ระหว่างทางที่เซี่ยฮุยเดินกลับบ้าน ไม่ได้เกิดสิ่งเหนือความคาดหมายขึ้น หลังจากที่เซี่ยฮุยเดินกลับเข้ามาในห้องและปิดประตูลง
เขารีบเปิดหน้าจอแสดงผลขึ้นเพื่อเปิดดูข้อมูลตัวละครและเริ่มอัพเกรดข้อมูล
หลังจากใช้แต้มเสริมความแข็งแกร่ง หน้าต่างสกิลก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
ผู้เล่น : เซี่ยฮุย
VIP: LV.1 (0/20,000)
สกิล : สู้มือเปล่า LV.2 (0/100)
พลังลมปราณ : LV.2 (0/1,000)
แต้มเสริมความแข็งแกร่ง : 30
สถานะ : กำลังฝึกฝน (2 แต้ม/วัน)
“เชร้ด...ต้องใช้แต้มเสริมความแข็งแกร่ง 1,000 พอยท์ถึงจะอัพเลเวลต่อไปได้”
เป็เพราะการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ทำให้เขารับรู้ว่าพลังลมปราณมีประโยชน์อย่างไร
เมื่อเซี่ยฮุยได้แต้มเสริมความแข็งแกร่ง สมองของเขาก็มุ่งเน้นไปที่ “พลังลมปราณ” ทันที
“1,000 พอยท์เลยนะ การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเป็สิ่งสำคัญ แต้มพวกนี้ค่อย ๆ ไปไล่เก็บระหว่างทางก็แล้วกัน”
ตัวเลขที่กระเตื้องเพียงเล็กน้อยทำให้เซี่ยฮุยแอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ
จากระดับความเร็วที่เขาได้รับแต้มเสริมสร้างความแข็งแกร่งในเวลานี้ ถ้าหาก้าอัพเลเวลของพลังลมปราณให้แตะเลเวล 3 อาจจะต้องใช้เวลาอีกนาน
ดูเหมือนว่าคงต้องหันไปเพิ่มเลเวลของ VIP ก่อนแล้วล่ะ
เมื่อเห็นความเร็วในการฝึกฝนที่ค่อย ๆ กระเตื้องแบบอัตโนมัติ เซี่ยฮุยก็ตัดสินใจได้ว่าระหว่างนี้เขาคงต้องหาช่องทางสร้างรายได้ให้สูงขึ้น
——
วันรุ่งขึ้นเซี่ยฮุยยังคงไปเข้าเรียนเหมือนกับทุก ๆ วัน
“ทำยังไงถึงจะได้เงินเร็ว ๆ นะ”
เซี่ยฮุยหยิบหนังสือออกมาพร้อมกับคิดภายในใจเงียบ ๆ คนเดียว
เลเวล VIP เป็ตัวแทนของการอัพระดับด้วยการฝึกฝนของผู้เล่น ยิ่งได้รับแต้มเสริมความแข็งแกร่งมากเท่าไหร่เลเวลของพลังลมปราณก็จะยิ่งสูง พลังก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นั่นก็หมายความว่าความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มเร็วขึ้นด้วย
“อื้ม สกิลสู้ด้วยมือเปล่าต้องอัพเลเวลอย่างต่อเนื่องอย่าให้ขาด ในฐานะของสกิลพื้นฐานของนักมวย นี่เป็กุญแจสำคัญในการปลดล็อกสกิลอื่น ๆ ต่อจากนี้”
คิดเช่นนี้เซี่ยฮุยก็แอบถอนหายใจออกมา “อยากให้เลเวลอัพชะมัด เงิน! เงิน! เงิน!!!”
