The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่142 บุกดันเจี้ยน45 (คำสั่งเสียสุดท้าย)

              ออร่าสีดำ กระจายเป็นเขม่ากลุ่มหมอกคล้ายควัน

              เขาผุดขึ้นมา สีดำเพียง 1 ข้างเท่านั้น

              หนึ่งดวงเนตรแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงดุจโลหิตคลุ้มคลั่ง

              บางส่วนบนร่างกายของมนุษย์ทั้ง 2 คนเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย ส่วนร่างกายของมนุษย์แพะนั้นยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่มีเขาที่ยาว ดูแข็งขึ้น ทั้งยังมีสีดำขลับมากขึ้นไปอีก

              ร่างกายของทั้ง 3 คนที่รับการโจมตีของสัตว์ปีศาจระดับเลเวล 90 ซึ่งๆหน้าในชนิดจัดเต็มนั้นไม่ปรากฎแม้รอยขีดข่วนเพียงน้อยนิด

             …มันไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว แสดงให้เห็นถึงสเตตัสความทนทานที่สูงจนผิดปกติเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปผู้มีพลังเหนือธรรมชาติจะต้านรับมันได้..ด้วยร่างกายเปล่าๆ

              “หึ..ทีนี้ฉันก็พอเข้าใจแล้วล่ะ..ว่าทำไมสมาชิกระดับล่างที่เป็นหุ่นเชิดของท่านดิมาเรียถึงได้ล้มเหลวกันแทบทั้งนั้น…เพราะมีตัวตนระดับแกอยู่นี่เอง..มันก็คงจะเกินระดับของเจ้าพวกนั้นไปสักหน่อยแหละนะ”

              ไรอากล่าวพร้อมกับปัดเศษฝุ่นบนเสื้อออก 

              “คิคิคี่…การโจมตีเมื่อกี้ ทำให้พวกฉันต้องปลดล็อกพลังนั่นที่ไม่ค่อยจะอยากใช้พร่ำเพรื่อถึง 7% เลยนะจะบอกให้..คิคิคี่ขอชื่นชมจากใจจริงเลย”   

              มนุษย์ครึ่งคนครึ่งแพะชื่อว่าคาบิคอนกล่าวพร้อมกับหัวเราะ      

              ครืน ๆ ๆ

              เสียงถล่มของกำแแพงพีระมิดในชั้นที่ 61 กำลังทยอยพังลงมา..พร้อมกับคลื่นสึนามิทรายกำลังไหลบ่าทะลักเข้ามาไม่อั้น…หากปล่อยไว้แบบนี้ทั่วทั้งชั้นที่61คงจมไปด้วยทรายขนาดมหึมาหลายล้านลูกบาศก์เมตรเป็นแน่..รวมทั้งชั้นล่างลงไปก็คงจะจมไปด้วยทรายเช่นกันและดันเจี้ยนแห่งนี้ตั้งแต่ชั้นที่61ลงไปก็คงจะถูกปิดตายอย่างถาวร..ถ้าหากไม่มีใครหยุดมัน

              “เฮ้อ..นี่ฉันต้องไปหยุดทรายนั่นใช่มั้ยเนี่ย”

               ทันใดนั้น หญิงผิวสีแทนนามว่าฮิริวเต้ก้าวหันไปด้านหลัง..พร้อมกับกล่าวคำบริกรรมบางอย่างพร้อมด้วยตัวเลขลงท้ายที่เพิ่มขึ้นมา1%จากพลังเดิม

              “………….8%”

              ‘เวทมนตร์โลหิต….’

