“ั้แ่มีคู่หมั้นก็ลืมเพื่อนไปเลยนะ” โจวเหมาแสร้งตำหนิเพื่อน
“ฉันจะลืมเพื่อนรักของฉันได้ยังไง วันนี้ฉันตั้งใจจะมาชวนนายเข้าเมืองเลยนะ ว่าจะแนะนำนายกับปิงปิงให้รู้จักกันสักหน่อย” จางเป่าจินยิ้มกริ่ม “ยังไงถ้าไม่ได้นายคอยช่วยเหลือฉันก็คงไม่ดีขึ้นอย่างทุกวันนี้หรอก อีกอย่างนะ...ถ้าวันนั้นนายไม่แนะนำให้ฉันเข้าไปสำรวจที่ตลาดมืด ฉันก็คงจะไม่รู้จักกับลุงหลี่และก็คงจะไม่รู้จักกับปิงปิงเหมือนกัน นายเป็ผู้มีพระคุณของฉันมากเลยรู้ไหม”
โจวเหมาทำท่าลูบแขนตัวเอง “นายถอยไปไกลๆ เลย แล้วก็ไม่ต้องทำหน้าตาซาบซึ้งขนาดนั้นด้วย...ฉันไม่ชิน”
จางเป่าจินแสร้งทำตาใสซื่อ แต่เพราะ่นี้เป็่เก็บเกี่ยว เขาจึงต้องทำงานกลางแดดทั้งวัน ทำให้สีผิวของเขาคล้ำลงไปไม่น้อย ท่าทางที่คิดว่าน่ารักของเขาจึงดูไม่ได้เลยสักนิด “ทำไมล่ะ ฉันซึ้งในน้ำใจของนายจริงๆ นะ”
“ไม่พูดกับนายแล้ว ไหนๆ ก็เห็นแก่ความตั้งใจที่นายอยากจะตอบแทนฉัน เลี้ยงบะหมี่เนื้อฉันสักชามก็แล้วกัน”
“ได้เลย! กินที่ร้านอาหารของรัฐเลยก็ได้” จางเป่าจินทำท่ากระซิบ “เข้าไปค้าขายในตลาดมืดคราวที่แล้ว ฉันได้คูปองอาหารมาเพียบเลย นายอยากเอาไปซื้อของในร้านค้าสวัสดิการบ้างไหมล่ะ ฉันแบ่งให้นายได้นะ”
“ก็ดีเหมือนกัน ฉันกำลังอยากซื้อนมผงไว้ชงดื่มอยู่พอดี”
“หืม...ดื่มนมผงบำรุงร่างกายหรือ” จางเป่าจินทำท่าคิด “ทำไมฉันถึงนึกเื่นี้ไม่ออกเลยนะ”
“นายหมายถึงอะไร” โจวเหมาถาม
“ก็พี่สะใภ้ของฉันเพิ่งคลอดมาใช่ไหม ถึงแม้ตอนนี้อาหารที่บ้านจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ฉันก็คิดว่ามันยังไม่เพียงพอ เพราะพี่สะใภ้ยังต้องให้นมหลานๆ อยู่เลย พอนายพูดถึงนมผงขึ้นมาฉันก็เลยเพิ่งนึกขึ้นได้น่ะสิ”
“นายก็เลยอยากซื้อนมผงมาให้พี่สะใภ้นายว่างั้น”
“อืม”
“แต่พี่สะใภ้รองของนายชอบพูดกับนายไม่ดีไม่ใช่หรือ นายยังจะซื้อนมไปบำรุงหล่อนอีกหรือเนี่ย”
“ความจริงพี่สะใภ้รองเป็คนน่าสงสารมากนะ เติบโตมาในครอบครัวที่รักแต่ลูกชาย พอแต่งเข้ามาก็มาเจอพ่อกับแม่ของฉันที่รักฉันอย่างไม่ลืมหูลืมตาอีก พี่สะใภ้รองแค่กลัวว่าพ่อกับแม่จะลืมพี่รองของฉันไปเท่านั้นเอง ส่วนเื่ปากเสียน่ะหรือ...ฉันชินแล้วล่ะ เพราะพี่รองของฉันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่”
โจวเหมาหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงจางหนาน เป็เื่จริงที่พี่รองและพี่สะใภ้รองของจางเป่าจินเป็คนประเภทพูดจาไม่คิด แต่ทั้งสองคนก็เป็คนดีและไม่เคยเอาเปรียบใครจริงๆ นั่นล่ะ
