เสียงะเิลูกใหญ่ะเืฟากฟ้าเหนือเมืองเอ็นโดโปลิสอาคารสูงที่เหลือครึ่งเดียวพังครืนราวูเาหิมะถล่มเปลวไฟสีส้มปะทุสว่างกลางฝุ่นควันวิเวียน่ากำหมัดแน่นอยู่หลังแนวกำแพงซีเมนต์ที่แตกร้าวเศษดินคละคลุ้งปะทะใบหน้าจนชุ่มไปด้วยเหงื่อและคราบเขม่า
“พวกเรนาตาใช้พลแฝงแมกเจลแลนซุ่มในซอยด้านขวา!”เสียงเรมิโอดังลอดหมวกสื่อสาร เขาโผล่หน้าขึ้นเหนือตลิ่งซากรถบรรทุกยกปืนพลังงานยิงสวนออกไปสามชุด รังสีสีฟ้าเฉียดผ่านหัววิเวียน่าจนแสบร้อน
“เรมิโอ!ระวังหน่อยสิ!” เธอะโสวนกลับ พลางวิ่งหลบเข้าด้านในซากอาคารข้างในมีโดมินิโกกำลังคุมเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็กบนโต๊ะเหล็กเก่าเสียงสัญญาณวิทยุสั่นพรืด
“จุดนัดหมายย่อยทางเหนือสั่งถอยแล้ว”เขาบอกพลางปาดเหงื่อ “พวกนั้นใช้คลื่นรบกวนจากดาวบริวารของแมกเจลแลนยิงรังสีปั่นสนามอีเทอร์ในชั้นบรรยากาศ ทำให้กองกำลังเราสื่อสารกันไม่ได้”
วิเวียน่าขมวดคิ้ว“สนามอีเทอร์อีกแล้ว…ไม่ว่าจะกี่ครั้ง มันก็เล่นงานระบบประสาทของไซบอร์กทุกคนเรมิโอจะไหวไหมนี่”
เธอหันไปทางหน้าต่างพังๆ เห็นเรมิโอกำลังพิงกำแพงหอบหายใจช้า ๆ เส้นเืที่คอเต้นตุบ ๆราวกับพลังบางอย่างในตัวเขากำลังต่อต้านคลื่นรบกวนจากเบื้องบนเขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอผ่านกลุ่มควัน แล้วส่งสัญญาณมือ “ไม่เป็ไร”
“คุณแน่ใจหรือ?”เธอะโกลับ
“ยังไหว!” เขายิ้มจาง ๆก่อนกระโจนออกไปพร้อมกลุ่มนักรบสหภาพอีกห้าคน เสียงปืนพลังงานระดมยิงรัวระห่ำ
โดมินิโกสบถ“เด็กนั่นบ้าไปแล้วแน่ ๆ!”
“ไม่…เขากำลังปกป้องเรา”วิเวียน่าพูดเบา ๆ ดวงตาเธอสะท้อนเปลวไฟกลางอากาศ“เขาเป็คนเดียวที่ใจยังไม่สั่นไหว แม้จะมีชิ้นส่วนของ R2 ฝังอยู่เต็มตัว”
ขณะนั้นเสียงคำรามดังขึ้นจากฟ้า ลำแสงสีเงินพาดผ่านเมฆมืดลงมาที่ขอบเมือง — ยานรบของแอนโดรเมดา ปรากฏขึ้นเป็ฝูงส่องแสงโลหะเย็นเฉียบเหนือแนวรบพวกมันยิงลำแสงสนับสนุนใส่ฐานแมกเจลแลนทางทิศเหนือจนะเิกระจายเป็ลูกไฟ
“ลูมิเอลทำได้จริงๆ…” โดมินิโกพูดเสียงสั่นด้วยความโล่งใจ “เขาส่งกองกำลังมาช่วยเรา!”
