ตอนที่ 123 อยากกินเกาลัดคั่วน้ำตาลแล้วสิ
เธอพยักหน้าแรงๆ ก่อนพูดว่า “คุณย่าหาน หนูไม่โมโหหรอกค่ะ คุณย่าเล่ามาเถอะ ชีวิตนี้ยังมีอะไรที่หนูยังไม่เคยผ่านมาบ้างอีก”
จ้าวหงหลิวเป็นผู้หญิงที่มีชะตาชีวิตลำบากคนหนึ่ง ชีวิตนี้เธอต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากที่คนอื่นไม่เคยพบเจอ จนถึงตอนนี้ก็พอจะมีประสบการณ์ชีวิตอยู่บ้าง ย่าเฒ่าหานมองใบหน้าของจ้าวหงหลิว หญิงชราอยากบอกว่าเรื่องนี้เธอยังไม่เคยพบเจอจริงๆ นั่นล่ะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา หญิงชราเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอย่างกระชับ โดยพยายามใช้คำพูดที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หานชีเยวี่ยและจ้าวหงหลิวต่างตกตะลึง
พวกนั้นจะโหดร้ายอย่างเสียสติเกินไปแล้วกระมัง?
“คุณย่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะคะ?”
เสียงของหานชีเยวี่ยสั่นเทา เธอคิดมาตลอดว่าชีวิตในชาติที่แล้วของเธอช่างอนาถเหลือเกิน แต่เมื่อเทียบกับจ้าวหงหลิวแล้ว ชีวิตในชาติที่แล้วของเธอก็ดูเหมือนจะไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย
“หงหลิว โชคดีนะที่ตอนนี้เธอยังรอดปลอดภัยดี วันนี้ตู้ซิ่วอิงกับหลี่เอ้อร์เป่าตามหาเธอทั้งวัน ยังหาไม่เจอเลย ตอนกลางคืนฉันได้ยินพวกเขาร้องไห้ฟูมฟายไปหาผู้นำชุมชน ขอให้ผู้นำชุมชนจัดคนมาตามหาเธอต่อในวันพรุ่งนี้”
จ้าวหงหลิวมีสีหน้าเศร้าสร้อย แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“แน่ล่ะ ทำไมจะไม่ตามหา? ตั้งหนึ่งร้อยหยวนเชียวนะ แม่ม่ายที่แต่งงานมาแล้วสองครั้ง ยังมีค่าถึงหนึ่งร้อยหยวน ฉันนี่มันช่างมีค่าจริงๆ” จ้าวหงหลิวรู้สึกว่าชาติที่แล้ว หรือเธอคงจะติดหนี้ตู้ซิ่วอิงเอาไว้ ชาตินี้ถึงต้องถูกเธอปฏิบัติเยี่ยงทาสแบบนี้
หานชีเยวี่ยตบบ่าของจ้าวหงหลิวเบาๆ “พี่จ้าว ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นแน่นอน วันนี้พวกเราพักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้เช้าฉันจะไปส่งพี่ที่เชิงเขา แล้วตอนเย็นก็จะไปรับมาอีกค่ะ”
ถึงแม้ว่าจะสืบเรื่องราวทั้งหมดได้ชัดเจนแล้ว แต่ตู้ซิ่วอิงกับหลี่เอ้อร์เป่ายังไม่แบไพ่ออกมา หานชีเยวี่ยจึงคิดว่าควรจะรอดูต่อไปอีกหน่อย จ้าวหงหลิวอยากจะพุ่งออกไปเผชิญหน้ากับตู้ซิ่วอิง อดีตแม่สามีของเธอเดี๋ยวนี้ แต่เธอก็รู้ดีว่าสิ่งที่หานชีเยวี่ยพูดนั้นถูกต้อง คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบเชียบไร้สรรพเสียงใด เช้าวันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่สว่างดี ตอนที่หานชีเยวี่ยไปปลุกจ้าวหงหลิว เธอก็พบว่าจ้าวหงหลิวยังไม่ได้นอนเลยสักนิด ดวงตาแดงก่ำบวมเป่ง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้นอนทั้งคืน
