บทที่ 6
เรียกเข้าเฝ้า
“ องค์จักรพรรดิ์เป็คนเรียกหาอย่างนั้นหรือ? ” ลู่เฟิงนั่งดื่มชายังใจเย็น
ทหารที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าพยักหน้าและตอบกลับมา “ ใช่แล้วพะยะค่ะองค์ชาย ”
“ ในวันพรุ่งนี้คงจักรพรรดิเรียกให้องค์ชายไปเข้าเฝ้าที่ห้องส่งอักษรภายในวัง ” ทหารผู้นี้มาส่งข่าวเื่รายงานเกี่ยวกับสารสำคัญ
องค์จักรพรรดิเรียกให้บุตรชายคนที่ 5 ลู่เฟิ่งเข้าพบ ลู่เฟิ่งพยักหน้าตอบรับกลับไป “ เข้าใจแล้ว ”
“ เ้าออกไปได้แล้ว ” ลู่เฟิ่งสะบัดมือไล่ทหารที่นั่งอยู่ด้านหน้าของตน ทหารผู้นั้นลุกขึ้นแล้วก็ถอยหลังออกไปจากสถานที่แห่งนี้
หลังจากที่ทหารผู้นั้นออกไปจากห้อง ลู่เฟิ่งแสดงใบหน้าจริงจัง “ ผู้ฝึกฝนที่เยี่ยมยอดจักรพรรดิผู้ปราดเปรื่องแห่งจักรวรรดิลู่ ”
“ เป็ผู้ฝึกตนเพียงไม่กี่คนที่ถูกยอมรับว่าเป็ผู้ที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆภายในทวีปแห่งนี้ ”
“ ใน่วัยเพียงแค่ 18 ปีสามารถทะลวงขึ้นไปอยู่ในระดับขอบเขตที่กล่าวได้ว่าอัจฉริยะยิ่งกว่าอัจฉริยะ ”
“ อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะในหลายร้อยปีของราชวงศ์ลู่ ผู้ที่สามารถบ่มเพาะขึ้นไปในขอบเขตราชันิญญาได้ ”
“ นั่นคือบิดาของข้าเขาคือจักรพรรดิลู่เซียน ”
“ ผู้ฝึกฝนที่อยู่ในขอบเขตระดับบ่มเพาะขั้นราชันิญญา ”
“ ในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้องค์จักรพรรดิจะบรรลุไปสู่ระดับจักรพรรดิิญญาซึ่งเป็ระดับที่สูงมากขึ้นไปอีก กลายเป็หนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดภายในทวีปแห่งนี้อย่างแท้จริง ”
“ กระนั้นตัวของเขาที่มีพลังมากขนาดนั้นก็ไม่คิดแม้แต่จะกระทั่งปกป้องท่านแม่และน้องสาวของข้า!! ” ลู่เฟิ่งใบหน้าใสรังสีอำมหิตออกมา
เื่ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้แม้ว่าคนภายในยุคสมัยนี้จะไม่รู้เกี่ยวกับมัน แต่ลู่เฟิ่งที่เคยผ่านมาแล้วรู้ดี
ในตอนที่ตัวของเขาออกไปจากราชวงศ์ ไม่สิควรจะเรียกว่าเป็การถูกขับไล่ออกจากราชวงศ์แห่งนี้มากกว่า
เพราะว่าตัวของเขาเป็คนที่ไร้ความสามารถมันเลยทำให้โดนขับไล่ออกจากราชวงศ์แห่งนี้ ในตอนนั้นหลังจากที่โดนขับไล่ออกไปจากราชวงศ์เพียงแค่ 2 ปี
ลู่เฟิ่งก็ได้พบข่าวร้ายอันน่าะเืใจ น้องสาวและมารดาอันอบอุ่นของเขาที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในวัง โดนลอบสังหารตาย
ลู่เฟิ่งในตอนนั้นกรีดร้องจนแทบบ้า ตัวของเขาไม่มีพลังมากพอ โดนเนรเทศออกมาจากวังหวังว่าจะให้มารดาและน้องสาวใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ภายในวังแห่งนั้น
