เด็กสาวลูกครึ่งยั้งมือจากการถูยางลบ ถอนหายใจแบบเหนื่อยๆแล้วมองหน้าเพื่อน ตอบด้วยสายตาที่ดูมั่นอกมั่นใจ
“ลองดูก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา ยางลบแค่ก้อนเดียวแลกกับการได้คบกับคนที่เราชอบ มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีกนะ”
ลินพยักหน้าแบบล้อๆ “จ้าคุ้มจ้ะ ถ้ามันได้ผลจริงๆ อย่างที่เขาว่ามาน่ะนะ”
“ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะ” แอมมี่แกล้งทำหน้าดุ
กันตารีบเสริม “ใช่ๆไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ของพวกนี้เราไม่รู้ว่ามันมีพลังงานอะไรขนาดไหนถ้ามันเป็เื่ที่ไร้สาระหรือว่าเป็ไปไม่ได้จริงๆเขาจะมีสืบทอดกันมาได้ยังไงตั้งหลายร้อยหลายพันปี ฉันศึกษาเื่นี้มาั้แ่เด็กๆแล้ว ถ้าพูดไม่ดีแล้วเกิดอะไรขึ้นละก็อย่าหาว่าไม่เตือนนะลิน”
ลินเลิกคิ้ว “เหรออ่ะๆ เชื่อก็ได้ ตามใจๆ ใครอยากทำอะไรก็ทำ ฉันไม่ขัดละ”
นอกจากเื่ยางลบแล้วแอมมี่ยังเอาเคล็ดลับจากเพจนั้นมาใช้อีกหลายอย่าง โดยถูกลินจับได้สองครั้ง นั่นคือตอนที่เรียนคาบภาษาอังกฤษตอนบ่ายลินเห็นแอมมี่นั่งก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรยุกยิกลงในสมุดอย่างเอาเป็เอาตายแถมเอามือป้องไว้ไม่ให้ดูเสียด้วย
พอเด็กสาวผมดำตาโตชะโงกดูก็เห็นว่าเธอกำลังตั้งอกตั้งใจเขียนชื่อของชายหนุ่มที่ตัวเองแอบชอบซ้ำๆ ไปมาเป็ร้อยๆ ครั้ง
ลินชะโงกไปกระซิบแอมมี่ “นี่แอมมี่ เธอจะบ้าเหรอ เขียนชื่อพี่เขาทำไมเยอะแยะอย่างงั้นน่ะเคล็ดลับเวทย์มนต์อะไรอีกละสิเนี่ย”
แอมมี่ปิดสมุดแล้วเอนตัวมากระซิบกลับ “ก็เคล็ดลับการทำให้คนคนนั้นเขาคิดถึงเราไงล่ะให้เขียนชื่อของเขาในสมุดให้ครบหนึ่งพันครั้ง แล้วเขาคนนั้นก็จะคิดถึงเรา”
ลินขมวดคิ้วเกาหัว “มันจะเป็ไปได้ยังไงล่ะแอมมี่เอาตามความเป็จริงเลยนะ พี่นิวเขายังไม่รู้จักเธอเลยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอชื่ออะไรอ่ะ แล้วเขาจะมาคิดถึงเธอได้ไง จริงไหม”
“อะแอ้ม!” ครูเจนครูภาษาอังกฤษแกล้งกระแอมเสียงดัง “ลินกับแอมมี่คุยอะไรกันสนุกใหญ่เลย ขอครูคุยด้วยคนได้ไหม”
นักเรียนทั้งห้องมองมาที่ทั้งสองคนพลางหัวเราะคิกคัก
แอมมี่อายจนแทบจะมุดไปอยู่ใต้โต๊ะปิดสมุดแห่งความลับของตัวเองแล้วกดไว้แน่น ค้อนขวับใส่ลินที่นั่งข้างๆ ส่วนลินยิ้มแหยๆทำท่าไหว้ขอโทษแบบทีเล่นทีจริง
่พักกลางวันวันนั้น แอมมี่ชวนลินไปที่บันไดทางขึ้นดาดฟ้าของตึกท่ามกลางความประหลาดใจของลิน
“อะไรของเธอ แอมมี่ ดาดฟ้าน่ะเหรอ จะไปทำไม”
“เฉยๆ เหอะน่า เดี๋ยวก็รู้เอง ช่วยไปดูต้นทางให้หน่อย”
ลินหัวเราะออกมาเมื่อนึกได้ “สงสัยคงจะเคล็ดลับเวทย์มนต์ประหลาดๆจากเวบเมจิกเทลอีกแล้วใช่ไหมล่ะเธอนี่ขี้เห่อจริงๆ เลย”
แต่ปรากฏว่าพอไปถึงบันไดทางขึ้นดาดฟ้ากลับมีนักเรียนหญิงอีกหลายคนรออยู่ตรงนั้นแล้วและเข้าแถวกันเป็ระเบียบเรียบร้อยอยู่ก่อนหน้าแล้ว
“ดูท่าว่าคนที่ขี้เห่อจะไม่ได้มีแต่ฉันซะแล้วสินะ” แอมมี่ถอนหายใจพลางเดินไปต่อคิวอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้
คราวนี้ลินหัวเราะไม่หยุดเอาจริงๆ “สาวกเพจนี้กันทั้งนั้นสินะเนี่ยคราวนี้เวทย์มนต์อะไรหรือแอมมี่ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
“คืองี้” แอมมี่เสยผมหน้าขึ้นแล้วเริ่มเล่า“เขาว่า ถ้าหลับตาเดินขึ้นบันไดดาดฟ้าที่มี 12 ขั้น แล้วก้าวต่อไป จะเหยียบอยู่บนบันไดขั้นที่ 13แล้วตอนนั้นเราจะอธิษฐานขออะไรก็ได้ แต่ตอนที่ทำต้องมีสมาธิมากๆ ห้ามวอกแวกและคิดถึงแต่บันไดขั้นที่ 13 เท่านั้น”
ลินพยักหน้า “อย่างงี้นี่เองว่าแต่เธอจะทำสมาธิได้ยังไง คนเยอะขนาดนี้”
้ามีเด็กสาวคนหนึ่งที่เพิ่งก้าวพ้นบันไดขั้นที่ 12ไปแล้วก้าวไปเหยียบชั้นดาดฟ้าโดยที่ไม่มีบันไดล่องหนออกมาเหมือนในตำนานเธอคนนั้นร้องว้าอย่างผิดหวังก่อนจะก้าวเดินกลับลงมาอย่างหงอยๆหลีกทางให้คิวต่อไปเดินขึ้นไปต่อ
เด็กสาวลูกครึ่งคนสวยพยักหน้า “I think so.คนเพียบเลย ไม่มีสมาธิหรอกตอนเย็นมากันใหม่ดีกว่านะ”
ลินกำลังคิดจะถามต่อว่า หากเดินขึ้นไปถึงบันไดขั้นที่ 13ตามที่ตั้งใจแล้ว แอมมี่คิดว่าสิ่งที่จะออกมารับคำอธิษฐานของเธอจะคืออะไรแล้วพวกสาวๆ ที่ยืนเข้าคิวกันอยู่นี่ล่ะเคยนึกบ้างไหม
เด็กสาวขนลุกซู่ขึ้นมาเมื่อนึกถึงเื่นั้น ถ้าไม่ใช่เทพเ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่เป็อีกฟากฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามกันล่ะ
เธอเคยได้ยินเื่ของคนที่ขายิญญาให้กับซาตานเพื่อแลกกับสิ่งที่ตัวเอง้าแล้วถ้าถึงเวลาที่ฝ่ายนั้นจะเรียกร้องสิ่งตอบแทนบ้างก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ในหนังทั้งไทยและต่างประเทศก็มีอยู่หลายเื่ ถ้าเป็แบบนั้นขึ้นมาจริงๆ เกิดสิ่งที่ต้องคืนให้คือชีวิตหรือแม้แต่ิญญาล่ะมันจะน่าสยดสยองขนาดไหน
ลินนึกถึงภาพในกระจกที่ปรากฏขึ้นมาให้เธอเห็นเมื่อคืนถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่อาการตาลายหรือเป็เพียงภาพลวงตาที่เธอคิดไปเองสิ่งนั้นมันคืออะไรกันแน่ เด็กสาวคิดพลางลูบแขนไปมา รู้สึกหนาวเยือกอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมากะทันหัน
วันต่อมาเมื่อไปถึงโรงเรียน ลินก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อจู่ๆก็มีเพื่อนหลายคนพากันเอาปากกาด้ามใหม่ลายน่ารักๆ มาขอแลกกับปากกาธรรมดาๆที่เธอใช้อยู่ ถามเหตุผลก็ไม่มีใครยอมบอก แต่เดาๆได้ว่าสงสัยจะเกี่ยวกับเพจเมจิกเทลนั่นอีกแน่ๆ
เด็กสาวผมดำรอจนกันตาเดินเข้ามาในห้องเรียน จึงรีบเดินไปถาม
“กันตา เธอพอรู้อะไรบ้างไหมเนี่ย ทำไมอยู่ดีๆมีแต่คนเอาปากกามาขอแลกกับฉันล่ะ”
เด็กสาวเ้าของฉายาเ้าแม่เื่ลึกลับหัวเราะหึๆ
“ไม่ได้เข้าเพจเมจิกเทลละสิ เอาท์แล้วละ”
“เล่าให้ฟังหน่อยซี นะ นะ กันตา” ลินยิ้ม
“ฟังนะ เมื่อคืนตอนเที่ยงคืนกว่า มีคนมาอัพเคล็ดลับเรียนเก่งทันใจน่ะเขาบอกว่าให้เอาปากกาไปขอแลกกับปากกาของเพื่อนที่เรียนเก่งๆเชื่อว่าพลังสมองของเพื่อนที่เรียนเก่งบางส่วนจะตกค้างอยู่ในปากกาที่เขาใช้ทำให้คนที่เอามาใช้ต่อเรียนเก่งขึ้นได้”
“แหม” ลินร้องขึ้นรู้สึกเขินๆ เหมือนกันเมื่อได้รู้ว่าเพื่อนๆ มองว่าเธอเป็คนเรียนเก่งจริงๆแล้วในห้องเดียวกันนี้ก็ยังมีคนที่เรียนเก่งอีกหลายคน “เพจนี้เขาฮอตจริงๆนะ”
แอมมี่เดินตรงเข้ามา “คุยอะไรกันอยู่ ลินๆ ขอแลกปากกาหน่อยดิอันนี้เราเลือกลายคิตตี้มาเลยนะ ลินชอบคิตตี้ไม่ใช่เหรอ หมึกซึมหอมกลิ่นแอปเปิ้ลด้วยนะเนี่ยดมๆ”
เด็กสาวลูกครึ่งกุลีกุจอเปิดปลอกปากกาออกแล้วยื่นปลายปากกาให้เพื่อนดม
ลินโยกตัวหนีแล้วหัวเราะออกมา “พอๆ เธอก็เป็ไปกะเขาด้วยเหรอแอมมี่มาช้าไปแล้วละ คนอื่นมาขอแลกไปหมดทุกแท่งแล้ว ที่เหลืออยู่กับฉันนี่ก็แท่งที่แลกมาได้ใหม่ๆทั้งนั้นแหละ”
เด็กสาวผมสีอ่อนทำหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด “ว้า ซวยเลย มาช้าวันนี้จะสอบเก็บคะแนนเลขด้วยอ่ะ แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย ลินอ่ะฉันเป็คนสนิทแท้ๆ เธอเอาให้คนอื่นก่อนได้ยังไงอ่ะ” แอมมีทำท่าจะงอนเอาจริงๆ
“บ้าดิแอมมี่ ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเธอจะอยากแลกปากกาฉันอ่ะไม่ไลน์มาบอกก่อนนี่ได้เก็บไว้ให้” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ลินก็รู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อยแต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้
“อ๊ะ แอมมี่ แต่ว่า ถึงจะไม่มีปากกา แต่ฉันมีดินสอแท่งที่ใช้ประจำนะน่าจะใช้แทนกันได้ สนใจไหม นี่ไงๆ” เธอรีบค้นดินสอแท่งที่ว่านั้นมาให้เพื่อน“แท่งนี้ใช้มาั้แ่ปีที่แล้วละถ้าเธอเชื่อจริงๆ ฉันว่าดินสอก็ใช้ได้นะ”