              เธอใช้พลังของตัวเองโดยสังเวยเลือดเพียง 1 หยดก่อร่างเป็นตาข่ายขนาดมหึมาเข้าโอบล้อมและหยุดสึนามิทรายเอาไว้ หยดเลือดค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นกลายเป็นของเหลวสีแดงจำนวนมากแทรกซึมไปทั่วเม็ดทราย ลากยาวไปถึงผนัง เพดาน พื้นอิฐ และกำแพงทางเข้าที่เป็นรูและกำลังถล่มลงมาจากการโจมตีของเคออสสฟิงซ์

              ของเหลวสีแดงสตาฟทุกสิ่งจนกลายเป็นของแข็งสีแดงเนื้อเดียวกัน อุดรูรั่วและหยุดการพังทลายทั้งหมด หลังจากนั้นไม่นานผนังดันเจี้ยนก็หยุดถล่มและกองทรายมหึมาก็หยุดไหลทะลัก..การซ่อมแซมชั่วพริบตานี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนน่าอัศจรรย์

              “ถ้าไม่มีฮิริวเต้มา..คงจะลำบากน่าดู” ไรอากล่าว

              “หยุดคลื่นทรายที่ทะลักเข้ามามากขนาดนี้ แถมยังต้องป้องกันไม่ให้ผนังเพดานรอบ ๆ ถล่มลงมาอีก แค่ชั้นนี้ชั้นเดียวขนาดใหญ่ก็กว่ามหานครแล้ว อย่าพูดเหมือนเป็นเรื่องง่ายนักสิ!..ฉันว่านายรีบๆฆ่าไอแมวนี่ทิ้งให้เร็วๆซะเถอะ..ก่อนที่ทั้งหมดนี่จะพังลงมาจนฉันซ่อมมันไม่ทัน”

              ฮิริวเต้บ่นเล็กน้อย..แต่ถึงแบบนั้นเวทมนตร์โลหิตที่เธอใช้…ซึ่งถูกเสริมประสิทธิภาพด้วยพลังลึกลับบางอย่างเข้าไปนั้นล้วนทรงอานุภาพมากมายหลือคณานับ...จนเคออสสฟิงซ์อดไม่ได้ที่จะไม่แสดงอาการตกใจ

              “พลังนี่มัน…หรือว่านี่ไม่ใช่พลังเวทของโลกอัลเทียร์งั้นเหรอ?…พวกเจ้าได้พลังนี้มาจากไหน!”

              “หรอ?..นั่นสิ..จากไหนกันนะ?..หึหึ”

              ไรอาไม่ได้ตอบคำถามสฟิงซ์แต่อย่างใด..สิ่งที่เขาทำ..เพียงแค่การหัวเราะเล็กน้อยเท่านั้น..จนกระทั่งสีหน้าจริงจัง-ของทั้ง3คนเริ่มกลับมาอีกครั้ง

              “หนอยแน่!!..พวกเจ้า!!"

              สัตว์ปีศาจคำรามด้วยความโกรธ..ทั่วทั้งชั้นที่61กลับมาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงด้วยเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหว…อิฐกับผนังเริ่มเกิดรอยร้าว..รวมทั้งของแข็งสีแดงที่เชื่อมพวกมันเข้าด้วยกันไว้ก็เริ่มเอาไม่อยู่จนเกิดเสียงปริแตกออก

              สฟิงซ์ซึ่งตอนนี้ได้กลายร่างเป็น<เคออสแมนติคอร์>ไปแล้ว..ไม่มีแม้กระทั่งแววตาแห่งความหวาดกลัว

              นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่แท้จริงของผู้ที่ได้ฉายาว่า ‘เทวทูตแห่งการเริ่มต้น’ ก็เป็นได้

             เคออสแมนติคอร์เตรียมชาร์จพลังทั้งหมดรวบรวมไว้ที่กงเล็บแห่งการทำลายล้าง..เพื่อเตรียมการโจมตีอย่างรุนแรงในครั้งถัดไป..หวังปลิดชีวิตมนุษย์ตัวน้อยๆทั้ง3ในคราวเดียวกัน

