สองวันคล้อยหลังจากการโจมตีระลอกแรก ท้องนภาเหนือสำนักวิถีเมฆาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็สีแดงชาดอมส้มอย่างน่าประหลาด ราวกับหยาดโลหิตที่ถูกละเลงจนเจือจางไปในผืนน้ำกว้าง แสงสีแดงฉานนั้นแผ่เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา ส่งผลให้ยอดสน ขุนเขา และลานหินทั่วทั้งสำนักดูคล้ายถูกฉาบย้อมด้วยคราบสนิมโบราณ
ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินี้ถูกขนานนามว่า "พระจันทร์เื"
ในตำราเก่าแก่มีบันทึกจารึกเอาไว้ว่า มันจะปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในรอบศตวรรษ และทุกคราที่มันสาดแสงลงมาสู่โลก มักจะมีเหตุการณ์นองเืครั้งใหญ่ติดตามมาเสมอ ค่ำคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน สายลมหนาวพัดผ่านป่าสนด้านหลังเขา เสียงใบไม้เสียดสีกันดังซู่ซ่าแ่เบา คล้ายเสียงกระซิบกระซาบของสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
หลินอันนั่งสงบนิ่งอยู่บนโขดหินริมลำธาร แผ่นหลังเอนพิงก้อนหินใหญ่ สายตาทอดมองพระจันทร์สีโลหิตเหนือยอดไม้โดยไม่ไหวติง มือขวาของเขาประคองขลุ่ยไม้ไผ่เอาไว้ ทว่าไม่ได้ยกขึ้นเป่า เพียงแต่หมุนมันเล่นช้าๆ ระหว่างปลายนิ้วอย่างใจเย็น
ค่ำคืนนี้พวกมันจะมาอย่างแน่นอน
นั่นไม่ใช่เพียงลางสังหรณ์ ทว่าเป็การประเมินอย่างรัดกุมจากข้อมูลทั้งหมดที่เขาเก็บรวบรวมมาตลอดสองวันที่ผ่านมา พรรคโลหิตทมิฬไม่เคยปล่อยให้ภารกิจล้มเหลวแล้วถอยหายไปนานเกินสามวัน ยิ่งหากเป้าหมายหลักยังไม่สำเร็จ พวกมันย่อมต้องส่งกองกำลังชุดที่สองมาสานต่อเสมอ และยอดฝีมือชุดที่สองนี้ จะต้องแข็งแกร่งกว่าชุดแรกหลายเท่าตัว
สำนักวิถีเมฆาเองก็เตรียมรับมือไว้พร้อมสรรพ เหล่าผู้าุโทั้งเจ็ดท่านต่างแยกย้ายเฝ้าระวังตลอดทั้งคืน ค่ายกลป้องกันถูกเสริมความแข็งแกร่งในจุดอ่อนที่เคยถูกทำลายจากการโจมตีครั้งก่อน บรรดาศิษย์สายในที่ยังพอมีกำลังรบถูกจัดตั้งเป็หมู่ลาดตระเวนอย่างแ่า
ทว่าหลินอันล่วงรู้ดี สิ่งที่สำนักเตรียมการไว้นั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับ "ศัตรูที่เคยเผชิญมาแล้ว" เท่านั้น ไม่ใช่ศัตรูระดับสัตว์ร้ายที่กำลังจะมาเยือนในคืนนี้
ชายหนุ่มเก็บขลุ่ยไม้ไผ่เข้าที่สายคาดเอว ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาตั้งจิตกระชับค่ายกลผนึกกายาภายในร่างให้แ่ายิ่งขึ้น บดอัดความกดดันจากมวลกายาอันมหาศาลลงไปอีกชั้น จนกระแสพลังทั้งหมดแเีราบเรียบราวกับปุถุชนธรรมดา หลินอันสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นจึงเริ่มก้าวเดินกลับเข้าสู่เขตสำนักด้วยจังหวะที่เงียบเชียบและมั่นคง
ยามสี่ (ราวเที่ยงคืน) พระจันทร์เืยังคงแขวนเด่นอยู่กลางฟากฟ้า แสงสีแดงเข้มทับซ้อนกับแสงจันทร์สีเงิน ยิ่งทำให้ลานบรรพชนทั้งหมดดูคล้ายถูกชุบอยู่ในทะเลโลหิตบางๆ
ทันใดนั้น พวกมันก็ปรากฏกาย
ปราศจากเสียงแจ้งเตือน ไร้ซึ่งคลื่นพลังผันผวนจากค่ายกล และไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้ากระทบพื้น ร่างเงาทั้งสี่ร่วงหล่นลงมาจากท้องนภาราวกับอุกกาบาตที่ตกใส่ความว่างเปล่า
พวกลงยืนนิ่งสนิทใจกลางลานบรรพชนด้วยท่าทีสงบ ผู้าุโฝ่ายกฎระเบียบที่เข้าเวรยามอยู่ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก รีบสะบัดท่อนแขนลั่นระฆังเตือนภัยทันที
เหง่ง! เหง่ง!
