เสี่ยวเทียนก้าวเท้าออกมาจากเครื่องเคลื่อนย้าย ก็ต้องทำการแจ้งชื่อ เพื่อเข้าดินแดนพิภพชั้นสี่ ซึ่งมีเมืองหลวงชื่อว่า เมืองซื่อโจว
จากนั้นก็เดินออกมา พอได้สัมผัสอากาศดินแดนพิภพชั้นที่ 4 ก็พบว่า มีพลังเซียนไหลเวียนอยู่ในอากาศ ตามสมควร แต่ที่น่าตื่นตา ตื่นใจเสี่ยวเทียนมาก ก็คือ สภาพแวดล้อมของ แดนพิภพชั้นที่ สี่ เป็นบ้านเรือนที่ สร้างด้วยปูน และ หินเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผิดกับ ดินแดนพิภพทั้งสามที่ผ่านมา และอีกทั้ง ถนนหนทาง ก็เต็มไปด้วย ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ โดยที่ดูจากเครื่องแต่งกาย ใบหน้า และผิวพรรณ แสดงว่าดินแดนแห่งนี้เปิด ต้อนรับ คนต่างดินแดนมา ติดต่อค้าขาย กันได้อย่างเสรี ในเมืองหลวงนี้ไม่ค่อยมีรถม้า มีแต่คนเดินผ่านไปมา แต่บนฟ้า กลับมี เรือเหาะวิ่งกัน เต็มท้องฟ้าไปหมด
เสี่ยวเทียนถือโอกาสพา วาวาออกมาเดินเที่ยวเล่นในเมืองก่อนสักวันสองวัน แล้วค่อยไปสำนักอู่ซาน วาวา ไม่เคยลงจากเขามาในเมืองที่คนมากมายเช่นนี้ ก็ตื่นตาตื่นใจ กับ ตลาดการค้า ของดินแดนพิภพชั้นสี่แห่งนี้ จึงได้เลือกซื้อของที่ถูกใจเป็นจำนวนหลายชิ้น ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ ของสวยๆ งามๆ ซึ่งเสี่ยวเทียนก็ ซื้อให้โดยไม่เสียดายเงิน ในขณะที่ทั้งสองเดินเลือกซื้อของกันอย่างมีความสุข หารู้ไม่ว่ามีคนกลุ่มหนึ่ง ได้มองมาที่ วาวากับเสี่ยวเทียน
ในคนกลุ่มนี้ มีชายหนุ่มแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดี จ้องมอง วาวา ตาไม่กระพริบส่งสายตาหยาดเยิ้ม ออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ นางเป็นใครกัน ทำไมถึงได้ช่างงดงามหยาดฟ้ามาดินเช่นนี้ ท่านนักพรตหยวนจง ทำไมข้าเห็นรัศมีแสงจันทราจากตัวนางได้?”
“ เรียนท่านอ๋องน้อย หญิงสาวผู้นี้นางเป็นผู้มีกายจันทราพิสุทธิ์หมื่นคนจะพบได้สักคน นับว่าเป็นโชคดี ของท่านอ๋องน้อยที่ได้พบกับนางที่นี่” นักพรติหยวนจงคนนี้ไม่ธรรมดา แค่มองปราดเดียว ก็ทราบทันที ว่า วาวามีร่างจันทราพิสุทธิ์
“ พวกเจ้าสะกดรอยตาม นางไป ตรวจสอบว่านางพักที่ไหน มีพรรคพวกมาด้วยหรือไม่ หากมีเพียงนางกับเด็กน้อยนั่น ก็ไปพาตัวนางกลับ ตำหนักพันบุปผาของข้าทันที” อ๋องน้อย สั่งการไป องครักษ์ทั้งสี่คน ที่แต่งตัวเหมือนชาวยุทธ์ธรรมดา ก็หายออกไป สะกดรอยตาม วาวา กับเสี่ยวเทียน ไปในทันที
ส่วนเสี่ยวเทียนกับวาวา หลังจากซื้อของกันจนเย็น ก็เดินหาที่พัก พบเด็กน้อยวัย 7 ขวบตระโกนร้องขายซาลาเปา กับแม่สองคน เสี่ยวเทียนเลยไปถามเด็กน้อยว่า
