บทที่ ๔ : เฝ้ามอง
“ลี่หลินเก็บข้าวเก็บของได้แล้ว ถ้าหากจำไม่ผิด ปีนี้เ้าก็อายุสิบสองหนาวเข้าไปแล้วเห็นทีคงได้เวลาเข้าคัดเลือกนางใน ในนามของสกุลถัง... อ้อ! ไม่ต้องกลัวไปวังหลวงเป็สถานที่น่าอยู่กว่านี้ เ้าช่างมีวาสนาเสียจริงที่จะได้เข้าไปอยู่ข้างในนั้น” ผิงผิงใช้พัดที่ถืออยู่แกว่งไกวโกรกลมเข้าใบหน้าั์ตาหรี่ลงตรวจนับตำลึงทองหลายก้อนที่ได้มาจากแม่ทัพสกุลใหญ่ “มือหนักไม่เบา ท่านแม่ทัพถัง... ยอมจ่ายขนาดนี้เพื่อชื่อเสียงและอำนาจวาสนาั้แ่มีพระราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ เพื่อให้สกุลใหญ่ทั้งหลายในราชสำนักส่งคนมาคัดเลือกสาวงามเข้าไปเป็นางในสกุลถังก็ส่งคนมาดูลี่หลินอยู่หลายครั้ง ก่อนจะยอมจ่ายตำลึงทองมากมายขนาดนี้กำไรช่างงามยิ่ง...”
ชิงหยุนเก็บเสื้อผ้าอาภรณ์แล้วมัดรวมกันพร้อมแบกขึ้นหลังั์ตากลมโตมองต่ำหาได้สบตากับผู้เป็เ้านายไม่ สองเข่ายังคงนั่งพับเพียบในกริยานิ่งเฉยสงบเสงี่ยมใบหน้าของเด็กชายดูผุดผ่องสวยงามกว่าหญิงสาวทั่วไป จนชายหนุ่มมากหน้าหลายตาแห่งเมืองหลวงแอบหมายปองหวังชื่นชม
“เกี้ยวของสกุลถังรอเ้าอยู่ด้านนอกจงจำไว้ว่าเ้าคือตัวแทนของสาวงามที่ถังเสี้ยนเหว่ยดูแลอยู่ จงเข้ารับพิธีคัดเลือกอย่าทำให้ท่านแม่ทัพต้องขายหน้าเสียล่ะ” หญิงสาวผู้มีไฝตรงมุมปากกล่าวสำทับั์ตาวาวโรจน์เป็ประกายเพราะคาดไม่ถึงว่าเื่ราวในวันนี้จะเกิดขึ้น!
ตอนที่นางตัดสินใจพาชิงหยุนที่กำลังจะตายกลับมาดูแลที่บ้านพักนั้นแม่ค้าทาสแห่งเมืองหลวงแค่คิดว่าขุนชิงหยุนให้มีกำลังวังชาสักหน่อยแล้วค่อยขายออกไปเป็ทาสให้สกุลไหนสักแห่งที่้าก็มีกำไรแล้ว ทว่า...ชิงหยุนกลับเผยแววความสามารถที่ดีกว่านั้น!...ทั้งความรู้ หน้าตา กริยามารยาท จึงทำให้หญิงสาวเลี้ยงดูชิงหยุนแบบพิเศษ... เพื่อรอเวลาที่จะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตเฉกเช่นวันนี้
“ช่างงดงามจริงดวงหน้ารูปไข่ตากลมโต จมูกโด่ง ผิวพันธุ์ดียิ่ง หากบอกว่าเป็เชื้อพระวงศ์ก็คงจะไม่มีใครกังขา”ผิงผิงลูบคางมองดูเด็กชายในชุดเครื่องแต่งกายแบบหญิงสาวสองขาลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินวนรอบตัวชิงหยุนเหมือนกำลังตรวจสินค้า