ทว่าก่อนที่เสียงระฆังจะดังครบสามครา หนึ่งในบุรุษชุดดำก็ยกนิ้วมือขึ้นดีดแ่เบากลางอากาศ คลื่นพลังดัชนีพุ่งทะยานแหวกความมืด
เพล้ง!
ระฆังทองสัมฤทธิ์หนาหนักแตกกระจายละเอียดเป็เศษเล็กเศษน้อยในพริบตา เศษโลหิตปลิวว่อน เสียงเตือนภัยขาดหายไปกลางคัน ผู้าุโฝ่ายกฎระเบียบใบหน้าซีดเผือดลงทันทีด้วยความหวาดผวา
ปราณดีดทองคำ วิชาชั้นสูงระดับนั้น ผู้ลงมือจะต้องมีตบะบารมีอย่างน้อยขอบเขตสร้างรากฐานขั้นทองคำ (Gold Core) จึงจะสามารถสำแดงอานุภาพได้ถึงเพียงนี้ ยอดฝีมือชุดที่สองของพรรคโลหิตทมิฬ แข็งแกร่งกว่าพวกแรกอย่างน้อยสองขั้นใหญ่
ชายชุดดำผู้เป็หัวหน้ากลุ่มถอดหน้ากากผ้าออก เผยให้เห็นใบหน้าวัยกลางวันที่เ็าไร้ความรู้สึก บนซีกแก้มซ้ายสลักรอยสักรูป "ฝ่ามือโลหิต" สีแดงคล้ำ ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของผู้ที่สังหารชีวิตมนุษย์มาแล้วไม่ต่ำกว่าสี่สิบศพในพรรค
เขากวาดสายตาเย็นเฉียบมองไปทั่วลานกว้าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"สำนักวิถีเมฆา จงส่งศีรษะของผู้าุโมาสองคนก็พอ ค่ำคืนนี้พวกเราจะไม่เข่นฆ่าศิษย์ระดับล่างให้เสียเวลา"
บนหลังคาไม้เก่าแก่ของเรือนเก็บเสบียง หลินอันนั่งชันเข่าเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ทันทีที่ระฆังแตกสลาย ประสาทััของเขาก็รับรู้ถึงความผิดปกติได้ทันควัน หลังจากที่เขาได้ดูดซับพลังจากข้อไผ่ปริศนาข้อที่สอง ร่างกายของเขาก็มีปฏิกิริยาไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น กระแสลม การสั่นะเืใต้พิภพ และการไหลเวียนของปราณรอบกายล้วนเด่นชัดเจนกว่าปุถุชนหลายเท่าตัว
สี่คน และทุกคนล้วนมีกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งจนน่ากลัว
ชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง เฝ้ามองดูเหล่าผู้าุโของสำนักที่กำลังรีบรุดเข้ามายังลานบรรพชนโดยไม่ขยับกาย
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนก้าวเดินออกมาช้าๆ เพียงลำพัง แม้ท่วงท่าจะดูสงบนิ่ง ทว่าคลื่นปราณที่แผ่ซ่านรอบตัวกลับหนักแน่นดั่งขุนเขาเคลื่อนกาย
"พรรคโลหิตทมิฬ" อาจารย์ใหญ่เอ่ยเสียงเรียบ "ผู้ว่าจ้างของพวกท่านมิได้บอกกล่าวหรืออย่างไร ว่าสำนักวิถีเมฆาแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่ใครจะนึกมาข่มขู่คุกคามตามใจชอบได้"
ชายใบหน้าเ็าผู้นั้นไม่ได้เอ่ยปากตอบโต้ เขาเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็สัญญาณ
ทันใดนั้น ร่างเงาทั้งสามด้านหลังก็กระโจนพรวดออกไปสามทิศทางพร้อมกัน เหล่าผู้าุโที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามขอบลานพุ่งตัวออกมารับมือในทันที
เปรี้ยง! ตูม!