              “เอาล่ะ…ทีนี้แกจงบอกข้อมูลมาให้พวกฉันซะดีๆ..ว่านอกจากตำแหน่งคริสตัลมหาเวทมนตร์ในที่แห่งนี้แล้ว..ยังมีที่อื่นอีกไหม..” ไรอากล่าวถามด้วยสีหน้าเย็นชาสุดขั้ว

              “อย่าหวังเลย..ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยชีวิต..ข้าก็ต้องหยุดพวกเจ้าให้ได้”

              เท้าทั้ง 4 ตะกุยพื้นอิฐสีดำแตกกระจาย

              เทวฑูตแยกเขี้ยวคำรามเสียงดังสนั่น..พุ่งเข้ามาโจมตี

              กรงเล็บสีม่วงในอุ้งเท้าง้างขึ้น ..ปลายของมันแหลมคมกริบดุจใบมีดอัญมณี ตวัดใส่สิ่งมีชีวิตตัวน้อยทั้ง 3 อย่างเต็มแรงจนเกิดเสียงหวีดแหวกอากาศ..รวดเร็วประดุจอัศนีพิโรธ..หวังปลิดชีวิตในคราเดียว

              หวืดดด

              เคร้งง!..

              ทุกอย่างถูกหยุดลงในเสี้ยววินาที

              “เฮ้อ..ฉันประเมินตัวแกสูงเกินไปจริงๆสินะ…ระดับนี้แค่ 3% ก็น่าจะพอแล้ว”

              ไรอาหยุดกรงเล็บพิฆาตของเทวทูตได้ด้วยนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียว

              ตอนนั้นเองสฟิงซ์รู้สึกได้ถึงอันตรายบางอย่างจึงพยายามถอนกรงเล็บออก..แต่ก็ไม่สามารถทำได้ด้วยพลังบางอย่าง..ทำให้รู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างถูกล็อคเอาไว้..

              ‘ที่มันอะไรกัน!!..ทำไมข้าขยับตัวไม่ได้!!’

              สฟิงซ์เงยหน้าขึ้นพยามยามเคลื่อนไหวลำคอ..แต่สุดท้ายกล้ามเนื้อแผงคอก็ถูกล็อคเอาไว้เช่นกัน..จนแม้กระทั่งเปลืิอกตาก็มิอาจขยับได้..

              สายตาทั้ง2ประสานกัน

              วินาทีนั้นเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงของชายผมดำ..ก็ได้เห็นสิ่งมีชีวิตปริศนาบางอย่าง

              สิ่งนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้บัลลังค์..มีร่างกายคล้ายมนุษย์...แต่ก็ไม่ใช่!...คล้ายสัตว์ปีศาจ..แต่ก็ไม่ใช่!….คล้ายอสูรกาย

    ...แต่ก็ไม่ใช่อีก!!

              สิ่งนั้นคือตัวอะไรกันแน่นะ!?

              เสี้ยววินาทีนั้นเคออสสฟิงซ์ได้สัมผัสอารมณ์ที่เพิ่งเคยรู้สึกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีอัตตาถือกำเนิด…นั่นคือ…อารมณ์ของความกลัวนั่นเอง

              สิ่งมีชีวิตปริศนานั้นได้ชี้นิ้วไปที่เคออสสฟิงซ์ผ่านดวงตาสีดำของไรอา

              จากนั้นไม่นานความเย็นจากไอน้ำแข็งก็แผ่ซ่านจากปลายนิ้วของไรอาแล้วแช่แข็งเคออสสฟิงซ์ทั้งตัว

              ในวินาทีนั้นเองก่อนจะสิ้นใจ..สฟิงซ์ได้นึกถึงความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

              ความหวังสุดท้ายของข้า…

              '..พวกเจ้า…ข้าขอฝากที่เหลือด้วยนะ…’

              นี่คือคำพูดสุดท้ายในใจ..ก่อนที่ร่างกายทั้งหมดจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ กลายเป็นเศษน้ำแข็งกระจายไปทั่ว

              ***

              ลึกลงไปอีก 21 ชั้น #ณ ดันเจี้ยนชั้นที่82# 

              “…”

              หลังออกจากประตูมิติ เอเรนเงยหน้าขึ้นมองเพดานขณะวิ่งไปข้างหน้าต่อ

              “มีอะไรเหรอคะ…อาจารย์?”