วิเวียน่าพยักหน้า“ในที่สุด…”
แต่อีกฟากของฟ้ากล้องเรดาร์ตรวจจับได้ถึงร่องรอยของ คลื่นพลังอีกชนิดหนึ่ง —
แสงสีม่วงอมน้ำเงินแตกกระจายราวกับม่านน้ำวนลึกลงไปใต้ชั้นบรรยากาศ เสียงหนึ่งดังขึ้นในคลื่นสัญญาณที่ยังไม่ถูกถอดรหัส
“จงอย่าหลงในแสงของผู้มาเยือน…เพราะในเงานั้นมีโซ่ตรวนซ่อนอยู่”
วิเวียน่าชะงักมือเธอสั่นน้อย ๆ
“เสียงนี้…ไม่ใช่ของใครในฝ่ายเราแน่”
“หรือจะเป็พวกแมกเจลแลน?”โดมินิโกถาม
เธอส่ายหน้า“ไม่ใช่…เป็ใครบางคนที่รู้มากกว่านั้น”
ลึกลงใต้พื้นผิวดาวบริวารของแมกเจลแลนดาวเคราะห์ที่ปกคลุมด้วยหมอกสีม่วงและหินคริสตัลลอยวนในอากาศ
เรนาตา อัลฟอนโซยืนอยู่ท่ามกลางห้องโถงของสถานีพลังงานที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ฐานวิจัยของบิดา เบนิโตเธอสวมชุดเกราะพลังสีเทาเข้ม ผมสีแดงเข้มรวบไว้เหนือบ่าดวงตาสีเขียวมรกตทอดมองไปยังแท่นพลังขนาดมหึมาที่เปล่งแสงระยับเหมือนหัวใจของดวงดาว
เธอยกมือแตะผิวโลหะเย็นเฉียบเสียงสะท้อนก้องในหัว
“เรนาตา…ลูกของข้า…ยังไม่ถึงเวลาที่เ้าจะตื่นเต็มกำลัง”
“พ่อ…”เสียงของเธอเบาหวิว “ข้าทำพังหมดแล้ว รัฐบาลล่มสลาย พี่น้องข้าตายแต่โลกมนุษย์ก็ยังไม่สงบ”
“อย่าหวั่นไหวลูกไม่ได้ล้มเหลว เ้าเพียงเห็นแค่เศษเสี้ยวของาเท่านั้นผู้ที่คิดจะช่วยโลกนั้นไม่ใช่ทุกคนที่บริสุทธิ์”
เรนาตาหลับตาแน่นเสียงเต้นของหัวใจเธอก้องประสานกับจังหวะของพลังในแท่นโลหะ
จู่ ๆคลื่นพลังแปลกปลอมก็ไหลผ่านจิตสำนึกราวกับเงาของใครบางคนพยายามพูดกับเธอผ่านอีเทอร์
“เรนาตา…เ้าคือผู้สืบสายอีเทอร์บริสุทธิ์จากบรรพชนแห่งแมกเจลแลนจงลุกขึ้น ก่อนที่โลกของเ้าจะกลายเป็สินค้าในตลาดจักรวาล”
เธอเบิกตากว้างเสียงนั้นไม่ใช่บิดา แต่ทรงพลังและหนักแน่นกว่ามนุษย์ใด
“ใครกัน…พูดกับข้า?”
“อัสเทรียล…องครักษ์แห่งดาวมฤตยูผู้เคยสาบานว่าจะปกป้องสมดุลของกาแล็กซีทั้งปวง”
ชื่อที่ถูกกล่าวก้องในอากาศทำให้แท่นพลังสั่นะเืสายฟ้าสีขาวแลบผ่านโครงสร้างโลหะ ขณะที่แสงจากดวงตาเรนาตาเปลี่ยนเป็สีทองราวกับความทรงจำบางอย่างตื่นขึ้น
ภาพในหัวของเธอไหลย้อนกลับเห็นโลกมนุษย์ในห้วงอดีต เห็นเรมิโอยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟเห็นวิเวียน่าที่กำลังช่วยชีวิตคนเจ็บ และสุดท้ายเห็นเงาของชายคนหนึ่ง — โดมินิโกอาดาโม — ผู้ยืนอยู่กลางแสงสีเงินของอีเทอร์
“เขาคือสะพานเรนาตา ผ่านเขา ข้าจะส่งพลังของแมกเจลแลนไปยังโลกมนุษย์ได้”
“โดมินิโกเหรอ?เขาอยู่ฝ่ายศัตรูของข้า…”
“ศัตรูของศัตรูบางครั้ง ก็คือกุญแจของโชคชะตา”
เรนาตาเม้มริมฝีปากแน่นหัวใจเธอสับสนระหว่างความแค้นและสำนึก เสียงของอัสเทรียลเจือความอ่อนโยนแต่ลึกลงไปกลับมีบางอย่างเย็นเยียบจนน่ากลัว
เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีม่วงของดาวแมกเจลแลนเมฆไฟฟ้าเคลื่อนไหวช้า ๆ เหมือนกำลังเปิดช่องทางสู่อีกโลกหนึ่ง
“อัสเทรียล…ถ้าข้าทำตามเ้าจะเกิดอะไรขึ้น?”
