เย่จื่อเฟิงถูกน้องสาวลากออกมายังที่ไร้ซึ่งผู้คน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแน่แล้วเย่เสวี่ยอี๋ก็หยุดฝีเท้าลง
" ท่านพี่จื่อเฟิง ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือไร? ไฉนถึงไปเดิมพันอะไรเสี่ยงๆ เช่นนั้นกับเ้าหวางหลิน? หากท่านพ่อรู้เข้า ท่านพี่จะต้องถูกตําหนิอีกแน่ๆ โทษฐานที่ทําให้ตระกูลเย่ต้องอับอายขายหน้า...”
แม้ว่าเย่เสวี่ยอี๋จะมีสีหน้าเ็า แต่แท้จริงแล้วภายในใจของนางกลับเป็ห่วงเขามากๆ
"อับอายขายหน้า? ไฉนข้าต้องทําให้ตระกูลเย่อับอายขายหน้าด้วยเล่า? เ้าถึงไม่คิดว่าข้าจะชนะแล้วนําชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูลบ้างเลยงั้นหรือ?” เย่จื่อเฟิงโต้กลับ
ณ เวลานี้ เขาได้ประกอบเศษเสี้ยวชิ้นส่วนความทรงจําเก่าๆ ทั้งหมดเข้าด้วยกันจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว เขารู้ว่าสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้ายามนี้คือน้องสาวของเขาเอง อีกทั้งภายในตระกูลเย่ นอกจากน้องสาวผู้นี้ ก็ไม่มีผู้ใดเหลียวแลใส่ใจไยดีเขาเลย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของเย่เสวี่ยอี๋ถึงกลับเบิกกว้าง " ท่านพี่! ท่านจะชนะหวางหลิน แล้วนําชื่อเสียงกลับคืนสู่วงศ์ตระกูลของเราเช่นนั้นหรือ? น้องมิได้หูฝาดไปใช่หรือไม่ ท่านพี่จื่อเฟิง ท่านโดนเ้าพวกนั้นตบตีจนเสียสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไร? ไม่ได้การล่ะ... วันนี้น้องจะไม่ปล่อยพวกมันไว้แน่ น้องจะไปแก้แค้นให้ท่าน!”
เมื่อครั้งเยาว์วัยนางเติบโตเล่นดินเล่นโคลนมาพร้อมๆ กับเย่จื่อเฟิง นางจึงเป็ห่วงเป็ใยพี่ชายคนนี้เอามากๆ และนางก็ไม่อาจทานทนได้ เมื่อเห็นว่าผู้ใดบังอาจมารังแกที่ชายสุดที่รักของตนเอง นางจะต้องจัดการพวกมันอย่างสาสม เพราะในสายตาของนางแล้วเย่จื่อเฟิงหาใช่คนไร้ค่าแต่อย่างใด
ทว่าบัดนี้พี่ชายสุดที่รักของนางกลับกลายเป็คนฟั่นเฟือนเสียสติ เพราะถูกคนใจบาปหยาบช้ารังแก
เย่จื่อเฟิงรีบเอื้อมมือไปจับแขนอันเพรียวบางของนาง ห้ามรั้งนางไว้แล้วกล่าวว่า " ข้าสบายดี...อย่าได้กังวลไปเลย พี่ชายของเ้าหาได้เสียสติไม่ ข้าแค่สุขุมขึ้นมาก มีสติยั้งคิดไตร่ตรอง บางทีคงต้องบอกว่า...ข้าสบายดีอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อนเชียวล่ะ อีกอย่างตอนนี้ข้าก็เริ่มใจเย็นลงได้แล้ว อย่าให้มือของเ้าต้องไปแปดเปื้อนกับสิ่งโสโครกสกปรกโดยไม่จำเป็เลย " ดวงตาของเขาสื่อความหมายออกมาอย่างสุดซึ้ง
" ถ้าเช่นนั้น… น้องจะเชื่อฟังท่านพี่ ถึงแม้คนอย่างพวกมันจะไม่ควรค่าให้เหลียวแล แต่น้องก็จะขอสั่งสอนมันแค่สถานเบาก็แล้วกัน ให้พวกมันได้รู้ซึ้งว่าระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 8 ห่างชั้นกับระดับของพวกมันมากเพียงใด”