แต่ผู้ใดจะคาดคิดวังหลังนั้นอันตรายยิ่งกว่าสิ่งใด มารดาและน้องสาวของเขาโดนสังหารตายโดยที่ไม่สามารถจับมือผู้ใดดมได้
เมื่อคิดแล้วลู่เฟิ่งก็โกรธแค้นมาจนถึงปัจจุบัน ความรู้สึกที่เหมือนกับเปลวเพลิงแห่งความโกรธกำลังแผดเผามอดไหม้อยู่ภายในใจประทับลงอยู่ตรงอก
คำถามในตอนนั้นที่ลู่เฟิ่งไม่รู้ข่าวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น คือเหตุใดผู้เป็พ่อที่แข็งแกร่งขนาดนั้นจึงไม่ปกป้องภรรยาและบุตรสาวของตนเอง
คำถามมากมายปะติปะทังเข้ามาภายในหัว ลู่เฟิ่งคิดทบทวนว่าหรือเป็เพราะว่ามารดาและน้องสาวของเขามีสายเืเดียวกับตนที่เป็คนไร้ความสามารถ
ผู้เป็บิดาจึงไม่ใยดีและไม่สนใจมารดาและน้องสาวของเขาเหมือนกับที่ไม่สนใจตนเอง
ลู่เฟิ่งเริ่มสงบใจของตนเองควบคุมรังสีอำมหิตที่ปลดปล่อยออกมา “ ใจเย็นเอาไว้.. ”
“ เื่นั้นเอาไว้ทีหลังองค์จักรพรรดิเรียกเข้าเฝ้า ”
“ แสดงว่าจะต้องมีเื่บางอย่างอย่างแน่นอน หรือว่าเป็เพราะว่าข่าวที่ตัวของข้ามีระดับขั้นการฝึกฝนที่ลดลงจะเลือกเข้าเฝ้าไปเพราะเื่พวกนั้นอย่างนั้นหรือ ”
“ ในตอนนี้ตัวของข้าฝึกฝนขึ้นมาอยู่ในระดับนี้ได้แล้ว ข้ามีระดับฝึกฝนอยู่ในระดับก่อตัวขั้นที่ 7 ”
“ จักรพรรดิที่มีระดับขอบเขตการฝึกฝนอยู่ในระดับราชันิญญา อย่างไรเสียก็มองระดับขั้นฝึกฝนของค่าออกอย่างแน่นอน ”
“ ขั้นฝึกฝนในตอนนี้มันพัฒนาเร็วเกินไป ”
“ ถ้าเกิดว่าไปเผชิญหน้าแล้วก็ความคงจะแตกเกี่ยวกับเื่พลังของข้า ”
“ ถ้าเช่นนั้นคงจำเป็จะต้องทำให้พลังของตนเองลดลงไปอยู่ในระดับขั้นที่ 2 ” ลู่เฟิ่งรอบคอบเป็อย่างมาก
รู้ดีว่าบิดาของตนเองเป็ผู้ฝึกฝนขอบเขตบ่มเพาะที่อยู่ในระดับสูง ขอบเขตราชันิญญากล่าวได้ว่าเป็ขอบเขตที่อยู่เหนือสามัญสำนึกไปแล้ว
เพียงแค่จ้องมองเพียงครั้งเดียวก็น่าจะสามารถมองออกว่าเขาอยู่ในระดับก่อตัวขั้นใด คงจะไม่สามารถปกปิดสายตาของอีกฝ่ายได้
ในสายตาของผู้คนลู่เฟิ่งฝึกฝนผิดพลาด ในตอนนี้ระดับลดลงไปเหลือขั้นที่ 1 ถ้าเกิดว่าตอนนี้ผ่านมาเพียงไม่เท่าไหร่ฝึกฝนมาถึงระดับก่อตัวขั้น 7
มันจะกลายเป็ที่น่าสงสัยเกินไป ผู้คนมากมายก็คงจะรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว
ลู่เฟิ่งไม่คิดว่าจะให้ผู้คนรู้เกี่ยวกับความสามารถของเขา เพราะมันจะกลายเป็ผลเสียกับตัวของเขามากกว่า
เพราะแบบนั้นจึงอยากจะปกปิดพลังนี้เอาไว้ การที่จะทำให้ระดับของตนเองไปอยู่ในระดับที่เหมาะ ก็จำเป็จะต้องสร้างอสูรด้วยพลังบ่มเพาะของตนเองอีกครั้ง