“ น้องชาย เจ้ารู้ไหมว่าแถวนี้โรงเตี๊ยมใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน”
“ เดินตรงไป ผ่านตึกสีเขียวก็เจอแล้วขอรับ” เด็กน้อยวัย 6 ขวบพูดจาชัดถ้อยชัดคำ เสี่ยวเทียนเลยให้เหรียญทองไป 5 เหรียญเป็นของรางวัล แต่เด็กน้อยกลับไม่รับยื่นเหรียญทองคืนให้ เสี่ยวเทียนสงสัยเลย ถามว่า “ทำไมถึงไม่รับ ”
“ ท่านแม่สอนข้าว่า พวกเราไม่ใช่ขอทาน ถ้าหากท่านจะช่วย ก็ช่วยซื้อซาลาเปาพวกเราด้วย สองลูก 1 เหรียญเอง”
วาวาได้ฟังก็อมยิ้ม เพราะว่าเด็กตัวแค่เนี้ย ไม่ขี้งก เหมือนใครบางคน ที่ต้องเอาทองมากมายมาไว้ในห้องนอน เสี่ยวเทียนเลยซื้อ ซาลาเปามา ยี่สิบลูกเลย
จากนั้นทั้งสองก็เข้าไปพักในโรงเตี๊ยม โดยเลือกห้องพิเศษที่อยู่ชั้นสาม ชั้นบน ห้องริมที่ดูแล้วเงียบสงบที่สุด
องครักษ์ทั้งสี่ สะกดรอยตามเสี่ยวเทียนมาถึงโรงเตี๊ยม ก็รู้ว่า เสี่ยวเทียนกับวาวา
พักกันเพียงสองคนเท่านั้น จึงวางแผนกัน เตรียมตัวเข้าฉุด วาวา กลับไปทันที
เสี่ยวเทียนสัมผัสได้ตั้งนานแล้ว ว่ามีชายสี่คนสะกดรอยตามมาจากที่ในตลาดการค้า
“ ภรรยา เจ้ากลับเข้าไปในมิติฟ้าครามก่อน รอให้สามีจัดการกับสี่คนนี้ แล้วจะตามเข้าไป” พอวาวาเข้าไปมิติฟ้าครามได้สักครู่เดียว สี่องครักษ์ก็พังประตูเข้ามา
พบเห็นเสี่ยวเทียนนั่งรออยู่บนเตียง เลยตะคอกเสียงถามว่า
“ ไอ้หนู พี่สาวเจ้าอยู่ไหน บอกมานะ”
เสี่ยวเทียนไม่ตอบแต่สะบัดมือออกไป เข็มสังหารพุ่งเข้าไปใส่จุดที่ต้นขา ของทั้งสี่คน ทำให้ทุกคนต้องคุกเข่าพร้อมกันในทันที
“ พี่สาวนั่นคือ ภรรยาของข้า พวกเจ้าตามหานางมีจุดประสงค์สิ่งใด?”
องครักษ์ทั้งสี่ ที่เวลานี้ขาขยับไม่ได้แล้ว ยังรู้ว่า เด็กน้อยเป็นสามีของ สาวงามอีก ยิ่งตกใจไปกันใหญ่ เสี่ยวเทียนขี้เกียจรอคำตอบ เลยใช้ฝ่ามือตรวจสอบความจำขององครักษ์ คนหนึ่งทันที
“ อ๋องน้อย แห่งตำหนักพันบุปผา คิดจะฉุดคร่า หญิงอื่นที่เป็นภรรยาชาวบ้าน เฮ้อ ! ชั่วช้าเสียจริง ไม่รู้พ่อแม่ สอนลูกกันมายังไง พวกเจ้ากลับไปซะ วันนี้ข้าอารมณ์ดี ไม่อยากเข่นฆ่าใคร” เสี่ยวเทียนใช้มือดูดเข็มสังหารออกมา แล้วใช้ฝ่ามือปล่อยพลังวายุพัด องครักษ์ทั้งสี่ ออกนอกหน้าต่าง ลอยหายไปไกลลิบ
ตูม !! อ๊ากกกกก !! เสี่ยวเทียนได้ยินเสียงร้องขององครักษ์ทั้งสี่ ก็ตกใจ แค่ใช้พลังวายุพัดออกไป ไม่น่าส่งเสียงร้องดังลั่นขนาดนี้ พอมองไปก็เห็นบางสิ่งผิดปกติอยู่บนท้องฟ้า