เย่เสวี่ยอี๋กล่าวไปกระทืบเท้าไปอย่างมีโทสะฉุนเฉียว แม้ว่านางอยากจะระบายความอัดอั้นแค้นใจนี่เสียเหลือเกิน แต่ก็ยอมล้มเลิกอย่างว่าง่าย ทั้งหมดเพราะเชื่อฟังคำพูดของพี่ชาย แม้นางมักชอบแสดงสีหน้าเ็าเฉกเช่นภูผาเหมันต์ แต่บุคลิกและนิสัยใจคออีกด้านหนึ่งของนางกลับน่ารักน่าชังราวกับสาวน้อยผู้แสนสดใสนับว่าเป็คนละคนเลยก็ว่าได้ แล้วผู้ที่จะสามารถได้เห็นอุปนิสัยด้านนี้ของนางได้ ก็มีเพียงท่านพี่จื่อเฟิงกับญาติสนิทเท่านั้น
เย่จื่อเฟิงทอดถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก ภายในหัวใจของเขารู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นว่า " การที่มีคนในครอบครัวคอยห่วงใย มันรู้สึกดีเช่นนี้นี่เอง "
ชาติภพที่แล้วเขาเป็เด็กกำพร้า ชีวิตของเขาทุ่มเทอยู่กับการปรุงโอสถ จนมีชื่อเสียงโด่งดังมีอำนาจบารมีล้นพ้น แต่หาได้มีรักแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีนั่นกลับว่างเปล่า แต่ละคนที่เข้ามานั้นไร้ความจริงใจล้วนแล้วแต่เสแสร้ง แสร้งทำพินอบพิเทาคล้อยตามไปอย่างนั้น
เขาพบเจอแต่คนเสแสร้ง ไม่เคยรู้จักคำว่ารักแท้มาก่อน
"ท่านเอ่ยว่ากระไรนะ?”
เย่จื่อเฟิงส่ายศีรษะแล้วเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบาว่า " เปล่า...ไม่มีอันใด ข้าแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น”
เย่เสวี่ยอี๋สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดข่มจิตใจให้เย็นลง ขนาดที่สายตายังคงจับจ้องอยู่บนร่างของพี่ชายสุดที่รัก ยามนี้ตามเนื้อตามตัวของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยาแจากการทุบตี เมื่อเห็นเช่นนี้นางก็รู้สึกเ็ปใจเป็อย่างยิ่งยากจะทานทนได้ จมูกฟึดฟัดสกัดกั้นความเศร้าโศกเสียใจและหยาดน้ำตาไม่ให้รินไหลออกมา ภาพๆ นี้เสมือนดั่งหยาดทิพย์ชโลมตั้งพรมบนดอกแพร์ก็ไม่ปาน
" ท่านพี่... บางทีน้องก็แอบคิดว่ามันจะดีเพียงใด หากท่านไม่ถูกมองว่าเป็คนไร้ค่าเช่นนี้ น้อง... ไม่คาดหวังอะไรมากขอแค่ท่านไม่ต้องถูกคนชั่วช้าต่ำทรามอย่างหวางหลินรังแก น้องก็พอใจแล้ว”
ในชีวิตนี้สิ่งที่เย่จื่อเฟิงไม่อาจทานทนได้ก็คือ หยาดน้ำตาของอิสตรี แต่เขายังไม่สามารถอธิบายใดๆ ได้ยามนี้ สายตาของเขาเปลี่ยนเป็จริงจัง จิตใจมุ่งมั่นที่จะพลิกชะตาปรับเปลี่ยนสถานการณ์ มันเป็เพราะเขาไม่้าให้น้องสาวผู้แสนดีต้องทุกข์ใจเพราะห่วงใยเขามากไปกว่านี้อีกแล้ว!
" โอ๋ๆ ๆ พอแล้วๆ ไม่ต้องกล่าวอะไรแล้ว สามวันมันแค่แป๊บเดียวผ่านไปไวเหมือนโกหก เอาเป็ว่าถ้าจะต้องเตรียมตัวเตรียมการให้พร้อม นี่ก็สายมากแล้ว...เรากลับบ้านกันเถอะ "
หลังจากก้าวเดินออกไปแค่เพียงไม่กี่ก้าว ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาหันหลังกลับมามองแล้วกล่าวขึ้นด้วยท่าทางเขินอายว่า
" เอ่อ∼ ว่าแต่... น้องสาวข้า บ้านเราไปทางไหน?”
เย่เสวี่ยอี๋ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก “...”
.....
เมื่อ 20 ปีก่อน ตระกูลเย่ถือเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ อย่างเช่น ตระกูลหวางแห่งทิศบูรพา และ ตระกูลหลิวแห่งทิศประจิม ผู้คนต่างรู้จักกันในนามของสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเหลยโจว
แต่แล้วทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนไป เมื่อบุตรชายคนโตอย่างเย่จื่อเฟิงถือกำเนิดขึ้นมา
เย่จื่อเฟิงเป็เด็กขี้โรคั้แ่ถือกำเนิด และถูกปรมาจารย์ิญญายุทธ์ทำนายว่าเป็ผู้ไร้ความสามารถอย่างสิ้นเชิงในรอบร้อยปี ปัจจุบันหลังจากเขาผ่านการฝึกฝนมานานหลายปี พื้นฐานฝึกตนของเขาก็ยังคงอยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 2 เพียงเท่านั้น กลายเป็ตัวตลกเป็ที่ขบขันในเมืองเหลยโจว แม้แพทย์มีชื่อมากมายมารักษาแต่เขาก็ไม่อาจหายได้ แล้วด้วยเพราะเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ มาั้แ่กำเนิด ผู้นำตระกูลเย่ เย่ฉงเทียน จึงต้องคอยถ่ายทอดลมปราณหล่อเลี้ยงชีวิตเอาไว้
เมื่อเย่ฉงเทียนผู้เป็บิดาเห็นระดับความเร็วในการฝึกฝนของเขา ก็เริ่มถอดใจหมดหวัง
ส่งผลให้เขากลายเป็ขยะไร้ค่าไม่ต่างจากเศษไม้เน่าผุพัง เวลานี้เขาจ้องมอง เย่จื่อเฟิง ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเ็าเฉยเมย นั่งจิบชาอย่างสบายใจลิ้มรสดื่มด่ำไปกับชาชั้นเลิศ ระหว่างนั้นก็มองถ้วยชาในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ ท่วงท่าองอาจสมกับเป็ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
"จะ... เ้าว่าเช่นไรนะ? เ้าอยากจะปรุงโอสถ?” เมื่อเย่ฉงเทียนได้ยินเื่นี้ ถึงกับพ่นน้ำชาในปากออกมาพรวดใหญ่อย่างไม่อาจยับยั้งได้
เย่ฉงเทียนดวงตาหรี่เล็กจ้องไปที่เย่จื่อฟง หลังจากนั้นก็เบนหน้าไปทางอื่นมองมาที่เย่เสวี่ยอี๋อย่างจริงจังแล้วเอ่ยปากถามขึ้น
" นี่มันอะไรกัน? พี่ชายเ้าถึงได้ ... เกิดอะไรกับเขา? "
"ท่านพ่อ... วันนี้ท่านพี่ถูกพวกต่ำช้ารังแกอีกแล้ว เขาคงยังสับสนอยู่ หรือไม่อาจเพราะท่านพ่อทิ้งระยะการถ่ายทอดลมปราณให้กับท่านพี่นานเกินไป เพราะฉะนั้นท่านพ่อช่วยถ่ายทอดถ่ายลมปราณให้ท่านพี่ตอนนี้เลยได้หรือไม่?”
เสวี่ยอี๋พูดจาอ้อมแอ้มในใจเต็มไปด้วยความกังวล หลังจากนางกลับถึงบ้าน ความสุขุมและความเ็านางก็หายไป นางเปลี่ยนกลับมาเป็สาวน้อยผู้น่ารักขี้อ้อน คอยฉอเลาะประจบประแจงบิดามารดา มุมมองนี้ของนางมีเพียงพี่ชายและบิดามารดาเท่านั้นถึงจะได้เห็น
เย่ฉงเทียนขมวดคิ้วส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า " เสี่ยวเสวี่ย ไม่ใช่ว่าบิดาผู้นี้ไม่อยากจะช่วย แต่เป็เพราะได้ถ่ายลมปราณมาให้เขาหลายปีดีดักแล้ว เ้ารู้หรือไม่ว่ามันส่งผลต่อระดับฝึกยุทธ์ของข้า จากเดิมที่อยู่ในระดับิญญายุทธ์ บัดนี้ลดลงจนเหลือแค่ระดับผู้ใช้ยุทธ์เท่านั้น หากข้ายังคงถ่ายลมปราณต่อไปเรื่อยๆ มีหวังครั้งหน้าผู้ที่จะถูกรังแกหาใช่เขา แต่คงพวกเราตระกูลเย่!”
