ข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 ดูความเก่งกาจของข้าเสียก่อน

            จ้าวซีเหอเห็นคนรับใช้ของตัวเองถือคบเพลิงวิ่งเข้ามาเขายกมือเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมลงมาตามหน้าผาก เอ่ยถามอย่างร้อนใจ “เป็นอย่างไรบ้างเจอเบาะแสของแม่นางหนิงบ้างหรือไม่”

            คนรับใช้ก้มหน้า จากนั้นส่ายหน้าด้วยสีหน้าสลดเขาเห็นดังนั้นสีหน้าก็อึมครึมยิ่งกว่าเดิม “หาต่อ!”

            บางคนมีสีหน้าเป็นห่วงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งหนึ่งในนั้นถือคบเพลิงเดินขึ้นหน้ามาหาเขา “ข้าน้อยเห็นท่านมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย ยามนี้ฟ้ามืดแล้วไม่สะดวกที่จะตามหาต่อ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน พวกเรากลับตำหนักก่อนดีกว่าหรือไม่ขอรับ”

            เขาถอนหายใจออกมาสะบัดมือไล่คนรับใช้ “ก็ได้พวกเจ้ากลับไปก่อน ข้าจะหาต่อเอง”

            จ้าวซีเหอเดินไปทางเนินเขาอย่างดื้อรั้นคนรับใช้ที่อยู่ด้านหลังเห็นเช่นนั้นก็มองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมาคราหนึ่งก่อนจะเดินตามไป

            จ้าวซีเหอกลัวว่าหนิงมู่ฉือจะถูกคนไม่ดีหลอกพาตัวไปเขาตามหาไปทั่วทั้งเนินเขา ทว่าก็ไม่เจอแม้แต่เงา จึงทำได้เพียงพาคนรับใช้กลับตำหนักไปด้วยความพะว้าพะวงระคนขุ่นเคือง

            ท่านอ๋องเห็นขอบตาดำคล้ำของบุตรชายก็รู้สึกปวดใจยิ่งทว่าก็นึกเป็นห่วงหนิงมู่ฉือเช่นกัน “เป็นอย่างไรบ้าง หาเจอหรือไม่”

            จ้าวซีเหอส่ายหน้าไม่สนใจท้องที่ส่งเสียงร้องด้วยความหิวของตัวเอง เขาล้มตัวนอนบนเตียงพักผ่อนเอาแรงเพื่อที่หลังจากนี้จะได้ไปตามหาต่อได้ ทว่าหลับตาอย่างไรก็นอนไม่หลับในใจเอาแต่พะวงเป็นห่วงหนิงมู่ฉือ

            หนิงมู่ฉือในตอนนี้ใช้ชีวิตราวกับปลาที่เพิ่งได้น้ำสุขกายสบายอุรายิ่ง

            นางนั่งไขว่ห้างมองหญิงรับใช้ยกอาหารเข้ามาให้โดยมีไซพานอันเดินตามหลังเข้ามา อีกฝ่ายยิ้มประจบเอาใจพร้อมกับเอ่ยถาม “เทพแม่ครัวท่านพิจารณาไปถึงไหนแล้ว”

            นางหันหน้าไปอีกทางอย่างถือดี“ยังไม่ถึงไหนเลยรอให้ท่านดูแลข้าให้สุขสบายกว่านี้ก่อน ข้าถึงจะคิดได้” 

            ไซพานอันรู้สึกหนักใจแต่เพื่อที่ต่อไปจะได้ทานอาหารรสเลิศทุกวัน จึงต้องทำตามที่หนิงมู่ฉือบอกเขาตักเกี๊ยวน้ำขึ้นมา ตักชิมเข้าไปหนึ่งคำก่อนจะคายทิ้งออกมาอย่างฉับไว “นี่มันคือสิ่งใดเนี่ยรสชาติแย่มากจนข้าทานไม่ลง!”