เสียงพลังปราณเข้าปะทะกันดังกึกก้องกังวานในความมืด แสงสีครามสว่างวาบจากอาจารย์ซ่งเปย์ แสงสีเขียวทองเจิดจ้าจากผู้าุโฝ่ายตำรา และแสงสีแดงคล้ำดุจโลหิตของมือสังหาร ทุกขุมพลังพุ่งเข้าหักล้างกันกลางอากาศ จนลาน บรรพชนสว่างวาบสลับมืดมิดราวกับอยู่ท่ามกลางพายุอสนีบาต
ทว่าชายใบหน้าเ็าผู้เป็ผู้นำยังคงหยัดยืนนิ่ง สายตาคมกริบจับจ้องเพียงร่างของอาจารย์ใหญ่อู๋หยวนเท่านั้น
"ท่านแข็งแกร่งกว่าข้อมูลในรายงานมากนัก" เขาเอ่ยช้าๆ "ทว่าท่านชราภาพมากแล้ว และอาจารย์ซ่งเปย์เองก็ยังไม่หายดีจากอาการาเ็"
อาจารย์ใหญ่มิได้เอ่ยคำวาจา ท่านเพียงยกกำปั้นขึ้นช้าๆ ปราณสีทองอ่อนเริ่มไหลเวียนควบแน่นรอบกาย วินาทีต่อมา ร่างของชายใบหน้าเ็าก็พุ่งทะยานเข้าใส่ทันที!
เขาทิ้งเส้นแสงสีแดงฉานยาวเหยียดกลางอากาศประดุจดาวตก กำปั้นของทั้งสองปะทะกันตรงใจกลางลานศิลาดังสนั่น แรงะเิจากแรงปะทะกระแทกพื้นหินแกรนิตจนแตกร้าวเป็ใยแมงมุม เศษศิลาปลิวกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง อาจารย์ใหญ่ถึงกับต้องก้าวถอยหลังไปสามก้าว ส้นเท้าครูดคร้าดขีดเป็รอยลึกบนพื้นหิน ทว่าฝ่ายตรงข้ามเองก็ต้องชะงักงัน ข้อมือของชายใบหน้าเ็าสั่นระริกเบาๆ แววตาที่เคยไร้อารมณ์ฉายร่องรอยความตื่นตระหนกออกมาเป็ครั้งแรก
"ปราณหินมหาสถาวร... วิชาระดับตำนานนี้ ยังหลงเหลือสืบทอดอยู่ในยุคสมัยนี้อีกรึ"
หลินอันเฝ้าดูการเริงระบำแห่งความตายทั้งหมดจากบนหลังคาด้วยความสงบ เขาวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ฝ่ายสำนักวิถีเมฆากำลังตกเป็รองอยู่เล็กน้อย อาจารย์ใหญ่เริ่มถูกกดดันทีละก้าว อาจารย์ซ่งเปย์ก็ยังไม่อาจสำแดงพลังได้เต็มที่เนื่องจากอาการาเ็เก่า ส่วนผู้าุโท่านอื่นต่างถูกตรึงกำลังไว้จนหมดสิ้น
ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของหลินอันกลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติอีกจุดหนึ่ง
หอคัมภีร์
สถานที่แห่งนั้นเงียบสงัดจนเกินไป ในขณะที่ผู้คนทั้งหมดกำลังจดจ่ออยู่กับสมรภูมิเบื้องหน้า กลับไม่มีผู้ใดอยู่เฝ้ารักษาการณ์ที่หอคัมภีร์เลยแม้แต่คนเดียว ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย
นี่ต่างหาก... คือเป้าหมายที่แท้จริง ยอดฝีมือทั้งสี่คนที่ลานบรรพชนเป็เพียง "ตัวล่อ" เพื่อดึงความสนใจเท่านั้น
หลินอันลุกขึ้นจากหลังคาเรือนเก็บเสบียง ก่อนจะะโทิ้งตัวลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างไร้สุ้มเสียง ปลายเท้าััผืนปฐีแ่เบาราวกับใบไม้ร่วง เขาไม่ได้เร่งรีบจนเสียกิริยา เพียงแต่ก้าวเดินให้เร็วขึ้นเล็กน้อย ลัดเลาะผ่านซอกมุมอาคาร มุ่งตรงไปยังหอคัมภีร์ทันที
