ผลั่กก!
ร่างสูงชนเข้ากับคนตัวเล็กที่เดินก้มหน้าก้มตาเข้าอย่างจัง!
“อุ้ย! ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ” ร่างบางกล่าวรัวเร็ว พร้อมกับก้มศีรษะโค้งตัว ั์ตากลมสบเข้ากับรองเท้าหนัง และกางเกงขายาวสีน้ำเงินเข้มทำให้เธอรู้ว่าคนที่เธอโดนชนเข้านั้น คงเป็เ้าบ่าวอย่างแน่นอน..
อันธกานต์ก้มมองตะวันวาด
“เราซุ่มซ่ามแบบนี้ตลอดเลยเหรอ” เสียงทุ้มกล่าวปนขำ
เสียงเรียกชื่อทำให้เธอมั่นใจได้ว่าคนตรงหน้าคือ “พี่โธนี่” ที่เธอรู้จักอย่างแน่นอน..
ทว่าตอนนี้.. ตรงนี้.. เขากลับกลายเป็ คุณธัน.. “เ้าบ่าว” ของพี่สาวเธอ..
ตะวันวาดเงยมองใบหน้าคมที่ยังคงเปื้อนยิ้ม.. เธอไม่รู้สึกว่ามันตลกสักนิด.. เธอสับสนจนแทบเป็บ้า ขณะที่ผู้ชายตรงหน้ากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังหัวเราะใส่เธอ
“ตลกมากมั้ยคะ” เธอเอ่ยเรียบ ๆ เส้นเืบนใบหน้าสูบฉีดแรงกว่าปกติ.. ตะวันวาดรู้สึกว่าหน้าเธอร้อนผ่าว เธอใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่ให้เสียงสั่น.. แต่ใช้ความพยายามมากกว่าในการสะกดกลั้นน้ำตาที่ดูเหมือนพร้อมจะไหลอยู่ตลอดเวลา...
อันธกานต์หุบยิ้มทันที
“ตะวัน พี่” เขาเรียกชื่อเธอเสียงอ่อน แต่ก็ไม่มีคำพูดอธิบายอะไรมากไปกว่านั้น
ขณะที่ตะวันวาดพยายามกลั่นกรองคำถามที่เธอมีมากมายเหลือล้น เสียงเรียกชื่อที่ดังขึ้นได้ดึงความสนใจของทั้งคู่ไป
“ตะวัน ” ภูจินดาปรากฏตัวขึ้น ด้วยท่าทางหอบแฮก เธอหันสายตาไปมองร่างสูงที่ยืนห่างจากตะวันออกไปเพียงไม่ถึงครึ่งเมตร
“พี่ธัน..” เธอเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างไร้สติ มือเล็กยกขึ้นปาดเหงื่อ ปรับสีหน้าไม่ถูก สมองรีบประมวลอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับสถานการณ์วุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น
เวลาเดียวกัน ณ ลานจอดรถด้านหลังของโรงแรม
บุหลันรังสรรค์ที่ถูกภูธเรศอุ้มพาดบ่ายังคงดิ้นพลั่ก แม้ว่าแรงจะเริ่มน้อยลงแล้วก็ตามที ชุดเ้าสาวทำให้เธอขยับตัวลำบากและดิ้นได้ไม่มากนัก
“พี่ภูปล่อยนะ!! พาบุหลันกลับไปเดี๋ยวนี้นะ!! ว้ายยย” เสียงหวานยังคงโวยวาย ขณะที่เขาปล่อยเธอลงบนเบาะข้างคนขับ
“พี่จะไม่ปล่อยเธอไปไหนทั้งนั้น จนกว่าเราจะคุยกันรู้เื่!” เสียงทุ้มตอบหนักแน่น
“พี่เป็บ้าไปแล้วเหรอ!? ” บุหลันหลับตาปี๋ะโใส่หน้าเขา
ภูธเรศมองเธอ ไม่ตอบ เขาปิดประตูรถปัง ก่อนจะรีบเดินไปยังที่นั่งของคนขับ