“เ้าไม่เคยเล่าอะไรให้ข้าฟังสักเื่รวมถึงในวันที่ข้าเจอเ้าข้างสุสานร้างแห่งนั้น” หญิงสาวหยุดยืนอยู่ด้านหลังเด็กชาย“ความจริงแล้วเ้าเป็ใครกัน...ข้าชักสงสัยใคร่รู้เผื่อโก่งราคาเพิ่มเติมได้อีก แต่ก็ช่างมันเถอะ”
เด็กชายนั่งนิ่งเงียบไม่ขยับเขยื้อนแผ่นหลังยังคงแบกห่อผ้าบรรจุข้าวของเครื่องใช้เพื่อเตรียมตัวเข้าวังหลวงไม่ปริปาก
“ก่อนจะไปจวนสกุลถังเพื่อรวมตัวกับสาวงามคนอื่นๆ ที่ได้รับคัดเลือกเข้าวังโดยถังเสี้ยนเหว่ย...เ้ามีเื่ที่อยากจะขอข้าอยู่มิใช่หรือหากเป็ตอนนี้ล่ะก็ ว่ามาได้เลย...” หญิงสาวชุดแดงกลับไปนั่งขาไขว่ห้างบนเก้าอี้มือข้างหนึ่งยังคงแกว่งไกวอวดพัดทองคำที่ถืออยู่ไปมา
“ข้า...เคยบอกท่านหลายครั้งแล้ว แต่มันคงไม่มีความหมาย” ชิงหยุนเอื้อนเอ่ยใบหน้าเรียบเฉยแววตายังคงมองพื้นเสื่อที่นั่งอยู่แบบเหม่อลอย “เด็กหญิงแขนพิการทั้งสองข้าง...ในวันที่ท่านเจอข้า...ข้ายอมทำตามท่านทุกอย่างจนตัวตาย หากท่านช่วยเด็กหญิงคนนั้นไว้ได้”
หญิงสาวผู้มีไฝมุมปากเอามือกุมศีรษะแบบปวดเศียรใบหน้าเ้าเล่ห์ยังคงส่ายไปมาแบบเอ็นดูเด็กชายหน้าสวยพร้อมทำเสียงหัวเราะแสร้งขำขัน“วันนั้น... ที่ข้าช่วยเ้าเพราะเ้ายังพอช่วยได้ ‘ลี่หลิน’ ...แต่เด็กหญิงอีกคนนั้น ดูด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าช่วยไปนางก็ตายอยู่ดีแม้แต่จะให้ข้าเสียตำลึงทองจ้างหมอเทวดามาก็ช่วยเด็กคนนั้นไม่ได้สองปีที่ผ่านมานี้ เ้ายังมิลืมเลือนอีกหรือ?”
ั์ตาของชิงหยุนแดงก่ำน้ำตาเริ่มเอ่อล้นคลอเบ้าแบบเก็บกด “ถ้าอย่างนั้นก่อนที่ข้าจะไปยังจวนสกุลถัง ช่วยพาข้าไปดูที่ที่พบกับเด็กหญิงคนนั้น...เป็ครั้งสุดท้ายจะได้ไหมข้าขอเพียงเท่านี้ แล้วข้าสัญญาว่า จะไม่ทำให้ท่านและสกุลถังเสื่อมเสียแม้แต่น้อย”
ผิงผิงกอดอกนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งในสมองกำลังคิดว่าหากชิงหยุนตบะแตกแล้วทำอะไรบ้าบอออกมาตอนที่คัดตัวเข้าวังหลวงล่ะก็แม่ทัพถังคงส่งคนมาเอาผิดกับนางเป็แน่ และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดเื่ราวทั้งหมดอาจจบลงด้วยศีรษะของนาง...
