เมื่อผมเห็นมือสีขาวซีดพวกนั้นพุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว หัวใจของผมก็แทบจะกระดอนออกมาจากอก
ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ จริงๆ
เหตุที่สิ่งสกปรกพวกนี้ยอมให้ผมเข้ามาหลบฝนในศาลา ก็คงเพราะเล็งเสื้อผ้ากับชามกระเบื้องขาวของผมเพราะมีสองสิ่งนี้อยู่ พวกมันถึงเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็พวกเดียวกัน และเพราะสองสิ่งนี้เองที่ทำให้จางเฉียงผีจมน้ำตัวนั้น ไม่สามารถหาผมเจอได้ ถ้าพวกเขาแย่งของไป ผมอาจจะไม่รอดถึงเช้า
เมื่อเห็นพวกเขากำลังจะยึดของไป ผมไม่อาจนั่งนิ่งเฉยได้อีก
ผมหยิบชามกระเบื้องขาวในมือขึ้นมา แล้วฟาดลงไปที่มือพวกเขาทันที
“อย่ามาแตะตัวผม!”ผมะโด้วยความโมโห
ถึงแม้ว่าผมจะหวาดกลัวจนแทบจะขาดใจ แต่ผมก็ไม่แสดงอาการอ่อนแอ
เสียง “ปึกๆๆ” ดังขึ้นทุกครั้งที่ชามกระแทกมือของพวกเขา
ทุกมือที่โดนฟาดถอยกลับไปในทันทีเหมือนถูกเผาแต่กลับไม่มีเสียงร้องด้วยความเ็ป
จากนั้นเสียงแหบต่ำของชายชราก็ดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงฟังดูไม่พอใจอย่างยิ่ง
“ขอทานแกได้หลบฝนแล้ว แต่ไม่ยอมให้ของ แถมยังทำร้ายคนอีกเหรอ ไปซะ!”
ทันทีที่คำพูดของชายชราจบลงสิ่งสกปรกที่ล้อมรอบตัวผมอยู่ก็พากันถอยออกไปทางซ้ายและขวาพวกเขาเปิดทางเล็กๆ ตรงหน้า เหมือนจะบอกให้ผมออกไปด้วยตัวเอง
ศาลาหลังนี้เป็ถิ่นของพวกเขาและตอนนี้ชัดเจนว่าผมไม่ได้รับการต้อนรับอีกต่อไป
ถ้าด้านนอกฝนไม่ตก ผมคงไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว แต่ตอนนี้ ถึงแม้ว่าฝนจะซาลงมากแต่ถ้าผมออกไปร่างกายคงเปียกปอนไปทั้งตัว
ดังนั้นผมยังคงนั่งยองอยู่ใต้โต๊ะหินแล้วตอบกลับไปอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“ฝนหยุดเมื่อไหร่ผมจะไป”
แต่ทันทีที่คำพูดของผมจบลงผมรู้สึกได้ถึงแรงมหาศาลที่กระชากเสื้อผ้าของผมจากด้านหลังอย่างแรง!
ทั้งตัวผมถูกกระชากออกจากใต้โต๊ะหินอย่างรุนแรง ในความใ ผมพบว่าคนที่ดึงผมออกมาคือชายชราผู้มีใบหน้าซีดเหลืองและผอมแห้ง
“ถ้าไม่ให้ของก็ไสหัวไป!” ชายชราเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า
“ปล่อยผม!”
พูดจบ ผมหยิบชามกระเบื้องขาวในมือขึ้นหมายจะฟาดชายชรา
แต่ทันทีที่ผมยกชามขึ้น สิ่งสกปรกตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ก็จับข้อมือผมไว้แน่นและกดผมลงกับพื้น
แรงที่มันใช้มหาศาลจนผมรู้สึกเหมือนมีแผ่นหินหนักๆ กดทับทั้งร่าง ชามกระเบื้องขาวในมือผมหล่นลงไปกระทบพื้นดัง“กึงๆ” โชคดีที่มันไม่แตก
มือที่จับตัวผมนั้นเย็นเยียบราวกับคีมเหล็กผมไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือดิ้นหลุดได้เลย รอบตัวมีแต่พวกสิ่งสกปรกที่ยืนมองผมด้วยสายตาเ็าไร้ความรู้สึก...
มือเย็นเฉียบที่จับข้อมือผมไว้อยู่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่สิ่งสกปรกนั้นจะโน้มตัวเข้ามาและสูดลมหายใจใกล้ๆ ผม
จากนั้นมันก็จ้องผมด้วยความใ พร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“เขาไม่ใช่ขอทานเขายังมีชีวิตอยู่!”
คำพูดนี้ทำให้ชายชราที่อยู่ตรงหน้าผมเผยสีหน้าใและโกรธเคืองขึ้นทันที
“แกไม่ได้มาหลบฝนแต่มาหลบภัยจากไอ้ลิงน้ำตัวนั้น!”
