล่อมเบาๆ ให้นอนหลับ เด็กชายตัวน้อยกลับเข้าสู่อ้อมกอดของแม่ดมกลิ่นที่คุ้นเคยจากร่างกายของนาง จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไป
กงจื้อหมิงที่เฝ้ามองสองแม่ลูกอย่างอ่อนโยนมาโดยตลอดเมื่อเห็นว่านางอุ้มเจ้าเด็กอ้วนแล้วต้องใช้แรงไม่น้อย เขาก็เลยยื่นมือออกไปและพูดเบาๆ ว่า “ส่งมาให้ข้าเถอะ!”
ติงเหว่ยกลับส่ายหน้าในขณะนี้นางกำลังรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมากนางคิดแค่ว่าจะเก็บลูกชายที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจซ่อนเอาไว้ในอ้อมกอดและจะไม่ยอมมอบให้ใครทั้งนั้น
กงจื้อหมิงเองก็ไม่ได้ไปบังคับอะไรเขาหยิบหมอนบนม้านั่งออกเพื่อให้นางนั่งลง
ใครจะไปนึกว่าทันทีที่ติงเหว่ยนั่งลงอันเกอเอ๋อร์ก็นอนหลับไม่สนิทเสียแล้วทำเอาติงเหว่ยตกใจจนต้องรีบลุกขึ้นมา เป็นอย่างนี้อยู่สองสามรอบ สุดท้ายติงเหว่ยก็ทำได้เพียงยอมรับความจริงนางอุ้มเสี่ยวจู๋จ่ง [3] ที่กำลังหลับอยู่และเดินวนไปวนมา
กงจื้อหมิงรู้สึกขบขันเล็กน้อยเขาคิดไปคิดมาแล้วก็ยื่นมือออกมาเพื่อสื่อความหมายว่าให้นางส่งมาให้เขาแทน
ติงเหว่ยกัดริมฝีปากอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นนางก็ส่งเสี่ยวเป่าเป้ยไปให้เขาอย่างระมัดระวัง
หากจะพูดขึ้นมาก็ถือว่าแปลกจริงๆอันเกอเอ๋อร์อยู่ในอ้อมแขนของติงเหว่ยกลับไม่รู้สึกนิ่งสงบเท่าใดนักแต่เมื่อไปอยู่ในอ้อมแขนของกงจื้อหมิงเขากลับไม่กระดุกกระดิกเลยแม้แต่น้อยและยังฝันหวานราวกับหมูตัวน้อยที่กำลังนอนกรน
ติงเหว่ยมองอย่างตกตะลึงเป็นเวลานานจากนั้นนางก็โมโหและใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่หน้าผากของอันเกอเอ๋อร์พร้อมขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน“เจ้าปีศาจน้อยจอมดื้อ!”
และก็แน่นอนว่านางไม่กล้าลงมือทำจริงๆ
กงจื้อหมิงกลั้นยิ้มและมองท่าทางที่ดูเหมือนเด็กของนางติงเหว่ยหน้าแดงเล็กน้อยและถลึงตามองไปที่เขา แล้วพูดออกมาอย่างโมโหว่า“ล้วนเป็นความผิดของท่าน ท่านสนิทสนมกับเด็กคนนี้มากเกินไปทำให้เขาลืมแม่อย่างข้าไปแล้ว!”
กงจื้อหมิงหัวเราะออกมาแล้วก็ไม่ได้แก้ตัวใดๆเขาแค่พูดว่า “แม้แต่เด็กก็ยังหาเรื่องอีกอย่างนั้นหรือ!”
ติงเหว่ยยิ่งคิดยิ่งรู้สึกแปลก“ไม่รู้ว่าทำไมอันเกอเอ๋อร์ถึงใกล้ชิดกับท่านด้วยความเต็มใจทำให้ข้าที่เป็นแม่อดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้!”
แววตาของกงจื้อหมิงทอประกายขึ้นมาเขาเงยหน้ามองนางอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หลับตาลง
ติงเหว่ยไม่ทันสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆของเขา นางเอาแต่จ้องไปที่ใบหน้าที่กำลังหลับใหลของลูกชายและเตือนอย่างระมัดระวังว่า “ท่านลองวางเขาลงบนม้านั่งไม้สักหน่อยอย่าอุ้มเขาไว้นานเกินไป ระวังเขาจะปัสสาวะใส่”
กงจื้อหมิงยิ้มออกมาบางๆเขาวางเจ้าตัวน้อยไว้บนม้านั่งไม้อย่างระมัดระวัง อันเกอเอ๋อร์หาวออกมาเล็กน้อยกระดุกกระดิกตัวนิดหน่อย กำปั้นเล็กๆ ของเขาวางลงข้างๆ ศีรษะและก็หลับไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
ติงเหว่ยหัวเราะออกมาเบาๆ“ในที่สุดก็หลับสนิทแล้ว นอนหลับครั้งนี้คงได้ถึงยามที่ยงคืนเฉิงเหนียงจื่อยู่ที่ไหน?”