บุหลันรังสรรค์ลืมตาขึ้น รีบเปิดประตูรถออก ขาเรียวบนส้นสูงแก้วรีบะโออกจากรถ
“บุหลันรังสรรค์!!” เสียงทุ้มะโเรียกชื่อเต็มของเธอด้วยความดุดัน
เธอออกวิ่งได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องถูกภูธเรศลากกลับไป ชายหนุ่มยกนิ้วชี้ใบหน้าหวาน บุหลันรังสรรค์ตกอยู่ในสภาพช็อก เพราะไม่เคยโดนภูธเรศทำแบบนี้กับเธอมาก่อน
“อย่าให้พี่ต้องทำร้ายเธอ” เสียงทุ้มแหบต่ำ บ่งบอกว่าเขาไม่ได้พูดเล่น
เ้าสาวคนสวยเริ่มตัวสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัว น้ำตาเม็ดโตเริ่มเอ่อท่วมดวงตา
“พี่ภูเป็บ้าไปแล้ว ฮืออ ๆ ๆ ปล่อยบุหลันนะ!” เธอว่า ยังคงพยายามสะบัดตัวเองออกจากภูธเรศ เขามีท่าทีลังเลเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มร้องไห้
“พี่ภู ฮึก ๆ อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ” เธอว่า ขณะที่เขาไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น
ภูธเรศชั่งใจก่อนลากเธอให้เดินตามเขาออกไปยังถนนที่ห่างออกไปไม่ไกล แขนยาวกวักเรียกรถแท็กซี่ที่กำลังขับใกล้เข้ามา บุหลันรังสรรค์ยังคงพยายามบิดข้อมือเพื่อเป็อิสระจากอีกฝ่าย ภูธเรศเห็นว่าเธอไม่ยอมเข้าไปนั่งในรถง่าย ๆ เขาจึงตัดสินใจเรียกรถแท็กซี่แทน
ร่างของเธอถูกดันเข้าไปในรถแท็กซี่ทันทีที่จอดสนิท
“ออกรถพี่” เสียงทุ้มกล่าว ขณะที่ดันตัวเองเข้ามานั่งข้างบุหลันรังสรรค์ เขาโก่งตัวไปทางคนขับก่อนจะกระซิบถึงสถานที่โดยพยายามไม่ให้บุหลันรังสรรค์ได้ยิน
“พี่คะ อั๊นน!!? ” เสียงเล็กพูดเกือบจะเป็เสียงะโ ภูธเรศรีบโก่งตัวกลับมาหาเธอทันที
เขาใช้มือปิดปากเธอแน่น
“อ๊วยอั๊น!!! (ช่วยฉัน!!) ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ยอมหยุด เขาจึงจัดการปิดปากเธอให้แน่นกว่าเดิม.. ‘ด้วยริมฝีปากของเขา’ บุหลันรังสรรค์เบิกตาโตกว้างขณะที่ภูธเรศรุกล้ำเธออย่างอุกอาจ เ้าสาวคนสวยหายใจอย่างยากลำบากขณะที่พยายามผลักเขาให้ออกไปจากเธอ
“โอ๊ยย รอให้กลับถึงบ้านก่อนมั้ย” พี่คนขับรถแท็กซี่โวยวายขึ้น มองทั้งคู่จากกระจกหน้าด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“ขอโทษครับพี่.. ข้าวใหม่ปลามัน” ภูธเรศบอก ขณะที่ยังคงจับบุหลันรังสรรค์ให้อยู่ติดกับตัวเขา ชายหนุ่มชี้นิ้วใส่หน้าเธออีกครั้ง
บุหลันรังสรรค์มองเขาอย่างรังเกียจ แต่ภูธเรศไม่สนใจ สีหน้าของเขาท้าทายเธอโดยไม่ต้องใช้คำพูด..
