ตอนที่ 2
“ฮัลโหลค่ะแม่ เขมได้งานทำเรียบร้อยแล้วค่ะ แม่ไม่ต้องเป็ห่วง แม่ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ ถ้าหนูว่างจากการทำงานหนูจะไปหาแล้ว เดี๋ยวหนูจะโทรหาแม่ทุกวันเลยค่ะ” เขมิกาโทรหาแม่เธอด้วยความตื่นเต้นที่ได้งานแล้วหลังจากเรียนจบมา
“ได้งานแล้วหรอลูก โอ แม่ดีใจด้วยนะ ขอให้หนูประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ขยันทำงานนะคะลูกสาว ว่างๆ ค่อยมาหาแม่ก็ได้ค่ะ” แม่เธอกล่าวด้วยความดีใจ เธอมีลูกแค่หนึ่งคนค่อยเลี้ยงดูให้ความรักมาตลอดทั้งชีวิตของเธอ เธอเป็แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องใช้ความอดทนกว่าจะผ่านความยากลำบากมาได้ เธออดทนเพราะลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอเป็เด็กดีไม่เคยทำให้เธอผิดหวัง ทั้งเื่การเรียนและการใช้ชีวิต
“ค่ะแม่ หนูจะตั้งใจทำงานนะคะ ไว้เดี๋ยวหนูโทรหาแม่ใหม่ค่ะ ต้องเก็บของย้ายเข้าไปพักอยู่ในไร่ค่ะแม่ เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานค่ะ หนูคิดถึงแม่มากๆ นะคะ ขอบคุณที่เลี้ยงดูหนูมาเป็อย่างดีนะคะ จุ๊บๆๆ เขมรักแม่มากๆ นะคะ” เขมิกากล่าว
“แม่ก็รักหนูมากๆ นะคะ บ๊าย บาย ลูกรัก”
วันจันทร์ ณ ไร่ธารคีรี
“สวัสดีค่ะหมอเขมใช่ไหม พี่ชื่อเอมอรเป็สัตวแพทย์ประจำอยู่ที่นี้ค่ะ เรียกพี่อรเฉยๆ ก็ได้นะจ๊า เดี๋ยววันนี้เราจะเริ่มงานกันเลยนะ พอดี่นี้มีสัตว์ป่าหลงเข้ามาในไร่ บางครั้งอาจจะมีเคสฉุกเฉินที่ต้องเข้าไปรักษาหรือผ่าตัดนอกสถานที่บ้าง ขอให้หมอเขมเตรียมตัวไว้ตลอดเวลานะคะ เพราะไร่เรามีอาหารอุดมสมบูรณ์อาจจะมีสัตว์ป่าบางชนิดหลงเข้ามาได้จ๊า พี่ทำงานอยู่ที่นี้ได้หลายปีแล้วถ้าหมอเขมมีปัญหาอะไรถามพี่อรได้เลยนะจ๊า” เอมอรกล่าวอธิบายเขมิกาเื่ขอบเขตการทำงานในไร่แห่งนี้ ่นี้หน้าที่หลักๆ ของเธอคือดูแลฟาร์มวัวภายในไร่เหตุเพราะมีโรคระบาดเข้ามาทำให้สัตวแพทย์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์และสัตวบาลประจำฟาร์มค่อนข้างมีงานรัดตัว จึงได้หาคนมาแบ่งเบาภาระไม่ให้หนักเกินไป จึงได้หมอเขมเข้ามาทำงานในไร่นี้
“ได้ค่ะ พี่หมออรแนะนำเขมได้ตามสบายเลยค่ะ” เขมิกากล่าวด้วยความกระตือรือร้น
