พอได้ยินคำพูดของเฉียนจือต่งเสี่ยวเสี่ยวก็หันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ "เธอไม่อยากให้หายเขาหายดีเหรอ?"
"ตลอดหลายปีที่ผ่านมาฉันเหนื่อยจนเกินจะทนแล้ว เขาทำอะไรกับแม่ของเขาไม่เคยบอกฉันสักคำพอเกิดเรื่องขึ้นมาก็ยังต้องให้ฉันคอยตามสะสางให้"
เฉียนจือหัวเราะในลำคอพลางมองไปยังถนนเบื้องหน้า"ฉันบอกพ่อแม่ให้หาโรงเรียนให้ลูกทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว"
"รอให้เรื่องทุกอย่างลงตัวฉันจะหย่ากับเขา ฉันไม่อยากอยู่ในบ้านหลังนี้อีกต่อไปแล้ว!"
เฉียนจือเริ่มพรั่งพรูความในใจออกมาต่งเสี่ยวเสี่ยวก็คอยรับฟังอยู่ข้างๆ
เรื่องซุบซิบนินทาในหมู่บ้านถึงเธอจะไม่ใส่ใจนัก แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่เล็ดลอดเข้ามาในหูทำให้เธอรู้เรื่องราวพวกนั้นดีอยู่แล้ว
อันที่จริงหวังซิ่วฉินเป็นแม่สามีที่ร้ายกาจมาก
เธอมักจะยุยงให้ลูกชายทะเลาะกับเฉียนจือแถมยังคอยหาเรื่องให้เฉียนจือไม่มีความสุขอยู่เสมอ
ดังนั้นการตัดสินใจของเฉียนจือจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วแต่ในยุคนี้มีน้อยคนมากที่จะคิดได้แบบนี้
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะออกมาเบาๆเฉียนจือหันกลับมามองเธอด้วยความสงสัย "เธอหมายความว่ายังไง?"
"ไม่มีอะไร" ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังคงช่วยขับพิษให้หลี่ซิงชางอยู่เรื่อยๆ "ฉันแค่รู้สึกว่าความคิดของเธอเป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่กล้าคิดฉันว่าเธอกล้าหาญมากเลยนะ"
ถ้าพูดกันตามยุคสมัยแล้วยุคนี้เต็มไปด้วยข้อจำกัดต่างๆ มากมาย
ความคิดของผู้หญิงหลายคนถูกจำกัดไว้แม้แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวที่มาทำงานชนบท ก็ยังไม่หลุดไม่พ้นจากกรอบความคิดเหล่านั้น
ดังนั้นเมื่อเธอถูกวางยาและถูกบังคับให้แต่งงานกับฉินซู่ เธอจึงรู้สึกไม่พอใจมาก
เธออยากจะใช้โอกาสนี้เพื่อหนีออกไปจากหมู่บ้านให้ได้
เพราะชีวิตในเมืองใหญ่มีโอกาสให้เห็นความหวังที่สดใสกว่านั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทุกคนสามารถอยู่รอดต่อไปได้
"เธอเป็นคนแรกที่พูดแบบนี้เลยนะ!"เฉียนจือมองลงไปยังหลี่ซิงชางที่หมดสติ "เวลาฉันพูดเรื่องพวกนี้ให้คนอื่นฟังทุกคนก็คิดว่าฉันบ้าไปแล้ว"
ถึงแม้ว่ายุคนี้จะไม่ล้าหลังเท่าไหร่แล้วแต่ก็ยังมีคนแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะทำเรื่องหย่ากัน
ทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่าถ้าตัดสินใจที่จะแต่งงานกับใครสักคนแล้ว ไม่ว่าชีวิตคู่จะยากลำบากแค่ไหนก็ยังต้องอดทนใช้ชีวิตร่วมกันต่อไป
ห้ามท้อกลางคัน
"สำหรับเธอคงเป็นแบบนั้นแต่สำหรับฉัน ตอนนี้หลี่ซิงชางคือคนป่วยสิ่งที่ฉันคิดคือต้องพยายามรักษาเขาให้หายดี"
