ยามเว่ย 13.00 – 14.59 น. ลมอ่อนๆ พัดมาอากาศเย็นบางๆ หิมะเริ่มจางหายมีเสียงฝีเท้าเดินกึ่งวิ่งไปตามทาง นกบินขึ้นจากพื้นเพราะมันโดนรบกวนการจิกกินก้อนกรวด มองเห็นเื้ัสาวสิบเจ็ดผมยาวเอวบางร่างน้อยนางนั่นเองไฉ่หง (ไฉ่หง หมายถึงสายรุ้ง)
นางกำลังมุ่งหน้าไปยังเรือนที่สร้างบนเนินดินใต้ต้นไม้ต้นเดิม เรือนหลังนี้เหมือนจะรกร้างแต่ข้าวของเครื่องใช้ยังมีร่องรอยผู้อาศัยอยู่ นางไม่ได้เกรงกลัวบ้านที่ดูรกร้างลักษณะนี้เนื่องด้วยคุ้นชินและวิ่งเล่นมาหลายปี
อากาศเย็นกำลังจะหมดไปกำลังจะเข้าสู่ใบไม้ผลิปลายยอดใบมีก้อนหิมะน้อยๆ ร่วงหล่นมองดูแล้วนางคิดในใจว่าจะต้องรีบกลับไปที่บ้านให้ทันยามเซินคือ 15.00 – 16.59 น. ก่อนที่ท่านพ่อของนางจะรู้ว่านางมาเดินเล่นแถวชายป่า
ไม่ใช่ท่านพ่อไม่รู้ว่านางมาบ้านฟางหรูแต่ท่านพ่อไม่อยากให้มาแถวชายป่านี้ คงจะกลัวว่าจะไม่ปลอดภัยทั้งๆ ที่นางวิ่งเล่นมาแต่เล็ก
ไฉ่หงสวมชุดสีขาวสะอาดตาปลายผ้าปลิวไปมาตามแรงลมในมือข้างขวาของนางถือตะกร้าเต็มไปด้วยลูกพุทราที่นางพึ่งได้มาจากที่บ้าน เมื่อเดินมาถึงเรือนของฟางหรูนางขยับตัวแรงไปหน่อยสร้อยที่คอโผล่ออกมาจากอกเสื้อ (ขนาดวงกลม 1 ชุ่น 1 นิ้ว) เป็สร้อยรูปดาว
นางเอามือข้างที่เหลือแตะสร้อยไว้ที่อกเพื่อไม่ให้สร้อยแกว่งจนหลุดหาย นางสังเกตเห็นว่าบ้านเงียบผิดปกตินักจึงส่งเสียงเรียกผู้เป็เ้าของบ้าน
“ฟางหรู” (ฟางหรู หมายถึงเปรียบดังเครื่องหอม)
“ฟางหรู ฟางหรูไปไหนกันนะ?” นางหาตัวฟางหรู
“ท่านอยู่ไหน?..ข้ามาแล้วเอาพุทรามาฝากท่านด้วย” คิ้วของนางขมวดเป็ปม นึกในใจทำไมไม่มีเสียงตอบกลับมา
นางนึกขึ้นได้ว่าฟางหรูเคยบอกว่าถ้าหานางไม่เจอแปลว่านางไปหาสมุนไพรป่า คิดได้เช่นนั้นด้วยความที่นางกับฟางหรูสนิทกันมาได้หลายปีแล้ว นางจึงคิดจะวางตะกร้าพุทราไว้ในบ้านของฟางหรู นางรีบเดินก้าวเท้าขึ้นไปบนบันไดบ้านพลางะโว่า
“ข้าเข้าไปแล้วนะ..” ทั้งที่รู้ว่าไม่มีผู้ใดอยู่แต่ก็ส่งเสียงะโทักทายไป หวังในใจว่าฟางหรูคงได้ยินและไม่ว่าอะไร
“หรือว่า? ฟางหรูนางจะหลับอยู่”