“เ้าจะเห็นความจริงของานี้เห็นสิ่งที่แม้แต่เ้าชายแห่งแอนโดรเมดายังไม่อยากให้เ้ารู้”
ลำแสงสีทองะเิจากแท่นพลังพุ่งทะลุเมฆหมอกขึ้นฟ้า คลื่นพลังนั้นแผ่ข้ามห้วงอวกาศเชื่อมโยงเข้ากับสนามอีเทอร์รอบโลกในทันที
ในเวลาเดียวกันที่เอ็นโดโปลิส
เรมิโอสะดุ้งเมื่อวงจรในร่างไซบอร์กของเขาเต้นแรงขึ้น สัญญาณเตือนกระพริบเป็สีทอง
“วิเวียน่า!นายดูสิ…ฟ้ากำลัง—”
ก่อนที่เขาจะพูดจบท้องฟ้าทั้งผืนเหนือสนามรบสว่างวาบเป็สีทอง เหมือนมีกระแสชีวิตใหม่ไหลผ่านจักรวาล
“นี่มันอะไรกัน…”วิเวียน่ากระซิบ สายตาเธอฉายแววหวาดและงดงามในคราวเดียวกัน “พลังแบบนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยั้แ่าเริ่ม”
โดมินิโกที่ยืนอยู่อีกฟากมองขึ้นไปบนฟ้าด้วยแววตาไม่แน่ใจ ในดวงตานั้น เงาสีทองบางเบากำลังส่องประกาย…
เสียงหวีดของลมพัดผ่านเหนือหุบเขาหินแห้งแล้งรอบนอกเอนโดโปลิสกลายเป็เสียงคำรามต่ำของเครื่องยนต์รบที่ประสานกันทั่วแนวรบฝ่ายรัฐบาลของเรนาตาที่เหลืออยู่เริ่มต้านทานกองกำลังสหภาพแรงงานไม่ไหวขบวนรถหุ้มเกราะของพวกแมกเจลแลนที่เสริมเข้ามาเริ่มถูกกองโจรของโดมินิโกตีขนาบทั้งสองข้าง
แสงเลเซอร์พุ่งฝ่าควันฝุ่นวิเวียน่าคลานหลบอยู่หลังซากกำแพงปูน พยายามส่งสัญญาณสื่อสารกลับไปยังฐานภาคสนาม
“เรมิโอ!ทางฝั่งเหนือพวกมันกำลังล้อมเรา—”
“รับทราบ!”เสียงเขาดังในเครื่องสื่อสาร “ผมกำลังเคลื่อนปีกซ้ายไปช่วย ถือไว้ให้ได้!”
เสียงะเิดังสนั่นฟ้าสีทองเมื่อครู่ค่อย ๆ หรี่แสงลง ทิ้งร่องรอยเหมือนแถบม่านอีเทอร์สีเหลืองบาง ๆคล้ายควันลอยอยู่ทั่วสนามรบ แต่ใครก็ตามที่สูดมันเข้าไป จะรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นสมองแล่นเร็วขึ้น ราวกับพลังบางอย่างกระตุ้นสัญชาตญาณในตัว
ทหารหลายคนในแนวหน้าเริ่มพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“พลังนี่มันอะไรกัน…”
“รู้สึกเหมือนมีใครช่วยอยู่ข้างเรา…”
วิเวียน่ามองขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้งแสงสีทองนั้นยังคงแ่เบาอยู่เหนือขอบเมืองเหมือนสายตาของใครบางคนกำลังจ้องมองจากที่ไกลโพ้น
ขณะเดียวกันบนดาวแมกเจลแลน
เรนาตายืนอยู่กลางแสงอีเทอร์ที่สั่นระริกพลังจากแท่นโลหะค่อย ๆ ลอยออกมาห่อหุ้มตัวเธอเธอรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังมหาศาลที่ไหลผ่านเส้นประสาทและหัวใจ
“นี่…เ้าทำอะไรกับข้าอัสเทรียล…”