            หนิงมู่ฉือเหลือบตามองไซพานอันครู่หนึ่งเห็นเขากำลังเขี่ยเท้าไปมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยด จนนางแทบขนลุก “เทพแม่ครัวหนิง ท่านดูข้าสิผอมจนจะเหลือแต่กระดูกอยู่แล้ว ท่านช่วยทำอาหารให้ข้าสักจานได้หรือไม่”

            หนิงมู่ฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“ถ้าอยากจะให้เทพแม่ครัวอย่างข้าทำอาหารให้ท่านทานท่านต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่งก่อน” นางรู้ว่าไซพานอันรู้จักคุณชายที่มีนิสัยเสเพลไม่น้อยนางจึงคิดว่าเขาอาจจะช่วยนางตามสืบเรื่องสกุลหนิงของนางได้น่าจะพานางไปรู้จักคุณชายเสเพลเหล่านั้นได้

            ไซพานอันมองหนิงมู่ฉืออย่างสงสัย ก่อนจะพยักหน้ารัวติดต่อกันปานไก่กำลังจิกข้าวเปลือก“เทพแม่ครัวหนิง ท่านบอกมาได้เลย ไม่ว่าเป็นเรื่องใด ข้ายินยอมช่วยทั้งนั้น”

            “ข้ารู้มาว่าคุณชายไซติดหนี้พนันด้านนอกมากมายหากท่านพาข้าไปรู้จักผู้มีเงินเหล่านั้น ข้าจะทำอาหารให้ท่านทานเยอะๆ เลย” หนิงมู่ฉือกล่าวอย่างมีเลศนัย

            ไซพานอันได้ฟังก็รู้สึกสงสัยยิ่งเอ่ยถามออกมา “ข้ายังมีเงินไม่พออีกหรือเหตุใดท่านถึงอยากไปรู้จักผู้มีเงินเหล่านั้นอีก”

            นางตบศีรษะไซพานอันหนึ่งทีเอ่ยด้วยน้ำเสียงหน่ายใจกับความไม่เอาไหนของเขา “ท่านโง่หรือเปล่าเนี่ยอาหารของข้าจะช่วยทำให้ท่านกู้หน้ากลับมาได้มากโขเชียวนะ!”

            ไซพานอันได้ยินก็แย้มยิ้มออกมาสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นลำพองใจ “ความคิดนี้ของเทพแม่ครัวเข้าท่าดีเหลือเกิน ข้ามีของดีอยู่ในมือจะไม่เอาออกมาอวดคนอื่นได้อย่างไร!”

            หนิงมู่ฉือพยักหน้าด้วยความพึงพอใจลูบศีรษะไซพานอันอย่างชมเชย

            นางมองไปนอกหน้าต่าง จู่ๆก็แกล้งทำหน้าตาให้เศร้าสลด ถอนหายใจออกมาพร้อมกับเอ่ยว่า “ชีวิตของข้าช่างรันทดนัก”

            ประโยคนี้ทำให้ไซพานอันรู้สึกแปลกใจไม่น้อยเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “แม่นางหนิงเป็นอันใดไปหรือเหตุใดถึงได้รู้สึกเศร้าใจ”

            นางบีบน้ำตาเม็ดโตให้ไหลออกมาเอ่ยเล่าด้วยน้ำเสียงทุกข์ใจเหลือประมาณ “คุณชายไซ หากท่านอยากทานอาหารฝีมือสตรีตัวเล็กๆอย่างข้า ขอแค่บอกมาก็ใช้ได้แล้ว ข้ายอมเป็นสหายของท่าน แต่เหตุใดท่านต้องอยากให้ข้าเป็นชายาเอกด้วยข้าไม่ใช่หญิงในดวงใจของท่าน และท่านเองก็ไม่ใช่ชายในดวงใจของข้าข้ามีชายในดวงใจอยู่แล้ว เหตุใดท่านต้องรบเร้าให้ข้าลำบากใจเช่นนี้ด้วย”        