หานชีเยวี่ยถอนหายใจ ก่อนเอ่ยว่า “พี่จ้าว พี่หงหลิว คิดเสียว่าไม่มีภูเขาลูกไหนที่เราข้ามไปไม่ได้ ไม่มีอุปสรรคไหนที่เราจะไม่สามารถผ่านพ้น”
“ชีเยวี่ย ขอบคุณนะ ถ้าไม่มีเธอ ครั้งนี้ฉันคงถูกพวกนั้นหลอกจนตายไปแล้วแน่ๆ”
หานชีเยวี่ยกุมมือเธอแล้วพูดว่า “ฉันก็แค่บังเอิญเจอน่ะค่ะ ปกติฉันไม่ค่อยไปแถวนั้นหรอก จะไปแค่ขึ้นเขาอย่างเดียว ที่ไปริมแม่น้ำก็แค่วันนั้นเองค่ะ”
จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หานชีเยวี่ยก็ไม่เชื่อ บางทีทุกอย่างอาจถูกกำหนดเอาไว้แล้วก็เป็นได้ เมื่อทั้งสองคนตื่นแล้ว ก็ไม่รอช้า เตรียมออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปที่เชิงเขาทันที
ย่าเฒ่าหานเรียกทั้งสองคนเอาไว้ก่อนเอ่ยพูดว่า “เอาเสบียงไปด้วยนะ ที่บ้านลู่เดิมทีก็ขัดสนอยู่แล้ว ถ้ามีหงหลิวเพิ่มเข้าไปอีกก็คงจะลำบากมากขึ้นแล้ว”
คำพูดของย่าเฒ่าหานไม่ได้พูดไปส่งๆ แต่เป็นความจริงใจของเธอเอง เพราะเธอเอาข้าวสารออกมาเกือบครึ่งกระสอบเลยทีเดียว
จ้าวหงหลิวพูดว่า “ที่บ้านฉันยังมีข้าวสารอยู่ พอกินได้สิบกว่าวันค่ะ”
“ข้าวสารที่บ้านเธอ เกรงว่าคงจะไม่มีเหลือแล้วล่ะ ด้วยนิสัยของตู้ซิ่วอิง เธอคิดว่าหล่อนจะเก็บเอาไว้ให้เธอเหรอ?”
ย่าเฒ่าหานไม่ต้องไปดูด้วยซ้ำ อาศัยแค่รู้จักนิสัยของตู้ซิ่วอิงมานานหลายปี ก็รู้ว่ายายแก่คนนั้นไม่มีทางทำเรื่องดีๆ แน่นอน
เมื่อย่าเฒ่าหานพูดแบบนี้ จ้าวหงหลิวก็คิดได้ จริงด้วยสินะ ทำไมเธอถึงลืมไปได้ ยายแก่คนนั้น แม้แต่ตัวคนยังขายได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับข้าวสารนิดๆ หน่อยๆ เกรงว่าตอนนี้ที่บ้านคงถูกยกเค้าออกไปจนหมดแล้วกระมัง?
“วันนี้ฉันไม่ได้ไปชุมชนอื่น ฉันว่างๆ จะแวะไปดูให้” ย่าเฒ่าหานเห็นความกังวลของจ้าวหงหลิว จึงรับปากไป
จ้าวหงหลิวพูดว่า “ขอบคุณค่ะ คุณย่าหาน”
หล่อนกำลังจะคุกเข่าคำนับ แต่ถูกหานชีเยวี่ยห้ามไว้ “พี่หงหลิว พวกเรารีบไปกันเถอะค่ะ ถ้าไม่ไปตอนนี้ ประเดี๋ยวก็มีคนตื่นกันแล้ว”
จ้าวหงหลิวจึงทำได้เพียงรีบเดินตามออกไป ทั้งสองคนเดินอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ตอนนี้ในชุมชนเงียบสงบมาก ตลอดทางจึงเดินไปถึงบ้านโทรมๆ ที่เชิงเขาได้อย่างราบรื่นโดยไม่เจอใคร ถึงตอนนั้นหานชีเยวี่ยถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
สองผู้เฒ่าบ้านลู่ตื่นแล้ว และกำลังรอจ้าวหงหลิวอยู่เลย พอได้ยินเสียงเรียกจากข้างนอก พวกเขาก็รีบเปิดประตูออกทันที
เมื่อเห็นทั้งสองคนถือถุงมาด้วย คุณย่าลู่พูดว่า “ทำไมถึงเอาของมาอีกแล้วล่ะ?”
“คุณย่าหานเตรียมมาให้ค่ะ บอกว่าฉันต้องอยู่ที่นี่กินข้าวกับพวกคุณสองสามวัน ไม่อยากให้พวกคุณต้องลำบาก!”
