ณ หมู่บ้านชิงซาน หมู่บ้านเล็กทุรกันดาร มีเพียงเรือนไม้ไผ่มุงจากอยู่ไม่กี่หลัง พอนับด้วยสายตาก็เห็นครบ
หมู่บ้านตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบแคบ คั่นกลางระหว่างหุบเขาสูงชันสองลูก ราวกับถูกฟ้าดินขีดเส้นกั้นไว้ไม่ให้ใครย่างกราย มีสายน้ำ ชิงเหอ ไหลเชี่ยวพาดผ่าน เลี้ยงดูผืนดินให้อุดม ชาวบ้านจึงดำรงชีพด้วยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
นานๆ ครั้ง พวกเขาจึงจะรอนแรมไปยังเมืองใกล้เคียงเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าตามฤดูกาล
“ท่านแม่ ข้าออกไปแล้วขอรับ”
เสียงใสของเด็กชายดังขึ้น เขายกมือเล็กๆ โบกพลางยิ้มกว้าง บนหลังแบก กระจาดไม้ไผ่ ใบเขื่องไว้
หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าป่านสีซีดเงยหน้ามายิ้มตอบ ดวงตาแฝงความห่วงใย
“เดินทางดีๆนะเย่เอ๋อร์ อย่าซุกซน” — *ไป๋หนิงเซียน* กล่าว
“เอาล่ะ เย่เอ๋อร์ ไปกันเถอะ” บุรุษวัยกลางคนข้างกายเอ่ยเสียงทุ้ม ก่อนจะก้าวนำออกจากรั้วไม้ไผ่ มุ่งตรงไปยัง ูเาท้ายหมู่บ้าน
ระหว่างทางสู่เชิงเขา เด็กชายกวาดสายตามองไปรอบทิศ เวลานี้ยังเป็ยามเช้าตรู่ หมอกขาวข้นปกคลุมจนมองได้ไกลไม่ถึง *สามสิบจั้ง* ผู้คนตามรายทางมีน้อยนัก ต่างเร่งรีบทำธุระของตน
“วันนี้ก็ขอฝากเื่ หญ้าลิ้นั ด้วยนะ”
พ่อค้าแผงยาผู้หนึ่งกล่าว พร้อมยื่นกระดาษรายชื่อตัวยาอีกเกือบสิบชนิดให้
ได้ยินคำว่า หญ้าลิ้นั คิ้วของบุรุษวัยกลางคนก็ขมวดเข้าหากัน หญ้าชนิดนี้ฤทธิ์ร้อนแรง ใช้ถอนพิษก็ได้ หลอมเป็โอสถบำรุงธาตุไฟก็ดี
แต่ทว่ามันหาได้ยากยิ่ง มักขึ้นอยู่บนผาสูงที่อากาศร้อนอบอ้าว เก็บก็ยาก ตลอดทั้งแถบนี้ มีเพียงที่เดียวเท่านั้น — *หุบเขาหลงเมิ่ง*
เห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่สู้ดี พ่อค้าแผงยาจึงรีบกล่าว
“ข้ารู้ว่ามันเสี่ยง... *หนึ่งตำลึงเงินต่อต้น* ว่าอย่างไร?”
ดวงตาของบุรุษวัยกลางคนเป็ประกาย เขาหันไปหาเด็กชาย
“เอาล่ะเย่เอ๋อร์ วันนี้เราอาจต้องเดินไกลหน่อย ก็ดีเหมือนกัน ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานานแล้ว” ว่าแล้วก็หัวเราะร่า
“ได้เลยท่านลุง!” เด็กชายชูมือขึ้น ตอบรับเสียงดัง
เดิมทีตั้งใจจะไปเพียง _ูเาท้ายหมู่บ้าน_
แต่ด้วย *หนึ่งตำลึงเงิน* ที่ล่อใจ เส้นทางของสองลุงหลานจึงเบี่ยงไปทาง _หุบเขาหลงเมิ่ง
_หุบเขาหลงเมิ่ง_ เป็แนวเทือกเขาคดเคี้ยวทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
ความสูงชันไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ตลอด *สองชั่วยาม* จนใบหน้าขาวนวลของเด็กชายแดงก่ำไปด้วยเหงื่อ
“พักสักหน่อยก่อนไหม” บุรุษวัยกลางคนเอ่ย
“ข้ายังไหวขอรับ” เด็กชายปาดเหงื่อ มือหนึ่งยันไม้ค้ำ
“พอผ่านเนินตรงหน้านั่น ก็จะถึงแนวหน้าผาแล้ว อดใจไว้อีกหน่อย”
แต่ในเสี้ยวอึดใจนั้นเอง แววตาของบุรุษพลันคมกริบ
มีดที่เหน็บเอวถูกชักออก วาดเป็เส้นสีขาวตัดกับแสงตะวัน — *‘วาบ!’*
พร้อมกับโลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นกลางอากาศ
“อ๊ะ!” เด็กชายสะดุ้ง เท้าลื่นเกือบล้ม พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นงูเหลือมั์ร่างยาว
หัวของมันกระเด็นไปไกลถึง *สามสี่วา* เืนองพื้น