“เ้าให้สัญญาแล้วนะว่าหากข้าพาเ้าไปในที่แห่งนั้นได้ เ้าจะเป็เด็กดี ไม่ทำให้พวกข้าขายหน้า” ผิงผิงเอื้อนเอ่ยเจรจาต่อรอง ขณะที่ชิงหยุนก้มหัวหมอบกราบหญิงสาวศีรษะแนบพื้น“ข้าสัญญา”
“ถ้าแบบนั้นข้าจักให้ตามที่เ้าขอ เด็กๆ” ผิงผิงเรียกทาสรับใช้ให้เข้ามาหานางกำลังหวังเอาใจชิงหยุนเพื่อไม่ให้เด็กชายกระทำการอันใดแบบโง่เขลาในภายภาคหน้า “ก่อนนำตัวลี่หลินไปส่งที่จวนสกุลถังให้พานางไปยังสุสานร้างแถบชานเมืองก่อน ข้าให้เวลานางเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้นอย่าให้ผิดพลาดแต่ประการใดเสียล่ะ”
ข้ารับใช้ร่างผอมกะหร่องหมอบกราบนายหญิงตัวสั่นงันงกก่อนจะลุกเดินหายลับไปยังโถงทางออกของบ้านพัก เพื่อจัดเตรียมเป้าหมายในการเดินทางของขบวนส่งเกี้ยว
“ไปเสียสิลี่หลิน จงไปทำตามในสิ่งที่เ้าร้องขอ และเมื่อได้ตามประสงค์ของเ้าแล้วก็อย่าลืมรักษาสัญญาด้วยล่ะ เพราะคนใจดีเฉกเช่นข้า เวลาที่ร้ายก็อย่าดูแคลนเป็อันขาด”หญิงสาวในชุดสีแดงแลบลิ้นเลียพัดทองคำ ั์ตาแฝงไปด้วยเลศนัยมุ่งร้าย
ชิงหยุนลุกขึ้นยืนพร้อมห่อผ้าสัมภาระเด็กชายโค้งศีรษะให้แก่ผิงผิงหนึ่งครั้ง พลันก้าวย่างออกไปขึ้นเกี้ยวที่จอดรออยู่
“สินค้าราคาดีเฉกเช่นเ้าขนาดถังเสี้ยนเหว่ยยังยอมจ่ายหนักเพื่อหวังเอาหน้ากับฮ่องเต้ ทั้งๆที่เป็เด็กกำพร้าไร้ชาติตระกูลใดๆ ช่างน่าจับตามองยิ่งนัก” ผิงผิงเอื้อนเอ่ยสำทับั์ตายังคงมองตามหลังชิงหยุนโดยไม่ละสายตา
เด็กชายในตอนนี้มีรูปร่างอ้อนแอ้นกิริยาสำรวมสง่าเหมือนกุลสตรีในวัง เนื่องจากเขาถูกเคี่ยวเข็ญฝึกสอนมารยาทมาอย่างหนักรวมถึงมีใบหน้าที่สวยสดงดงามละม้ายคล้ายคลึงเทพธิดาบนสรวง์ ร่างขาวกำลังเดินแช่มช้าขึ้นเกี้ยวก่อนที่ทาสรับใช้ผู้ทำหน้าที่แบกหามทั้งสี่ จะยกเกี้ยวขึ้นออกเดินไปตามทาง
ชิงหยุนเหลือบมองรอบด้านสองข้างทางเต็มไปด้วยป่ารกทึบ เด็กชายจำสภาพคืนวันที่จากมาได้แบบเลือนรางใช้เวลาเกือบค่อนวันชิงหยุนก็มาถึงจุดที่เรียกว่าป่าช้าร้าง
“เชิญคุณหนูลี่หลินขอรับนายท่านมีเวลาให้เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น และกรุณาอย่าคิดหนีเป็อันขาดมิเช่นนั้นคนทั้งหมดที่มากับท่านต้องตายเป็แน่แท้ นายท่านคงมิปล่อยพวกเราไว้”ทาสรับใช้ร่างผอมนามว่าจางอี้โค้งหัว ใบหน้าเศร้าหมองหวาดหวั่น “คนทั้งหมดที่มากับคุณหนูล้วนมีครอบครัวถึงพวกเราจะหลบลี้หนีนายท่านผิงเจียงไปได้ แต่ครอบครัวของพวกเราคงลำบากกรุณาทำตามสัญญาที่ให้ไว้ด้วยขอรับ”
ชิงหยุนก้าวขาลงจากเกี้ยวใบหน้าสวยผงกหัวรับคำทาสรับใช้ “ข้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อนแน่นอนจางอี้” เสียงที่ยังไม่ทันแตกหนุ่มฟังดูคล้ายหญิงสาวฟังดูเสนาะหูเด็กชายเอื้อนเอ่ยจนเหล่าข้าทาสบริวารในบริเวณนั้นหัวใจแทบละลาย
ร่างขาวผู้ปักปิ่นปักผมทองคำรูปผีเสื้อมองออกไปรอบด้านเขากวาดสายตามองทุกอย่างอยู่นาน แล้วความทรงจำในคืนที่พลัดพรากก็กลับเข้าสู่โสตประสาท
“ลี่หลิน”เด็กชายเอื้อนเอ่ยน้ำตาคลอเบ้า ความรู้สึกห่วงหาอาทรที่คิดว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วปวดแปลบแน่นหน้าอกดวงตาแดงก่ำเฝ้ามองจุดที่ลี่หลินเคยนอนทอดกายอยู่ค้างนิ่ง ทว่า...บัดนี้บริเวณนั้นเหลือเพียงแต่อากาศธาตุไร้เงาร่างของสหายเพื่อนรักที่เขาออกตามหาเสียแล้ว...