ทันทีที่คำพูดนี้จบลง สิ่งสกปรกที่เคยมีใบหน้าเ็าไร้อารมณ์รอบตัวผมก็เปลี่ยนเป็ใบหน้าดุดันและอาฆาตในพริบตา พวกเขาอ้าปากกว้าง ยกสองมือขึ้นหมายจะพุ่งเข้ามาเล่นงานผม
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ความรู้สึกเหมือนร่วงลงไปในเหวลึกก็ถาโถมเข้ามาในจิตใจ
ผมถูกกดแนบพื้น พยายามดิ้นรนหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีผลอะไร พลังของพวกเขาแข็งแกร่งจนผมถูกกดไว้อย่างไร้หนทางสู้
เมื่อเห็นกรงเล็บของสิ่งสกปรกเ่าั้กำลังจะพุ่งมาถึงตัว ผมก็ตัดสินใจรวบรวมสติและเริ่มเปล่งเสียงสวดมนต์ออกมาทันทีไม่ว่ามันจะได้ผลหรือไม่ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
ผมไม่รู้เลยว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า แต่ยังไงก็ต้องลองทำอะไรสักอย่าง
“เต๋าที่เอ่ยได้ไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง ชื่อที่เอ่ยได้ไม่ใช่ชื่อที่แท้จริง[1]...อารยาวะโลกิเตศวะระโพธิสัตตโว[2]...”
ตอนแรกเป็บทจากคัมภีร์เต๋า ส่วนตอนหลังเป็บทสวดจากคัมภีร์พุทธ ทั้งหมดนี้ผมเพิ่งไปหาอ่านจากอินเทอร์เน็ตและจดจำมาได้คร่าวๆที่จริงผมจำได้แค่สองบรรทัดแรกนี่แหละ ส่วนที่เหลือก็ไม่ได้แม้แต่จะจำ แต่ในสถานการณ์นี้การพยายามสวดอะไรออกไปยังดีกว่านั่งโง่ๆ รอความตาย
ทว่าผมก็ไม่คาดคิดเลยว่า ทันทีที่สองบรรทัดนี้หลุดออกจากปาก สิ่งสกปรกรอบตัวที่เคยพยายามจะจับตัวผมต่างพากันสะดุ้งสุดตัวพวกเขาเอามือปิดหูแล้วถอยกรูดไปด้านหลังสองสามก้าว แม้แต่ผีที่จับข้อมือผมไว้แน่นก็ยอมปล่อยมือออกเห็นได้ชัดว่าบทสวดที่ผมเปล่งออกมานั้นได้ผลและข่มขู่พวกเขาได้บ้าง
ชายชราก็เช่นกัน เขาเอามือปิดหูด้วยความรำคาญ แล้วตวาดด้วยเสียงแหบพร่าที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“น่ารำคาญจริงๆหยุดสวดได้แล้ว!”
พูดจบ เขายกกรงเล็บผีที่แห้งเหี่ยวอีกข้างหนึ่งขึ้น หมายจะฟาดใส่ผมในทันที เมื่อเห็นท่าทางของชายชราผมรีบคว้าชามกระเบื้องขาวที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วฟาดไปที่มือของเขาทันที
“ปึง!”
เสียงดังสนั่น ชายชราสะดุ้งเฮือก ถอนมือกลับด้วยความเจ็บ จากนั้นผมะโออกไปด้วยความโมโห
“ใครกล้าเข้ามาอีกฉันจะฟาดให้ตาย!”
พูดจบ ผมเริ่มสวดมนต์อีกครั้ง มือที่ถือชามกระเบื้องขาวยกขึ้นพร้อมระวังตัวอย่างไม่ลดละจากสิ่งสกปรกในศาลา
ผมสังเกตเห็นว่า นอกจากชายชราแล้ว สิ่งสกปรกตัวอื่นๆ ล้วนเอามือปิดหูใบหน้าแสดงออกถึงความทรมาน แต่ชายชรากลับดูไม่สะทกสะท้านเขาจ้องผมด้วยความโกรธแค้น แล้วก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นอีกครั้งในท่าทีที่เหมือนจะเอาชีวิตผมไม่กล้าประมาท รีบยกชามกระเบื้องในมือเตรียมพร้อมต่อสู้
จู่ๆ ก็ปรากฏกลิ่นแปลกๆ จางๆ ซึ่งคล้ายกับกลิ่นฉุนของฟอร์มาลิน กลิ่นนี้ผสมผสานกับกลิ่นหอมของดินที่เปียกฝนจากก่อนหน้านี้พร้อมกับกลิ่นประหลาดและความเย็นที่แผ่ซ่านมา
สิ่งสกปรกรอบๆ ศาลาที่กำลังปิดหูตัวเองพลันแสดงอาการเหมือนถูกกระตุ้น พวกเขาพากันหันศีรษะไปมองรอบตัวก่อนจะวิ่งหนีออกไปอย่างแตกตื่น ในพริบตาเดียวพวกเขาก็หายไปในความมืดของคืนฝนตก
ส่วนชายชราที่อยู่ตรงหน้าผมใบหน้าที่เคยดุดันเต็มไปด้วยความโกรธเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัว
เขาจ้องมองไปที่ด้านหลังของผมแล้วถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติราวกับได้เห็นบางสิ่งที่น่ากลัวอย่างมาก...
ชายชราเหมือนมีท่าทีคล้ายมนุษย์ใน่เสี้ยววินาทีเขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก จากนั้นเอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนความกลัวว่า
“ศะ...ศาลาฉันยกให้แกก็แล้วกัน...”
พูดจบ เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป รีบหมุนตัวแล้ววิ่งออกไปทันที
ท่าทางการวิ่งของเขาดูแปลกประหลาด เขย่งปลายเท้าอย่างผิดธรรมชาติแถมยังวิ่งโซเซ ไม่นานนักร่างของเขาก็หายลับไปในคืนฝนตก
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ผมตื่นตัวและระมัดระวังมากขึ้น ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้กลัวผม แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวนั้นคือบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ข้างหลังผม...
[1]บทสวดจากคัมภีร์เต๋าเต๋อจิง
[2]บทสวดปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร