คำประกาศกร้าวของคุณชายใหญ่แห่งสกุลเซี่ยก้องกังวานอยู่ในบริเวณอันเงียบสงัดนั้น ชั่วขณะหนึ่ง...แม้แต่สายลมก็คล้ายจะหยุดพัด บ่าวหญิงชราผู้นั้นคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่กับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยซ้ำ
เสิ่นอี้ไม่ได้สนใจนางอีกต่อไป เขาทอดสายตาเ็าไปยังบ่าวไพร่คนอื่นๆ ที่เริ่มโผล่ออกมาจากที่ซ่อนเพื่อแอบดูเหตุการณ์ เป็การส่งคำเตือนที่ไร้เสียงแต่ชัดเจนยิ่งกว่าวาจาใดๆ ก่อนจะหันกลับมาหาเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างกาย
เขาบรรจงย่อตัวลงอีกครั้งจนอยู่ในระดับสายตาเดียวกับนาง กอบกุมแขนเล็กๆ ทั้งสองข้างของนางไว้อย่างแ่เบา ััได้ถึงความผอมบางจนน่าเวทนา
“เสี่ยวหลัน...” เขาเอ่ยเรียกชื่อนางเป็ครั้งแรก น้ำเสียงนั้นอบอุ่นดุจแสงตะวันยามเช้า “ฟังพี่ใหญ่นะ...เวลานี้ พี่ยังไม่สามารถพาเ้าออกไปจากที่นี่ได้ แต่เ้าจงอดทนรออีกสักหน่อย...เดี๋ยวพี่จะให้พี่สาวเสี่ยวชุ่ยนำอาหารอร่อยๆ และเสื้อผ้าตัวใหม่ที่งดงามมาให้เ้า ดีหรือไม่?”
เด็กน้อยเซี่ยหลิงหลันจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาคู่นั้นอย่างไม่วางตา นางไม่เข้าใจคำพูดที่ซับซ้อนทั้งหมด แต่ััได้ถึงความจริงใจที่ส่งผ่านมาอย่างท่วมท้น นางจึงค่อยๆ พยักศีรษะรับช้าๆ...อีกครั้ง...และอีกครั้ง...ประหนึ่งลูกไก่ตัวน้อยที่กำลังจิกข้าวสารกิน
ภาพนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกันก็บีบหัวใจของเสิ่นอี้จนปวดหนึบ เขายกมือขึ้น ล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมเนื้อดีที่ปักลายไผ่อย่างงดงามออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะบรรจงซับลงบนรอยถลอกที่หน้าผากของนางอย่างนุ่มนวลที่สุด
“ทีหลังอย่าทำเช่นนี้อีก...” เขากล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ร่างกายของคนเรานั้นมีค่า...โดยเฉพาะสตรี ไม่ควรปล่อยให้ใบหน้างดงามต้องมีแผลเป็นะ...รู้หรือไม่?”
หยาดน้ำใสๆ ที่เคยเอ่อคลออยู่ พลันรินไหลออกจากดวงตากลมโตคู่นั้นอย่างไม่อาจกลั้น แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว แต่เป็น้ำตาแห่งความตื้นตันใจ...เป็ครั้งแรกในชีวิตที่นางจำได้...ว่ามีคนแสดงความห่วงใยในรอยแผลของนางถึงเพียงนี้ เซี่ยหลิงหลันั์ตาสั่นไหว นางพยักศีรษะรับรัวๆ อย่างสุดกำลัง
“ดีมากเด็กดี” เสิ่นอี้ยิ้มบางๆ ลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ “รอพี่ใหญ่อยู่ที่นี่นะ...แล้วพี่จะกลับมาหาเ้าอีก”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หมุนกายอย่างจำใจเพื่อเดินจากมา แต่หลังจากเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว...เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง
ภาพที่เห็นคือร่างเล็กๆ ของเซี่ยหลิงหลันที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน นางไม่ได้มองตามเขา แต่กลับยกมือเล็กๆ ขึ้นมาััหน้าผากของตนเอง...ในจุดที่เขาเพิ่งใช้ผ้าเช็ดหน้าซับให้...อย่างแ่เบา เป็ภาพที่ทั้งโดดเดี่ยวและเปราะบางจนทำให้หัวใจของเขาบีบรัด
เสิ่นอี้เม้มริมฝีปากแน่น บังคับตนเองให้ก้าวเดินต่อไป ระหว่างเส้นทางที่ทอดยาวกลับไปยังเรือนไผ่หยก เขาหันกลับไปมองร่างเล็กๆ นั้นเป็ระยะๆ จนกระทั่งนางลับหายไปจากสายตา ความเวทนาได้แปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นอันเย็นเยียบ...เขาจะต้องเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเด็กคนนี้ให้จงได้!
…..
เมื่อกลับมาถึงเรือนไผ่หยก บรรยากาศอันสงบสุขและอบอุ่นก็เข้ามาแทนที่ความหดหู่เมื่อครู่ เสี่ยวชุ่ยที่กำลังบัญชาการให้บ่าวรับใช้นำข้าวของที่ซื้อมาไปจัดเก็บ เห็นเ้านายของตนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าครุ่นคิดก็รีบวิ่งเข้ามาหาในทันที
“คุณชาย! หายไปไหนมาตั้งนานเ้าคะ บ่าวตามหาเสียทั่วแน่ะ!” นางเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วงตามประสา “แล้วนี่ไปทำอะไรมาหรือเ้าคะ หน้าตาดูเคร่งเครียดนัก”
ยังไม่ทันที่เซี่ยหยางจะได้เอ่ยตอบ เขาก็เดินผ่านนางไปยังกลางห้องโถง ก่อนจะหมุนตัวกลับมาแล้วออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดและรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ
“เสี่ยวชุ่ย! วางมือจากทุกสิ่งแล้วฟังข้า!”
เสี่ยวชุ่ยสะดุ้งเล็กน้อย รีบยืนตัวตรงรอรับคำสั่ง
“อย่างแรก! ไปที่โรงครัว สั่งให้พ่อครัวเตรียมสำรับอาหารอ่อนๆ ที่เหมาะกับเด็กเจ็ดขวบ หนึ่งชุดใหญ่ เน้นของบำรุงร่างกาย เอาที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้!”
“อย่างที่สอง! ไปที่ห้องเก็บของท้ายเรือน เปิดหีบเสื้อผ้าอาภรณ์ของข้าตอนเด็กที่ยังสภาพดีอยู่ เลือกชุดที่งดงามที่สุดมาสักห้าหกชุด พร้อมเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ ที่เข้ากัน!”
“อย่างที่สาม! ไปเลือกบ่าวหญิงที่ดูสะอาดสะอ้านและใจเย็นมาสองคน บ่าวชายที่แข็งแรงและดูไว้ใจได้อีกสองคน!”
“เ้าคะ...เอ่อ...คุณชายจะนำของพวกนี้ไปทำอะไรหรือเ้าคะ?” เสี่ยวชุ่ยถามอย่างงุนงง
เซี่ยหยางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจที่สุด
“ให้พวกเขานำของทั้งหมดนี้ไปที่เรือนพักเก่าของหลิวอี๋เหนียง...เพื่อปรนนิบัติ คุณหนูเจ็ด...เซี่ยหลิงหลัน...น้องสาวของข้า..! นับั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป คนทั้งสี่คือคนของคุณหนูเจ็ด มีหน้าที่ดูแลนางไม่ให้คลาดสายตา ใครขัดคำสั่ง...ลงโทษสถานหนัก! ไปจัดการให้เรียบร้อย...เดี๋ยวนี้!”
สิ้นคำสั่งนั้น...เสี่ยวชุ่ยถึงกับอ้าปากค้าง!
นางยืนนิ่งราวกับถูกสาปเป็หินไปชั่วขณะ สมองน้อยๆ พยายามประมวลผลข้อมูลที่เพิ่งได้รับ...คุณหนูเจ็ด? เรือนหลัง? หลิวอี๋เหนียง? น้องสาวของคุณชาย?
คุณชายของนางที่ปกติแล้วแทบจะไม่เคยย่างกรายออกไปไกลจากเรือนหลัก...กลับเดินชมทิวทัศน์จนไปถึงเขตเรือนหลังที่ถูกลืมเลือน! ไม่เพียงเท่านั้น...ยังกลับมารับคุณหนูผู้เป็ใบ้ที่แทบจะไม่มีตัวตนในจวนแห่งนี้มาอยู่ในความดูแลอีก! นี่มันเื่อะไรกัน!
ความตื่นตระหนก...ระคนความประหลาดใจอย่างถึงที่สุดฉายชัดอยู่บนใบหน้าของนาง ทว่า...เมื่อนางเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาที่แน่วแน่และจริงจังของคุณชายอีกครั้ง นางก็พลันเข้าใจได้ในทันที...นี่ไม่ใช่เื่ล้อเล่น
คุณชายของนาง...เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
ความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความภาคภูมิใจแล่นริ้วขึ้นมาในอก นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การที่คุณชายแสดงความเมตตาและใช้อำนาจเพื่อปกป้องผู้อื่นเช่นนี้...มันช่างดู...ดูสง่างามอย่างประหลาด
“บ่าว...บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ!”
เสี่ยวชุ่ยโค้งคำนับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหมุนตัวแล้ววิ่งออกจากเรือนไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เซี่ยหยางมองตามร่างเล็กๆ ของนางไปจนลับสายตา ก่อนจะทอดถอนใจยาว เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่...เมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตาได้ถูกหว่านลงไปแล้ว...บัดนี้ก็เหลือเพียงรอเวลาให้มันเติบโตขึ้นเป็ต้นไม้ใหญ่ ที่จะสามารถให้ร่มเงาแก่ผู้ที่อ่อนแอได้ในสักวันหนึ่ง...
….
ข่าวสารในจวนของขุนนางชั้นสูงนั้นเดินทางรวดเร็วยิ่งกว่าลมพายุ เพียงชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา เื่ราวที่คุณชายใหญ่เซี่ยหยางย่างกรายเข้าไปในเขตเรือนหลัง ทั้งยังแสดงอำนาจรับคุณหนูเจ็ดผู้เป็ใบ้เข้ามาอยู่ในความดูแล ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกหมู่เรือนของเหล่าอนุภรรยา ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมใต้น้ำที่มองไม่เห็น แต่กลับรุนแรงยิ่งนัก
ณ เรือนบุปผาโปรย...
เรือนพักของหวังอี๋เหนียงนั้นหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นกำยานชั้นเลิศและเสียงหัวเราะอันสดใสอยู่เสมอ นางกำลังนั่งป้อนขนมดอกกุ้ยชิ้นพอดีคำให้แก่เซี่ยจื่อเหว่ย บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของนางด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความรักใคร่ ขณะนั้นเอง บ่าวหญิงคนสนิทของนางก็รีบก้าวเข้ามาในเรือนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะกระซิบกระซาบรายงานเื่ราวทั้งหมดที่นางเพิ่งไปสืบรู้มาให้เ้านายทั้งสองฟัง
เมื่อฟังจบ เซี่ยจื่อเหว่ยก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นอย่างไม่เกรงใจผู้ใด
“ฮ่าๆๆๆ! น่าขัน! น่าขันสิ้นดี!” เขากล่าวพลางตบโต๊ะไม้เนื้อดีเบาๆ ดวงตาคมคายที่ถอดแบบมาจากบิดาฉายแววดูแคลนอย่างเปิดเผย “ข้าว่าแล้ว...พี่ใหญ่ผู้อ่อนแอของข้าต้องสมองกลับเพราะจมน้ำครานั้นเป็แน่แท้! เื่ของตัวเองยังเอาตัวไม่รอด กลับหาเื่หาเหาใส่หัว เอายัยเด็กใบ้น่ารังเกียจคนนั้นมาเป็ภาระอีก! นี่เขาคิดจะทำตัวเป็นักบุญผู้เมตตาหรืออย่างไรกัน?”
ทว่า...หวังอี๋เหนียงกลับไม่ได้หัวเราะตามบุตรชายไปด้วย นางใช้พัดด้ามจิ้วป้องริมฝีปากที่เคลือบชาดสีสดของตนเองไว้ ดวงตาเรียวรีดุจหงส์ของนางหรี่ลงเล็กน้อย ฉายแววเ้าเล่ห์และร้ายลึกยิ่งกว่างูพิษ
‘โง่เขลา...’ นางนึกหยันการกระทำของเซี่ยหยางในใจ ‘เ้าคิดว่าการแสดงความเมตตาต่อเด็กที่ถูกลืมจะทำให้เ้าดูสูงส่งขึ้นมาหรือ? เปล่าเลย...เ้ากำลังมอบอาวุธชั้นดีให้แก่ศัตรูของเ้าต่างหาก’
นางหันมามองบุตรชายด้วยรอยยิ้มหวาน “จื่อเหว่ย...เ้ามองเพียงความโง่เขลาของเขา แต่แม่กลับมองเห็น “ความผิดพลาด” ของเขา”
เซี่ยจื่อเหว่ยเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “ความผิดพลาดอันใดหรือขอรับท่านแม่?”
“เ้าลืมกฎของจวนไปแล้วหรือ?” นางเอ่ยเสียงเรียบ “เขตเรือนหลังคือสถานที่ต้องห้ามสำหรับบุตรสายหลักเช่นพวกเ้า การที่เซี่ยหยางย่างกรายเข้าไปโดยพลการ...ถือเป็การล่วงละเมิดกฎของวงศ์ตตระกูล และยังเป็การไม่ไว้หน้าฮูหยินใหญ่อีกด้วย”
นางขยับเข้าไปใกล้บุตรชายอีกนิด ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงที่หวานหยดย้อยแต่แฝงไว้ด้วยยาพิษ “แม่ว่านะ...เ้าในฐานะน้องชายที่รู้คุณค่าของกฎระเบียบ ควรจะนำเื่นี้ไปเรียนให้ท่านพ่อของเ้าได้ทราบ...มิใช่เพื่อฟ้องร้องพี่ชาย แต่เพื่อ “ตักเตือน” เขาให้รู้ถึงความถูกความควร...ท่านพ่อจะได้เห็นว่าบุตรชายคนใดกันแน่ที่สมควรจะเป็เรี่ยวแรงสำคัญของวงศ์ตระกูลในอนาคต”
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของเซี่ยจื่อเหว่ยในทันที! “ท่านแม่ช่างหลักแหลมนัก!” เขากล่าวอย่างชื่นชม “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ! อย่างน้อย...ต่อให้พี่ใหญ่เซี่ยหยางไม่ถูกลงโทษหนัก ก็ต้องถูกท่านพ่อตำหนิในความสะเพร่าจนเสียหน้าเป็แน่! ดี! ข้าจะรีบไปเข้าพบท่านพ่อเดี๋ยวนี้!”
หวังอี๋เหนียงมองตามร่างของบุตรชายที่เดินจากไปอย่างรีบร้อนด้วยรอยยิ้มแห่งผู้มีชัย นางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ คลื่นลมในจวนสกุลเซี่ย...กำลังจะเริ่มโหมกระหน่ำขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำมือของนางเอง
ณ เรือนเงาจันทร์...
บรรยากาศภายในเรือนพักของจ้าวอี๋เหนียงนั้นเงียบสงบและเรียบง่ายราวกับอยู่ในวัดบนหุบเขา นางกำลังนั่งสอนเซี่ยชิงเหอ บุตรีของนางปักผ้าเช็ดหน้าลายปทุมอย่างใจเย็น ขณะที่บ่าวหญิงคนสนิทนำเื่ราวที่เพิ่งเกิดขึ้นในเขตเรือนหลังเข้ามารายงาน
เมื่อได้ฟังเื่ราวทั้งหมด ทั้งสองแม่ลูกต่างก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากันด้วยความประหลาดใจอย่างแท้จริง
“คุณชายใหญ่...น่ะหรือ?” จ้าวอี๋เหนียงเอ่ยทวนอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เขาไปถึงเขตเรือนพักของหลิวอี๋เหนียงเชียวหรือ?”
เดิมทีพวกเขาไม่เคยเห็นคุณชายใหญ่ผู้เก็บตัวคนนั้นย่างกรายเข้ามาในเขตเรือนหลังเลยแม้แต่ครั้งเดียว การปรากฏตัวของเขาในวันนี้จึงเป็เื่ที่น่าใยิ่งนัก
เซี่ยชิงเหอวางสะดึงในมือลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่มักจะสงบนิ่งอยู่เสมอ บัดนี้กลับฉายแววครุ่นคิดอันล้ำลึก “ไม่น่าเชื่อ...หลังจากเกิดเื่ใหญ่โตถึงเพียงนั้น เขายังมีอารมณ์มาเดินเล่นถึงที่นี่ได้” นางกล่าวเสียงเรียบ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าเื่นี้มันไม่ธรรมดา
จ้าวอี๋เหนียงถอนหายใจยาว “ช่างเถิด...จะเป็ด้วยเหตุผลอันใดก็ตามแต่” นางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาที่เคยเหนื่อยล้า บัดนี้กลับมีประกายแห่งความหวังริบหรี่ฉายออกมา
นางแอบคิดในใจเงียบๆ ‘บางที...นี่อาจจะเป็ชะตาชีวิตที่พลิกผันของคุณหนูเจ็ดผู้น่าสงสารคนนั้นก็ได้...อย่างน้อย การที่คุณชายใหญ่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ก็ยังดีกว่าการถูกทอดทิ้งให้เหี่ยวเฉาไปตามยถากรรมในมุมมืดแห่งนี้’
นางไม่ได้กล่าวความคิดนั้นออกมาดังๆ ทำเพียงแค่หันกลับมาสนใจลายปักในมือบุตรีดังเดิม...คลื่นลมภายนอกจะโหมกระหน่ำรุนแรงเพียงใด...สำหรับผู้อยู่อาศัยในเรือนเงาจันทร์แห่งนี้...การอยู่อย่างสงบและไม่ตกเป็เป้าสายตาของใคร คือหนทางที่ดีที่สุดในการเอาตัวรอด…
………………
ยามเห็นนวลน้องแก้ว...........อุราพี่แหลกร้าวราน
เคราะห์กรรมอันใดพาน..........ให้น้องเ้าเดียวดาย
แววเนตรเ้าโศกศัลย์...........ความหวังนั้นเลือนลับหาย
ดุจมีเื่เลวร้าย.................ที่เก็บไว้ในอุรา
พี่ขอตั้งสัตย์จา...................จะเฝ้าคอยปกป้องภัย
มอบรักด้วยดวงใจ...............มิให้น้องหมองศรี
ความจริงที่ถูกย่ำยี..............พี่จะสืบค้นนำความ
ล้างมลทินชั่วทราม..............คืนศักดิ์ศรีแก่น้องเอย