“ไม่ต้องกลัวข้าเพียงเปิดเส้นทางระหว่างแมกเจลแลนกับโลก ผ่านพลังของเ้าเ้าคือผู้สืบสายเืแห่งอีเทอร์ พลังนี้เป็ของเ้าโดยชอบธรรม”
“แต่ข้าส่งพลังไปช่วยศัตรูของข้า—”
“ศัตรูที่แท้จริงของเ้ามิใช่มนุษย์…แต่คือพลังที่้าแย่งชิงสิทธิ์ในการโลกจากมือของพวกเ้า”
เรนาตาเงียบงันคำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าในใจ เธอไม่อาจแน่ใจได้ว่ามันคือความจริงหรือการชักจูงแต่ภาพจากสนามรบที่ฉายผ่านแท่นพลังนั้นชัดเจน —เห็นเรมิโอกำลังต่อสู้ด้วยพลังที่ไม่ใช่มนุษย์เห็นวิเวียน่ากำลังชุบชีวิตทหาราเ็ด้วยเทคโนโลยีที่คล้ายพลังจิตจากดวงดาวอื่น
เธอกัดริมฝีปากจนเืซึม“ถ้าข้าทำเช่นนั้น…ข้าก็กลายเป็ผู้เปิดศึกกับทั้งสองจักรวรรดิ”
“ใช่…แต่ข้าจะอยู่ข้างเ้าตราบใดที่เ้ายังไม่ลืมว่า โลกนี้ควรเป็ของผู้ที่มีหัวใจ ไม่ใช่เครื่องจักร”
เสียงของอัสเทรียลเจือด้วยแรงสะกดจิตบางอย่างความกลัวและความโกรธในใจเรนาตากลับกลายเป็ความมุ่งมั่น เธอชูมือขึ้นเหนือหัว
“ถ้าเช่นนั้น…พลังของข้าจงกลับคืนสู่โลก!”
แสงทองเปล่งประกายเจิดจ้าอีกครั้งพลังงานมหาศาลพุ่งทะลุอวกาศ ตัดผ่านระบบสื่อสารของกองทัพแมกเจลแลนจนพังหมดเครื่องจักรทุกลำหยุดนิ่งกลางฟ้า เหมือนถูกแช่แข็งไว้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
ที่เอนโดโปลิสเครื่องบินรบของแมกเจลแลนที่กำลังดิ่งทิ้งะเิอยู่เหนือแนวสหภาพหยุดการทำงานกลางอากาศก่อนจะค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมาดั่งฝนเหล็ก
“เกิดอะไรขึ้น!”เสียงนักบินะโก่อนทุกอย่างดับวูบลง
วิเวียน่าตะลึงกับสิ่งที่เห็นส่วนเรมิโอกำหมัดแน่น “นั่นใครทำ…พวกเรามีเทพมาช่วยหรือไง?”
“ฉันไม่รู้”เธอตอบเสียงเบา “แต่พลังนั้น…ไม่ใช่ของพวกแอนโดรเมดาแน่มันมีคลื่นความถี่ที่ฉันไม่เคยตรวจพบ”
เรมิโอเงยหน้ามองฟ้าเห็นเพียงแสงทองวูบสุดท้าย ก่อนจะดับลงเหลือแต่ความมืดของค่ำคืนเขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงในสมรภูมินี้—สิ่งที่อาจพลิกสมดุลของาทั้งจักรวาล
เสียงะเิสะท้อนทั่วหุบผาท้องฟ้าของเอ็นโดโปลิสกลายเป็ม่านเพลิงสีส้มแสงจากพลาสม่าและอาวุธอนุภาคตัดฟ้าเป็ริ้วรอยเส้นตรงยาวนับพันกองทัพของรัฐบาลภายใต้การนำของเรนาตา ที่เพิ่งฟื้นตัวจากความพ่ายแพ้ในคราวก่อนกลับยกพลขึ้นบกอีกครั้งพร้อมกองยานรบของแมกเจลแลนหลายร้อยลำ
“ให้โลกเห็นว่าเมกะโลเซียยังไม่ตาย!”
