เสียงประตูชั้นนอกเปิดออกตามมาด้วยประตูชั้นในและแล้วร่างสูง ๆ ของเพื่อนบ้านของป้าก็เดินเข้ามาใบหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกแปลกใจอยู่ ดวงตาคู่สีฟ้าคมปลาบขึ้นเลสลี่ซึมซับอิทธิพลจากเรือนกายของเขาที่อยู่เหนือ เรือนผมสีดำราวถ่านหิน กับดวงตาคู่สีฟ้าเข้าไว้ รอยเส้นยับย่นตรงมุมปากบอกให้รู้ว่าเขาเป็คนยิ้มง่าย ริมฝีปากบางเฉียบหนักแน่น มองเห็นรูปร่างได้อย่างชัดเจน ความเข้มแข็งกระจายออกมาจากเรือนร่าง เป็พลังที่เกิดจากส่วนผสมโดยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สร้างความเป็ชายชาตรีให้เกิดแก่บุรุษผู้นี้ เลสลี่คิดว่าเธอได้มองเห็นแววขันปรากฏอยู่ในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นด้วย
“อ้อ...มาอยู่ที่นี่เองหรือลูก” เขามองลูกสาวด้วยสายตาที่มิได้บอกความเห็นด้วยเลย
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ ฉันคิดว่าคุณทราบแล้วเสียอีกว่า ฮอลลี่มาอยู่ที่นี่” เลสลี่เดาเอาเองแต่แรกว่าเด็กหญิงคงบอกให้พ่อของแกได้รู้แล้วว่าจะมาหาเธอ แม้มันจะมิใช่ความผิดของเธอเสียทีเดียว แต่เลสลี่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ที่มิได้สอบถามจากเด็กหญิงเสียก่อน
“ผมน่ะนึกว่าแกเล่นอยู่ในครัว จนกระทั่งรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงได้อยู่เงียบเหลือเกินนั่นแหละ” รอยยิ้มบาง ๆ ฉาบขึ้นบนริมฝีปาก “ผมว่าคนที่เป็พ่อแม่มักจะต้องมีประสาทที่หกอย่างนี้ทุกคนละครับ”
“หนูตั้งใจจะบอกพ่อเหมือนกันละค่ะ แต่เห็นพ่อยุ่งนี่คะ” ฮอลลี่แก้ตัว “หนูรู้ว่าพ่อไม่รังเกียจที่หนูจะมาที่นี่แล้วถ้าพ่อเรียกหนูก็ได้ยินด้วย”
“แต่ถึงยังไงลูกก็ควรจะต้องขอก่อน” เขาเดินเข้าไปยังเก้าอี้ตัวที่ลูกสาวนั่งอยู่ ยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีดำเบา ๆ และวางมือลงบนไหล่นั้น
“หนูทราบค่ะ วันนี้คุณเลสลี่อยู่บ้านคนเดียว และหนูก็คิดว่าสมควรที่จะมาอยู่เป็เพื่อนเธอด้วย ดูนี่สิคะพ่อ” เด็กหญิงชูสายโซ่กระดาษขึ้น “เห็นไหมคะเราช่วยกันทำโซ่ไว้ประดับต้นไม้ด้วย”
“ถ้าให้พ่อเดาละก็ หนูจะต้องเป็คนทากาว โดยให้คุณเลสลี่ตัดกระดาษใช่ไหมล่ะ” ทักก์ วิลเลี่ยมส์ พูด กับลูกสาว
“ก็คุณเลสลี่ตัดได้ตรงกว่าหนูนี่คะ” ฮอลลี่แก้ตัวอีกครั้ง
“ฉันไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกค่ะ” เลสลี่บอก จริงๆ แล้วเด็กหญิงก็ช่วยให้ยามบ่ายของวันนี้ คลายความน่าเบื่อหน่ายลงได้มาก
“ขอบใจมาก” เมื่อเขามองหน้าเธอนั้น เลสลี่รู้สึกถึงรอยยิ้มอันอบอุ่นบอกความเป็มิตร และก็อดรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าวขึ้นไม่ได้ แต่มันก็เป็ความรู้สึกผ่องแผ้วที่เกิดขึ้นในใจเท่านั้น ทักก์ตบไหล่ลูกสาวเบา ๆ “เอ้า...เก็บของได้แล้ว จะได้กลับบ้านกันเสียที่ ลูกมากวนเวลาคุณเลสลี่นานเกินไปแล้วละ”
“เรายังทำโซ่ไม่เสร็จนี่คะ” ฮอลลี่ทักท้วงขึ้น มองดูกระดาษที่ตัดไว้อย่างเสียดาย
“คืนนี้เราช่วยกันทำให้เสร็จก็แล้วกัน ดีไหมล่ะ” เขาก้มลงยิ้มให้ลูกสาวอีก
“โอเคค่ะ” สาวน้อยลงมือเก็บกระดาษ กรรไกรและกาวใส่ลงในถุงกระดาษ “คุณเลสลี่คะ วันศุกร์ที่จะถึงนี่พ่อจะพาหนูเข้าไปในป่า เราจะไปตัดต้นสนมาทำต้นคริสต์มาสกันเอง คุณไปกับเราไหมคะ” เด็กหญิงชวนโดยไม่สนใจที่จะถามความเห็นจากบิดาเลยแม้แต่น้อย
“ขอบใจจ้ะ แต่... ” เธออึ้งไป ใคร่ครวญหาคำพูดที่จะบอกให้ฮอลลี่ทราบว่า เธอคิดว่ามันไม่เป็การถูกต้องเลยที่จะตัดต้นไม้อันมีค่าลงเพียงเพื่อจะเอามาแขวนเครื่องประดับในเทศกาลดังกล่าว
“พ่อคิดว่า คุณเลสลี่คงไม่รู้สึกสนุกเท่าไรนักหรอกนะที่จะนั่งเลื่อนบุกเข้าไปในหิมะอย่างนั้น” ทักก์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเลสลี่ยังอ้ำอึ้งอยู่
“โธ่พ่อ คุณเลสลี่นั่งเลื่อนเล่มของหนูก็ได้นี่คะ แล้วพ่อก็ลากไป” ฮอลลี่จัดการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว
“ขอบใจจ้ะ แต่หนูก็คงเห็นแล้วนะว่าฉันเดินไม่สะดวก ถ้าหกล้มไปอีกละก้อแย่เลย” เลสลี่ปฏิเสธ
ฮอลลี่มีท่าว่าไม่เต็มใจจะยอมรับในการตัดสินใจนั้นเท่าไรนัก แต่แล้วความคิดใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาแทนที่
“คุณอยากจะตัดต้นไม้มาทำเป็ต้นคริสต์มาสให้กับคุณนายอีแวนส์ไหมล่ะคะ” เด็กหญิงถาม ก่อนที่จะหันไปทางผู้เป็บิดา “เราทำได้ใช่ไหมคะพ่อ”
“ได้สิ” ทักก์พยักหน้ารับรองคำพูดของลูกสาว
“เื่นี่ฉันกับป้าได้พูดกันแล้วละค่ะ เราตกลงกันแล้วว่าปีนี้จะไม่มีการตั้งต้นไม้” เลสลี่ปฏิเสธข้อเสนอทันที
“แต่คุณต้องมีต้นไม่สิคะ” ฮอลลี่ทักท้วงอย่างใ “ถ้าคุณไม่ตั้งต้นไม้แล้วแซนต้าจะเอาที่ไหนสำหรับวางของขวัญไว้ให้คุณล่ะคะ”
ตามความคิดเห็นของเลสลี่แล้ว นิยายเื่ซานตาคลอส เป็นิยายที่ออกจะโหดร้ายอยู่มากที่ผู้ใหญ่เอามาหลอกเด็ก เธอคิดไปถึงความรู้สึกใของตนเอง ตอนที่เธออายุเท่าฮอลลี่ และได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันมิได้มีซานตาคลอสอยู่ในโลกนี้จริง ๆ ตอนนั้นเธอร้องไห้ด้วยความผิดหวังถึง 2 วัน
เลสลี่พยายามควบคุมสีหน้าของตนเองไว้ เพื่อมิให้ความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับเื่ที่กำลังพูดกันอยู่ในเวลานี้แสดงออก ยิ่งกว่านั้น มันมิใช่หน้าที่อะไรของเธอที่จะไปแก้ความเข้าใจของเด็กหญิง โดยเฉพาะต่อสิ่งที่จริง ๆ แล้วมิได้มีอยู่ในโลกนี้ แต่ก็มีความรู้สึกว่าบิดาของฮอลลี่ควรจะทำเช่นนั้น
และบางทีความรู้สึกภายในดังกล่าว อาจจะแสดงออกมาทางดวงตา เพราะเมื่อเธอมองไปยังทักก์ วิลเลี่ยมส์ก็เห็นเขากำลังมองเธออยู่ด้วยดวงตาเป็ประกาย ซึ่งทำให้เลสลี่รู้สึกหวั่นไหวไปบ้างก่อนที่จะตอบคำถามของเด็กหญิงประโยคนั้น
“คือคุณป้ากับฉันได้ตกลงกันแล้วว่า เราไม่จำเป็ต้องมีต้นคริสต์มาสก็ได้” เลสลี่เอ่ยขึ้นอีก “เพราะฉะนั้นฉันก็คิดว่าซานตา คลอส คงจะต้องเดินเลยบ้านนี้ไป โดยไม่ทิ้งของขวัญอะไรไว้ให้หรอก”