              ลูน่าถามก่อนจะสร้างประตูมิติเพื่อใช้ร่นระยะทางต่อ

              “เมื่อกี้นี้มัน!…เธอสัมผัสได้ไหมลูน่า..”

              “?”

              เมื่อเห็นเด็กสาวผมทวินเทลปรากฏสีหน้างุนงง

              “อืม..ช่างเถอะ..เอาเป็นว่าเมื่อกี้มีการต่อสู้กันรุนแรงเกิดขึ้นที่ด้านบน…แต่จบลงเร็วมาก..”

              ลูน่าหันกลับมามองในทางตรงขณะกำลังวิ่งไปต่อ

              ‘การต่อสู้งั้นหรอ?..’

              ตอนนี้เธอยังคงแบกชีน่าผู้เป็นน้องสาวต่างมารดาไว้บนหลังขณะวิ่งอยู่ ก่อนจะใช้อาร์ติเฟกซ์ปืน1กระบอกยิงกระสุนเพื่อสร้างประตูมิติอีกครั้ง

              “นั่น?!…หรือว่า”

              ตอนนั้นเองลูน่าฉุกคิดได้ทันที..แล้วหันหน้ากลับมามองอาจารย์ที่ปรึกษาตัวเองอีกครั้ง

              “อืม..ใช่แล้วล่ะ..ตามที่สัตว์ปีศาจตัวนั้นเคยบอกมา ดูเหมือนจะมีมนุษย์คนอื่นนอกจากพวกเราและเพื่อนของเธอ…กำลังสำรวจดันเจี้ยนนี้อยู่"

              “ถ้ามีการต่อสู้เกิดขึ้นที่ชั้นบน..แสดงว่าฝ่ายนั้นคงไม่ประสงค์ดีแน่…”

              “แล้วใครชนะเหรอคะ..อาจารย์” ชีน่าถาม

              “ฉันก็ไม่รู้ถึงขนาดนั้นหรอก…แต่ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลย…”

              “เข้าใจแล้วค่ะ..งั้นพวกเราก็แค่วิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม..และสร้างประตูมิติให้ไกลขึ้นกว่าเดิม…”

              ลูน่าหันไปมองชีน่าซึ่งขี่หลังเธออยู่ตอนนี้

              “แล้วตำแหน่งของพวกนั้นตอนนี้ออกไปจากดันเจี้ยนนี้หรือยัง?”

             “ถ้าอิงตามแผนที่ในหัวเทียบกับสกิลระบุตำแหน่งของหนู…ตอนนี้พวกรูอันน่าจะหยุดพักที่ชั้น99 มาได้เกือบ1วันแล้วค่ะท่านพี่”

              “ถ้าพวกนั้นออกไปจากดันเจี้ยนนี้ได้ก่อนพวกเรา ก็คงไม่ต้องกังวลอะไรแล้วล่ะ…ถึงตอนนั้นก็แค่ให้ลูน่าสร้างประตูมิติแล้วพาพวกเรากลับไป รร.อัศวินเวทมนตร์ทันที” เอเรนกล่าว

              “อ๋อ ไม่สิ ฉันลืมไปว่าเชื่อมประตูมิติจากตรงนี้ไปที่อาณาจักรเบลฟาร์สไม่ได้ตรง ๆ เพราะสนามพลังเวทย์รอบ ๆ ดันเจี้ยนนี้มันบิดเบี้ยว ถ้าจะไปก็ต้องเชื่อมประตูมิตินี้กับด้านนอกพีระมิดก่อน พอพ้นเขตพีระมิดไปแล้วถึงจะเชื่อมที่นั่นกับรร.อัศวินเวทนตร์ได้”