“ อาจารย์ข้าสัมผัสได้ถึง พลังที่สูงส่ง ของคนสองคน เหมือนกำลังสู้กันอยู่”
“ ขั้นเทียนจุน สองคน กำลังต่อสู้กัน รีบไปเร็ว” อาจารย์ลู่เอินเร่งให้เสี่ยวเทียนไปเพื่ออะไรกัน! เสี่ยวเทียนก็ไม่รอรี พุ่งวาร์ปออกไปในทันที
พอไปถึงก็พบกับสตรีวัยกลางคนใส่ชุดเหมือนจักพรรดินีทั้งสองคน คนหนึ่งใส่สีขาวกับอีกคนใส่สีดำ กำลังใช้ฝ่ามือ ปล่อยพลังใส่กันและกัน อยู่ บรรยากาศรอบๆ ล้วนถูกแรงอัดจากทั้งสองคน ระเบิดกลายเป็นผุยผง รวมทั้งร่างของ องครักษ์ทั้งสี่คนด้วย
เสี่ยวเทียนยังยืนอยู่ระยะห่างพอสมควร พอไปถึงก็ได้ยิน สตรีชุดดำเอ่ยขึ้นก่อนว่า
“ เรามาจบเรื่องราวกันเลยดีกว่า ข้าอยากรู้นัก ฝ่ามือสัตตบงกช ท่าที่ 9 กับ
ฝ่ามือสุญญตา ท่าที่ 9 ของข้าใครมันจะแน่กว่ากัน”
“ ก็ได้ ข้าจะให้เจ้ารู้จักพลังฝ่ามือสัตตบงกช ท่าที่ 9 ก่อนตาย” แล้วสตรีชุดขาวก็ถอนฝ่ามือออกมาแล้วร่ายรำท่าฝ่ามือสัตตบงกช ระดับ 9 บังเกิดดอกบัวสีขาวกระจายออกไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน แล้วดอกบัวทั้งหมดก็พุ่งใส่ร่างของ สตรีชุดดำ ที่เพิ่งร่ายรำ ฝ่ามือสุญญตาท่าที่ 9 ออกมา ทำให้เกิดสภาวะฝ่ามือที่ไร้ตัวตนออกมา พุ่งเข้าปะทะกับ ดอกบัวสีขาว จนระเบิดออกไปจนหมด แต่ดอกบัวไม่สูญสลายกลายเป็นกลีบ ดอกบัวพุ่งเข้าใส่ร่าง ของสตรีชุดดำต่อไปอีก ฉัวะ ! ฉัวะ!
ร่างกายของสตรีชุดดำ ถูกกลีบดอกบัวทำร้ายจนร่างพรุน ส่วน สตรีชุดขาวก็ถูกฝ่ามือไร้เงา พุ่งใส่ร่างอีกนับสิบฝ่ามือ ร่างก็กระเด็นเหมือนว่าวขาด ทั้งสองบาดเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งคู่ไม่รอให้อีกฝ่ายฟื้นตัว ต่างรวบรวมพลังขั้นสุดท้าย ปล่อยออกมา เหมือนจรวดพุ่งเข้าหากัน ตูม ! ฝ่ามือทั้งสองชนกันแน่นสนิทต่างฝ่ายก็บอบช้ำ แต่ยังปะทะกันอีก อวัยวะภายในทั้งสองฝ่ายถูกทำลายไปพร้อมกัน ถึงกับกระอักเลือดออกมา
“ อาจารย์ดูท่าแล้ว ทั้งสองคงจะเสมอกันนะ อาจารย์”
“ ไม่หรอก สตรีชุดดำมีคนช่วยอีกคน หลบซ่อนอยู่ในมิติ เจ้ารีบไปช่วย สตรีชุดขาวคนนั้นก่อนไป”
เสี่ยวเทียนส่งสัมผัสออกไปทันที ก็พบว่า มีคนซ่อนอยู่จริงกำลังฉีกมิติออกมา แล้วแทงกระบี่เข้าใส่ลำคอของ สตรีชุดขาว แต่ว่าไม่สามารถทำได้ เพราะมีลูกธนูปราณระดับเทพเจ้า 2 ดอก ปล่อยออกมา ฟิ้ว ! ฟิ้ว ! ลูกธนูพุ่งปักกลางอกชายชุดดำที่ฉีกมิติออกมา กระแทกกลับเข้าไปในมิติ แล้วมิติก็ปิด ไม่รู้ตายหรือไม่
ทั้งสองต่างหันมามองเสี่ยวเทียนที่ยืนถือธนูยิงตะวัน ด้วยสายตาที่แตกต่างกัน
“ สวัสดี ท่านป้าทั้งสอง”