เสียงเรนาตาดังก้องผ่านคลื่นสื่อสารอีเทอร์ขณะเธอยืนอยู่บนสะพานควบคุมของยานธง Aurelius One
เกราะสีเงินของเธอเปล่งแสงทองจาง ๆจากพลังที่อัสเทรียลถ่ายทอด เส้นผมแดงเข้มพลิ้วไหวราวเปลวไฟ
ที่ปลายขอบฟ้ากองทัพสหภาพแรงงานกำลังตั้งแนวรับพร้อมปืนใหญ่พลังงานที่แอนโดรเมดาจัดส่งมา
เหนือฟ้าชั้นบนสุดกองยานรบของแอนโดรเมดากางโล่พลังงานทรงโดมครอบคลุมสนามรบทั้งเมืองราวกับั์ที่กำลังกางมือบังลูกหลานของตน
“พลังงานชีวะของพวกมันแรงมาก”วิเวียน่ารายงาน “เราต้องถอยก่อน ถ้ายิงสวนตอนนี้แนวป้องกันเราจะแตก!”
เรมิโอหยุดชั่วครู่ก่อนตอบ“ไม่ถอย…พวกเราสู้มาตลอดปีแล้ว ถ้าถอยอีกครั้งเมืองนี้จะไม่มีอะไรเหลือให้ปกป้อง!”
เขากระโจนขึ้นยานลาดตระเวนพลางะโสั่ง“ทุกหน่วย เตรียมรบเต็มกำลัง! เพื่อเสรีภาพของมนุษย์!”
เสียงะโโห่ดังลั่นราวคลื่นทะเลคลื่นมนุษย์และเครื่องจักรรวมตัวเป็กำแพงเหล็กที่เคลื่อนไปข้างหน้าในแนวรบตรงกลาง
บนท้องฟ้าแสงจากดาวแมกเจลแลนลุกโชติ่ขึ้นอีกครั้ง
เรนาตาหลับตาแน่น ยกมือขึ้นเหนือหัว
“อัสเทรียล…ข้า้าพลังของเ้าอีกครั้ง!”
“จงใช้เท่าที่จำเป็…อย่าให้หัวใจเ้ากลืนด้วยความโกรธ”
“ข้าไม่มีเวลาเลือกแล้ว!”
เธอกระชากกำปั้นลงมาที่แผงควบคุมแสงสีทองพุ่งจากแท่นเรือธง Aurelius One กลายเป็สายฟ้าพลังอีเทอร์ขนาดมหึมาพุ่งทะลุโล่พลังของกองยานแอนโดรเมดาเสียงดังสนั่น
แสงนั้นยังสาดไปหายานของเรมิโอแต่วินาทีนั้น....
“ไอ้หนู หลบไป!” เสียงโดมินิะโผ่านไมค์ ก่อนขับยานของตนเข้าขวางลำแสงนั้นเพื่อปกป้องชีวิตของเรมิโอ
ฟ้าะเืลมพายุอัดตัวเป็คลื่นซัดซากอาคารแตกกระจาย
เรมิโอเบี่ยงยานหลบได้หวุดหวิด ขณะที่เห็นภาพยานของผู้นำะเิต่อหน้า“หัวหน้า!!! โอ้ ไม่นะ พระเ้า…พลังแบบนั้น—!”
วิเวียน่าะโ“ไม่ใช่ของมนุษย์แน่ มันคืออีเทอร์!”
กองกำลังของสหภาพที่อยู่แนวหน้าแตกกระเจิงบางส่วนถูกดูดเข้าสู่แรงหมุนของคลื่นพลังเหมือนถูกพายุสุญญากาศดูด
ในเวลาเดียวกันกองทัพของรัฐบาลที่เหลืออยู่กลับฮึกเหิมอย่างประหลาดเครื่องจักรทุกลำเร่งพลังงานจนลุกเป็เปลว แสงสีทองแผ่คลุมทุกสนามรบเหมือนพลังของใครบางคนคอยหนุนพวกเขาอยู่จากเื้ั
เสียงะเิลูกแล้วลูกเล่าดังก้องต่อเนื่องนับชั่วโมง
เอ็นโดโปลิสกลายเป็ทะเลไฟเหล็กกล้าและเนื้อหนังหลอมรวมเป็ควันหนา
เรมิโอขับยานฝ่ากลางสมรภูมิพยายามพาวิเวียน่าและหน่วยแพทย์ภาคสนามไปยังเขตชานเมืองที่ผู้ลี้ภัยยังติดค้างอยู่
แต่จู่ ๆเขาก็เห็นภาพบางอย่างในม่านควัน —เงาของหญิงคนหนึ่งยืนอยู่บนยอดตึกสูงสุดกลางเมือง ผมสีแดงพลิ้วไหวดวงตาสีทองมองตรงมายังเขา
“เรนาตา…” เขาพึมพำ
“อะไรนะ?”วิเวียน่าหันมามอง “คุณว่าอะไร?”