ตอนที่เซี่ยฮุยกำลังจะหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ เขาก็เหลือบเห็นเจี่ยปิงอวี่กำลังเดินเข้ามา
ภายนอกของเธอดูปกติดีทุกอย่าง แต่เซี่ยฮุยสังเกตเห็นว่าแขนขวาของเธอขยับไม่เป็ธรรมชาติเท่าไหร่นัก
คงเป็เพราะาแที่เหลือทิ้งไว้จากการต่อสู้เมื่อคืนที่ผ่านมา าแบนแขนของเธอคงยังไม่หายดี
การแสดงออกทางสีหน้าของเจี่ยปิงอวี่ดูงุนงงเล็กน้อยราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างด้วยท่าทางเหม่อลอย
เธอเหลือบมองเซี่ยฮุย และบอกเขาผ่านสายตาว่าให้เธอเข้าไปนั่งด้านในก่อน หลังจากพูดขอบคุณกับเขา เธอก็นั่งลงบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรอีก
เธอก้มหน้าก้มตาจ้องหนังสือที่อยู่ตรงหน้า ทว่าท่าทางของเธอกลับเหม่อลอยอีกครั้ง
เซี่ยฮุยพลิกหนังสือเรียนด้วยท่าทางนิ่งสงบ ทว่าภายในใจของเขากลับเต้นตึก ๆ อย่างบอกไม่ถูก
“เมื่อคืนหลังจากที่เจี่ยปิงอวี่สลบไปเขาก็เพิ่งจะเริ่มลงมือสู้กับป๋ายอิ่ง ก่อนที่เธอจะรู้สึกตัวเขาก็แอบหนีออกไปจากที่นั่นแล้ว ดังนั้นคงไม่ต้องเสียเวลากังวลว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืน”
เซี่ยฮุยยกมือลูบหน้าผากตัวเอง จากนั้นเขาก็เริ่มคิดแผนที่จะสร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าต่อ...
เวลาล่วงเลยผ่านไป
ผ่านไปได้ไม่นานเสียงกระดิ่งเข้าชั้นเรียนก็ดังขึ้น คุณครูสอนภาษาจีนเดินเข้ามาด้านในพร้อมกับกองกระดาษในมือ
“วันนี้ครูคณิตลาป่วย ครูจะเข้ามาสอนแทน วิชาต่อไปก็เป็วิชาของครูด้วย ดังนั้นครูขอใช้เวลานี้เพื่อให้ทุกคนทำแบบทดสอบเลยก็แล้วกันนะ ทุกคนเก็บหนังสือให้เรียบร้อยจ้ะ”
สิ้นสุดเสียงของคุณครู เหล่านักเรียนที่นั่งอยู่ในห้องก็ส่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความไม่พอใจที่ต้องสอบโดยไม่ได้เตรียมตัวมาลงหน้า
“เชี่ย สอบั้แ่เช้าเลยเหรอวะ” นี่คือเสียงของเด็กนักเรียนที่สอบได้คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ซึ่งกำลังสบถออกมาด้วยความประหลาดใจ
“โห สอบเลยเหรอ ไม่เกินไปหน่อยเหรอเนี่ย เมื่อวานฉันยังไม่ได้ทบทวนบทเรียนเลยนะ” นี่คือเสียงตื่นตระหนกของเด็กนักเรียนที่สอบได้คะแนนระดับกลาง
“แหม ก็แค่สอบ หวังว่าข้อสอบจะไม่ง่ายเกินไปนะ” นี่คือเสียงของนักเรียนระดับเทพที่ตั้งตารอคอยที่จะได้สอบ
เซี่ยฮุยไม่ได้พูดอะไรแต่ก็แอบใอยู่เหมือนกัน แม้ว่าในโลกก่อนหน้านี้เขาจะเป็นักศึกษาที่มีความสามารถสูงซึ่งจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเป็เด็กเรียนเก่งในตอนนั้น
แต่ความรู้ระดับมัธยมปลายที่เขาเคยเรียนมาได้คืนกลับไปให้ครูของเขาหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นั้แ่เขามาอยู่ที่นี่เขาก็ยังไม่มีเวลาได้นั่งอ่านหนังสือแบบตั้งอกตั้งใจเลยสักครั้ง
เขาแอบเหล่ตามองเพื่อนร่วมโต๊ะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็พบว่าเธอเก็บหนังสือกลับเข้ากระเป๋าไปแล้ว และกำลังควงปากกาด้วยมือซ้ายเพื่อรอเวลาสอบด้วยท่าทางชิลสุด ๆ
ยอมเลย...แค่เห็นก็รู้แล้วว่านี่มันนักเรียนระดับเทพชัด ๆ!
ดูเหมือนว่าเธอเองก็คงจะสังเกตได้ว่าเขากำลังแอบมองอยู่ เจี่ยปิงอวี่จึงหันมามองเล็กน้อย
สายตาของพวกเขาทั้งคู่ประสานกันอย่างฉับพลัน
ตอนที่เซี่ยฮุยรีบเบือนหน้าหันกลับไปและแสร้งทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มุมปากของเจี่ยปิงอวี่ก็กระตุกยิ้มออกมา
เธอรู้มาั้แ่แรกอยู่แล้วว่าเพื่อนร่วมโต๊ะเรียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอคนนี้มักจะแอบมองมาที่เธออยู่บ่อย ๆ
ในฐานะที่เป็เด็กสอบได้ที่โหล่แบบเขาก็คงต้องลำบากหน่อยล่ะนะ!
แหม สอบแต่ละครั้งเขาก็ทำแบบนี้ทุกครั้งอยู่แล้วนี่นา ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน ถ้างั้นฉันจะเปิดโอกาสให้นายลอกฉันก็แล้วกันนะ
เธอแอบถอนหายใจออกมา หลังจากได้รับชีทข้อสอบ เจี่ยปิงอวี่ก็เริ่มกวาดตามองข้อสอบที่อยู่ตรงหน้า
ข้อสอบรอบนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไร เธอจึงเริ่มเขียนคำตอบอย่างไม่รอช้า
“จักรพรรดิองค์สุดท้ายของอาณาจักรซีเออร์ได้ชื่อว่าเป็นักกวีมือสมัครเล่น พระองค์ได้ทิ้งผลงานชั้นเยี่ยมไว้ บทเพลงนั้นคือเพลงอะไร?”
“บทลำนำโดยหลี่ชิงชิงใช้ชื่อว่าอะไร บทกวีนี้มีเนื้อหาเป็ตัวแทนเกี่ยวกับเื่อะไร จงยกตัวอย่างมาสามบท”
……
???
ฉันรู้จักหลี่ชิงจ้าว แต่หลี่ชิงชิงนี่คือใครกัน?
เซี่ยฮุยพลิกกระดาษข้อสอบตรงหน้า ไม่มีคำตอบผุดขึ้นมาในหัวของเขาเลยแม้แต่ข้อเดียว
เขาหันไปมองเจี่ยปิงอวี่ที่กำลังนั่งเขียนคำตอบอย่างไม่หยุด
เธอไม่ได้ปิดข้อสอบ แต่กลับเปิดคำตอบให้เขาเห็น ความทรงจำของเขาที่เหลืออยู่ยังมีภาพที่เขาแอบลอกข้อสอบของเธออยู่เลย
จะลอกดีไหมเนี่ย...นี่เป็คำถามที่ควรค่าต่อการไตร่ตรอง
อย่าดีกว่า!
คนที่เคยเป็เด็กเรียนมาก่อนจะยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองได้อย่างไรกัน?
เซี่ยฮุยล้มเลิกความคิดที่จะลอกคำตอบของเจี่ยปิงอวี่ ซึ่งเป็นิสัยเดิมที่เ้าของร่างคนเดิมทำมาโดยตลอด
หลังจากเขาเลือกตอบในสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็ไปได้จนครบ เขาก็วางปากกาในมือลง
“จะทำยังไงให้ได้เงินนะ? งานที่ได้เงินเร็ว ๆ ต่างก็เป็งานที่ผิดกฎหมายทั้งนั้นเลย”
เซี่ยฮุยแอบขมวดคิ้วเข้าหากันและเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
เมื่อมาย้อนนึกกลับไปคิดถึงเื่เมื่อคืน การที่เธอไปที่สวนสาธารณะร้างก็เป็เพราะถูกหลอกให้ไปที่นั่น ดูเหมือนว่าคงจะทำงานกันเป็ทีมสินะ
คิดเช่นนี้ดวงตาของเซี่ยฮุยก็เป็ประกายขึ้นมา หนังมาเฟียที่เขาเคยดูผุดขึ้นมาเป็ฉาก ๆ ซึ่งเป็สิ่งที่เขาจำได้ไม่ลืม
“จะไปหาแก๊งมาเฟียได้จากที่ไหน ฉันเป็แค่เด็กนักเรียนมัธยมปลายธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ฐานะทางสังคมในเวลานี้อาจจะถูกฝ่ามือของคนพวกนั้นกดจนจมดินได้แบบสบาย ๆ นอกจากนี้คนเ่าั้ยังต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดซึ่งก็คือห้ามเปิดเผยตัวตนในที่สาธารณะ นักเรียนธรรมดา ๆ คนหนึ่งถ้าหากไม่มีคนฝากเข้าไป...”
จู่ ๆ ดวงตาของเขาก็เป็ประกายและเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“เมื่อคืนเธอถูกล่อให้ไปที่นั่น แสดงว่ามีคนวางแผนอยู่เื้ั ถ้าคนพวกนั้นยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ คนพวกนั้นไม่มีทางหยุดอยู่แค่นี้แน่ ถ้าหากคนพวกนั้นแอบสะกดรอยตามเธอ ฉันก็จะสามารถเข้าถึงกลุ่มคนพวกนั้นได้ แต่ก็ต้องระวังตัวให้มาก จะเปิดเผยว่าตัวเองมีพลังพิเศษไม่ได้อย่างเด็ดขาด...”
ความคิดของเขาเปลี่ยนไป ตอนนี้เซี่ยฮุยมีแผนในหัวแล้ว
คิดเช่นนั้นเขาก็เริ่มลงมือทำทันที ่เช้าเขามาเข้าเรียนตามปกติ แต่หลังจากเลิกเรียนเขาก็แอบสะกดรอยตามเจี่ยปิงอวี่จนเธอเดินกลับถึงบ้าน หลังจากเสร็จภารกิจสะกดรอยตาม เขาก็กลับมาขลุกตัวอยู่กับการทำแบบฝึกหัดและฝึกฝนสกิล
แต่หลังจากเวลาผ่านไปได้ครึ่งเดือน เขาก็พบว่าไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเจี่ยปิงอวี่ ไม่รู้ว่าคนที่อยู่เื้ักำลังหาโอกาส หรือตัดสินใจปล่อยเธอไปกันแน่
ผู้อยู่เื้ัที่ไม่เคยปรากฏตัว ดูเหมือนว่าแผนของเซี่ยฮุยจะล่มไม่เป็ท่าแล้วสิ
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปห้าเดือนแล้ว
วันนี้คือสิ้นเดือน เซี่ยฮุยยังคงสะกดรอยตามเจี่ยปิงอวี่ที่กำลังเดินกลับบ้านเหมือนกับทุก ๆ วัน แต่เขาก็ยังไม่ได้อะไรกลับมาเหมือนเคย
เซี่ยฮุยไม่ได้รู้สึกหมดหวังแม้แต่น้อย ในตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมากเพราะวันนี้หลังจากเลย่เที่ยงคืนของวัน เขาก็จะได้ใช้ระบบสุ่มอีกครั้ง
หลังจากกลับมาถึงบ้านและกินมื้อค่ำเสร็จ คืนนี้เซี่ยฮุยไม่ได้ไปฝึกสกิลเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา
วันนี้เขาอยากให้ตัวเองได้มีเวลาพักผ่อน เขาเอนตัวนอนลงบนโซฟาและดูโทรศัพท์ฆ่าเวลาเพื่อรอให้ถึงเที่ยงคืนของวัน
รู้ตัวอีกทีเข็มนาฬิกาก็เดินมาที่เลขสิบสอง
เซี่ยฮุยมองดูเวลาก็รีบเดินเข้าไปล้างมือในห้องน้ำ เขายกมือขึ้นมาประกบเข้าด้วยกันจากนั้นก็เริ่มบนบานศาลกล่าวกับเทพเ้านำโชคทุกองค์จากทั่วทุกสารทิศ
หลังจากเสริมโชคให้ตัวเองเขาก็เปิดหน้าจอแสดงผลขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น บนหน้าต่างข้อมูลตัวละครของเขา VIP เปลี่ยนจากศูนย์เป็ 1 แล้ว
เซี่ยฮุยปรบมือหนึ่งครั้งและกดปุ่มสุ่มอย่างไม่ลังเล
วินาทีต่อมาแสงสว่างที่สดใสก็สว่างวาบขึ้น
การ์ดหนึ่งใบปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเซี่ยฮุย
เขาก้มมองการ์ดที่ลอยอยู่บนฝ่ามือของตัวเอง วินาทีที่เห็นของที่อยู่ในมือดวงตาของเซี่ยฮุยก็แทบจะถลนออกมานอกเบ้า
ความรู้สึกตื่นเต้นที่กำลังครอบงำยากเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็คำพูดได้ เขาอ้าปากค้าง มีเพียงคำพูดเดียวที่หลุดออกมาจากปากเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“นะ...นี่...นี่มัน...”