เขมิกาทำงานอยู่ที่นี้ได้ร่วมหนึ่งอาทิตย์แล้ว เธอตื่นนอนค่อนข้างเช้าเพราะทุกๆ เช้าเธอจะออกไปวิ่งออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อมกับการทำงานอยู่เสมอ ถึงเธอจะเป็ผู้หญิงก็อย่าให้ใครมาว่าได้ว่าร่างกายอ่อนแอไม่เหมาะกับการทำงานในฟาร์ม งานที่เธอได้รับมอบหมายภายในฟาร์มมีความยากง่ายสลับกันไป เธอมีหน้าที่ในการรักษาโรคและอุบัติเหตุที่เกิดในสัตว์ประจำฟาร์มนี้ เพราะการทำงานที่เป็ระบบของฟาร์ม ทำให้เธอรู้สึกทึ่งกับความสามารถของพ่อเลี้ยงเป็อย่างมาก เธอมักจะเห็นพ่อเลี้ยงเข้ามาที่ฟาร์มทุกเช้า และเมื่อตรวจความเรียบร้อยเสร็จก็จะไปตรวจความเรียบร้อยที่ไร่ส้มและรีสอร์ตต่อ
เช้าวันนี้เป็วันหยุดของเธอ เขมิกาจึงก็วิ่งออกกำลังกายเป็ปกติ
“ตุ๊บ โอ๊ยย แง๊ๆๆๆๆๆ เจ็บจังเลย งื๊อๆๆๆ”
“เลี้ยงใครร้องนะ” เขมิกาหันซ้ายหันขวามองหาต้นเสียงที่กำลังร้องไห้ด้วยความเ็ป เธอหันไปเห็นเด็กผู้หญิงตัวขาวแต่งตัวน่ารักกำลังนั่งกุมหัวเข่าที่มีเืไหลและร้องไห้งอแงอยู่
“หนูคะ เจ็บมากไหม โอ้ๆ ไม่ร้องนะ ไหนขอพี่ดูหน่อยว่าเืไหลเยอะไหม ไหนเอามือออกจากหัวเข่าหน่อยค่ะ พ่อกับแม่หนูละคะ” เขมิกาพยายามหาพ่อแม่ของเด็ก เพื่อที่จะได้มาโอ้เด็กน้อยที่กำลังร้องไห้อยู่
“ฮื้อ ฮื้อ เจ็บจังเลยค่ะ หนูจะตายไหมคะ เืไหลเยอะมากๆ เลย ฮื้อ ฮื้อ” เด็กน้อยรู้สึกเสียใจที่วิ่งหกล้มจนได้แผล
“ไม่ตายหรอกค่ะ แค่ทำแผลก็หายแล้วค่ะ ไหนพ่อกับแม่หนูละคะ พี่จะได้บอกท่านให้พาหนูไปทำแผล หรือหนูมาพักที่รีสอร์ตค่ะ จำได้ไหมว่าห้องพักอยู่ที่ไหนหึ” เขมิกาปลอมเด็กน้อยให้หายร้องได้
“หนูไม่ทำแผลได้ไหม หนูกลัวเจ็บ น้ำสีฟ้าๆ ที่ต้องใส่ที่แผลมันแสบมากเลยค่ะ” เด็กน้อยกล่าวด้วยความกลับ
“ไม่เจ็บหรอกค่ะ มาค่ะ พี่จะพาไปทำแผล มาพี่จะอุ้มนะ หนูกอดคอพี่ไว้ละ อึ๊บ ไปกันค่ะ” เขมิกาตัดสินใจพาเด็กน้อยไปที่แผนกต้อนรับของรีสอร์ต เผื่อที่จะได้ให้พนักงานประกาศตามหาผู้ปกครองของเด็กน้อยพร้อมกันไปด้วยในระหว่างที่ทำแผล
“อุ๊ย คุณหนู ไปทำอะไรมาค่ะ ทำไมให้หมอเขมอุ้มมาอย่างนั้นละค่ะ” พี่ฝน พนักงานต้อนรับรองด้วยความใ พร้อมกับวิ่งเข้าไปหาด้วยความรวดเร็ว
“พี่ฝนรู้จักเด็กน้อยคนนี้ด้วยหรอค่ะ พอดีเขมไปวิ่งแล้วเห็นน้องเค้าหกล้มค่ะ แต่ไม่เห็นพ่อกับแม่น้องเค้าเลยพามาให้พี่ฝนตามหาให้หน่อยอะค่ะ และจะได้ทำแผลไปด้วยเลยระหว่างที่รอ” เขมิกากล่าวกับพี่ฝน พนักงานต้อนรับ
“ฮื้อๆๆ พี่ฝนค่ะ หนูเจ็บมากเลย หนูไม่อยากทำแผลค่ะ พี่ฝนโทรเรียกปะป๊าให้หนูหน่อยได้ไหมคะ บอกปะป๊าว่าหนูแค่อยากกินไอติมเลยหนีออกมาไม่ได้บอกนมไว้ค่ะ ฮื้อๆๆ” เด็กน้อยร้องไห้ด้วยความเจ็บ