คิดได้ดังนั้นก็ชะโงกศีรษะเข้าไปเปิดประตูให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ก้าวเท้าเข้าไปที่โต๊ะกลางห้องตั้งใจจะวางตะกร้าไว้ที่โต๊ะอย่างเดียวไม่ได้อยากจะสนใจสิ่งใดอื่นที่อยู่ในบ้าน คิดว่าวางแล้วจะออกไปทันทีแต่นางยังไม่ทันจะได้วางตะกร้าใบนั้นลงไปหางตาเหลือบไปเห็นดินเผาหน้าตาประหลาดที่อยู่บนโต๊ะแจกันข้างๆ สายตาเอาแต่มองไปที่ดินเผา

ดินเผาขนาดราว 3 ชุ่น 3 นิ้ว
ใจอยากจะเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ก็เกรงว่าจะละลาบละล้วงเกินไป ตอนนี้นางวางตะกร้าลงบนโต๊ะแล้วหันไปมองก้อนดินอีกครั้งอย่างห้ามใจไม่ได้
“แม้ข้าจะสนิทกับฟางหรู..แต่สิ่งนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” นางรำพึงกับตัวเอง
“เข้าไปดูสักหน่อยดีกว่า..คงไม่เป็ไรกระมัง”
นางโค้งตัวจ้องมองดินเผาหน้าตาประหลาดบนโต๊ะวางแจกันมือซ้ายยังจับสร้อยคอของตัวเองเล่นอยู่ นางปล่อยมือออกจากสร้อยจ้องมองดินเผาบนโต๊ะวางแจกันนั้น
“สุนัขก็ไม่ใช่หรือจะเป็แมวแต่ดูเหมือนถ้าเป็แมวคงเป็แมวที่ประหลาดมีหกขาหางกุด”
“ฟางหรูไม่เคยพูดถึงสัตว์ประหลาดดินเผาชิ้นนี้ให้ข้าฟังมาก่อนเลย”
นางรำพึงกับตัวเอง ยื่นมือไปแตะก้อนดินเผายังไม่ทันจะคิดการใดต่อปรากฏมีแสงเหลืองอ่อนประหลาดวาบขึ้นมาจากก้อนดินจนแสบตา นางถึงกับต้องหลบหน้าปิดตาข้างหนึ่ง เอาแขนยกบังแสงนั้นไว้แอบชำเลืองมองด้วยตาข้างเดียวพลันนึกขึ้นได้ว่า
“ตายล่ะข้า..จะเป็อะไรไหมนี่...” พลางฉุกคิดได้ว่า “ถ้าข้าทำมันหล่นแตกล่ะ!” นางจึงรีบถอยห่างออกมา
วินาทีนั้นมีประกายสะท้อนใส่สร้อยดาวที่คอของนางขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วแสงสว่างก็หายไปเอง ตัวของนางกลับนิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหวยังไม่ทันที่จะถอยออกมาขาข้างหนึ่งยังคงลอยค้างอยู่ในอากาศ
“ที่นี่มัน...ที่ไหนกัน?” นางหมุนศีรษะหมุนตัวมองไปรอบๆ มีแต่กอหญ้าสีดำและโพรงดินเหมือนเป็ถ้ำ นึกได้ว่าเมื่อสักครู่ยังอยู่ที่บ้านของฟางหรู
“ที่นี่บรรยากาศแปลกๆ เสียงใบหญ้าดังรอบตัวควันขาวหนาๆ นี่มันอะไรกันมีพิษหรือไม่” นางคิดในใจ
“แย่แล้ว!! เรา..หาเื่ใส่ตัวแท้ๆ”
“ทีนี้จะทำอย่างไรกัน” บ้านก็คงกลับไปไม่ทันกลับบ้านไม่ได้ท่านพ่อคงจะตำหนิว่าข้าเป็แน่ คงคิดว่าข้าหนีเที่ยวอีก
ณ ชายป่าทิศใต้อีกด้านของูเา ูเาสามลูกมีหมอกปกคลุมสีขาวหนาทึบมีถ้ำเล็กใหญ่มากมายบางถ้ำไม่เคยมีผู้ใดเคยเข้าไปในถ้ำ สามเมืองรอบูเาใช่ว่าไม่สื่อสารกันแต่ห่างไกลกันเดินทางไปมาหากันลำบากบางพื้นที่ไร้ผู้คน
เมืองชิงหนงเป็เมืองที่มีบ้านเรือนสร้างเกาะไหล่เขาอยู่บ้าง บรรยากาศสวยงามในยามค่ำคืนแสงไฟตามปลายเขารางๆ ผู้คนไม่ออกจากเรือนและต่างก็หลับใหลด้วยความกลัวความเงียบยามวิกาล
ยามเซินคือ 15.00 – 16.59 น. ลู่หลิน (ลู่หลิน หมายถึงฝนหยก) ผู้ไม่รู้เื่ราวของตัวเองอาศัยอยู่ในเรือนของเ้าเมืองชิงหนง ความจำของเขาไม่ชัดเจนมีเพียงชื่อเท่านั้นที่เขามั่นใจว่าเป็ของตัวเอง
ชายอายุยี่สิบปีใส่ชุดผ้าหยาบดูเคร่งขรึมหน้าตาดูดีพอตัวผิวของเขาไม่หยาบกร้านไม่เหมือนคนงานตามบ้านทั่วไป กำลังนั่งทำงานในเรือนตามที่นายสั่ง
วันนี้เขามีหน้าที่กองพะเนินเสียงครืดๆ ของผ้าหยาบถูไปบนผิวโลหะ แววตาของเขาเศร้าหมอง..กำลังนั่งเหม่อลอยคิดบางสิ่งอยู่ในใจโดยไม่ได้สนใจว่าคมโลหะนั้นจะบาดมือหรือไม่ แน่นอนเขาไม่มีทางทำมันบาดมือตัวเองแน่หน้าที่ประจำของลู่หลินคือทำความสะอาดดาบลับคมดาบและตามแต่เ้านายจะสั่ง ในใจก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ไม่เข้าใจอยู่ที่นี่ไม่มีเื่ราวก่อนหน้าไม่มีเื่ราวหลังจากนี้
ได้แต่ครุ่นคิด คิดอย่างไรก็ไม่มีคำตอบในยามที่มีเวลาเหลือก็มักจะนั่งเหม่อลอยเสมอ
ลู่หลินมักจะมีภาพความทรงจำแปลกๆ ผุดขึ้นมาในหัว ไม่ค่อยปะติปะต่อสักเท่าใดในความทรงจำนั้นมักเป็ความมืดและแสงวูบวาบสว่างและดับลงรู้สึกเหมือนโดนบางสิ่งฟาดใส่จากทางด้านหลังแต่มิอาจจำได้ ในความมืดมิดนั้นมีเสียงหนึ่งเบาๆ จับใจความไม่ได้ชัดนักจำได้ถึงน้ำเสียงเลือนรางเป็เสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเรียกชื่อ “เสี่ยวลู่…เสี่ยวลู่” อยู่
“นั่นมันชื่อข้าหรือ?”