“ผมเห็นเธอ…เธอยังอยู่ที่นั่น”
“อย่าเพ้อเรมิโอ เธอคือศัตรูของเรา!”
“ผมรู้…แต่ทำไมผมรู้สึกว่าพลังที่ปกป้องพวกเราเมื่อครู่ มันมาจากเธอด้วยซ้ำ…”
วิเวียน่าไม่ตอบมีเพียงความคิดที่แล่นอยู่ในหัว
หลังเหตุการณ์ พวกเรมิโอเก็บกู้ร่างของโดมินิโกจากซากยานรบ แล้วจัดพิธีฝังอย่างเรียบง่าย ณสนามอัลฟ่าริดจ์
ทุกคนยืนไว้อาลัยเหนือหลุมที่มีป้ายสลักชื่อโดมินิโก อดาโม
บนยาน Aurelius One
เรนาตามองภาพสนามรบที่เต็มไปด้วยเพลิงสีทองดวงตาเธอสั่นไหว “พอแล้ว…ข้าทำอะไรลงไป…”
“เ้ายังทำได้ดี”เสียงของอัสเทรียลดังขึ้นเบา ๆ ในหัว“เ้าช่วยให้โลกยังมีลมหายใจต่อไปได้อีกหนหนึ่ง”
“แต่ข้าทำลายเมืองทั้งเมืองของตัวเอง…”
“เมืองพังสร้างใหม่ได้…แต่โลกที่สูญเสียเสรีภาพของตน จะไม่มีวันได้กลับคืน”
คำพูดนั้นก้องสะท้อนในใจของเรนาตาเธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเพียงสั้น ๆ
“ถ้าเช่นนั้น—ข้าจะไม่ยอมให้มันสูญสิ้นเสรีภาพเด็ดขาด!”
ลำแสงสีทองบนฟ้าเริ่มจางลงท้องฟ้ากลับคืนสู่ความมืดอีกครั้งทิ้งไว้เพียงร่องรอยไฟไหม้ทั่วผืนดินและกลิ่นควันเหล็กไหม้
“มิติลึกลับ”
ทุกสิ่งรอบตัวกลายเป็สีขาวโพลน
จูเลียน่าลืมตาขึ้นเห็นเพดานที่ไม่มีขอบเขต คล้ายอยู่ในมิติที่ไร้แรงโน้มถ่วง
เธอลอยอยู่กลางอากาศสวมชุดเดิมจากตอนขึ้นยาน แต่รอบตัวกลับมีเงาโลหะบางอย่างล้อมรอบเป็วงกลม
เสียงคล้ายระฆังเงินดังขึ้นในความว่างเปล่า
“ตื่นแล้วสินะ…ครูแห่งเผ่าพันธุ์สังเคราะห์”
“ใครพูด!”จูเลียน่าขานกลับ เสียงสะท้อนก้องรอบตัว
“ไม่ต้องกลัว…ที่นี่คือจุดเชื่อมระหว่างเวลาและอีเทอร์พลังที่เ้าเรียกว่า ‘เส้นทางกลับบ้าน’มันไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเ้าอีกต่อไป”
เธอพยายามลอยตัวขึ้นแต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้
“ปล่อยฉันออกไป! ฉันต้องกลับไปดูพ่อ—”
“เ้าจะได้กลับ…เมื่อทุกสิ่งถึงเวลา”
เสียงนั้นหายไปพร้อมหมอกแสงสีขาวที่เริ่มม้วนตัวเป็สัญลักษณ์เรขาคณิตประหลาดกลางอากาศคล้ายตราประจำจักรวรรดิที่เธอคุ้นตา แต่บิดเบี้ยวจนดูไม่ออก
ก่อนสติจะดับวูบเธอได้ยินเพียงเสียงกระซิบอันแ่เบา
“โลกของเ้ากำลังจะเปลี่ยน…จงหลับต่อไปก่อนที่สายตาของเ้าจะเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น”
แล้วทุกอย่างก็ดับลงเหลือเพียงความเงียบและเงาแสงวูบวาบราวดวงดาวในห้วงนิทรา
จบตอนที่ 5 – เสียงเรียกจากต่างมิติ
(26 ต.ค.68)