            ไซพานอันเห็นหนิงมู่ฉือร้องไห้สะอึกสะอื้นก็ทำตัวไม่ถูกยกมือลูบด้านหลังศีรษะอย่างรู้สึกผิด “เฮ้อ ชายในดวงใจ หวังว่าคงไม่ใช่ซื่อจื่อหรอกกระมัง”ไซพานอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกตะลึง

            “ใช่แล้วเจ้าค่ะ” ครั้นหนิงมู่ฉือได้ยินชื่อจ้าวซีเหอออกมาจากปากไซพานอันก็รู้สึกตกใจยิ่งหัวใจเต้นแรงราวกับจะกระดอนออกมา ทว่านางยังคงพูดโกหกออกไปด้วยสีหน้าที่ยังคงเศร้าสลดไม่เปลี่ยนแปลง

            “ข้ารู้ว่าคุณชายเป็นคนดีข้าถึงได้พูดเช่นนี้กับคุณชาย แต่หากท่านยืนยันว่าอย่างไรก็จะรับข้าเข้าจวนให้ได้ ข้าเป็นคนของตำหนักอ๋องเช่นนั้นข้าก็ต้องฟังคำของท่านอ๋อง” นางยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นท่าทางแลดูน่าสงสารเป็นที่สุด

            ไซพานอันได้ฟังที่หนิงมู่ฉือกล่าวในใจเริ่มใจอ่อนขึ้นมาบ้างแล้ว “แต่ถ้าเจ้าอยู่ที่จวนเสนาบดีของข้า เจ้าก็จะสุขกายเช่นกัน”

            “ข้าไม่สามารถตอบตกลงท่านได้ซื่อจื่อกล่าวว่า อยากรับข้าเข้าเรือน ตอนข้าออกมาก็มิได้บอกซื่อจื่อป่านนี้ซื่อจื่อน่าร้อนใจดั่งถูกไฟลนเพราะเป็นห่วงข้าแล้วเป็นแน่!” น้ำตาหนิงมู่ฉือไหลลงมาอาบใบหน้าประหนึ่งน้ำฝนที่ร่วงลงจากฟ้านางแอบใช้แขนเสื้อของไซพานอันเช็ดน้ำตาน้ำมูกของตัวเอง

            ไซพานอันมองอย่างรังเกียจเขาจมอยู่กับความคิดของตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างตัดสินใจได้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ก็ได้ ท่านไปที่โรงพนันกับข้าไปแสดงความร้ายกาจให้คนเหล่านั้นดู ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะคบท่านเป็นสหายและจะทำตามที่ท่านต้องการ!”

            หนิงมู่ฉือได้ยินพลันยิ้มดีใจขณะที่ในใจคิดว่า ไซพานอันชอบให้ใช้ไม้อ่อน ไม่ชอบให้ใช้ไม้แข็งจริงๆ ด้วยขณะที่ปากกล่าวขอบคุณไม่หยุด “คุณชายไซ ท่านช่างเป็นคนดีเหลือเกิน บุญคุณของท่านครั้งนี้ข้าจะไม่ลืมเลย”

            ไซพานอันพยักหน้ากับหนิงมู่ฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงแน่วแน่จริงจัง “ข้าจะไปปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้กับท่านพ่อเอง เพื่อคืนอิสรภาพให้แก่ท่านเพราะข้าเองก็ไม่กล้าล่วงเกินซื่อจื่อเช่นกัน มิเช่นนั้นข้าต้องถูกถลกหนังเป็นแน่”ไซพานอันกล่าวพลางนึกถึงความกดดันเวลาที่ได้เจอจ้าวซีเหอนึกแล้วก็ส่ายหน้ารัวๆ ติดต่อกัน

            ไซพานอันยกมือลูบหน้าอกปลอบโยนตัวเองถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จากนั้นจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไปหาเสนาบดีกรมพิธีการที่ห้อง

            หนิงมู่ฉือมองตามแผ่นหลังของไซพานอันที่พ่ายแพ้ให้แก่นางขณะเดินจากไปนางชูมือขึ้นอย่างผู้ชนะ

             

     

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง (จบ) ที่คุณอ่าน