ที่แท้มันซ่อนอยู่บนกิ่งไม้ หมายจะฉกลงมากินเหยื่อตัวเล็ก แต่บุรุษกลับไวกว่า ควงมีดตัดคอมันขาดกลางอากาศพอดี
“เป็อะไรไหม?!” บุรุษรีบวิ่งเข้ามาประคอง
“ข้าไม่เป็ไรท่านลุง” เด็กชายปัดฝุ่น ลมหายใจยังหอบ
บุรุษโล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่สายตายังคงกวาดมองรอบทิศ ในใจบังเกิดลางสังหรณ์ _งูเหลือมทอง_ ปกติชอบอยู่ที่ชื้นเย็น แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่แห้งแล้งเช่นนี้ ทันใดนั้นเอง ใบหูทั้งสองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแ่เบา
สายลมพัดหอบกลิ่นสาบคาวเืมาแตะจมูก บุรุษวัยกลางคนรีบดึงเด็กชายมาหลบด้านหลัง ในมือที่เคยมีมีดเล่มเดียว พลันปรากฏมีดอีกเล่มขึ้นมาโดยไม่รู้ั้แ่เมื่อใด น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นลง
“แย่แล้ว... เราถูก *พวกสัตว์ิญญา* ล้อมไว้แล้ว”
“สะ… สัตว์ิญญาหรือขอรับ” เด็กชายผงะถอย
“ใช่... เมื่อกี้เป็เพียง *งูเหลือมทองธรรมดา* เท่านั้น”
บุรุษกระชับมีดแน่น สายตากวาดไปรอบทิศ
‘ต้องมีตัวจ่าฝูงแน่ ปกติงูเหลือมทองจะไม่ทิ้งถ้ำออกมาแบบนี้’ ไม่นานนัก พุ่มไม้อีกด้านก็สั่นไหว ดวงตาสีทองขนาดเท่าไข่ไก่ปรากฏขึ้น พร้อมกับร่างอวบอ้วนยาวกว่า *สามสี่วา* และไม่ใช่ตัวเดียว... มันมาพร้อมกันถึง *สามตัว*
‘ใช่จริงๆ’ บุรุษวัยกลางคิดในใจ ‘สามตัวนี้ยังเป็แค่งูเหลือมทองธรรมดา แต่...’ ห่างออกไปไม่ไกล เขาััได้ถึง *ไอปราณอ่อนๆ* สายหนึ่ง ไอปราณนั้นหนักแน่น เย็นเยียบ ชัดเจนว่าเป็ *สัตว์ิญญาระดับสองหรือสาม*
“หลินเย่ ตามข้ามา อย่าห่าง” สิ้นเสียงร่างของ*ท่านลุงฉิน*ก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า เข้าประจันหน้ากับเงาร่างสีทองทั้งสาม
เมื่อเห็นมนุษย์ย่างกรายเข้ามา ร่างอ้วนทั้งสามก็โอบล้อมเป็ครึ่งวงกลม แล้ว *พุ่งฉก* มาจากทุกทิศทาง
ใบหน้าบุรุษวัยกลางคนยังคงเรียบเฉย เพียงขยับฝ่าเท้าเล็กน้อยก็หลบคมเขี้ยวได้ทั้งหมด ใบมีดทั้งสองตัดสลับไปมา ปัดป้องเขี้ยวสีเงินได้อย่างน่าประหลาดเพียงเสี้ยวพริบตา ท่วงท่าพลิกผัน คมมีดตวัดออกในแนวขวาง — *ฉัวะ!*
ท่อนลำคองูเหลือมทองทั้งสามขาดสะบั้น ราวกับตัดหยวก
“หึ... ได้แค่นี้—”
รอยยิ้มยังไม่ทันปรากฏ ใบหน้าก็พลันบูดบึ้ง
ท่านลุงฉินพลิกตัวกลางอากาศ ไขว้มีดเป็กากบาท *‘ตูม!’* ลำแสงสีม่วงพุ่งอัดเข้ากึ่งกลาง ร่างของเขากระเด็นถอยไปกว่าสิบก้าว ก่อนจะยันเท้าทรงตัวได้
เบื้องหน้าคือ *งูเหลือมทอง* ตัวหนึ่ง ขนาดเท่าโคนขา
เกล็ดสีทองปกคลุมทั่วร่าง ทอประกายสีม่วงอ่อน หัวของมันใหญ่เท่าศีรษะทารก ดวงตาสีทองแนวตั้งมี *ไอปราณสีม่วง* ไหลวนอยู่
“*งูเหลือมทอง สัตว์ิญญาระดับสอง*”
มีดในมือยังสั่นระริก ทว่าชั่วครู่เดียวก็กลับสู่สภาพพร้อมสู้
“หลินเย่” ท่านลุงฉินเอ่ยเสียงต่ำ
“ต่อจากนี้ จงจำให้ดี... ว่าสิ่งที่เรียกว่า *ผู้บำเพ็ญเพียร* กับคนธรรมดา ต่างกันเพียงใด”
เด็กชายที่ชื่อหลินเย่ไม่ได้ตอบ ใจที่เคยกระวนกระวายบัดนี้กลับสงบนิ่ง ราวกับผืนน้ำไร้คลื่น ดวงตาสุกสกาวจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของบุรุษเบื้องหน้า
แล้วในพริบตานั้นเอง
*ร่างของท่านลุงฉินก็เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา...*