‘ถ้ากล้าพูดอีก.. เขาจะปิดปากเธอซ้ำอีกแน่นอน’
ภายในงานแต่งงาน
1 ชั่วโมงหลังจากเ้าสาวหายตัวไป.. แม้ว่าภูจินดาจะพยายามติดต่อภูธเรศแค่ไหนเธอก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ในตอนแรกเธอพยายามจะปิดบังเื่ที่พี่ชายตัวเองอุ้มเ้าสาวออกจากงานแต่งงานอย่างโจ่งแจ้ง.. ทว่าอันธกานต์เองก็สังเกตได้ทันทีว่าบุหลันรังสรรค์นั้นหายตัวไปพร้อม ๆ กับภูธเรศ เ้าบ่าวช่างสังเกตจึงจัดการแจ้งพนักงานโรงแรม พร้อมขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดเสร็จสรรพ.. ภาพที่ชายหนุ่มอุ้มบุหลันรังสรรค์ขึ้นพาดบ่าประจักษ์แก่สายตาทั้งอันธกานต์ ภูจินดา และตะวันวาดที่บังเอิญไปอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย
“ขอโทษนะคะพี่ธัน ฉันไม่คิดว่าพี่ภูจะทำแบบนี้จริงๆ ” เสียงหวานจากน้องสาวเ้าของคดีกล่าวอย่างรู้สึกผิด เธอรู้สึกอับอายไม่น้อยที่โกหกเขาในตอนแรก
อันธกานต์ไม่ตอบอะไร ร่างสูงเดินออกจากห้องรักษาความปลอดภัยราวกับพายุหมุน
ตะวันวาดพลางมองหน้าภูจินดา ก่อนทั้งคู่จะเดินกลับออกไปจากห้องนั้นเช่นกัน ทั้งคู่ยังคงพยายามติดต่อภูธเรศ
ในส่วนของเ้าสาวนั้น พวกเธอไม่มีทางติดต่อบุหลันรังสรรค์ได้เลย เพราะเ้าตัวไม่ได้พกมือถือ หรือแม้แต่กระเป๋าสตางค์ติดตัวไป
“เปิดเครื่องสิวะ ไอ้พี่ภู” ภูจินดาวางโทรศัพท์มือถือลงข้างตัว กลอกสายตาไปมาอย่างหงุดหงิด ตะวันวาดนั่งนับนิ้วพูดกับตัวเองด้วยเสียงกระซิบ ก่อนจะกดโทรศัพท์ยิก ๆ
“ทำอะไรอ่ะ ตะวัน”
คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ ก่อนจะส่งมันให้อีกฝ่าย
“ตะวันลองลิสต์สถานที่ที่คิดว่าพี่ภูน่าจะพาพี่บุหลันไปค่ะ” เธอตอบ ภูจินดามองหน้าจอโทรศัพท์ตาโตขึ้น
ป๊าบ! เธอตบบ่าตะวันวาดด้วยสีหน้าชื่นชม
“ฉลาดมากตะวัน พี่สาวคนนี้ภูมิใจในตัวเธอ” ตะวันวาดยิ้มให้ ก่อนจะหันไปลอบมองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนนิ่งห่างออกไปไม่ไกล เขาปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อไหร่เธอก็ไม่รู้..
อันธกานต์นิ่งเงียบมาตลอด ั้แ่เมื่อภูจินดาเล่าให้ทั้งคู่ฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น.. แต่ร่างสูงดูไม่ตื่นใกับการที่เ้าสาวหายไปเสียเฉย ๆ
“พี่ภูจะไปไหนได้อีกนะ” เสียงเล็กถามขึ้น บอกไม่ได้ว่าพูดกับตัวเอง หรือถามภูจินดากันแน่
“นั่นสิ ปวดหัวโว้ย!” สาวห้าวสบถตามฉบับ เธอแยกเขี้ยวใส่ตะวันวาดเพื่อระบายอารมณ์
“ถ้าเป็อย่างนี้ เราจะทำยังไงกันดี” ตะวันวาดนั่งลงข้างภูจินดา เธอหันมองซ้ายขวา ภายในใจยังคงภาวนาให้ภูธเรศและพี่สาวเธอปรากฏตัวขึ้นอย่างปาฏิหาริย์
“ถ้าฉันรู้ เราคงไม่มานั่งกันอยู่ตรงนี้หรอกตะวัน” ภูจินดาเหว จิตตกไม่ต่างกัน เธอเองคาดไม่ถึงว่าพี่ชายจะพาเ้าสาวหนีไปดื้อๆ แบบนี้
ตะวันวาดวางมือบนบ่าของภูจินดา ก่อนจะบีบมันเบาๆ
“ฉันให้ประกาศยกเลิกงานแล้ว” ร่างสูงที่เดินเข้ามาใกล้ทั้งคู่กล่าวนิ่ง ๆ ขณะที่หญิงสาวทั้งสองคนพากันเงยมองหน้าเขาด้วยความใ ร่างสูงปราดสบตามองภูจินดา
“พี่ชายเธอคงไม่กลับมาง่าย ๆ หรอก” อันธกานต์กล่าว น้ำเสียงนิ่งแข็งบ่งบอกให้ทั้งคู่รับรู้ว่าเขาคงคุกรุ่นอยู่ไม่น้อย
“พี่คิดว่าพ่อแม่เราคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นนะ” เขาหันมาหาตะวันวาด
“จริงด้วย” คนตัวเล็กตอบเขาราวกับเพิ่งได้สติ
หญิงสาวหันไปหาภูจินดา ขณะที่อีกดูประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ว่าน้ำเสียงที่อันธกานต์ใช้คุยกับตะวันวาดนั้นแตกต่างจากเธอราวฟ้ากับเหว แถมการเรียกแทนตัวเองนั้นราวกับคนคุ้นเคยกันมาก่อน
ทั้ง ๆ ที่ภูจินดาต่างหากที่รู้จักเขามาก่อน ทว่าพูดกับเธอห่างเหินราวกับคนไม่เคยรู้จักกัน!
