บริเวณจุดศูนย์กลางของป่าจิตอสูร วานรเถ้าศิลา สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตได้ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน
เมื่อยามที่วานรเถ้าธุลีมีอายุครบสองร้อยปี ร่างกายของมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็ขนาดตัว พละกำลัง ความเร็ว และความแข็งแกร่งทางร่างกายจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล กลายเป็สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตที่มีชื่อวานรเถ้าศิลา
วานรเถ้าศิลามองพวกพ้องที่าเ็ แล้วยกแขนขึ้นทั้งสองข้างพร้อมกับกำมือทุบหน้าอกอันใหญ่โตของมัน ส่งเสียงคำรามออกมาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่วานรตัวอื่น ๆ ในฝูง
ตูม ตูม ตูม ตูม ตูมมม โฮกกกกก!
เมื่อได้ยินเสียงคำรามของผู้เป็จ่าฝูงตัวจริง เหล่าวานรเถ้าศิลาต่างก็รู้สึกฮึกเหิมเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน พวกมันโจมตีเข้าใส่กลุ่มของหลันหลันและเฉียนเป่ยอย่างบ้าคลั่งไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย การต่อสู้เป็ไปอย่างดุเดือดเืพล่าน ด้วยพละกำลังที่แตกต่างกันทำเอาทั้งสองกลุ่มเริ่มอ่อนแรงจนแทบจะต้านไม่ไหว
ขณะที่พวกเขากำลังรับมือกับเหล่าวานรเถ้าธุลีกันอย่างสุดความสามารถ วานรเถ้าศิลาก็เริ่มลงมือ มันง้างฝ่ามือตบไปที่เด็กหนุ่มผู้หนึ่งในกลุ่มของเฉียนเป่ยซึ่งกำลังต่อสู้พัวพันอยู่กับวานรเถ้าธุลีตัวหนึ่ง
ตูมมม!
เด็กหนุ่มโดนฝ่ามือของวานรเถ้าศิลาตบเข้าไปที่ข้างลำตัว ร่างพุ่งเป็เส้นตรงดั่งลูกศร กระแทกโดนต้นไม้จนหักครึ่ง ร่างนั้นกระเด็นกระดอนก่อนจะร่วงลงมากองกับพื้น กลิ้งไปอีกสองสามตลบก่อนจะหยุดอยู่ห่างจากจุดเดิมเกือบ 10 จั้ง (1 จั้ง ยาวประมาณ 3.33 เมตร)
โอกาสที่เด็กหนุ่มผู้นี้จะมีชีวิตรอดนั้นคงเปรียบได้กับใบไม้ที่ถูกปลิดปลิว เมื่อหลุดร่วงออกจากกิ่งก้าน โอกาสที่จะเติบโตเป็ต้นใหม่นั้นยากยิ่ง เหล่าผู้คนที่เห็นเหตุการณ์นี้ทำเอาขวัญกำลังใจที่มีเต็มเปี่ยมในคราแรกเริ่มถดถอย สิ่งที่เกิดขึ้นประหนึ่งจะตอกย้ำความสิ้นหวังให้กับทุกคน
ห่างออกไปไม่ไกลนัก เด็กหนุ่มอีกคนกำลังจะถูกวานรเถ้าธุลีสองสามตัวพุ่งเข้าโจมตี ะโถามเฉียนเป่ยอย่างหวาดกลัว “นายน้อย ทำเช่นไรดี?”