“ได้ค่ะ เดี๋ยวพี่ฝนโทรหาปะป๊าให้นะคะ หมอเขมค่ะ พอดีพนักงานพึ่งเปลี่ยนกะไป รบกวนหมอเขมทำแผลให้คุณหนูหน่อยได้ไหมคะ” พี่ฝนกล่าวด้วยความเกรงใจแล้วรับวิ่งไปหยิงกล่องปฐมพยาบาลมาให้ด้วยความรวดเร็ว แล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์โทรศัพท์หาปะป๊าของเด็กน้อยด้วยความร้อนใจ
“ได้ค่ะพี่ฝน ไม่มีปัญหาค่ะเดี๋ยวเขมทำแผลให้เองค่ะ มาค่ะเด็กน้อยเดี๋ยวพี่จะทำแผลให้นะคะ”
เด็กน้อยมองเขมิกาด้วยดวงตาที่แดงก่ำเพราะผ่านได้ร้องไห้มา
“หนูไม่อยากทำ ให้ปะป๊ามาก่อนค่อยทำได้ไหมคะ หนูเจ็บค่ะ น้ำสีฟ้าๆ ใส่แผลแล้วมันแสบมากๆ เลยค่ะ” เด็กน้อยร้องไห้ออกมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงความแสบตอนทำแผลเมื่อครั้งก่อน
“ไม่เจ็บค่ะ อันนี้เป็น้ำสีใสๆ รับรองไม่แสบแน่นอน เดี๋ยวพี่จะทำเบาๆ นะคะ พี่ทำแผลเก่งๆ มากเลยนะ ไหนหนูชื่ออะไรคะ บอกพี่มาหน่อยค่ะ ถ้าให้พี่ทำแผลพี่จะพาไปทานไอติมที่หนูอยากกทานด้วยน๊า” เขมิกาพยายามหลอกล้อให้เด็กน้อยทำแผล
“หนูชื่อธาราค่ะ ไม่แสบจริงๆ ใช่ไหมคะ” เด็กน้อยยังคงหวาดระแวง
“ไม่เจ็บค่ะ เป็ไงค่ะ ไม่แสบเลยใช่ไหม” เขมิกาเอาน้ำเกลือล้างแผลให้เด็กน้อยด้วยความเบามือ เธอล้างแผลแล้วทายาด้วยความรวดเร็วเพราะกลัวเด็กน้อยจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง เื่ทำแผลเธอมีความสามารถไม่เป็สองรองใคร เพราะด้วยอาชีพของเธอที่ต้องผ่าตัดและทำแผลอยู่เป็ประจำ จึงทำแผลให้เด็กน้อยเสร็จด้วยความรวดเร็ว
“อึ๊บ เสร็จแล้วค่ะ เป็ไงคะ ไม่เจ็บเลยใช่ไหม” เขมิกาเอ่ยถามเด็กน้อย
“โอ๊ะ เสร็จแล้วหรอคะ เร็วจัง ทำไมไม่เหมือนปะป๊าเลยทำช้ามากหนูเจ็บทุกทีเลยค่ะ อุ๊ย ปลาสเตอร์ลายสวยจัง” เด็กน้อยมองปลาสเตอร์ลายสวยที่ติดอยู่ที่แผลจะทำให้ลืมความเจ็บไป
“หมอเขมคะ ปะป๊าคุณหนูกำลังจะออกมารับค่ะ อ่า พอดีคุณหนูยังไม่ได้ทานข้าวเลยค่ะรบกวนหมอเขมพาคุณหนูไปทานที่คาเฟ่รอปะป๊าน้องมารับได้ไหมคะ พอดีพี่อยู่ที่เคาน์เตอร์คนเดียวค่ะวันนี้” พี่ฝนกล่าวบอกเขมิกาด้วยความเกรงใจที่ต้องรบกวนหมอสาว
“หนูอยากทานไอติมด้วยค่ะพี่ฝน” เด็กน้อยกล่าวด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ไปคาเฟ่ที่เป็เป้าหมายของวันนี้เพื่อทานไปติม จนลืมเจ็บแผลไปซะสนิท