เมื่อมาถึงหอคัมภีร์ บานประตูหลักยังคงปิดสนิท ทว่ารอยฝุ่นจางๆ บนพื้นดินกลับเผยร่องรอยฝีเท้าของผู้บุกรุกได้อย่างชัดเจน มีคนใช้วิชาตัวเบาชั้นสูงลอบเร้นก้าวข้ามผ่านหน้าต่างชั้นสองเข้าไปอย่างน้อยสองคน
หลินอันเลือกที่จะไม่เปิดประตูใหญ่เพื่อไม่ให้ศัตรูไหวตัวทัน เขาอ้อมไปยังด้านข้าง ดันบานหน้าต่างไม้แคบๆ ออกเบาๆ ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในความมืดมิดภายในหอคัมภีร์เงียบเชียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าแ่เบาที่ดังแว่วมาจากชั้นบน ชายหนุ่มก้าวเดินขึ้นบันไดไม้ทีละขั้นด้วยความระมัดระวังเป็ที่สุด ทุกย่างก้าวเขาจำต้องควบคุมน้ำหนักและเรี่ยวแรงอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิด มวลกายาอันหนักอึ้งของเขาอาจจะบดขยี้ขั้นบันไดให้พังทลายลงมาทั้งแถบได้
เมื่อก้าวขึ้นมาถึงชั้นสอง เขาเห็นร่างในชุดดำสองคนกำลังเร่งรีบพลิกค้นชั้นวางตำราโบราณ หนึ่งในนั้นถือแผ่นศิลาโลหิตที่เปล่งประกาย แสงวาบเบาๆ คล้ายดั่งศาสตราวุธเวทที่ใช้ระบุตำแหน่งสิ่งล้ำค่า
"ชั้นวางที่สาม... ช่องที่สี่" มันพึมพำเสียงเบา ก่อนที่ทั้งคู่จะมุ่งตรงไปยังมุมลึกสุดของห้องหับ
หลินอันก้าวเท้าเข้าไปในระยะประชิดอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นเรียบๆ
"ดึกดื่นปานนี้แล้ว หอคัมภีร์ปิดทำการแล้วครับ"
มือสังหารทั้งสองหันขวับกลับมาทันที ทว่าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับเครื่องแบบของศิษย์สายนอกธรรมดา สีหน้าตึงเครียดของพวกมันก็พลันผ่อนคลายลงชั่วขณะ
"ไม่ใช่เื่ของเ้า" หนึ่งในนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า "หากไม่อยากตายก็จงไสหัวไปซะ"
หลินอันจ้องมองพวกมันด้วยแววตาสงบนิ่ง
"ข้าคิดว่า พวกท่านกรุณาเดินออกไปจากที่นี่ด้วยความสงบจะดีกว่าครับ"
มือสังหารทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ทันใดนั้น อีกฝ่ายก็ชักมีดสั้นคู่สีโลหิตออกมากระชับมั่น
"จะอยู่หรือตาย เ้าเลือกเอาเองก็แล้วกัน!"
สิ้นคำกล่าว ร่างของมือสังหารก็พุ่งทะยานเข้าใส่ทันที มีดสั้นทั้งสองเล่มตวัดไขว้เป็กากบาท ฟันสวนมาจากทางซ้ายและขวาหมายจะตัดข้อมือและลำคอของชายหนุ่มให้ขาดสะบั้นพร้อมกัน หลินอันไม่ได้ขยับกายหลบเลี่ยงแม้แต่ชุ่นเดียว เขาเพียงยกท่อนแขนซ้ายขึ้นตั้งรับคมมีดตรงๆ
เพล้ง!
มีดสั้นเล่มแรกหักสะบั้นเป็สองท่อนในพริบตา ราวกับตวัดฟันใส่แท่งเหล็กกล้าพันปี แรงสะท้อนย้อนกลับอัดกระแทกจนฝ่ามือของผู้โจมตีชาหนึบไร้ความรู้สึก ทว่ามีดอีกเล่มกลับพุ่งตรงเข้าหาลำคอของเขาแล้ว!
หลินอันเอียงศีรษะหลบเพียงครึ่งนิ้ว คมมีดเฉือนผ่านอากาศว่างเปล่าข้างลำคอไปอย่างหวุดหวิด ก่อนที่ฝ่ามือของชายหนุ่มจะยื่นออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้
แกร๊ก!
กระดูกข้อมือของมือสังหารผู้นั้นถูกแรงบีบมหาศาลบดขยี้จนแตกละเอียดคามือ เศษโลหิตและหยาดเืร่วงกราวลงสู่พื้นดิน ชายชุดดำใบหน้าซีดเผือด รีบกระชากกายถอยร่นหนีอย่างตื่นตระหนก
ทว่ามือสังหารอีกคนที่ถือแผ่นศิลาเวท กลับอาศัยจังหวะนี้พุ่งทะยานไปทางหน้าต่าง ในอ้อมแขนของมันโอบกอดกล่องไม้สีดำสนิทที่เพิ่งดึงออกมาจากซอกลึกของชั้นวาง
โลงศพโบราณ... หลินอันจดจำมันได้ในทันที สิ่งนั้นคือโลงศพใบที่สอง
ชายหนุ่มทะยานร่างตามไปในชั่วพริบตา
"หยุดก่อนครับ"
ฝ่ามือหนาเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของอีกฝ่ายกลางอากาศ ก่อนจะออกแรงกดลงเบาๆ
อั่ก!
เสียงกระดูกข้อเท้าลั่นหักดังชัดเจน ร่างของมือสังหารร่วงหล่นกระแทกพื้นศิลาอย่างรุนแรง กล่องไม้สีดำหลุดมือกลิ้งหลุกหลิกไปตามพื้น หลินอันขยับกายอย่างว่องไว คว้าจับกล่องไม้เอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะตกกระทบพื้น
ทว่าจากทางด้านหลัง มือสังหารคนแรกที่ข้อมือหักกลับฝืนใจพุ่งเข้ามาลอบโจมตีซ้ำ ชายหนุ่มไม่ได้แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง เขาเพียงแค่ยกข้อศอกซ้ายขึ้นกระแทกไปเื้ัเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ
ปัง!
ข้อศอกที่หนักอึ้งราวกับมหาคีรีถล่มอัดกระแทกเข้าใส่ทรวงอกและซี่โครงของอีกฝ่ายเต็มรัก เสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้นดังก้อง ร่างของมือสังหารปลิวกระเด็นลอยไปปะทะกับชั้นวางตำรา ส่งผลให้ม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ร่วงกราวลงมากระจัดกระจายเกลื่อนพื้นดิน หลังจากนั้น สรรพสิ่งภายในห้องหับก็ตกสู่ความเงียบสงบอีกครา
หลินอันหยัดยืนอยู่ใจกลางห้องเพียงลำพัง ในมือประคองโลงศพสีดำสนิทเอาไว้ ขณะที่ร่างของมือสังหารทั้งสองนอนทอดกายหมดสภาพอยู่บนพื้น
ตัดกลับมาทางด้านลานบรรพชน การต่อสู้ภายนอกยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดเืพล่าน อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนเข้าปะทะคารมและเพลงยุทธ์กับชายใบหน้าเ็าไปมากกว่าร้อยกระบวนท่า จนพื้นศิลาแตกร้าวเป็แนวลึก เสียงะเิของพลังปราณะเืเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหุบเขา
ชายใบหน้าเ็าหรี่ตาแคบลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นในระหว่างที่กำลังพัวพันติดพัน
"เหตุใดสัญญาณรายงานจากกองกำลังชุดที่สอง จึงยังไม่ส่งมาอีก"
ปราศจากถ้อยคำตอบรับใดๆ ความเงียบสงัดที่เกิดขึ้นส่งผลให้สีหน้าของผู้นำมือสังหารเริ่มแปรเปลี่ยนไปในที่สุด
"ถอยทัพ!" เขาสั่งการพลางทะยานร่างถอยฉากออกมาหนึ่งก้าวทันที
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนไม่ได้ก้าวเท้าไล่ตาม ท่านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"พวกท่านคงส่งคนลอบเข้าไปที่หอคัมภีร์สินะ ข้าเองก็อยากจะล่วงรู้นัก ว่าผู้ใดกันที่เป็คนจัดการกับพวกมัน"
ชายใบหน้าเ็าเบือนหน้ามองไปทางทิศทางของหอคัมภีร์ และในวินาทีนั้นเอง ร่างเงาหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืดใต้แสงสว่างอันแดงฉานของพระจันทร์เื
เขาเป็เพียงชายหนุ่มในชุดศิษย์สายนอกธรรมดา ในมือโอบอุ้มกล่องไม้สีดำสนิทเอาไว้ หลินอันก้าวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า สีหน้าท่าทางเรียบสงบ ราวกับว่าตัวเขาเพิ่งจะเดินกลับมาจากตลาดก็มิปาน เมื่อก้าวมาถึงระยะ ชายหนุ่มก็ก้มศีรษะคารวะอาจารย์ใหญ่เล็กน้อย
"ท่านอาจารย์ใหญ่ครับ ข้าตรวจพบผู้บุกรุกสองคนซุ่มซ่อนอยู่ที่ชั้นสองของหอคัมภีร์ บัดนี้ข้าได้ทำการควบคุมตัวพวกมันเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และดูเหมือนพวกมันกำลังพยายามลักลอบนำสิ่งนี้ออกไปนอกสำนักครับ"
กล่าวจบ เขาก็ยื่นส่งกล่องไม้สีดำสนิทออกไปเบื้องหน้า
ทั่วทั้งลานบรรพชนพลันดิ่งลึกลงสู่ความเงียบสงัดทันที ไม่ว่าจะเป็เหล่าผู้าุโระดับสูงของสำนัก หรือบรรดายอดมือสังหารพรรคโลหิตทมิฬ ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่ร่างของชายหนุ่มศิษย์สายนอกผู้นี้เป็ตาเดียวกัน ชายใบหน้าเ็าจ้องมองหลินอันนิ่งสนิท เป็ครั้งแรกที่แววตาอันไร้ความรู้สึกของเขาฉายประกายความตื่นตะลึงและสนใจอย่างแท้จริง
"เ้า... ลงมือจัดการพวกมันด้วยตัวคนเดียลงั้นรึ" เขาเอ่ยถามช้าๆ
หลินอันพยักหน้ารับคำเบาๆ
"ครับ พอดีข้าบังเอิญเดินผ่านมาทางนั้นพอดี"
ความเงียบอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมสมรภูมิ ชายใบหน้าเ็าจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มอยู่อีกหลายอึดใจ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นช้าๆ เป็สัญญาณ กลุ่มมือสังหารที่เหลืออีกสามคนรีบทะยานร่างล่าถอยกลับมารวมกลุ่มกันทันที
"ค่ำคืนนี้พอแค่นี้ก่อน ภารกิจในครานี้ยังมิได้จบสิ้นลง เพียงแต่... ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม" หัวหน้ามือสังหารเอ่ยเสียงเรียบ
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเขม็ง "พรรคโลหิตทมิฬของพวกท่าน คิดจะหวนกลับมาเยือนสำนักวิถีเมฆาแห่งนี้อีกเมื่อใดกัน"