ใบหน้าของเฉียนเป่ยตึงเครียด ระดับพลังของพวกเขากับวานรเถ้าศิลานั้นแตกต่างกันมากเกินไป หากถูกมันโจมตีเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง ไม่ตายก็ต้องสาหัสเป็แน่แท้ หากเลือกที่จะหลบหนี การจะฝ่าวงล้อมของวานรเถ้าธุลีนับสิบตัวก็ดูจะเป็เื่ที่ไม่ง่ายนัก
หลังจากทบทวนดูแล้ว เฉียนเป่ยจึงออกคำสั่งแก่ทุกคน “โม่เฟิง กลุ่มของพวกเ้าคอยสนับสนุนกลุ่มของหลันหลัน ทะลวงฝ่าวงล้อมของวานรเถ้าธุลีออกไปให้ได้ ส่วนพวกข้าจะคอยหลอกล่อวานรเถ้าศิลาเอาไว้”
หลันหลันไม่รอช้า ทำตามแผนการของเฉียนเป่ย บอกให้คนในกลุ่มของตนที่เหลืออยู่ ที่ดูแล้วเริ่มจะหมดเรี่ยวแรงให้รีบทะลวงฝ่าวงล้อมของวานรเถ้าธุลีออกไป
แต่ทว่า...จำนวนของวานรเถ้าธุลีนั้นมีมากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่ากลุ่มของนางจะฟาดฟันเข้าใส่พวกมันจนล้มตัวแล้วตัวเล่า จำนวนของพวกมันก็มิได้ลดน้อยลงเลย ตัวที่เหลือจะกระโจนเข้ามาปิดช่องทางหนีได้เสมอ พวกนางจึงไม่สามารถฝ่าวงล้อมออกไปได้ ยังคงติดอยู่ท่ามกลางฝูงสัตว์อสูรที่ไม่รู้จักความเ็ปและเหน็ดเหนื่อย
“ถอยออกมา!” โม่เฟิงะโเพื่อส่งสัญญาณให้กับกลุ่มของหลันหลันเร่งรุดออกมา มือของแต่ละคนในกลุ่มของโม่เฟิงถือไม้ไผ่ะเิกายาชุดสุดท้ายที่เหลืออยู่
กลุ่มของหลันหลันเคยได้เห็นประสิทธิภาพของไม้ไผ่ะเิกายามาแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบหาที่กำบังเพื่อหลบแรงะเิที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างว่องไว
โม่เฟิง เสี่ยวฟ่านและคนอื่น ๆ ในกลุ่มต่างโยนไม้ไผ่ะเิกายาไปในทิศทางเดียวกัน หวังจะใช้แรงจากการะเิเพื่อสร้างเส้นทางหลบหนี
ตูม ตูม ตูม ตูม ตูมมมมม!
ร่างของเหล่าวานรเถ้าธุลีถูกแรงะเิกระเด็นไปคนละทิศละทาง บ้างถูกแรงะเิฉีกร่างเป็ชิ้น ๆ สิ้นใจ บ้างาเ็เพียงิัหลุดลอกมีทั้งหนักทั้งเบา กลุ่มของหลันหลันและโม่เฟิงจึงฉวยโอกาสนี้ ฝ่าวงล้อมออกไปจวนเจียนจะหลบหนีได้สำเร็จ กลับเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝัน เมื่อวานรเถ้าศิลาที่ควรจะถูกกลุ่มของเฉียนเป่ยรั้งเอาไว้นั้นปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า ฟาดเหวี่ยงท่อนแขนเข้าใส่ทุกคนที่กำลังหลบหนีออกมา
การโจมตีของวานรเถ้าศิลาเข้าใกล้กลุ่มของหลันหลันที่อยู่ด้านหน้าสุด ทุกคนจึงผนึกกำลังร่วมแรงร่วมใจกันยกอาวุธที่อยู่ในมือของตนขึ้นมาต้านรับเอาไว้ ทว่าการโจมตีของวานรเถ้าศิลานั้นทรงพลังยิ่งนัก สามารถกวาดเอากลุ่มคนที่อยู่ในระนาบเดียวกันลอยละลิ่วปลิวไปคนละทิศละทาง
ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ ๆ ๆ ๆ
ทุกคนที่ถูกวานรเถ้าศิลาเข้าโจมตีร่วงตกลงมากระแทกพื้น โชคยังพอเข้าข้าง ที่กลุ่มของโม่เฟิงได้สวมชุดเกราะเกล็ดัไว้ ไม่งั้นระดับพลังที่ต่ำต้อยของพวกเขา คงจะตายกันไปหมดแล้ว ส่วนกลุ่มของหลันหลันเองก็มีระดับพลังที่สูงมากพอ เลยรอดตายมาได้เช่นกัน
แต่แม้พวกเขาไม่ตาย พวกเขาก็บอบช้ำาเ็หนัก มีสภาพไม่ต่างกับผลไม้สุกร่วงหล่นจากต้นใหญ่ สภาพของแต่ละคนไม่สามารถประคองสติลุกขึ้นยืนได้อีกแล้วทำได้แค่นอนรอความตายอยู่กับที่
โม่เฟิงยังพอมีสติเหลือมองเห็นร่างของเฉียนเป่ยชุ่มโชกไปด้วยโลหิตที่ไหลออกมาไม่ขาดสาย เสี่ยวฟ่านพยายามคลานไปหาหลันหลัน ปิงหยุน ตงห่าวและลู่หานต่างพยายามที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
โม่เฟิงรู้สึกผิดปนเจ็บใจ พวกเขาทุกคนต่างก็มีครอบครัวที่ตนรัก
ถ้าข้าไม่ฝืนพาพวกเขามาร่วมงานล่าจิตอสูร พวกเขาคงไม่ต้องลงเอยเช่นนี้ ทุกอย่างมันเป็ความผิดของข้า ข้ามันอ่อนแอ ไม่อาจปกป้องพวกเขาไว้ได้
โม่เฟิงคร่ำครวญในใจด้วยความสิ้นหวัง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของโม่กุ่ยดังแว่วขึ้นที่ข้างหู “เอายังไง ให้ข้าช่วยไหม หรือจะปล่อยให้เพื่อนของเ้าต้องตาย…?”