" แต่ว่า... ท่านพ่อ ถ้าแม้แต่ท่านยังไม่ช่วยเหลือท่านพี่ แล้วผู้ใดในตระกูลเย่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขากันเล่า " เย่เสวี่ยอี๋กัดริมฝีปากตัวเองแน่นอย่างคับแค้นใจ
ความจริงทุกสิ่งที่บิดาของนางได้กล่าวมา นางนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจ ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่จะถูกรังแกในภายภาคหน้า อย่างไรเสียตระกูลเย่ก็หลุดโผจากการเป็สามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเหลยโจวมานานนมแล้ว ตระกูลเย่หาได้ยิ่งใหญ่ดังเช่นแต่เก่าก่อน และมักจะถูกสี่ตระกูลสะกดข่มอยู่เป็เนืองนิจ
เมื่อสถานการณ์เป็เช่นนี้ยังต้องมานั่งพูดถึงความสัมพันธ์ฉันมนุษย์อีกหรือ? ทั้ง ๆ ที่มันหาใช่เื่สำคัญแต่อย่างใด สำหรับทวีปิญญายุทธ์ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะได้รับความเคารพ หาหากอ่อนแอก็แพ้ไป คนพ่ายแพ้ก็ไม่ได้จากสัตว์อ่อนแอที่ต้องตกเป็อาหารให้กับนักล่าผู้แข็งแกร่ง บนดินแดนแห่งนี้ระดับการฝึกยุทธ์ถูกแบ่งออกเป็ 8 ระดับด้วยกัน ผู้ฝึกยุทธ์, ผู้ใช้ยุทธ์, ิญญายุทธ์, ปรมาจารย์ยุทธ์, จักรพรรดิยุทธ์, บรรพยุทธ์, ปราชญ์ยุทธ์, เทพยุทธ์ ส่วนเย่จื่อเฟิงกับเย่เสวี่ยอี๋ผู้อยู่ขั้นกำเนิดปราณ เพิ่งถึงเป็ขั้นเริ่มต้นฝึกหัดเพียงเท่านั้น ยังไม่ถือเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ซึ่งระดับดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ตระกูลชาติเชิดหน้าชูตาขึ้นแต่อย่างใด
แม้ว่าตระกูลเย่จะเป็ตระกูลใหญ่ แต่เย่ฉงเทียนกลับต้องแบกรับภาระทุกสิ่งทุกอย่างไว้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
"ท่านพ่อ… ได้โปรดลูกขอร้อง!” เย่เสวี่ยอี๋กะพริบตาปริบๆ กล่าวอ้อนวอนผู้เป็บิดา
เย่ฉงเทียนโบกมือแล้วกล่าวว่า " เสวี่ยอี๋ อย่าคิดงัดลูกไม้เดิมๆ มาใช้เหมือนทุกครั้งที่มาที่นี่ ครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมอ่อนข้อถ่ายลมปราณให้เ้าคนไร้ค่าผู้นี้อีกอย่างแน่นอน!”
ด้วยเพราะหลายปีมานี้ถึงเขาจะฝึกฝนยุทธ์ แต่ก็ไม่ก้าวหน้าเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย ด้วยเพราะเขาถ่ายทอดลมปราณยื้อชีวิตให้แก่เย่จื่อเฟิงอยู่เนืองๆ ซึ่งครั้งนี้เขาได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่อ่อนข้ออีก ต่อให้บุตรสาวจะงัดเอาไม้ไหนมาใช้ก็ตาม
เย่จื่อเฟิงกล่าวอย่างแ่เบาขึ้นว่า " แล้วข้าไปบอกั้แ่เมื่อไหร่กันว่า้าลมปราณของท่าน? การโคจรลมปราณเข้าสู่เส้นเอ็นมันบรรเทาอาการได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่หาได้ส่งผลในระยะยาวไม่ ในทางตรงกันข้ามการพึ่งพาพลังลมปราณจะทำให้เกิดผลย้อนกลับจนเส้นเอ็นไม่อาจพัฒนาได้!”
เมื่อได้ยินพูดนี้เย่ฉงเทียนก็รู้สึกอึ้งอยู่ไม่น้อย หากมีผู้ใดก็ตามมากล่าวเื่นี้กับเขาๆ ก็คงจะเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขา แต่คําพูดดังกล่าวกลับหลุดออกมาจากปากของลูกชายไร้ค่าเยี่ยงนี้ มันจึงเป็อะไรที่ทำใจยอมรับได้ยากยิ่ง เขารู้ดีว่าเ้าลูกชายคนนี้ปกติแล้วขี้ขลาดอ่อนแอมากเพียงใด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขาด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่กล้าพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับเขา
อย่างไรก็ตามเขาหาได้ยังหาเื่หยุมหยิมเช่นนั้น แล้วเขาก็ะเิเสียงหัวเราะขึ้น "จื่อเฟิงดูเหมือนในที่สุดเ้าก็เข้าใจบิดาผู้นี้เสียที ดูเหมือนเ้าจะเติบโตขึ้นแล้ว แสดงว่าเ้าก็คงอดทนต่อความเ็ปมากขึ้นแล้วสินะ หลังจากที่บิดาผู้นี้ขึ้นสู่ระดับิญญายุทธ์แล้ว ข้าจะถ่ายทอดลมปราณให้เ้าอีก "
เย่เสวี่ยอี๋หน้าสีขาวจ้องมองเย่จื่อเฟิงอย่างๆ โกรธ เมื่อเห็นว่าพี่ชายของนางไม่ยอมร่วมมือเออออห่อหมกตามนาง
" แล้วนี่ก็คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดข้าถึงได้อยากปรุงยา!” เย่จื่อเฟิงกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน
เย่เสวี่ยอี๋รีบดึงแขนเสื้อของเขาแล้วกล่าวว่า " ท่านพี่ พูดให้มันน้อยๆ หน่อย ไฉนท่านยังแสร้งฟั่นเฟือนอยู่อีก?”
เย่ฉงเทียนหลับตาแล้วทอดถอนหายใจ " เอาล่ะ... พาเขาไปด้านล่าง บางทีเสวี่ยอี๋อาจจะกล่าวถูกต้อง เขาคงฟั่นเฟือนไปแล้วจริงๆ!”
เย่จื่อเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง " ข้าไม่ไป จนกว่าท่านจะสัญญาว่าจะเตาปรุงยาให้แก่ข้า พร้อมทั้งจัดเตรียมวัตถุดิบที่ข้าเขียนไว้กระดาษ หากท่านยอมรับปาก... ข้าจะรีบไปทันที จะรีบไปทันที”
เย่ฉงเทียนพยายามสะกดข่มโทสะ มือที่ถือถ้วยชาถึงกลับสั่นเทา แล้วพูดขึ้นด้วยความฉุนเฉียวว่า " เ้าเด็กเหลือขอ เ้าเสียสติไปแล้วหรือไร คอยดูเถอะ! ข้าจะขังเ้าไว้ในห้องเก็บฟืน ให้เ้าสำนึกผิดอยู่ในนั้นซักสามวันสามคืน! "
เย่จื่อเฟิงกล่าวท่าทางใจเย็น " ห้องเก็บฟืน เอิ่มมมม∼ ...ห้องเก็บฟืน ก็ได้...ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปไตร่ตรองสำนึกผิดอยู่ในห้องเก็บฟืน แต่ท่านต้องมอบเตาปรุงยาให้แก่ข้า และรักษาคำพูดทุกอย่างที่ท่านเคยลั่นวาจาไว้ด้วย…”
"จะ เ้า!” เย่ฉงเทียนกระทืบเท้าแล้วพรวดพราดลุกขึ้นยืน ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ระดับิญญายุทธ์ เขาสามารถปลดปล่อยแรงกดดันใส่ผู้อื่นได้อย่างไม่ยากเย็น ดวงตาของเขายามนี้เปี่ยมล้นไปด้วยแรงกดดันอย่างยากจะบรรยาย เสมือนดั่งก้อนศิลาร่วงทับจนยากจะต้านทานได้
"ท่านพ่อ!” เย่เสวี่ยอี๋ะโเรียกเตือนสติ เสียงดังกล่าวช่วยเรียกสติของเย่ฉงเทียนให้กลับคืนมา เมื่อสติฟื้นคืนเขาก็ดึงแรงกดดันสะกดข่มฝ่ายตรงข้ามกลับคืนมา ส่งผลให้แรงกดดันที่แผ่กระจายโดยรอบสลายไปในพริบตา
แม้เย่จื่อเฟิงจะไม่ถึงกลับคุกเข่าลงกับพื้น แต่สองขาที่ยืนหยัดก็สั่นสะท้านอย่างยากจะทานทนไหว สายตาจับมองเย่ฉงเทียนอย่างมุ่งมั่น ซึ่งการกระทำนี้ทำให้เย่ฉงเทียนแอบติดใจสงสัยเป็อย่างยิ่ง
" ได้! ข้าจะให้เตาหลอมยาแก่เ้า แล้วข้าก็จะให้วัตถุดิบตามที่เ้า้า! หากเ้าแน่จริง ก็อย่าทำให้เตาหลอมของข้าต้องกลายเป็กองขี้เถ้าเศษเหล็กก็แล้วกัน!”
พอเย่ฉงเทียนใช้คำพูดดุดันตอกกลับ จากนั้นเขาก็สะบัดชายแขนเสื้อโบกเป็สัญญาณให้ทั้งสองออกไป
"ลูกทราบแล้ว ท่านพี่พวกเราไปกันเถอะ!”
เย่เสวี่ยอี๋รีบดึงเย่จื่อเฟิงออกมาทันที
"ช้าก่อน”
เย่จื่อเฟิงหยิบใบสั่งยาออกมาจากอกเอามาวางไว้บนโต๊ะเย่ฉงเทียน บนกระดาษมีรายการวัตถุดิบที่เขาจำเป็ต้องใช้ทั้งหมด ภายใต้ความงุนงงของผู้เป็บิดา เย่จื่อเฟิงได้กล่าวคำลาแล้วเดินจากออกไป...
เมื่อเห็นทั้งคู่ออกไปแล้ว เย่ฉงเทียนถึงกลับต้องกุมขมับตัวเอง เขาปวดเศียรเวียนเกล้าสิ้นหวังกับลูกชายที่ไร้ค่าผู้นี้มานานเกือบยี่สิบปี ในตลอด 20 ปีมานี้เขาไม่เคยรู้สึกโล่งใจเลย ทั้งยามนี้ยังดูเหมือนว่าลูกชายตัวดีของเขาอาจจะเสียสติไปแล้วจริงๆ
ดูเหมือนตระกูลเย่จะตกต่ำลงแล้วจริงๆ เสียแล้ว เขาทอดถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากเวลาผ่านไปได้ครู่หนึ่ง จิตใจเขาก็ค่อยๆ สงบลง เขายื่นมือออกไปหยิบแผ่นกระดาษที่เย่จื่อเฟิงทิ้งเอาไว้ กวาดตามองรายการใบสั่งยาอย่างไม่ตั้งใจ แต่แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าตัวอักษรที่ตวัดวาดลงบนกระดาษดูมั่นคงทรงพลังเป็อย่างมาก
" เ้าเด็กเหลือขอผู้นี้ ลายมืองดงามเช่นนี้มาั้แ่เมื่อไหร่กัน? ทุกครั้งที่ข้าดูเขาเขียนอักษร อักษรที่เขาเขียนล้วนยึกยือราวกับไส้เดือนโดนแดดก็ไม่ปาน เป็ไปได้หรือไม่ว่านะแต่หนูว่ามันเองฝึกยุทธ์แล้วไม่รุ่ง ก็เลยมาเอาดีทางด้านเขียนอักษร?”
เย่ฉงเทียนส่ายศีรษะยิ้มอย่างขมขื่น จากนั้นก็เริ่มมองวัตถุดิบส่วนผสมที่ลูกชายได้เขียนทิ้งไว้บนโต๊ะ
หลังจากที่กวาดสายตาคร่าวๆ ทั้งสายตาและสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างประหลาด ยิ่งอ่านทบทวนซ้ำไปซ้ำมามากเท่าไหร่ มือไม้ของเขาก็เริ่มสั่นเท่ามากยิ่งขึ้น เมื่อตอนที่เขาอ่านรายการทั้งหมดเสร็จแล้ว อยู่ๆ เขาก็ทรุดกายราวกับคนไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ทั่วร่างของเขาสั่นสะท้านไร้ซึ่งคำเอื้อนเอ่ย
จบตอน