              เอเรนกล่าวขณะกำลังต่อสู้อยู่โดยไม่ได้เสียสมาธิใดๆ

              เซนทอร์ตัวที่ขวางทางวิ่งถือดาบยกขึ้นมาป้องกันการโจมตี แต่เอเรนใช้เพียงดาบคาตานะเล่มเดียวผ่าแยกร่างเซนทอร์ไปพร้อมๆกับดาบแบบสบายๆ คล้ายผ่าก้อนเต้าหู้นิ่ม

              “ถ้าหากเด็กพวกนั้นออกไปนอกดันเจี้ยนได้..ก็ต้องไปโผล่ที่ปากทางเข้าพีระมิดก่อนแน่นอน และพวกนั้นก็ไม่มีใครใช้เวทมนตร์มิติได้..ต่อให้รอดไปได้ก็คงจะยากที่จะออกไปจากทะเลทรายแห่งนี้

              ฉะนั้นถ้าหากตำแหน่งพวกนั้นเปลี่ยนจากชั้นล่างสุดไปชั้นบนสุดเมื่อไหร่ พวกเราค่อยไปเจอพวกนั้นทีเดียวที่นอกพีระมิดแล้วกัน..งานตรงนี้คงต้องฝากให้เธอนะ”

              เอเรนหันไปมองชีน่า

              “เข้าใจแล้วค่ะอาจารย์ เรื่องตำแหน่งของพวกรูอันเอาไว้เป็นหน้าที่หนูเอง…ถ้าหากพวกนั้นออกไปจากชั้นล่างสุดได้เมื่อไหร่..หนูจะแจ้งทันที”

              เมื่อเอเรนเคลียร์เส้นทางสะดวกขึ้น ลูน่าจึงสร้างประตูมิติอีกครั้ง

              ขีดจำกัดอันเป็นกฎเหล็กของผู้ใช้เวทมนตร์สร้างประตูมิติก็คือ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะชำนาญการใช้แค่ไหน ก็จะไม่มีใครสามารถไปยังสถานที่ ที่ตัวเองไม่เคยไปมาก่อนได้ เว้นแต่สถานที่นั้นจะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากระยะไกลเท่านั้น

              ซึ่งลูน่าไม่เคยไปชั้นล่างสุดของดันเจี้ยนมาก่อน รวมทั้งไม่สามารถมองเห็นชั้นล่างสุดได้จากตำแหน่งนี้ ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้จึงมีแค่วิ่งไปเรื่อยๆแล้วใช้ประตูมิติร่นระยะทางในการวิ่งเท่านั้น

              แต่ถ้าหากพวกเรเวลออกไปนอกดันเจี้ยนนี้ได้อย่างปลอดภัยเมื่อไหร่…ตนเองก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำแบบนี้อีกแล้ว

              ถึงตอนนั้นคงเหลือแค่เชื่อมประตูมิติจากตำแหน่งปัจจุบันนี้ไปยังปากทางเข้าของพีระมิดเพื่อรับพวกนั้นกลับ รร.อัศวินเวทมนตร์ด้วยกันก็พอ

              เด็กสาวยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย..นั่นคือรอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยความโล่งใจเป็นครั้งที่2 นับจากที่รู้ว่าพวกนั้นปลอดภัยดีหลังจากถูกพาวาร์ปมายังชั้นลึก

              ต่อให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีตามมาจากชั้นบน..ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางตามพวกเธอกับเรเวลได้ทันแน่

              ต่อให้กลุ่มคนพวกนั้นมีคนที่ใช้เวทมนตร์มิติได้ก็ตาม อย่างไรก็ต้องเจอกฎเหล็กซึ่งเป็นขีดจำกัดของการใช้งานอยู่ดี

              

            

     

     

    คล้ายกับเรื่องThe Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา ที่คุณอ่าน