หลังจากจ้าวหงหลิวพูดจบ คุณย่าลู่ก็เข้าใจทันที นี่คือการช่วยเหลือจากครอบครัวสกุลหานนั่นเอง ครอบครัวหานช่างเป็นคนดีจริงๆ ถึงได้คอยช่วยเหลือพวกเธออยู่เรื่อยๆ
“คุณย่าลู่ อากาศเริ่มหนาวแล้ว ฟืนที่นี่คงไม่พอ เดี๋ยวกลับไปฉันจะเอามาส่งให้อีกนะคะ”
เพราะเรื่องนี้ทำให้ผู้เฒ่าทั้งสองต้องเดือดร้อนไปด้วย หานชีเยวี่ยรู้สึกผิด จึงอยากจะชดเชยให้ “พวกเราสองคนจะไปเดินดูแถวเชิงเขา ทุกวันก็จะสามารถเก็บฟืนกลับมาเพิ่มได้บ้าง”
จ้าวหงหลิวรีบพูดว่า “ช่วงนี้ฉันออกไปไหนไม่ได้ พอเรื่องนี้จบแล้ว ฉันจะช่วยพวกคุณเก็บฟืนเองค่ะ ร่างกายของพวกคุณไม่ค่อยแข็งแรง อาศัยช่วงนี้ผู้นำชุมชนไม่ได้มอบหมายงานให้ ก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะค่ะ”
พูดถึงเรื่องนี้ หานชีเยวี่ยก็เพิ่งนึกขึ้นได้ จริงด้วย ดูเหมือนว่าหลังจากผู้นำชุมชนจัดให้พวกเขามาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ลืมพวกเขาทั้งสองคนไปเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้มอบหมายงานอะไรให้
เดี๋ยวต้องไปถามผู้นำชุมชนดูว่าเขาคิดจะทำอย่างไรต่อ
หากไม่มอบหมายงานให้ทำเลย แน่นอนว่าดีต่อสุขภาพของผู้เฒ่าทั้งสอง แต่ในระยะยาวอาจจะมีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีคนไปรายงานเรื่องนี้ เช่นนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากแล้ว
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย หานชีเยวี่ยก็ขึ้นเขาไป
เป็นไปตามที่หานชีเยวี่ยพูด อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการที่ต้องใช้ฟืนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงนี้บ้านส่วนใหญ่จะเริ่มขึ้นเขาไปเก็บฟืนกันแล้ว บนเขาไม่มีทางเท้า รถขึ้นไปไม่ได้ ต้องใช้แรงคนแบกลงมา แต่หานชีเยวี่ยมีเครื่องมือสุดโกงนี่นา
หลังจากเก็บฟืนมากองรวมกันแล้ว เธอก็เก็บเข้าไปในมิติได้เลย จะมากเท่าไหร่ก็ใส่ได้
ลานบ้านกว้างขวาง ลานด้านหน้าถูกห้างสรรพสินค้าครอบครองพื้นที่ไปแล้ว แต่ลานด้านหลังยังมีพื้นที่เหลือเฟือ เพียงพอให้เก็บฟืนได้สบายๆ
หานชีเยวี่ยเป็นคิดจะทำก็ลงมือทำทันที เมื่อขึ้นเขาไปเจอกิ่งไม้แห้งๆ ก็เก็บเข้าไปในมิติอย่างรวดเร็ว ไม่นานในมิติก็เต็มไปด้วยฟืนไม่น้อยเลย
เช้านี้บนเขา หานชีเยวี่ยไม่ได้เจอของมีค่าอะไรมากมายนัก แต่เธอเป็นคนที่ไม่ชอบกลับบ้านมือเปล่า ก่อนลงจากเขา เธอก็เลยแอบเอาเห็ดต่างๆ ออกมาจากมิติด้วย
เห็ดป่าในมิติเริ่มเหลือน้อยลงเรื่อยๆ แล้ว หานชีเยวี่ยรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย อย่างแรกเพราะเห็ดไม่พอ อย่างที่สองคือเพราะอากาศเริ่มหนาวขึ้นแล้ว ถ้าเอาเห็ดลงมาจากเขาอีก ก็ดูจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่
โชคดีที่หานชีเยวี่ยเจอเกาลัดและเจินจือ [1] ในมิติ
ถึงแม้ว่าเกาลัดและเจินจือในห้างสรรพสินค้าในมิติจะไม่เหมือนของป่าในยุคนี้ แต่ก็น่าจะเอาตัวรอดไปได้
เมื่อนึกถึงเกาลัดและเจินจือ หานชีเยวี่ยคิดว่าต้องไปถามพี่หกดู พี่หกเป็นคนซุกซนตั้งแต่เด็ก ชอบไปเล่นซนบนเขา ต้องถามเขาดูว่ารู้ไหมว่าบนเขามีต้นเจินจือกับเกาลัดอยู่ตรงไหน เธอเดินทางกลับบ้านอย่างราบรื่นตลอดทาง หานชีเยวี่ยวางกระบุงลง มีสมุนไพรจำนวนเล็กน้อยกับเห็ดหนึ่งกองเล็กๆ
ย่าเฒ่าหานพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ปีนี้เห็ดบนเขาดูจะเยอะเป็นพิเศษ สงสัยปีนี้จะเป็นปีจะเก็บเกี่ยวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
ย่าเฒ่าหานแค่พูดขึ้นมาลอยๆ แต่กลับทำให้หานชีเยวี่ยนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
เชิงอรรถ
[1] เจินจือ 榛子หมายถึง ผลเฮเซลนัต (Hazelnut)