ชายใบหน้าเ็าเผยรอยยิ้มบางเบา เป็รอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมและเยือกเย็นจนชวนให้ผู้พบเห็นต้องหลั่งเหงื่ออกมาด้วยความหนาวสะท้าน
"ก็เมื่อยามที่ตัวข้าได้ล่วงรู้กระจ่างแจ้งแล้วว่า... แท้จริงแล้ว สิ่งที่ตัวข้ากำลังเผชิญหน้าอยู่ในสำนักแห่งนี้ คือตัวตนระดับสัตว์ประหลาดชนิดใดกันแน่"
สิ้นเสียงคำกล่าว ร่างเงาทั้งสี่ก็พุ่งทะยานขึ้นสู่สรวง์พร้อมกัน ก่อนจะเร้นกายหายลับไปกับความมืดมิดของค่ำคืนพระจันทร์เือย่างรวดเร็ว
หลังจากมหาศึกสิ้นสุดลง ลานบรรพชนหลงเหลือไว้เพียงเศษซากปรักหักพังและกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้ง อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนหมุนกายหันมามองใบหน้าของหลินอันเงียบๆ อยู่นานแสนนาน กล่องไม้สีดำสนิทในมือของชายหนุ่มดูคล้ายจะปลดปล่อยประกายแสงจางๆ ออกมาอย่างลึกลับ
"หลินอัน เ้าไปที่หอคัมภีร์ั้แ่เมื่อใดกัน" ท่านเอ่ยปากถามในที่สุด
หลินอันเอ่ยตอบอย่างสงบนิ่ง "ข้าบังเอิญจับสังเกตได้ว่าไม่มีผู้ใดอยู่เฝ้ารักษาการณ์ที่นั่นเลยขอรับ ข้าจึงคิดเป็ห่วงลอบเดินไปสำรวจดู"
"แล้วเ้าใช้ใช้วิชาฝีมือใด ในการสยบมือสังหารยอดฝีมือทั้งสองคนนั้นลงได้"
บังเกิดความเงียบสงัดขึ้นชั่วอึดใจ ก่อนที่หลินอันจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังยิ่ง
"ข้ามิได้ลงมือกระทำสิ่งใดเลยครับ พวกมันคงจะตื่นตระหนกจนเกินไป ยามที่คิดจะหลบหนีจึงพากันวิ่งไปชนเข้ากับกำแพงศิลาหนาจนหมดสภาพไปเอง"
อาจารย์ซ่งเปย์ที่ยืนพยุงกายอยู่ใกล้ๆ ถึงกับหลุดไอออกมาเบาๆ คล้ายพยายามจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ทว่าตัวของท่านอาจารย์ใหญ่กลับไม่ได้เอ่ยปากซักไซ้ไล่เลียงสิ่งใดสืบต่อ ท่านเพียงทอดสายตามองลึกเข้าไปในดวงตาของหลินอันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าววาจาอย่างเชื่องช้า
"รุ่งเช้าของวันพรุ่งนี้ จงไปพบข้าที่ศาลาหลัก"
นั่นหาใช่ประโยคคำถามหรือคำขอร้อง ทว่ามันคือคำสั่ง หลินอันน้อมศีรษะลงรับคำทันที
"รับทราบครับ"
หลังจากการต่อสู้อันตึงเครียดผ่านพ้น ร่างของมู่หรงเสวี่ยก็รีบวิ่งทะยานตรงเข้ามาหาเขาในทันที นางมีอาการหอบเหนื่อยเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่งามกวาดสำรวจตรวจตราไปทั่วร่างกายของชายหนุ่มอย่างรวดเร็วด้วยความระแวดระวัง
"เ้าได้รับาเ็ตรงที่ใดหรือไม่ ข้าได้ยินผู้อื่นบอกเล่าว่าหอคัมภีร์ถูกลอบโจมตี"
"ข้าปลอดภัยดีครับ ไม่ได้รับาเ็อันใดเลย" หลินอันตอบกลับเสียงเรียบ
มู่หรงเสวี่ยลอบผ่อนลมหายใจออกมาดยาวเหยียด ก่อนจะหรี่ตาแคบลงจ้องมองเขาด้วยสายตาจับผิด
"เ้าอยู่ที่นั่นจริงๆ สินะ"
"ข้าเพียงแค่เดินผ่าน..."