ในเมื่อคนเขาวิ่งโร่มาขอความช่วยเหลือถึงหน้าประตูบ้านต่งเสี่ยวเสี่ยวรับปากที่จะช่วยการรักษาให้แล้ว เธอก็จะทำอย่างสุดความสามารถ
เฉียนจือยิ้มโดยไม่พูดอะไรทั้งสองคนไม่ได้คุยกันอีกเลยตลอดเส้นทาง
พวกเธอไปถึงโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วคนขับรถม้าพาพวกเธอไปส่งที่หน้าโรงพยาบาล จากนั้นก็ช่วยกันหามคนป่วยเข้าไปข้างใน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดีเธอพาพวกเขาตรงไปยังแผนกศัลยกรรม
วันนี้เป็นเวรของเผยเห่อพอดี
เมื่อกี้เขาเพิ่งตรวจคนไข้เสร็จเผยเห่อขมวดคิ้ว แล้วนวดขมับเบาๆ พยาบาลที่อยู่ข้างๆ เตือนว่า"หัวหน้าเผย รีบไปนอนพักเถอะค่ะไม่รู้ว่าคืนนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า"
เผยเห่อพยักหน้า และกำลังจะไปนอนก็มีพยาบาลคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
"แย่แล้ว แย่แล้วค่ะ หัวหน้าเผยมีคนไข้ถูกส่งตัวมาค่ะ!"
พยาบาลสาวพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนเผยเห่อก็ไม่ลังเล หยิบของของตัวเองแล้วหันหลังวิ่งออกไปที่ประตู
พอมาถึงหน้าแผนกศัลยกรรมต่งเสี่ยวเสี่ยวกับคนอื่นๆ ก็ช่วยกันหามคนป่วยเข้ามา
พอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวเผยเห่อก็สั่งให้พวกเขาวางคนป่วยบนเตียงฉุกเฉิน พร้อมทั้งพูดคุยกับเธอ"เกิดอะไรขึ้น?"
"เขาขึ้นเขาไปโดนงูกัดแล้วก็โดนหมีกัดที่ขา กระดูกถูกกัดจนหัก แถมยังมีส่วนที่หายไปอีกหลายที่"
พอต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดจบ เผยเห่อก็ชะงักไป
เขาเป็นหมอในตำบลเล็กๆ นี้ได้เจอกับโรคประหลาดมาก็ไม่ใช่น้อย
บางคนโดนหมากัดเนื้อแหว่งไปบางคนถูกทำร้ายจนเลือดท่วมตัว
แต่คนที่ถูกหมีกัดแล้วยังถูกงูกัดซ้ำเป็นเรื่องที่หาได้ยากจริงๆ
"หมอต่งคิดว่าควรจะรักษายังไงดี?"เผยเห่อเองก็ไม่แน่ใจ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองไปยังพยาบาลที่กำลังวัดความดันและทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้หลี่ซิงชาง
เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น“ต้องตรวจร่างกายให้ละเอียดฉันช่วยพยุงอาการเขาไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น และต้องฉีดเซรุ่มก่อน”
"ที่นี่ไม่มีเซรุ่มหรอกต้องไปเอาที่ในเมือง หรือว่าสั่งมาเฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น"
โรงพยาบาลของพวกเขาเป็นโรงพยาบาลเล็กๆในตำบลเท่านั้น ไม่ได้มีความพร้อมมากขนาดนั้นหรอก
“ถ้าอย่างนั้นรีบติดต่อให้คนในเมืองส่งมาทันที” ต่งเสี่ยวเสี่ยวเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพูดต่อ "คุณไปดูแผลกับฉันหน่อย"
เผยเห่อตามต่งเสี่ยวเสี่ยวมาที่เตียงพยาบาลช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้เขาเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ร่างของหลี่ซิงชางเต็มไปด้วยเลือด