“ปิงปิง!” จางเป่าจินโบกมือให้หลี่ปิงปิงแต่ไกล เขารีบเดินเข้าไปหาคนรักด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า “คุณมารอผมนานหรือยัง ขอโทษนะครับ พอดีอาเหมาติดธุระอยู่นิดหน่อย พวกเราก็เลยมาช้า”
“ไม่นานหรอกค่ะ ฉันก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน” หลี่ปิงปิงส่งผ้าเช็ดหน้าให้คนรัก “เช็ดหน้าก่อนเถอะค่ะ ดูสิ...เหงื่อออกเต็มไปหมด”
“คุณกลัวว่าผมจะไม่หล่อใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องห่วงนะ...เดี๋ยวพอเข้าหน้าหนาวผมก็จะกลับมาขาวและหล่อเหมือนเดิมแล้วล่ะ”
“คุณนี่ก็หลงตัวเองจริงๆ”
จางเป่าจินกำลังจะพูดต่อ แต่เขานึกขึ้นได้ว่าโจวเหมากำลังเข็นจักรยานตามมาด้านหลัง
“อาเหมามานี่สิ ฉันจะแนะนำนายให้รู้จักคู่หมั้นคนสวยของฉันหน่อย นี่คือปิงปิงคู่หมั้นของฉัน” จางเป่าจินให้ไปยิ้มให้คู่หมั้น “ปิงปิงครับ นี่คือโจวเหมา เพื่อนรักเพื่อนซี้ที่สุดของผม”
หลี่ปิงปิงมองหน้าโจวเหมาชัดๆ ก็ต้องตะลึง เธอพยายามอย่างสุดฤทธิ์เพื่อให้เธอทักทายชายหนุ่มตรงหน้าได้อย่างไม่เป็ที่สังเกต “สวัสดีค่ะพี่โจว”
“ผมกับเป่าจินเป็เพื่อนสนิทกัน เพราะฉะนั้นคุณจะเรียกผมว่าพี่เหมาหรืออาเหมาเหมือนกับเป่าจินก็ได้นะครับ” โจวเหมายิ้มทักทาย
“เอ่อ...ถ้างั้นฉันเรียกคุณว่าพี่เหมาก็แล้วกันค่ะ
“แล้วทำไมคุณไม่เห็นเรียกผมว่าพี่เป่าจินบ้างล่ะ” จางเป่าจินพูดแทรกขึ้นคล้ายกับว่าน้อยใจ
“หมายความว่าคุณไม่พอใจหรือคะ” หลี่ปิงปิงหันไปถามคนรักและส่งยิ้ม
“ไม่ครับไม่ ผมพอใจมาก คุณจะเรียกผมว่าอะไรก็ตามใจคุณเลยครับ” จางเป่าจินรีบตอบ ถึงแม้ในใจของเขาอยากจะพูดบางอย่างออกไปเหลือเกิน แต่มันคงเป็ได้แค่ในความคิดนั่นล่ะ เพราะอยู่ต่อหน้าเธอเขาพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ แม้แต่จะโกหกเธอ เขายังทำไม่ได้เลย ‘แต่เรียกพี่เป่าจินมันฟังรื่นหูมากนี่นา ผมอยากให้คุณเรียกผมว่าพี่เป่าจินได้ยินไหมครับ’
“นายจะน้อยใจอะไรก็ช่วยเกรงใจฉันหน่อยได้ไหม สงสารคนไม่มีคู่รักอย่างฉันบ้างสิ” โจวเหมาขำเพื่อน
ทั้งสามคนเข้าไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ ตลอดมื้ออาหารเป็จางเป่าจินที่คอยเล่าเื่โน่นเื่นี้ไม่หยุด ทำให้หลี่ปิงปิงรู้ความสัมพันธ์ของคู่หมั้นและสหายของเขาอยู่ไม่น้อย จนเมื่อพวกเขากินข้าวเสร็จ โจวเหมาจึงขอแยกตัวไปทำธุระของตัวเอง เพื่อให้จางเป่าจินและหลี่ปิงปิงได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง
“ดูไปแล้วคุณกับพี่เหมาจะสนิทกันมากเลยนะคะ ฉันเห็นว่าพี่เขาไม่พูดขัดคุณเลยสักคำ”
“คุณไม่รู้อะไร ผมสองคนถูกคนทั้งหมู่บ้านมองว่าเป็คนี้เีที่สุดในหมู่บ้านเลยนะครับ ไม่มีใครรู้หรอกว่าอาเหมาน่ะไม่ได้เอาแต่นอนเล่นอยู่ที่บ้านสักหน่อย เขาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่น่ะครับ” จางเป่าจินกระซิบเสียงเบา เพราะเื่การรื้อระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไม่ถูกประกาศออกมา เขาจึงพูดเื่นี้ออกไปไม่ได้ และเขาก็ไว้ใจคู่หมั้นว่าเธอจะต้องไม่เอาเื่นี้ไปพูดต่อที่ไหนแน่นอน
“พี่เหมาตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือคะ เขาอยากสอบเข้าที่ไหน อยากเรียนคณะอะไร แล้ว...พี่เหมาแต่งงานหรือว่ามีคนรักแล้วหรือยังคะ”
จางเป่าจินตอบคำถามคู่หมั้นไปด้วยและคิดไปด้วยอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมคนรักของเขาถึงดูจะสนใจเพื่อนของเขานักล่ะ
แต่เขาไม่อยากให้ความสงสัยของเขาเป็ปัญหาในความสัมพันธ์ และเขาจะต้องเชื่อใจเธอ เพราะหากคนสองคนตัดสินใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว แต่พวกเขากลับไม่มีความเชื่อใจให้กัน ต่อไปพวกเขาจะใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกันอย่างมีความสุขไปได้อย่างไรล่ะ
จางเป่าจินรีบสลัดความคิดของตัวเองทิ้งไปแล้วพาคนรักเข้าไปค้าขายในตลาดมืด เป็เพราะ่นี้ว่าที่พ่อตาของเขากำลังยุ่งอยู่กับงานในไร่ ดังนั้นงานค้าขายนี้จึงเป็หน้าที่ของหลี่ปิงปิงที่ต้องมาทำแทน
“น้องชาย! หยุดก่อน” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งมาขวางจางเป่าจินกับหลี่ปิงปิงไว้ “พี่ใหญ่ของเราเชิญพวกเธอไปพบน่ะ”
“พี่ใหญ่ของคุณเป็ใครหรือ?” จางเป่าจินถามออกไปพร้อมกับดึงให้หลี่ปิงปิงไปยืนอยู่ด้านหลัง
“อ้อ...ขอโทษทีๆ ฉันชื่อซ่งเต๋อ เป็คนคุมตลาดมืดที่นี่”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ใหญ่ของพี่ชายคือเ้าของตลาดมืดหรือ”
“ไม่ใช่แค่ตลาดมืดในตำบลเรา พี่ใหญ่ของฉันยังเป็เ้าของตลาดมืดอีกหลายที่เลยล่ะ” ซ่งเต๋อยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“ยังไงก็เป็เื่ผิดกฎหมายอยู่ดี พี่ชายจะภูมิใจไปทำไมกัน”
ซ่งเต๋อยิ้มค้างไปชั่วขณะ “อะแฮ่ม...พวกเธอตามฉันไปพบพี่ใหญ่เถอะ รับรองว่าไม่ใช่เื่ไม่ดีแน่นอน”
จางเป่าจินทำท่าจะปฏิเสธแต่ก็ถูกมือของหลี่ปิงปิงกระตุกชายเสื้อไว้ “คุณอยากไปพบพี่ใหญ่ของเขาหรือ?”