อย่าว่าแต่ภาพทรงจำบางครั้งเขาก็ฝันหลายเื่ซ้ำๆ เบื่ออย่างไรก็ใตื่นทุกครั้ง เขาไม่เคยจะคิดออกเลยว่ามันจริงหรือฝันเพราะมันขาดๆ หายๆ ไม่ชัดเจนสักครั้ง
“เลือนรางเหลือเกิน…”
เสียงดังกุกกัก...มาจากท้ายเรือนทำให้เขาสะบัดดาบในมือและออกจากภวังค์ความคิดชั่วครู่เปลี่ยนสีหน้าเป็สงบเสงี่ยมเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ลู่หลินทำตัวเป็ลูกน้องพ่อบ้านฉางในเรือนนี้โดยไม่มีใครล่วงรู้ถึงที่มาของเขาชัดเจนนัก ถึงพ่อบ้านฉางจะเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือเขามาในอดีตแต่ก็แค่่สี่ปีกว่าที่ลู่หลินไม่รู้ที่มาของตัวเองและมาอยู่ที่นี่ไม่อาจนับพ่อบ้านเป็บิดาบุญธรรมได้ทั้งยังไม่ทราบน้ำใสใจจริงของพ่อบ้านผู้นี้
ไม่ต่างจากพ่อบ้านฉางที่ประพฤติตนเว้นระยะห่างกับลู่หลินเสมอก็ไม่อาจบอกได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็แบบไหนกันแน่
เสียงดังรอบๆ ตัวใกล้เข้ามาทุกทีฝีเท้าเร่งรีบของใครหลายคนเข้ามาใกล้ลู่หลินสังเกตเห็นพ่อบ้านฉางและคนในเรือนสองสามคนรีบเดินมาอย่างร้อนรนเห็นได้ชัดว่ายังสวมเสื้อคลุมไม่เรียบร้อย พ่อบ้านมีท่าทีตระหนกแววตาบอกความกังวลใจ พ่อบ้านฉางรีบเดินออกมาจากเรือน บ่าวและทหารบางส่วนตามมาสบทบเพิ่มทุกคนเตรียมคบไฟพร้อมสรรพ ทหารคนหนึ่งยื่นคบไฟให้ลู่หลิน
“ใกล้ยามโหย่วคือ 17.00 – 18.59 น. เข้ามาทุกที พวกเ้ารีบๆ หน่อย…” ท่าทีของพ่อบ้านดูไม่เป็สุขคิ้วขมวดจนผูกกันเห็นได้ชัด
“พวกเ้ากลุ่มหนึ่งเฝ้าทางนี้ที่เหลือตามข้ามา” บ่าวรับใช้คนหนึ่งวิ่งถือโคมไฟมาเข้ากลุ่ม พ่อบ้านสวมเสื้อตัวนอกเสร็จก็รับเอาโคมไฟมาถือ
“ลู่หลินเ้าไปกับข้า..มีคนบุกรุกจะต้องจับตัวมาให้ได้”
“ขอรับ..” ลู่หลินรับคำ ทั้งหมดเดินรวมตัวกันออกไปจากเรือนอย่างรีบร้อน
ถ้ำดินนี้ลู่หลินเคยรู้แต่ว่าเป็เขตที่เ้าเมืองสั่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าใกล้ ลู่หลินเคยถูกสั่งให้เฝ้ายามบ่อยๆ ไม่เคยมีผู้ใดได้เข้าไปข้างในหรือรู้ว่ามันมีอะไรในถ้ำนั้นจริงๆ ครั้งหนึ่งเคยมีคนของพ่อบ้านฉางแอบเข้าไปลักลอบพบหญิงสาวที่เป็คู่รักกันในยามวิกาลแต่ก็ไม่เคยได้กลับออกมาอีกเลย เล่าลือว่าในถ้ำมีสัตว์ประหลาดถูกมันจับกินไปแล้ว
เช่นนั้นพ่อบ้านฉางจะกลัวสิ่งใดได้อีก ถ้ามีคนลักลอบเข้าไปจริงๆ คงจะไม่รอดออกมาเป็แน่ทำไมจึงต้องกังวล
บริเวณถ้ำดินบรรยากาศเย็นปกคลุมไปด้วยควันสีขาวหนาและหญ้าสีดำประหลาด พื้นรอบบริเวณไม่มีเสียงใดๆ นอกจากเสียงลมและเสียงกระซิบประหลาด..
ใครที่ไม่คุ้นชินคงจะไม่ชอบที่จะอยู่ตรงนี้แน่ๆ ลู่หลินเดินก้าวไปรอบๆ อย่างระวัง เขาไม่คิดกลัวเพราะเขาเคยออกเดินตรวจตราพื้นที่นี้ สองปีแรกๆ ลู่หลินก็หวั่นไหวอยู่บ้างแม่น้ำสีนิลเป็แม่น้ำที่ไม่มีพิษเพียงแต่แม่น้ำดำเพราะตำนานเล่าว่าสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งเอาขาจุ่มลงไปเพื่อทำเขตแดนของตนเอง หากศัตรูหรือพวกพ้องลงแม่น้ำมันจะรู้ได้ทันที