"หยุดเอ่ยคำว่าบังเดินผ่านได้แล้ว!" หญิงสาวเอ่ยขัดขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของนางแฝงความระอาและเหนื่อยใจอยู่หลายส่วน "ตัวเ้าไม่เคยบังเอิญเดินผ่านเหตุการณ์ใดแบบธรรมดาสามัญเลยสักครั้งเดียว"
หลินอันนิ่งเงียบ มู่หรงเสวี่ยจ้องมองใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดถอนลมหายใจออกมาดยาว
"ตัวข้าไม่ได้มีเจตนาที่จะมาบังคับขู่เข็ญให้เ้าต้องเอ่ยปากบอกเล่าความลับในใจหรอกนะ ทว่าข้าอยากจะขอร้องเ้าสักเื่หนึ่งได้หรือไม่"
"เื่อันใดหรือครับ"
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"โปรดอย่าทำให้ข้าต้องวิ่งตามหาเ้า ด้วยหัวใจที่เต้นระทึกด้วยความหวาดกลัวเช่นนี้บ่อยนักเลย ตัวข้ายังอายุไม่มากพอที่จะต้องมารองรับสภาวะความเครียดและตื่นตระหนกเช่นนี้ในทุกคราหรอกนะ"
กล่าวจบ นางก็หมุนกายหันหลังเดินจากไปทันที หลินอันทอดสายตามองตามแผ่นหลังบางของหญิงสาวภายใต้แสงสีแดงหม่นของพระจันทร์เือยู่อย่างเงียบเชียบ ก่อนที่รอยยิ้มบางเบาที่ยากจะสังเกตเห็นจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
"รับทราบครับ" ชายหนุ่มรำพึงเบาๆ กับตนเอง
ก่อนที่จะก้าวเท้ากลับคืนสู่เรือนพักของศิษย์สายนอก หลินอันหยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าหอคัมภีร์อันเก่าแก่ สายตาทอดมองอาคารไม้โบราณคร่ำคร่าภายใต้แสงราตรีสีเืด้วยความนึกคิด
โลงศพใบที่สอง รูปลักษณ์ภายนอกของมันช่างดูคล้ายคลึงกับใบแรกสุดที่ซ่อนอยู่ในหอศัสตราเก่าทุกประการ ทว่าสิ่งที่น่ากังวลใจคือ พรรคโลหิตทมิฬกลับล่วงรู้พิกัดตำแหน่งของมันได้อย่างแม่นยำ ราวกับมีแผนที่จารึกบอกกล่าวไว้ล่วงหน้า พวกมันรู้ลึกไปถึงขั้นที่ว่าสิ่งของสิ่งนี้ถูกจัดเก็บอยู่ ณ ชั้นวางใดและช่องเก็บที่เท่าใด
นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า มีใครบางคนที่ล่วงรู้ความลับเื่การดำรงอยู่ของโลงศพเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว บุคคลผู้นั้นอาจจะเป็อดีตคนที่เคยพำนักอาศัยอยู่ในสำนักแห่งนี้ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องเป็ผู้ที่เคยได้ััและศึกษาข้อมูลสารของท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักมาก่อนเป็แน่ และม้วนตำราโบราณทั้งสามม้วนที่ถูกลักขโมยไปในคืนแรก บันทึกเื่ราวที่เกี่ยวข้องกับสุสานบรรพชน ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเริ่มเชื่อมโยงร้อยรัดเข้าหากันทีละชิ้นราวกับภาพจิ๊กซอว์
หลินอันเก็บซ่อนความนึกคิดและข้อสันนิษฐานทั้งหมดเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจอย่างเงียบเชียบ จากนั้นจึงหมุนกายก้าวเดินกลับไปยังเรือนพักของตนช้าๆ
รุ่งเช้าของวันพรุ่งนี้ เขาจำเป็ต้องเดินทางไปเข้าพบท่านอาจารย์ใหญ่ที่ศาลาหลัก และเขาก็ตระหนักดีว่า บทสนทนาที่กำลังจะบังเกิดขึ้นนั้น อาจจะเป็เื่ราวที่ยากลำบากและซับซ้อนยิ่งกว่าการลงมือเข้าหักหาญสยบมือสังหารทั้งสองคนในค่ำคืนนี้หลายเท่าตัวนัก