แอมมี่ยังหน้าง้ำ “แต่ว่าเวลาสอบมันต้องใช้ปากกานี่นาใช้ดินสอได้ที่ไหนเล่า”
ลินนั่งคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า “เธอตอนทำข้อสอบก็เอาดินสอกาก่อนไงแล้วก็ค่อยเอาปากกาทับอีกที ใช้ได้น่า”
แอมมี่ยังทำท่าลังเล “ได้เหรอ”
“ตกลงจะเอาไม่เอา ไม่เอาฉันเก็บก็ได้เธอก็อย่าไปเชื่อมากเลยเื่พวกนี้เอาเวลาก่อนเข้าสอบนี่ไปอ่านทบทวนที่สรุปไว้จะดีกว่านะเราว่า” ลินรีบสรุป
“เอามาดิเอาๆ” แอมมี่รีบคว่าดินสอของลินไว้ได้ทันก่อนที่เ้าตัวจะเก็บลงกระเป๋า“แหม ดินสอก็ได้ ดีกว่าไม่ได้เธออุตส่าห์ให้ฉันทั้งที เอ้านี่ ปากกาคิตตี้ รับไปหน่อยแล้วกันนะฉันตั้งใจเลือกมาให้ลินเลยเห็นว่าชอบคิตตี้”
่บ่ายวันนั้นทุกคนเข้าสอบวิชาคณิตศาสตร์ผ่านไปอย่างเรียบร้อยจะด้วยอุปทานหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ เพื่อนๆ คนที่ได้ปากกาของลินไปรวมถึงแอมมี่ที่ได้ดินสอ ต่างพากันพูดว่า ทำข้อสอบได้สบายบรื๋อคิดเร็วอย่างกับเอาสมองลินมาใส่ไว้อย่างนั้นแหละทำให้เื่ความเชื่อในเพจแมจิกเทลยิ่งฮิตมากขึ้นไปอีก
“ฉันว่านะ ยาหลอก เธอเคยได้ยินไหม เป็ยาที่ทำจากเม็ดแป้งเปล่าๆ น่ะเอาไว้ให้พวกคนไข้ที่คิดว่าตัวเองป่วย แต่จริงๆ ไม่ได้ป่วยพอกินไปแล้วนึกว่าได้รับการรักษาแล้ว อาการก็จะดีขึ้นทุกคน ทั้งๆที่ยานั่นไม่ได้มีอะไรเลยนอกจากแป้งเปล่าๆ อัดเม็ด” ลินพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มจะไปกันใหญ่แต่ถึงอย่างนั้นตัวเธอเองก็สองจิตสองใจกับหลายๆ โพสในหน้าเพจนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“แหมถ้ามันไม่มีความจริงความแม่นอะไรเลยคนเขาไม่เข้ามาคลิกไลค์กันเป็หมื่นขนาดนั้นม้างงมันก็ต้องน่าเชื่อถือกันบ้างแหละ ไม่มากก็น้อย”
“เอ้า เข้าข้างกันเข้าไป ระวังเหอะวันนึงจะช้ำไม่รู้ตัว”
“ว่าแต่นี่นะลิน ฉันชักจะอยากรู้จักแอดมินเพจแมจิกเทลเข้าไปทุกทีแล้วละเธอว่า เขาจะหน้าตาดีหรือเปล่า อาจจะแนวๆ ริว จิตััก็เป็ได้นะ” แอมมี่ถามพลางหัวเราะพลาง “เกาหลีดีออกนะแบบนั้นน่ะ”
กันตาที่เดินตามสองสาวมาด้านหลังอย่างเงียบๆ มาพักใหญ่แทรกขึ้นบ้าง
“โอ๊ย พวกบ้าเวทย์มนต์คาถาแบบนี้ฉันว่าต้องเป็พวกไม่มีใครคบซะมากกว่าแบบว่าแว่นหนาๆ หน้าสิวๆ ผุๆ บางทีอาจจะเป็พวกโอตาคุอายุสี่สิบแล้วก็ได้พวกนี้เวลาหมกมุ่นอะไรจะไม่สนใจอย่างอื่นค้นคว้าเอาเป็เอาตายอย่างกับคนบ้าเลยแหละ”
แอมมี่หันไปค้อนขวับ “แหม เดินตามมาั้แ่เมื่อไหร่ยะ เงียบเชียว พูดซะฉันหมดอารมณ์อยากรู้เลยแต่ว่านะยังไงก็เหอะฉันว่าเขา Cool จริงนะ