พอแหวกขากางเกงที่ถูกตัดออกแผลที่เต็มไปด้วยเลือดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เผยเห่อมองแวบหนึ่ง กระดูกหักเนื้อก็หายไปบางส่วน ไม่ต้องพูดถึงเศษกระดูกที่หายไปเลย
แถมเขายังตากฝนมาอีกด้วย ตอนนี้แผลเริ่มซีดแบบนี้แผลน่าจะเริ่มอักเสบแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังโดนงูกัดอีกอาการป่วยหลายอย่างซับซ้อนกันแบบนี้ ขาข้างนี้อาจจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
เฉียนจือมองสีหน้าเคร่งเครียดของคนทั้งสองเธอก็เดินเข้ามา
"มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะค่ะ"มือข้างหนึ่งของเฉียนจือยันกำแพงเอาไว้ "ฉันรับได้ทุกอย่าง"
"ตอนนี้อาการของสามีคุณสาหัสมากเราต้องสั่งเซรุ่มจากในเมือง ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครับ"
"ก่อนหน้านั้นเรายังทำการผ่าตัดไม่ได้ เพราะถ้าผ่าตัดแล้วเลือดไหลเวียน พิษจะเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เขาเสียชีวิตเร็วขึ้น"
เผยเห่อรู้สึกหนักใจ"ตอนนี้เราเสียเวลาไปมากเกินไปแล้วไหนจะเนื้อกับกระดูกสองชิ้นที่หายไปอีก เราคงจะต้องตัดขาของเขาทิ้ง"
"ตอนนี้การตัดขาเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาชีวิตไว้ได้"
พอได้ยินเผยเห่อพูดแบบนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวที่อยู่ข้างๆ ก็ส่ายหน้า
ถ้าพวกเขาไม่โลภมากอยากได้โสมร้อยปีต้นนั้นตอนที่เห็นงูใหญ่แล้ววิ่งหนี บางทีอาจจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ดีว่าแถวๆโสมร้อยปีแบบนั้นจะมีงูเฝ้าอยู่
ถ้าไม่เตรียมตัวให้ดีแล้วดันไปปลุกงูที่กำลังหลับอยู่ละก็ มันจะอันตรายมากเลยทีเดียว
แต่ตอนแรกงูจะแค่ขู่ ถ้ายังจะเข้าไปยุ่งอีกงูถึงจะลงมือ
พวกเขาโลภมากเกินไป
อาการป่วยแบบนี้แม้แต่ในยุคหลังที่มีการพัฒนาทางการแพทย์ก็ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าจะรักษาขาของเขาไว้ได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยุคสมัยที่การแพทย์ยังล้าหลังแบบนี้เลย
"งั้นก็ตัดขาเถอะ ฉันยินยอมให้ผ่าตัด"เฉียนจือดูสงบนิ่งมากแต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นว่ามือที่ของเธอที่ยัดกำแพงไว้สั่นอยู่ตลอดเวลา
ถึงแม้ว่าเฉียนจือจะมีความคิดที่เปิดกว้างแต่เธอกับหลี่ซิงชางก็อยู่กินกันมาหลายปี แถมยังมีลูกด้วยกันอีกสองคน
ตอนนี้คงจะยังทำใจได้ยาก
"ครับ"
เผยเห่อรีบให้พยาบาลไปเตรียมเอกสารแจ้งความประสงค์ในการผ่าตัดต่างๆ
สองชั่วโมงนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวคอยเฝ้าดูอาการของหลี่ซิงชางตลอดเวลา คอยฝังเข็มให้เขาเป็นระยะๆเพื่อรักษาอาการให้คงที่
เมื่อเซรุ่มมาถึงเลือดที่เป็นพิษก็ถูกขับออกมาเกือบหมดแล้ว
เผยเห่อก็ไม่รอช้ารีบนำตัวเขาเข้าห้องผ่าตัดทันที
"หมอต่ง คุณเข้าไปกับพวกเราด้วยเถอะถ้าไม่มีคุณ ผมก็ไม่สบายใจเลยจริงๆ!"