“ได้ค่ะพี่ฝน เขมว่างพอดีค่ะวันนี้วันหยุด เดี๋ยวเขมไปทานข้าวพร้อมน้องธาราไปด้วยเลยค่ะ จะได้ไม่เสียเวลา บอกปะป๊าน้องมารับที่คาเฟ่ได้เลยนะคะ” เขมิกากล่าวออกไปเพื่อให้พี่ฝนสบายใจ เพราะเธอว่าจะไปในเมืองเพื่อซื้อของส่งไปฝากแม่เพราะวันนี้เป็วันหยุดพอดี
“ไปค่ะเด็กน้อยเราไปทำให้ท้องเราอิ่มจะได้มีแรงสู้กับแผลกันค่ะ” เขมิกาเข้าไปอุ้มเด็กน้อยที่ยังเดินไม่ได้เนื่องจากแผลที่หัวเข่า เด็กน้อยมีท่าทีที่ดีขึ้นเมื่อได้ยินพี่สาวคนสวยพูดเื่ของกินที่ตัวเองอยากกินจนทำให้ล้มจนเป็แผล
ณ คาเฟ่
“สวัสดีค่ะหมอเขม เช้านี้รับอะไรดีคะ อะ คุณหนูมาได้ไงคะเนี่ย” พนักงานถามด้วยความสงสัย
“พอดีน้องเค้าหกล้มคะ เขมไปช่วยไว้ ทำแผลเสร็จเลยพามาทานไอติมรอปะป๊าเค้ามารับ พอดีพี่ฝนบอกว่าให้พาน้องธารามาทานข้าวด้วย น้องธาราค่ะ หนูทานไอติมรสอะไรคะสั่งพี่เค้าเลยค่ะ” เมื่อสั่งอาหารของเด็กน้อยและของเธอเสร็จ ก็พาเด็กน้อยไปนั่งรอปะป๊ามารับ
กริ๊ง ประตูคาเฟ่เปิดเข้ามา
“ปะป๊า!!” เด็กน้อยะโออกไปในระหว่างที่เขมิกากำลังป้อนไอติมเด็กน้อยอยู่ เนื่องจากเธอหันหลังให้ประตูจึงทำให้ไม่เห็นผู้มาเยือนคนใหม่
“ธารา ไหนเจ็บตรงไหนหึ” ปะป๊า ของเด็กน้อยกล่าวด้วยความเป็ห่วง
เมื่อเขมิกาได้ยินเสียงจึงรีบหันหน้าไปหาต้นเสียงทันที
“พ่อเลี้ยง!!” เขมิกากล่าวด้วยความใ ปะป๊า ที่พี่ฝนกับเด็กน้อยธาราพูดถึง คือพ่อเลี้ยงของไร่ธารคีรีหรอเนี่ย โอ๊ยๆ ตาย เธอแอบด่าปะป๊าของเด็กน้อยไปเยอะเลยที่กล้าทิ้งเด็กน้องให้เดินเล่นอยู่คนเดียว ที่ไหนได้ลูกเ้าของไร่นี้เอง
“สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยง เออ...... ถ้ายังไงเขมขอตัวก่อนนะคะ หนูธาราค่ะ พี่ไปก่อนนะ” เขมิกาบอกลาด้วยความรวดเร็ว
“เดี๋ยวก่อนค่ะ พี่เขม จะรีบไปไหนคะหนูยังทานไอติมไม่หมดเลยค่ะ พี่สาวมาป้อนหนูก่อนค่ะ” เด็กน้อยบอกด้วยความใสซื่อ
“อา จะดีหรอคะ ปะป๊าหนูมาแล้วไม่ให้ปะป๊าป้อนหรอคะ” เขมิกาเหลือบตาไปมองพ่อเลี้ยงของไร่ด้วยความกลัว
“ปะป๊า มานั่งรอหนูทานไอติมให้เสร็จก่อน เดี๋ยวพี่เขมจะป้อนค่ะ หนูวิ่งหกล้มที่มือก็เป็แผลด้วยค่ะ” เด็กน้อยอ้อนปะป๊าของเธอ แล้วให้ปะป๊าอุ้มเธอไปนั่งที่โต๊ะเหมือนเดิม
“ไปซิ” พ่อเลี้ยงกระซิบบอกสัตวแพทย์สาวที่ยืนทำหน้าใอยู่
“พี่เขมมาค่ะ หนูกำลังอร่อยเลย”
เขมิกาเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ด้วยเดิมด้วยความเกร็ง นี้พ่อเลี้ยงของไร่นะ เธอเจอพ่อเลี้ยงแทบจะนับครั้งได้ นี้อะไรวันนี้เธอมานั่งร่วมโต๊ะกับพ่อเลี้ยงซะแล้ว ตายๆๆ หัวใจดวงน้อยกำลังจะวาย
“คราวหลังก่อนออกมาต้องบอกปะป๊ากับนมสายก่อนนะ ไม่ใช่วิ่งออกมาเองแบบนี้” พ่อเลี้ยงเอ่ยเสียงดุ
“ก็นมสายช้ามากเลยค่ะปะป๊า เดินก็ช้า แต่งตัวก็ช้า ทำอะไรก็ช้าไปหมด หนูอยากทานไอติมใจจะขาดแล้วค่ะ ปะป๊าอย่าดุหนูเลยค่ะ” เด็กน้อยกล่าวกับผู้เป็พ่อด้วยท่าทีออดอ้อน
“ก็นมสายเค้าอายุมากแล้ว คราวหลังห้ามดื้อแบบนี้อีกไม่งั้นปะป๊าจะไม่พาไปเที่ยวไหนอีก 1 อาทิตย์นะ” พ่อเลี้ยงเอ่ยเสียงดุ
“ได้ค่ะ หนูจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ” เด็กน้อยธารากล่าวออกมาเสียงเบา
“ไหนแผล ปะป๊าดูหน่อยซิ”
“พี่เขมทำแผลให้เรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่เห็นแสบเหมือนที่นมสายทำให้เลยค่ะ พี่เขมเก่งมาก ถ้าคราวหลังมีแผลอีกหนูจะให้พี่เขมทำให้นะคะ” เด็กน้อยเมื่อพูดกับพ่อเสร็จก็หันไปบอกสัตวแพทย์สาวที่นั่งป้อนไอติมตนอยู่ โดยไม่รู้เลยว่าเธอนั่งเกร็งไปหมดแล้ว
“อา ได้ค่ะ” เธอตอบออกไปด้วยเสียงที่เบา
“ปะป๊า หนูทานเสร็จแล้วเรากลับบ้านกันเถอะค่ะ หนูอยากไปนอนดูการ์ตูนแล้วค่ะ”
“อืม ได้ซิ ขอบใจมากนะ เื่แผลนะ” พ่อเลี้ยงหันมาขอบคุณเขมิกา ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับลูกสาว
“อ้อ ไม่เป็รัยค่ะ พ่อเลี้ยง”
“พี่เขม ขอบคุณมากค่ะ ไว้พี่เขมไปทานข้าวกับธาราที่บ้านบ้างนะคะ ธาราเหงาไม่มีเพื่อนทานข้าวปะป๊าชอบไปทานที่อื่นปล่อยให้ธาราทานคนเดียวตลอด ถ้าธารามีแผลพี่เขมก็ไปทำแผลให้ธาราด้วยนะคะ ธาราชอบล้มจนเืออกบ่อยๆ มากๆ ค่ะ” ธาราอ้อนเขมิกาเพื่อนต่อไปตนจะได้มีเพื่อนเล่น
“ได้ค่ะ” เขมิกากล่าวออกไปและเอ็นดูในความช่างอ้อนของเ้าของไร่ตัวน้อย
“ไปครับ ธารา” พ่อเลี้ยงกล่าวพร้อมกับอุ้มเด็กน้อยออกไป
“บะบ๊าย ค่ะ พี่เขม ไว้เจอกันใหม่นะคะ” เด็กน้อยโบกมือให้เขมิกา
“บะบ๊าย ค่ะ เห้ออออ” เธอถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ
ตอนอยู่ต่อหน้าพ่อเลี้ยงเหมือนเธอวิ่งมาราธอนสัก 1 รอบได้เลย หายใจไม่ทั่วท้องนั่งเกร็งไปหมด หวังว่าคงไม่ได้เจอกันบ่อยๆ นะ ไม่งั้นเธอแย่แน่ๆ รังสีแห่งความเคร่งขรึมเ็ามันแผ่กระจายออกมาจนะเธอหายใจไม่ออกไปหมด คนแบบนี้อยู่ใกล้แล้วเหมือนหายใจไม่ออก เขมิกาแอบคิดในใจ