“ เด็กน้อย เจ้าเป็นใคร บังอาจขวางทางคนของข้า?” สตรีชุดดำเอ่ยไปด้วย ก็เร่งปล่อยพลังเข้าใส่ สตรีชุดดำ
“ ข้าน้อยมีนามว่า เฉินเสี่ยวเทียน พอดีเข้ามาเห็นเหตุการณ์ที่ไม่ยุติธรรม เลยเข้าช่วยเหลือ เท่านั้นเอง เชิญท่านป้าทั้งสองทะเลาะกันตามสบาย”
“ เฉินเสี่ยวเทียน เจ้าฟังข้า ข้าคือ จักรพรรดินีหยูจี ข้าจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นราชบุตรเขย หากเจ้าสังหารนางมารผู้นี่” ที่แท้สตรีชุดขาว คือ จักรพรรดินีหยูจีผู้ปกครองดินแดนพิภพชั้นสี่
“เป็นจักรพรรดินีหยูจีเชียวหรึอ? ..จะแต่งตั้งข้าเป็นราชบุตรเขยเลยเหรอเนี่ย”
“อย่าไปฟังนาง ข้าคือจักรพรรดินีเจินเหลียน แห่งดินแดนใต้พิภพ หากเจ้าฆ่านาง ข้าจะแต่งเจ้าให้เป็นจักรพรรดิดินแดนใต้พิภพ”
“โอ้โห เป็นจักรพรรดิดินแดนใต้พิภพเลยเหรือเนี่ย ว่าแต่ดินแดนใต้พิภพนี่อยู่ที่ไหนกัน?”
“ เจ้าเด็กโง่ ดินแดนใต้พิภพ ก็อยู่ชั้นใต้ดินลงไปน่ะซิ” จักรพรรดินีเจินเหลียนกระแทกเสียงออกมา เสี่ยวเทียนเลยเดินเข้าไปใกล้ ทั้งสอง
“ จักรพรรดินีหยูจี กระหม่อมเองนั้น มีภรรยาแล้ว เรื่องที่ท่านเสนอมา กระหม่อมต้องขออภัยด้วย”
เสี่ยวเทียนประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อม จักรพรรดินีหยูจีได้แต่ตกใจ ที่เสี่ยวเทียนบอก แต่งงานแล้ว
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีมากเด็กน้อย เจ้าใช้ธนูวิเศษของเจ้า เล็งไปที่หัวใจของนาง ต่อให้มีวิญญาณอมตะ ก็ต้องบาดเจ็ดไปอีก 50 ปี ต่อไปดินแดนของเจ้าต้องตกเป็นของข้า ไม่ใช่ซิ ต้องเป็นของเจ้า เฉินเสี่ยวเทียน” จักรพรรดินีเจินเหลียนเอ่ยอย่างมีความสุข
“ มิได้ มิได้ ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าจะบอกว่า ข้าก็ไม่อยากเป็นจักรพรรดิครองดินแดนใต้พิภพ ข้าเองยังมี ดินแดนที่ยังต้องไปปกครอง เรื่องนี้ข้าต้องขออภัยท่านด้วยเช่นกัน”
“ ฮ่า ฮ่า หลิวอี้เจิน วันนี้เจ้ากับข้ามาตายไปพร้อมๆ กันเลย” จักรพรรดินีหยูจีกำลังเตรียมปล่อยพลังขั้นสุดท้าย ทำให้หลิวอี้เจินต้องปล่อยพลังออกมาต้านทานเช่นกัน เสี่ยวเทียนถูกอาจารย์ลู่เอิน ให้ไปแยกสองคนนั้นออกจากกัน
เสี่ยวเทียนก็เข้าไปใช้สองมือผลัก กระแทกให้ทั้งสองออกจากกัน พลังทั้งสามคน พอปะทะกัน เกิดเสียงดัง โครม ! แล้วทั้งสามคนก็เกิดปฏิกิริยาคล้ายกัน คือ ตัวเริ่มสั่นไปทั้งสามคน แล้ว พลังของทั้งสามคนก็ไหลเวียนไปมารอบ ๆ โดยที่ เทียนจุนทั้งสองได้ปล่อยพลังเฮือกสุดท้ายออกมาทั้งหมดแล้ว ทำให้ไม่สามารถดึงพลังกลับมาได้อีก ส่วนเสี่ยวเทียน พอกระทบพลังเทียนจุนทั้งสอง ทำให้ พลังของทั้งสองคน กลับพุ่งไหลเข้ามาในร่างกายของเสี่ยวเทียน เหมือนน้ำตกไหลจากยอดเขาร่วงสู่เบื้องล่าง จนร่างกายของเสี่ยวเทียน โป่งพองเป็นลูกโป่ง
“ ย้ายพลังเทียนจุนไปไว้ในหยกมังกรฟ้าซะ” อาจารย์ลู่เอินรู้ปัญหาของเสี่ยวเทียนเลยรีบบอกออกมา
เสี่ยวเทียนพอได้ฟังก็ รีบใช้พลังมหายุทธดูดจักรวาล มากดพลังเทียนจุนที่ไหลเข้ามา แล้วเก็บไปเก็บเอาไว้ในหยกมังกรฟ้าทันที
เพราะจุดตันเถียนของเสี่ยวเทียนไม่สามารถรับพลังที่สูงระดับนี้ได้
พอเสี่ยวเทียนรับและถ่ายพลังของทั้งสองคนจนหมด ร่างของทั้งสองคนที่ผมดำขลับวัยกลางคน กลับกลายเป็นหญิงชรา ผมขาวกันไปทั้งคู่ แล้วทั้งหมดก็ลงไปนอนหมดแรงด้วยกันทั้งคู่
“ หมดกันพลังเทียนจุนของข้า ถูกไอ้เด็กน้อยดูดไปจนหมด ข้าคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้” จักรพรรดินีหยูจีเอ่ยออกมาอย่างเศร้าใจ
“ หยูจี ครั้งนี้พวกเราเสมอกัน รอให้พลังข้าฟื้นมาอีกเมื่อไหร่ เราได้เจอกันอีกแน่ ไอ้หนู เจ้าได้รับพลังของข้าไปทั้งหมดแล้ว ต่อไปหากเจ้ามีเวลาก็ไปหาข้าที่ดินแดนใต้พิภพ ข้าจะถ่ายทอดพลังฝ่ามือสุญญตาให้เจ้า” จักรพรรดินีเจินเหลียนดึงเรือเหาะออกมาแล้วค่อยๆ ตะเกียกตะกายขึ้นเรือ เสี่ยวเทียนเห็นใจจึงเข้าไปช่วย พยุงขึ้นไปบนเรือเหาะ
แล้วกรอกน้ำทิพย์สวรรค์เข้าปากไป พอนาง ออกเรือจากไปสักพัก ร่างที่แก่ชรา ก็กลับกลายเป็นหญิงวัยกลางคนเช่นเดิม
“ อืม เด็กน้อยนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ” จักรพรรดินีเจินเหลียน ยิ้มพลางดูร่างกายตนที่กลับมาเต่งตึงเหมือนเดิม
ส่วนจักพรรดินีหยูจี ก็เช่นกันหลังจากดื่ม น้ำทิพย์สวรรค์ของเสี่ยวเทียน ร่างที่แก่ชราผมขาวก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ว่าพลังเทียนจุนนั้นต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับมาเป็นเช่นเดิม
“ ขอบใจเจ้ามาก เฉินเสี่ยวเทียน แล้วนี่เจ้ามาทำอะไรที่ดินแดนของข้า”
“ กระหม่อมมาตามหาท่านพ่อ พอดีท่านอาจารย์เซี่ยอี้ ฝากให้กระหม่อมไปพักอาศัยที่ สำนักอู่ซาน กระหม่อมคงต้องไปพักที่นั่น แล้วค่อยๆ ตามหาท่านพ่ออีกที”
“ ถ้าเช่นนั้น เจ้าเข้าวัง ไปพักอยู่กับข้าดีกว่า ข้าจะให้คนของข้าทั้งแผ่นดิน ช่วยตามหาพ่อของเจ้าให้ เจ้าว่าไง”
“ ถ้าเช่นนั้น ข้ากระหม่อม ก็ไม่เกรงใจแล้ว” เสี่ยวเทียนดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่อย่างน้อยก็มีผู้คนมากมายช่วยตามหาท่านพ่อ....