“ คืนนี้คงจำเป็จะต้องสร้างอสูรขึ้นมาอีก 1 ตัว และทำให้ระดับบ่มเพาะลงไปอยู่ในขอบเขตก่อตัวขั้นที่ 2 ” ลู่เฟิ่งเตรียมจะเตรียมความพร้อมในการเข้าพบจักรพรรดิในวันรุ่งขึ้น
ในยามตกดึก
จันทราส่องแสงสว่างไสวอยู่กลางท้องนภาที่มืด ภายในตำหนักบ่มเพาะนอกเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความเงียบสงัด
เวรยามล่ะหลวมผู้คนภายในตำหนักแห่งนี้กำลังพักผ่อน ลู่เฟิ่งนั่งอยู่ภายในห้องนอนของตน องค์ชาย 5 ผู้นี้กำลังนั่งอยู่ใจกลางห้อง
ฝ่ามือทั้งสองข้างยกขึ้นมาประสานกันด้านหน้า ในขณะเดียวกันดวงตาทั้งสองข้างก็พับปิดลง ขอบเขตบ่มเพาะของตนกำลังหลอมรวมเข้าหากันกลายเป็หนึ่ง
ลมหายใจภายในอกกำลังเคลื่อนย้ายไปมาอย่างเป็จังหวะ หลังจากที่ลมหายใจทำการโยกย้ายพลังิญญาภายในร่างกายไปมา
ผ่านไปสักพักความสงบนิ่งพวกนั้นมันก็หายไป พลังิญญาภายในร่างกายที่นิ่งสนิทและเปลี่ยนกลายเป็ความดุดัน
พลังิญญาพวกนั้นบังเกิดกลายเป็เกลียวคลื่นขนาดั์ภายในอกของลู่เฟิ่ง ลู่เฟิ่งได้ขับเคลื่อนพายุพลังิญญาภายในอกของตนออกมาจากฝ่ามือ
ทันใดนั้นเองขอบเขตบ่มเพาะหลอมรวมเข้าหากัน มันเป็เหมือนกับปรากฏการณ์ครั้งแรกแต่ว่าในครั้งนี้มีระดับที่สูงกว่า
ก่อนหน้านี้ลูกคงใช้เพียงแค่ 4 ขั้นเท่านั้นในการสร้างหมาป่าทมิฬ แต่ในครั้งนี้ใช้พลังิญญาออกไปถึง 5 ขั้นในการหลอมรวม
ลู่เฟิ่งหลอมรวมอยู่ 1 ชั่วยามเต็มๆก่อนที่คลื่นพลังอันเข้มข้นจะสงบลง พลังบ่มเพาะจำนวนมากก่อตัวกลายเป็รูปร่าง
แสงสว่างไสวเฉิดจ้าอยู่ภายในห้องแห่งนี้ ใน่พริบตาต่อมาแสงสว่างไสวนั้นก็สงบลง ลู่เฟิ่งที่ร่างกายเปียกปอนไปด้วยเหงื่อลืมตาขึ้น
รูปร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กค่อยๆลอยมาลงบนฝ่ามือของลู่เฟิ่ง มันคือหนอนขนาดเล็กที่มีลำตัวเป็สีขาวบริสุทธิ์ปลดปล่อยออร่าพลังปราณบางอย่างออกมา
ลู่เฟิ่งจ้องมองสัตว์อสูรที่อยู่ภายในมือ “ เ้านี่หนอนเยือกแข็ง ”
“ สัตว์อสูรระดับขุนพลเช่นเดียวกันกับหมาป่าทมิฬ”
เ้าสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กหนอนตัวสีขาวบริสุทธิ์ตัวนี้มันเองก็เป็สัตว์อสูรที่อยู่ในระดับขุนพล แม้ว่ามันจะดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยอะไรแต่ว่ามันเองก็เป็หนึ่งในสัตว์อสูรที่หายาก
แถมมันเองยังมีความพิเศษอยู่ภายในตัว ลู่เฟิ่งยกยิมขึ้นที่มุมปากของตนหลังจากเห็นสิ่งที่อยู่ภายในมือ
“ หนอนเยือกแข็งถือว่าเป็ของหายากใน่เริ่มต้น”
“ ตอนนี้ระดับพลังของข้าลดเหลือเพียงแค่ขั้นก่อตัวเพียงแค่ 2 เท่านั้น เท่านี้เองก็ไม่เป็ที่สงสัยแล้ว ” ลู่เฟิ่งเตรียมพร้อมที่จะไปพบเจอองค์จักรพรรดิในวันพรุ่งนี้
จบบท