“ตะวันไปหาพ่อแม่ก่อนนะคะ น่าจะงงกันไปใหญ่แล้ว” สาวน้อยกล่าวไม่ได้สังเกตถึงความประหลาดใจบนใบหน้าอีกฝ่ายเลยสักนิด ภูจินดาพยักหน้ารับ เก็บความสงสัยของตัวเองไว้เมื่อนึกถึงความวุ่นวายที่ยังคงดำเนินอยู่ในตอนนี้
“แล้วพี่.. ไม่ใช่สิคะ.. คุณธันบอกแขกไปว่าอะไรคะ” ภูจินดาหันกลับมาถามอันธกานต์ เลือกศัพท์เรียกขานให้สุภาพมากยิ่งขึ้น
“ไม่ต้องห่วง.. ฉันไม่ได้บอกพวกเขาว่าพี่ชายเธออุ้มเ้าสาวออกไปจากงาน” เสียงทุ้มตอบนิ่ง ใบหน้าคมเชิดตรงไม่สบตาภูจินดา
ภูจินดาพยักหน้ารับ.. ผู้ชายตรงหน้าเธอมีสิทธิ์ที่จะโมโหสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น.. อย่างน้อยเธอก็รู้สึกขอบคุณที่เขาไม่ประกาศปาว ๆ ไปว่าพี่ชายเธอฉุดเ้าสาวออกจากงานแต่ง
“ขอบคุณนะคะ” เธอบอก
อันธกานต์มองหน้าสาวน้อยที่อายุห่างกับเขาเกือบห้าปี พร้อมกับเสียงเยาะในลำคอ..
“เธอคงไม่อยากขอบคุณฉันหรอก.. ถ้าพี่ชายเธอไม่พาเ้าสาวฉันกลับมาภายใน 24 ชั่วโมง ฉันแจ้งข้อหาลักพาตัวแน่นอน” เสียงทุ้มนิ่งเรียบ ไม่มีเค้าของการล้อเล่นแต่อย่างไร
ภูจินดาหน้าเจื่อนไปทันที.. กล้องวงจรปิดเป็หลักฐานชั้นดี.. เธอรู้ดีว่าอันธกานต์มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น และน้ำเสียงของเขาบอกว่าเขาจะทำเช่นนั้นแน่
“พี่ภูไม่มีทางทำร้ายบุหลันแน่นอน” เธอแย้งขึ้น มีความหวังว่าอีกฝ่ายจะพิจารณายืดเวลาให้เธอบ้าง
“ฉันรู้” เสียงทุ้มเรียบตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“เพราะฉะนั้น..” คนตัวเล็กกว่าพยายามยื่นข้อเสนอ
“แต่มันก็ไม่ได้ลบล้างความจริงที่พี่ชายเธออุ้มเ้าสาวของฉันหนีไป”
เป็อันว่าการเจรจาไม่สำเร็จ.. ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะฟังเธอให้จบประโยคด้วยซ้ำ ขายาวก้าวฉับๆ เดินออกไปทิ้งภูจินดาไว้เพียงลำพัง