“ข้าให้นางกลับไปดูแลลูกทั้งสองคนของนางแล้วก็ให้นางไปนอนหลับพักผ่อนสักหน่อยหากว่าอันเกอเอ๋อร์ตื่นมาตอนกลางดึกแล้วนางหลับๆ ตื่นๆ คงจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง”เมื่อพูดถึงคนอื่น สีหน้าของกงจื้อหมิงก็เรียบเฉยขึ้นมาทันทีไม่เหมือนเวลาที่เจอหน้ากับติงเหว่ยและอันเกอเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย
และแน่นอนว่าติงเหว่ยก็สังเกตเห็นถึงความแตกต่างนี้นางบ่นเล็กน้อยถึงความเย่อหยิ่งของเขา แต่นางก็ชอบที่เขาใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนี้ จึงทำได้เพียงมองเขาอย่างตำหนิไปหนึ่งที
เมื่อนางเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏอยู่บนใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาในใจก็รู้สึกผิดขึ้นมา “ท่านกำลังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่อาจารย์บอกว่าต้องให้ท่านพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรจะนอนดึก! แต่ข้ากลับรบกวนให้ท่านช่วยดูแลอันเกอเอ๋อร์อีกแล้วมิสู้ท่านรีบนอนพักผ่อนเถิด!”
……
กงจื้อหมิงกุมมือของนางเอาไว้อาจเป็นเพราะว่าสารพิษในร่างกายของเขายังไม่ได้ถูกชะล้างออกไปจนหมดทำให้ฝ่ามือของเขาเย็นเล็กน้อย ทว่ามือของติงเหว่ยกลับอบอุ่นมาก มือหนึ่งเย็นและอีกมือหนึ่งร้อนกุมกันอยู่ต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกสบาย
ทั้งสองคนพิงซบกันเงียบๆโดยไม่พูดอะไรเป็นเวลานาน มีเพียงเสียงร้องจากแมลงที่ไม่รู้จักด้านนอกหน้าต่าง และท้องฟ้ายามค่ำคืนก็ค่อยๆมืดมิดขึ้น
ในที่สุดกงจื้อหมิงก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อนว่า“เจ้ากลับไปคุยเรื่องอะไรกับที่บ้านงั้นหรือ?”
ตอนที่ติงเหว่ยกำลังจะไปไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจนและตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่ต้องปิดบัง นางจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ออกมาหนึ่งรอบ
หลังจากที่กงจื้อหมิงได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยเขาคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพูดว่า “ในชนบทไม่ปลอดภัย เอาอย่างนี้สิพรุ่งนี้ข้าจะให้หลินลิ่วเข้าไปในเมืองเพื่อจัดการเรื่องนี้เจ้าก็ไม่ต้องกังวลใจอีกแล้ว!”
น้ำเสียงของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
ติงเหว่ยตกใจจนสะดุ้งและรีบปฏิเสธ “ไม่ต้องรบกวนผู้ดูแลหลินหรอกข้าได้พูดคุยตกลงกับพี่ชายทั้งสองเอาไว้เรียบร้อยแล้วพรุ่งนี้พวกเขาจะเริ่มย้ายบ้านกัน จะมีก็แต่พวกของใช้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นพวกท่านมีเรื่องสำคัญอีกมากมายที่ต้องจัดการ ไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ ของครอบครัวข้าหรอก!”
ถึงเม้ทุกวันนี้ทั้งสองคนจะมีความสัมพันธ์เฉกเช่นคนรักแต่ติงเหว่ยก็ยังไม่ชินกับการที่ต้องพึ่งพากงจื้อหมิงในทุกๆ เรื่องต่อให้ทั้งสองคนแต่งงานกัน แต่ครอบครัวฝั่งนางอย่างไรนางก็ควรจะดูแลด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องลากฝ่ายชายเข้ามาด้วยหลายครั้งที่ความรู้สึกลึกซึ้งถูกทำลายลงเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาทั้งสองคนก็ยังไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งขนาดนั้น วันนี้ก็เป็นเพียง“คนรัก” ตอนที่อยู่ลับหลังคนอื่นก็เท่านั้น
เห็นได้ชัดว่ากงจื้อหมิงไม่ได้คิดเช่นนั้นเขายังคงยิ้มออกมาทว่าท่าทีของเขานั้นไม่สามารถรับการปฏิเสธได้ “ก็แค่เรื่องเล็กๆเท่านั้น พรุ่งนี้่ข้าจะให้หลินลิ่วไปจัดการ!เรื่องนี้เป็นเพราะข้าคิดไม่ถี่ถ้วนเองเป็นความผิดของข้าที่ไม่ได้นึกถึงพ่อแม่ของเจ้าทางนั้น”
คำพูดเหล่านี้ของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจในเมื่อเขารักผู้หญิงคนนี้แล้ว ครอบครัวของหญิงคนนี้ก็ควรจะอยู่ภายใต้การปกป้องดูแลของเขาไปโดยปริยาย
-----------------------------------------
[1] หลีฮวา 梨花หมายถึงดอกสาลี่
[2] เป่าเป้ย 宝贝 หมายถึงของมีค่าหรือที่รัก ส่วนมากมักใช้เรียกคนรักหรือลูก
[3] เสี่ยวจู๋จ่ง 小祖宗หมายถึงคำเรียกที่แสดงความรักต่อคนที่รักมากที่สุด คล้ายๆ คำว่าเป่าเป้ย(宝贝)