“ไม่แน่ว่าคราวนี้เราอาจจะได้ลูกค้ารายใหญ่ก็ได้นะคะ จากนี้พวกเราจะได้ไม่ต้องออกหน้ามาขายของเองแล้ว พ่อของฉันกับคุณพ่อคุณแม่ของคุณจะได้ไม่ต้องมาคอยเป็กังวลด้วยไง” หลี่ปิงปิงอธิบาย
“ผมเชื่อคุณ” จางเป่าจินยิ้ม
“น้องชายเชิญนั่งก่อนสิ” ชายหนุ่มท่าทางสุภาพแต่ก็แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามหันไปยิ้มให้กับจางเป่าจิน ก่อนที่เขาจะมองไปทางหญิงสาว “คนนี้คงเป็น้องสะใภ้สินะ”
“ผมชื่อจางเป่าจิน ส่วนนี่คือคู่หมั้นของผมเองครับ เธอชื่อหลี่ปิงปิง” จางเป่าจินไม่ได้รู้สึกว่าชายตรงหน้าดูเป็คนอันตราย
“ฉันชื่อซ่งิ เป็เ้าของตลาดมืดที่นี่ พวกเธอจะเรียกฉันว่าพี่ิก็ได้ เพราะน้องชายของฉันที่ยืนอยู่นี่ก็แซ่ซ่งทั้งนั้น ถ้าพวกเธอเรียกฉันว่าพี่ซ่ง พวกเขาอาจจะสับสนได้”
“ครับพี่ิ ว่าแต่พี่เรียกพวกผมมาพบทำไมหรือครับ”
“ใจร้อนดีนี่” ซ่งิยิ้ม “ฉันเห็นว่าสินค้าที่พวกเธอเอามาขายเป็ของดีมาก พวกเธอสนใจจะค้าขายกับฉันไหมล่ะ”
“พี่ิหมายถึงอะไรหรือครับ”
“นายคงรู้แล้วว่าฉันเป็เ้าของตลาดมืดอยู่หลายที่ ฉันไม่รู้หรอกว่านายไปรับสินค้าพวกนี้มาจากไหน และฉันก็ไม่คิดที่จะถามด้วย แต่ที่ฉันสนใจคือนายมีสินค้าพอที่จะส่งมาขายให้ฉันได้ไหม ฉันอยากเอาสินค้าของนายไปขายที่ตลาดมืดของฉันที่อื่นด้วย”
จางเป่าจินหันไปมองคู่หมั้นของเขาเพื่อขอความเห็น
“พี่ิ้าสินค้าเยอะเลยหรือคะ” หลี่ปิงปิงถามขึ้น เพราะอย่างไรเื่จำนวนสินค้าก็เป็หน้าที่ที่เธอต้องตัดสินใจ
“ฉันมีตลาดมืดในความดูแลอยู่ห้าที่ เธอมีความสามารถหาของมาได้มากเท่าไหร่ก็เอามาส่งให้ฉันได้ ฉันสามารถกระจายสินค้าให้เธอได้แน่นอน” ซ่งิตอบก่อนจะถามจางเป่าจินและหลี่ปิงปิงด้วยท่าทางจริงจัง “พวกเธอรู้เื่การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจไหม”
“ผมรู้เื่การรื้อระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยครับ” จางเป่าจินไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง
ซ่งิยิ้มอย่างพอใจ “แสดงว่าพวกนายก็น่าจะรู้อะไรมาบ้างแล้ว ถ้างั้นฉันขอพูดตรงๆ เลยก็แล้วกัน ปีหน้าจะมีการรื้อระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมาจริง และจะมีการเปิดเสรีทางการค้าด้วย นั่นก็หมายความว่าต่อไปพวกเราสามารถเป็เ้าของธุรกิจกันได้เอง เพราะฉะนั้นตลาดมืดก็จะไม่จำเป็อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น่หนึ่งปีนี้พวกเรามาหาเงินกันให้ได้มากๆ กันเถอะ”
“เราขอกลับไปปรึกษากันก่อนได้ไหมครับ” จางเป่าจินยังไม่อยากตอบตกลง เื่นี้เขากับคู่หมั้นต้องกลับไปปรึกษากันก่อนจริงๆ
“ไม่ใช่ว่าเราไม่เชื่อใจพี่นะคะ แต่เราต้องกลับไปติดต่อกับคนส่งสินค้าของพวกเราก่อน พวกเราจึงให้คำตอบกับพี่ไม่ได้ในตอนนี้” หลี่ปิงปิงอธิบายเสริม อีกอย่างถึงแม้เธอจะเป็คนเอาของออกมาจากมิติได้เอง แต่เื่นี้นอกจากบิดาแล้วก็ไม่มีใครรู้อีก เธอจะให้จางเป่าจินและซ่งิสงสัยไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอฟังข่าวดีจากพวกเธอก็แล้วกัน” ซ่งิตอบอย่างสบายๆ เขาพอใจกับคู่รักทั้งสองคนนี้มาก เพราะทั้งคู่ไม่ได้แสดงท่าทางหวาดกลัวหรือตื่นเต้นจนเกินไปเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา และทั้งคู่ยังไม่แสดงออกถึงความโลภเมื่อรู้ว่าเขาเป็เ้าของตลาดมืดถึงห้าที่อีกด้วย ผิดกับคู่ค้าคนอื่นๆ ที่มักจะแสดงความโลภและอยากสอพลอเขาพวกนั้น