“ข้าเฝ้าศึกษาอ่านตำรามามากมายเรียนรู้ว่าหากผู้ใดดับชีพวายชีวาจะกลายเป็เศษซากกระดูก แต่... เอ๊ะ! กระดูก” ชิงหยุนดวงตาเบิกกว้างเพราะทั่วบริเวณสุสานร้างแห่งนี้ไม่พบร่องรอยของกระดูกมนุษย์อยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียวเป็ไปได้หรือไม่ที่ลี่หลินอาจจะยังมีชีวิตอยู่!
เด็กชายออกเดินสำรวจสถานที่จนถ้วนทั่วแม้แต่เศษซากเสื้อผ้าของลี่หลินที่สวมใส่ในวันนั้นก็ยังหามิพบใบหน้าสวยลูบคางครุ่นคิด หัวคิ้วชนกันจนยับย่น เพราะสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำในวันนี้ คือการมาเก็บกู้ซากศพของลี่หลินและวางแผนที่จะฆ่าตัวตายตามเพื่อนสนิท เพื่อให้ดวงิญญาของเขาทั้งสองคงได้อยู่ด้วยกันตลอดไป! หากแต่ว่า... บัดนี้แม้แต่ซากศพของลี่หลินเขาก็หาไม่พบเสียแล้ว...
“สัตว์กินเนื้อหรือ?นางโดนพวกนั้นจัดการไปแล้วหรือเปล่า ถ้าใช่... ก็ต้องมีร่องรอยหลงเหลือบ้างสิ...แต่อย่างว่า... เวลาผ่านมาตั้งสองปีแล้วนี่ ร่องรอยที่มีอาจจะสลายหายไปตามกาลเวลาแล้วก็ได้”ชิงหยุนยืนกอดอกใช้ความคิด สมองกำลังทำงานอย่างหนักจนหัวแทบะเิ น้ำตาไหลอาบเต็มสองแก้มเด็กชายไม่ได้สนใจเหล่าข้าทาสบริวารที่กำลังยืนมองอยู่เลยแม้แต่น้อย
“วัดร้าง! วัดจูไท่เก๋อ” ั์ของเด็กชายเบิกกว้างในที่สุดเขาก็นึกอะไรบางอย่างออก “จางอี้พาข้าไปวัดจูไท่เก๋อที่อยู่ห่างออกไปอีกสักหน่อยได้หรือไม่ เดินเลาะไปตามทางเหล่านี้ก็น่าจะไปถึงได้ไม่ยาก”
ข้ารับใช้ร่างผอมงุดหน้าลงวิตกหนักสีหน้าซีดเผือดไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่ “แต่คุณหนูลี่หลินขอรับเวลามันจะเลยหนึ่งชั่วยามเสียแล้ว หากเราอยู่ที่นี่นานเกินไป อาจไปถึงจวนสกุลถังมิตรงตามกำหนดเวลา
ชิงหยุนกำหมัดแน่นเพราะถ้าหากพลาดโอกาสนี้ไป เขาอาจไม่มีโอกาสเฉกเช่นนี้อีกเลยก็ได้จึงทำให้เด็กชายตัดสินใจคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนแก่จางอี้โดยหวังว่าชายหนุ่มร่างผอมจะเห็นใจเขาสักครั้ง “จะให้ข้าทำอย่างไรก็ได้ ...ข้าจะบอกนายท่านเองว่าข้าเป็คนร้องขอพวกเ้าได้โปรดเถิด” เด็กน้อยก้มศีรษะกราบไหว้ เหล่าทาสชั้นต่ำหันมามองหน้ากันไปมา
“อย่าได้ทำแบบนี้เลยคุณหนูพวกเราต่างทราบดีว่าคุณหนูไม่ได้ตีตราทาสแบบพวกเรา คุณหนูมีฐานะสำคัญหลากหลายอย่างแก่นายท่านเปรียบเสมอเหมือนเป็บุตรีของนายท่านก็มิปาน หากมีใครมาเห็นคุณหนูก้มหัวให้แก่พวกเราแล้วล่ะก็คงมิเป็การดีแน่” จางอี้รีบทำไม้ทำมือให้อีกฝ่ายลุกขึ้นร่างผอมไม่กล้าแตะเนื้อต้องตัวเด็กชาย เพราะเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายเป็สตรีเพศชนชั้นสูงจึงทำได้แต่เพียงนั่งคุกเข่า ให้ร่างกายของตนเองเสมอตัวกับชิงหยุนเท่านั้น