ปิงหยุนตกอยู่ในสภาพสะลึมสะลือ เขามองเห็นจ่าฝูงวานรกำลังยกร่างของเฉียนเป่ยขึ้นเหนือศีรษะ อ้าปากเตรียมจะกลืนร่างของอีกฝ่ายเข้าไป แต่ในจังหวะนั้นเอง ร่างของเฉียนเป่ยก็หายวับไปจากมือมันในทันใด
ปิงหยุนพยายามขยับร่างหันศีรษะไปมาเพื่อมองหาร่างของเฉียนเป่ยที่หายไป จนกระทั่งเห็นว่าเป็โม่เฟิงนั่นเองที่หิ้วร่างของเฉียนเป่ยเอาไว้ก่อนจะทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี
เห็นร่างของเฉียนเป่ยร่วงลงพื้นเช่นนั้น ปิงหยุนสังเกตว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับโม่เฟิง เส้นผมของอีกฝ่ายที่เคยเป็สีดำสนิทเวลานี้กลับเป็สีแดง นอกจากนั้นใบหน้าของโม่เฟิงที่เคยสุขุมลุ่มลึกตลอด เวลานี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่ดูชั่วร้าย
ปิงหยุนจ้องมองไปที่โม่เฟิงซึ่งกำลังยืนเผชิญหน้ากับวานรเถ้าศิลาผู้เป็จ่าฝูง อีกทั้งรอบตัวของโม่เฟิงยังมีวานรเถ้าธุลีอีกนับสิบ ภายในใจของเขาเริ่มรู้สึกกลัวว่าโม่เฟิงนั้นจะถูกพวกมันฆ่าตาย คาดไม่ถึง...ร่างของโม่เฟิงหายวับไปจากจุดที่ยืนอยู่ ก่อนจะไปโผล่ที่ด้านหลังของวานรเถ้าศิลา
ปิงหยุนเห็นโม่เฟิงยืนนิ่งอยู่กับที่อีกครั้ง ่เวลานั้นร่างอันใหญ่โตของวานรเถ้าศิลาก็ถูกแยกออกไปสองส่วน วานรเถ้าธุลีที่ยืนอยู่รายรอบ รวมทั้งตัวที่ห้อยโหนอยู่บนตนไม้ต่างร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน ร่างของพวกมันถูกฉีกออกไม่ต่างจากวานรเถ้าศิลา เืสด ๆ แดงฉานพุ่งกระจายในอากาศปานละอองฝนโปรยปรายสู่พื้นดิน
ปิงหยุนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฝูงวานร ขณะที่ดวงตาของเขากำลังจะปิดลงแล้ว สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นคือโม่เฟิงนั้นหันหน้ากลับมาพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ ฟังดูแล้วช่างเหมือนคนชั่วที่กำลังบ้าคลั่ง
“ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ในที่สุดข้าได้ก็ออกมายืดเส้นยืดสาย”
เสียงหัวเราะที่ฟังดูชั่วร้ายของโม่กุ่ยมาพร้อมกับแรงกดดันที่ไร้รูปร่าง แผ่ขยายออกไปทั่วทุกสารทิศ ทำให้สัตว์อสูรในป่าต่างคลุ้มคลั่ง กระจกสะท้อนภาพเองก็แตกละเอียด และยังทำให้ัเีที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาถึงกับทรุดกายลงกับพื้นในทันที
“อั๊กกก!” ัเีโดนพลังไร้รูปร่างกดเอาไว้ จนกระอักเืออกมา “พลังที่น่าสยดสยองนี่มันอะไรกัน? ข้าหายใจไม่ออก”
นอกจากัเีแล้ว หลี่ผิงและผู้าุโอีกสี่คนต่างก็ััได้ถึงแรงกดดันที่กระจายตัวออกมา ต่างกระอักเืและตกอยู่ในสภาพเดียวกับัเี พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในป่าซานหลิง และหากยังเป็เช่นนี้ต่อไปแรงกดดันนี้จะทำให้พวกเขาหายใจไม่ออกจนถึงกับตายได้
ขณะที่โม่กุ่ยกำลังหัวเราะอย่างดีอกดีใจที่ตนเองได้ออกมาอีกครั้ง แว่นตาก็ปรากฏขึ้นเพื่อสะกดพลังของโม่กุ่ยเอาไว้ “หึ!”
