ตอน 9 กุนซือมือใหม่
ยามเหม่า คือ 05.00 – 06.59 น.
ศิษย์น้อยใหญ่แห่งอวิ๋นเทียน ถูกเรียกประชุมเร่งด่วน
โจวไฉเฉิงประกาศอวยยศให้แม่นางผู้งามล่มเมืองอย่างชู่ตันหรง โดยที่นางเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“ต่อจากนี้ สำนักอวิ๋นเทียน จะมีแม่นางชู่ตันหรง เป็กุนซือลับ” เ้าอวิ๋นเทียนประกาศโท่งๆ ด้วยตัวเอง โดยไม่ผ่านการปรึกษาผู้ใดก่อนด้วย
"ดะ ดะ เดี๋ยวก่อน... ท่านให้ข้าเป็อะไรนะ " ตันหรงที่ยืนสงบนิ่ง กึ่งหลับกึ่งตื่นสะลึมสะลือเพราะไม่ได้หลับนอนตลอดทั้งคืน
“ได้เป็ถึงยอดกุนซือแห่งอวิ๋นเทียน... ไม่ดีหรือไร” ไฉเฉิงขบกัดฟันพูด พร้อมดุดันนางด้วยหางตา
“ท่านพ่อขอรับ เื่นี้ข้าน้อยไม่รู้เห็น อีกทั้งแม่นางยังเป็คนนอก โปรดคิดเสียใหม่เถิด” นี่เป็เื่ที่ชิงเจ๋อไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถึงขนาดคุกเข่าลงปราม ขอให้บิดาเปลี่ยนความคิด
“พวกเ้าเป็เพียงผู้ตาม มีหรือจะเท่าทันความคิดของข้า” ไฉเฉิงไม่ฟังใคร เขายังยืนยันคำเดิม หนักแน่นเพียงนี้ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าค้าน
“ขอรับนายท่าน” ศิษย์อวิ๋นเทียนน้อมรับพร้อมเพรียงอย่างเต็มใจ ไร้ทีท่าขัดแย้ง
“ทว่า... แม้นางจะมียศในอวิ๋นเทียน แต่พวกเ้าห้ามแพร่งพรายเื่นี้ให้เล็ดลอดออกไปแม้แต่น้อย จงรู้แจ้งเพียงพี่น้องในสำนักเท่านั้น เข้าใจหรือไม่” แผนการของเขาช่างลึกซึ้งเกินกว่าบริวารเล็กๆ จะเข้าใจ
ไฉเฉิงช่างรอบคอบ จัดแจงทุกอย่างไว้อย่างดี หมากกระดานที่คมคายนี้ ยากนักที่จะมีผู้ใดล้มกวาด
ที่ต้องรีบทำเช่นนี้โดยไม่รอให้ข้ามวัน ก็เพราะไฉเฉิงยังคิดว่าต้องใช้ประโยชน์จากนาง และสร้างตัวตนวางหมากให้นางอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุด
“เผด็จการ ไร้ใจ เคร่งขรึม น่าเบื่อ...” ตันหรงแสนซนจากที่เคยใช้ชีวิตเร่ร่อนในยุทธภพ คราวนี้ต้องมาอยู่ใต้อาณัติของอวิ๋นเทียน ทำให้นางเบื่อหน่ายไม่น้อย แต่ถึงกระนั้น นางก็ทำได้เพียงพึมพำบ่นเท่านั้น เพราะหนี้สินและบุญคุณยังค้ำคอ
“เ้าว่าไงเหรอตันหรง ข้านั้นแก่เฒ่าขึ้นทุกวัน หูตาไม่ดี จะเอ่ยสิ่งใดจำต้องเร่งเสียงขึ้นหน่อย มิเช่นนั้นไม่มีผู้ใดเข้าใจความปรารถนาของเ้าแน่” ไฉเฉิงก็หวังดี นึกว่านาง้าจะเอ่ยขอสิ่งใดแต่มิกล้าออกเสียง ถามย้ำซ้ำจนนางหน้าซีด
“มะ มะ ไม่มีอะไร” ตันหรงยิ้มเจื่อนๆ พร้อมคิดในใจ
"บอกไปก็โง่น่ะสิ ใครจะไปกล้าพูด ว่าท่านเอาแต่ทำหน้าบูดเหมือนตูดลิงทั้งวัน ไม่เพียงเท่านั้น ท่าทีเผด็จการของท่านยังทำให้ข้าเหม็นขี้หน้านัก เหอะๆๆ " แม้นี่จะเป็ความในใจที่แท้จริง ตันหรงทำได้แค่บ่นพึมพำเท่านั้น เผยรอยยิ้มหวานๆ บังหน้า
"อืม... เอาล่ะ ในเมื่อทุกอย่างที่ข้า้าถูกสะสางลงแล้ว พวกเ้าจงแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง "
“ชู่ตันหรง... ส่วนเ้า เตรียมตัวแต่งกายให้งาม รอเข้าวังพร้อมข้า” นี่คือคำสั่งของไฉเฉิงมิใช่คำร้องขอ
“ขะ ขะ ข้านี่นะ แต่งกายให้งดงาม”
"เร็วเข้า จงจัดแจงให้เรียบร้อยก่อนที่ไท่จื่อจะตื่น " ่เวลาเพียงน้อยนิดนี้ เพียงพอให้พวกเขาหลับนอนเอาแรง รอผงาดค้ำในโถงาา
“ก๊ากกๆๆ ท่านฝันกลางวันอยู่หรือไร ั้แ่เล็กจนโต ข้าแซ่ชู่โกโลโกโส ไร้ผ้าอาภรณ์ "
“แม้ข้าจะขายแพรไหมงาม แต่ใช่ของข้าไม่ เป็เพียงสิ่งที่ข้าเต็มใจค้าขายแทนพี่น้องผู้เดือดเนื้อร้อนใจเท่านั้น” ตันหรงพูดจาแข็งกระด้าง โผงผาง แสดงออกได้ชัดว่านางมิอยากแต่งกายงามเยี่ยงสตรี
“หนวกหูน่า... ชิงเจ๋อ เ้าพานางไปจัดการให้เรียบร้อย” เสียงพูดของนางพัดเข้าหูซ้าย ออกหูขวา ไฉเฉิงกวักมือเพียงหนึ่งหนทุกอย่างก็ต้องเป็ไปตามที่สั่ง
“ไปเถอะแม่นางชู่”
“ตำแหน่งสุดมีเกียรติของอวิ๋นเทียนก็ได้แล้ว อย่าได้หยาบกระด้างอยู่อีกเลย”
"นี่แม่นางไม่รู้มาก่อนเลยหรือ ว่าั้แ่นมนาน...ไหนไร สำนักอวิ๋นเทียนของเราไม่เคยอนุญาตให้รับศิษย์หญิง เพื่อหลีกเลี่ยงเื่รักๆ ใครๆ ที่อาจจะก่อเกิดความวุ่นวาย นำภัยสู่อวิ๋นเทียนในอนาคต"
“เช่นนั้น ทำไมไม่ปล่อยข้าไปตามเส้นทางของข้า รั้งข้าไว้ ให้เป็คนของอวิ๋นเทียนทำไมกัน” ถ้าเป็เพราะสาเหตุติดหนี้ก็คงฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ แม้ตอนนี้นางจะสมองตื้อตัน แต่ก็ยังพยายามคิดหาสาเหตุที่แท้จริงให้จงได้
"ถามข้า!! แล้วข้าจะรู้เหรอ " ชิงเจ๋อชักจะเหม็นขี้หน้านาง เบ๋ปากกลอกตามองบ่น ไล่ให้นางตามไปแต่โดยดี
"ขนาดท่านพ่อเลือกเ้าเป็คนยศใหญ่ปานนั้น ข้ายังไม่รู้ข่าวคราวมาก่อน"
"เ้ารู้หรือไม่ ว่าตำแหน่งกุนซือของท่าน เมื่อเทียบกับตำแหน่งข้าที่เป็เพียงหัวหน้าฝ่ายในของอวิ๋นเทียน นายท่านยอดกุนซือ สูงกว่าที่ข้าไม่อาจเทียม" ชิงเจ๋อน้อยใจหนักมาก ทุ่มเทให้ไฉเฉิงั้แ่เล็กจนโต ก็ยังได้ยศน้อยเพียงนี้ แล้วนางเป็ผู้ใดใหญ่โตจากไหน ถึงกลายเป็คนสำคัญชั่วข้ามคืน
"หรือว่า... ท่านพ่อจะชอบนาง "
“อย่าบอกนะว่า นางคือท่านแม่บุญธรรมของข้าในอนาคต!!!” คิดมากไปไกล อยู่ๆ หลงชิงเจ๋อก็ก้าวเท้าไม่ออก หยุดเดิน ทำหน้าตื่นใ ยกมือสองข้างปิดหน้า
“ชะ ชะ ชิงเจ๋อ ข้าพูดเท่านี้ ท่านก็เสียใจปานนั้นเลยหรอ” ตันหรงพยายามปลอบใจ และขอโทษชิงเจ๋อ เพราะนางคิดว่าตัวเองกำลังทำให้เขาไม่พอใจ
มือเล็กๆ สองข้างแตะตบหัวไหล่ชายหนุ่มเบาๆ โดยไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย
“อะ อ๊ากกก ปล่อยข้า ปล่อย ไม่นะ ไม่จริง อย่าแตะตัวข้า” ชิงเจ๋อขนลุกขนพอง ร้องกรี้ดเสียงแตกสาว วิ่งแจ้นหลงทิศ
"ข้าอยากจะบ้าจริงๆ คนสำนักอวิ๋นเทียนวิปลาส แปรปรวนั้แ่นายถึงบ่าวเลยหรอ "ตันหรงสุดงุนงง ยกมือเกาหัวยิกๆ ก่อนจะรีบวิ่งตามชิงเจ๋อไป แบบงงๆ
**********
ยามเว่ย คือ 13.00 น.
เวลาประชุมของเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนัก
ณ ท้องพระโรง โถงใหญ่โอ่อ่าที่ประดับด้วยผ้าขาวเพื่อแสดงถึงความอาลัย
ไม่น่าเชื่อว่า... ผู้ที่นั่งแท่นบัลลังก์ทองแทนฝ่าา คือชวนอ๋องสาม หรือ ชวนกู้ฝู เครือญาติที่สามแห่งราชวงศ์ ผู้เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่ถูกขุนนางชั่วชักใยจูงจมูกอยู่เื้ั
“ทำเช่นนี้ ถือว่าล่วงเกินฮ่องเต้ที่เพิ่งจะล่วงลับ กล้าดีอย่างไรถือตัวขึ้นนั่งแท่นทอง” ขุนนางฝ่ายเที่ยงธรรมกล่าวท้วงติงอย่างมีมารยาท
“ทะ ทะ ไม ข้าจะเป็นายของพวกเ้ามิได้ ในเมื่อเืเนื้อของฝ่าาเหลือแค่ข้าแล้ว” อ๋องสามผู้จิตวิปลาส สมองเบาปัญญานิ่มั้แ่เกิด เอ่ยค้านขุนนางนับร้อยในท้องพระโรงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ช่างกล้า ท่านช่างกล้ากล่าวอย่างไร้มูลว่า เืเนื้อเชื้อสายของฝ่าาเหลือเพียงท่าน "
“โฮ่วฉินของเรายังมีไท่จื่อมิใช่หรือ” ขุนนางฝ่าอธรรมผูกปม พยายามยุยงให้ราชสำนักปั่นป่วนโกลาหล จึงค่อยรอเอาเปรียบคนในจังหวะที่เหมาะสม
"อะฮ่า ไหนล่ะไท่จื่อที่เ้าว่า แม้กระทั่งโฉมหน้าของฮองเฮาข้ายังไม่เห็น บัดนี้หวงกุ้ยเฟยก็ตายจาก ตามเข้าเฝ้า รับใช้ฮ่องเต้ที่ยมโลก มิใช่ว่าไท่จื่อน้อยตรอมใจตายพร้อมมารดาแล้วหรือ "คำพูดของชวนอ๋องช่างรุนแรงนัก คนในราชสำนักต่างใอึ้ง ไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดเช่นนั้นถึงไท่จื่อน้อย
เสียงขุนนางถกเถียงกันยกใหญ่ ดังโหวกเหวกไปถึงหน้าท้องพระโรง
"ตำแหน่งจักรพรรดิ โฮ่วฉินจะเป็ของคนไร้ประโยชน์เช่นท่านมิได้!!! "เสียงเย็นๆ ดังจากหน้าประตูโถงเช่นกัน สายตานับร้อยคู่ต่างจับจ้อง เพ่งมองรอดูว่าผู้ใดกันที่กล้ากล่าวเช่นนี้เพื่อตัดบท
แสงสีทองสาดสะท้อน อาภรณ์ดำทึบปักเลี่ยมทอง หมวกม้วนมนสวมคับหัว แสดงถึงตำแหน่งขุนนางใหญ่ผู้หวนคืน
แม่ทัพใหญ่โจวไฉเฉิง หรือเ้าแห่งอวิ๋นเทียน จับจูงมือยุวกัษตริย์แน่น ผ่าแสงสีทองจ้องหน้าขุนนางชั่วไม่กะพริบ ท่าทางองอาจทำให้ขุนนางทั้งหลายหวาดกลัวจนไม่กล้ามองหน้า พวกเขาก้มลงต่ำเบนสายตาหลบอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
“ทะ ทะ ท่านเสนาบดี คะ คนผู้นี้คือผู้ใดกัน” อ๋องสามเริ่มลนลาน เหงื่อตกเป็เม็ด แหงนหน้ามองหาขุนนางชั่วผู้ชักใย ที่หลบเลี่ยงอยู่หลังม่าน