“ถ้าหากเ้าไม่รับปากข้าล่ะก็ข้าก็จะนั่งกราบพวกเ้าอยู่แบบนี้” เด็กชายร้องไห้ฟูมฟายเพราะความหวังของเขาแทบไม่เหลืออีกต่อไป
“เชิญขึ้นเกี้ยวขอรับหากพวกเรารีบไป บางทีทุกอย่างอาจจะทันเวลาแต่พวกเราคงอยู่ที่วัดจูไท่เก๋อได้ไม่นานหรอกนะขอรับ ดังนั้น...โปรดอย่าเสียเวลา”จางอี้หันไปมองเหล่าทาสแบกหามอีกสี่คน พวกเขาผงกหัวลงพร้อมกันเหมือนเห็นด้วย
ชิงหยุนยิ้มกว้างสองมือเรียวบางปาดคราบน้ำแล้วรีบก้าวขาขึ้นเกี้ยว “ขอบคุณ ขอบคุณพวกเ้ามาก”
ขบวนเดินทางของเด็กชายรีบสาวเท้าทาสร่างกำยำทั้งสี่ และจางอี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งแบกเกี้ยวตรงไปยังวัดร้างจูไท่เก๋อขณะที่ชายชราคนหนึ่งก้าวเท้าเดินออกจากพงหญ้าที่ซ่อนตัวใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นหรี่ตามองตามขบวนเกี้ยวของเด็กชายที่กำลังมุ่งหน้าหายลับเข้าป่าทึบด้วยสีหน้าสลดหดหู่เวทนา
“จะดีหรือแม่หนูที่ไม่ออกไปพบคนพวกนั้น” ผู้มีศีรษะขาวโพลนหันมามองหน้าเด็กหญิงผู้หนึ่งที่นั่งย่อตัวแอบอยู่ในหญ้าสูงใบหน้ามอมแมมนั้นดูใเล็กน้อยเมื่อได้เห็นชิงหยุนอยู่ในเสื้อผ้าอาภรณ์สตรีสูงศักดิ์
“ท่านปู่ข้ายังจำวันคืนที่ท่านช่วยข้าให้รอดพ้นจากความตายได้ และข้าขอบคุณท่านเสมอ ที่ท่านเดินทางมาเป็เพื่อนข้าเฉกเช่นนี้ทุกวันระหว่างกระท่อมกลางเขากับสุสานร้างแห่งนี้” เด็กหญิงเริ่มน้ำตาไหล“ข้า ข้าดีใจเหลือเกิน ที่ ที่... คนที่ข้าตามหา ยังไม่ตายแถมเพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าคนคนนั้นเป็ผู้หญิงเหมือนข้าอีก ดี... ดีใจจริงๆ”
เสียงสูดขี้มูกดังไปทั่วบริเวณ
“เมื่อเจอแล้วข้าก็ยินดี ต่อแต่นี้เ้าจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ ลี่หลิน?” ชายชราขมวดคิ้วถาม“การเดินทางของเ้า เพื่อมายืนรอใครสักคนทุกวันดูเหมือนจะสัมฤทธิ์ผลแล้วนะเ้าทำแบบนี้มาตลอดสองปี... ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวเ้าเองแล้ว”
เด็กหญิงส่ายหน้าน้ำตายังคงไหลอย่างต่อเนื่องแบบมิอาจสะกดกลั้นต่อไปได้อีก
“ข้าแค่เห็นว่าเขายังมีลมหายใจ...ก็เพียงพอแล้วท่านปู่” ลี่หลินฝืนยิ้มทั้งที่น้ำตายังไหล ขณะที่ชายชราส่ายศีรษะไปมาแบบปวดเศียรเวียนเกล้า“ถ้าเช่นนั้น จะกลับูเาเลยไหม?วันนี้สมุนไพรยังไม่ได้เก็บเลยสักต้น หากเร่งมืออาจพอรวบรวมไปขายในเมืองได้ทัน”
โปรดติดตามตอนต่อไป