โม่กุ่ยถูกสะกดิญญาเอาไว้อีกครั้งด้วยผลึกสะกดิญญา สีผมและดวงตาของโม่เฟิงก็พลันเปลี่ยนกลับมาเป็เช่นเดิม ร่างกายเริ่มอ่อนล้าแต่ไม่ถึงกับหมดสติไปเหมือนครั้งก่อน เขายังพอประคับประคองร่างไว้ได้ นำโอสถฟื้นฟูจำนวนหลายสิบเม็ดเดินไปป้อนให้กับทุกคนที่ยังมีชีวิตรอด
ตูมมม โฮกกก กรั้นนน!
เสียงสัตว์อสูรในป่าคลุ้มคลั่ง โม่เฟิงไม่มีเวลามารอคอยความช่วยเหลือจากภายนอก จึงรีบนำแท่งเหล็กอันสุดท้ายออกมาลงมือตอกลงไปบนพื้น พร้อมกับเขียนตัวอักษรบางอย่างลงไป เปิดใช้งานค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรา
ตัวอักษรทั้งหมดเปล่งแสงอยู่รอบ ๆ แท่งเหล็ก ค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทราถูกเปิดออก เส้นแสงสีเขียวจำนวนห้าเส้น ลากออกจากหมุดศูนย์กลางที่โม่เฟิงได้ปักเอาไว้ แสงนั้นเชื่อมต่อกับแท่งเหล็กทั้งห้ามุมที่ถูกปักไปก่อนหน้านี้ ควันพิษสีเขียวเริ่มพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินก่อนจะกระจายตัวปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่า
ค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรา คือค่ายกลที่ปล่อยพิษห้วงนิทราออกมาปกคลุมพื้นที่บริเวณโดยรอบ หากสิ่งมีชีวิตสูดดมพิษห้วงนิทรานี้เข้าไป การสั่งการของสมองจะผิดเพี้ยน กล้ามเนื้ออ่อนแรง สูญเสียความสามารถในการควบคุมพลังลมปราณ และหากสูดดมนานเข้าจะตกลงสู่ห้วงนิทราแห่งความฝัน
ด้านนอกป่าจิตอสูร หลังจากโม่กุ่ยถูกสะกดิญญา หลี่ผิงและผู้าุโของตระกูลใหญ่ ต่างมีสีหน้าดีขึ้น สามารถหายใจได้เป็ปกติเช่นเดิม
แม้ทุกอย่างจะกลับมาเป็ปกติแล้ว แต่ทุกคนยังคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นภายในป่าจิตอสูร พวกเขาจึงเตรียมส่งคนเข้าไปตรวจสอบ แต่ถูกขัดขวางด้วยเสียงของเด็กนักเรียนที่เฝ้าดูการแข่งขัน เด็ก ๆ พูดขึ้นมาเสียงดังระงม
“ตัวอักษรนั่นคืออะไรกัน!” เด็กคนหนึ่งชี้นิ้วไปยังตัวอักขระสีเขียวที่กำลังเรืองแสงอยู่บนพื้นรอบ ๆป่าจิตอสูร
“นี่เกิดอะไรกันขึ้นเหรอ? ทำไมป่าจิตอสูรถึงมีสภาพเช่นนี้เล่า” นอกจากอักขระที่เรืองแสงแล้ว ป่าจิตอสูรยังถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกสีเขียว มันเป็ปรากฏการณ์ที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
หลี่ผิงยืนมองไปรอบ ๆ ป่าจิตอสูร สองคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน ส่งกระแสจิตถึงชายชราคนเดิม “มีคนวางค่ายกลขนาดใหญ่ปกคลุมป่าจิตอสูรเอาไว้ จะให้ข้าทำเช่นไร?”
ชายชรายังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง “ค่ายกลนี้มีชื่อว่าคายกลหมอกพิษห้วงนิทรา มันไม่เป็พิษเป็ภัยต่อสิ่งมีชีวิต ดังนั้นเ้าไม่ต้องห่วง”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
โม่กุ่ยยังโผล่ออกมาแบบเท่ๆอีกตามเคย แต่พี่โม่จะเสียพลังชีวิตไปอีกกี่ปีกันนะ ตายแน่ๆๆ
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