ดวงตาคู่สีฟ้ากลมโตนั้น มองเลสลี่อย่างเคร่งขรึม
“ซานตา คลอส ไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะ นอกจากคุณจะเป็คนไม่ดี” ฮอลลี่มีท่าทางกังวลใจ ที่บางทีเลสลี่อาจเป็คนไม่ดีจริง ๆ ก็ได้
“พ่อไม่ได้คิดว่าคุณเลสลี่จะเป็คนไม่ดีหรอกนะ” รอยยิ้มอย่างขบขันปรากฏอยู่ตรงมุมปาก ขณะที่ทักก์ วิลเลี่ยมส์ บีบแขนลูกสาวราวจะให้คำรับรอง เมื่อเขาเหลือบตามามองทางเลสอี่นั้น แววล้อเลียนก็ปรากฏให้เห็นอยู่อย่างเด่นชัด “พ่อคิดว่าที่คุณเลสลี่พูดมาทั้งหมดนั่นน่ะ เธอ้าจะบอกให้เรารู้ว่าเธอไม่เชื่อเื่ ซานตา คลอสเท่านั้น”
ฮอลลี่อ้าปากค้างที่ได้รับรู้ในความจริงเื่นี้ และแล้วใบหน้าของเด็กหญิงก็แสดงออกถึงความรู้สึกและเห็นใจในตัวหญิงสาวอย่างมาก
“คุณเลสลี่คะ คุณไม่เชื่อหรอกหรือคะว่ามีซานตาคลอส จริงๆ ”
“ไม่เชื่อหรอกจ้ะ” เลสลี่มองไม่เห็นเหตุผลที่กล่าวเท็จกับเด็กหญิง แต่กระนั้นเธอก็รู้สึกว่ามันจำเป็ต้องมีเหตุผลประกอบกับความรู้สึกไม่เชื่อนี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องยอมรับกับเด็ก ๆ เช่นฮอลลี่ เลสลี่รู้สึกโมโหที่ทักก์ทำให้เธอต้องรู้สึกยุ่งยากลำบากใจในการที่จะคิดหาคำอธิบายเพิ่มเติม “แล้วคุณล่ะ เชื่อเื่ซานตา คลอส หรือเปล่า” เธอหันไปถามเขา
“เชื่อสิครับ” เขาตอบอย่างไม่ลังเลใจเลย รอยยิ้มกระจายอยู่บนใบหน้า
“แหม...หนูเสียดายจังเลยค่ะ ที่คุณไม่เชื่อเื่ซานตา คลอส เสียแล้ว” ฮอลลี่พูดอย่างเสียใจ “บางทีพ่อกับหนูจะช่วยให้คุณเชื่ออีกได้นะคะ”
เลสลี่ดูจะไม่มีทางเลือกเอาเสียเลย มีความรู้สึกเหมือนตัวเองถูกต้อนให้จนมุมโดยทั้งสองพ่อลูก แต่กระนั้นเลสลี่ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะยึดจุดยืนของตนเองไว้จะไม่ยอมให้ใครมาเกลี้ยกล่อมจนเธอต้องยอมเชื่อตามไปด้วย เพราะมันเป็สิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึกอันแท้จริงของตนเอง
“ฉันคิดว่าคงทำไม่ได้หรอกนะ ฮอลลี่” เธอพูดด้วยเสียงเยือกเย็นและหนักแน่น และรู้สึกว่ามันจะเป็การฉลาดกว่าที่จะยุติการพูดถึงเื่นี้กันเสียที “เอาละจ้ะ ฉันรู้สึกสบายใจมากที่หนูมาอยู่เป็เพื่อนฉันวันนี้ เมื่อไหร่ว่างก็มาอีกนะจ๊ะ แต่คราวหน้าถ้าจะมาละก็บอกให้คุณพ่อรู้ก่อนนะว่าหนูจะไปไหน”
“ค่ะ” ฮอลลี่ตอบอย่างจะให้หมดเื่มากกว่าจะเป็การรับรอง เด็กหญิงเอื้อมไปหยิบเสื้อคลุมกันหิมะสอดแขนเข้าไปในแขนเสื้อ และทักก์ก็ช่วยให้ลูกสาวใส่แขนที่สองอยู่ “ในเมื่อคุณเลสลี่ไม่อยากไปตัดต้นไม้ในป่ากับเรา บางทีเธออาจจะไปช่วยเราแต่งต้นไม้ที่บ้านก็ได้นี่คะ เพราะวันนี้คุณเลสลี่ยังช่วยหนูทำสายโซ่เลย”
“ดูก่อนก็แล้วกัน” สายตาที่เขามองไปทางเลสลี่นั้นเหมือนจะบอกว่าเขารู้ว่าจะต้องปฏิเสธอีก ถ้าจะตั้งคำถามนั้นเอากับเธอในตอนนี้ เธอเดาเอาว่าขณะนี้เขาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่สร้างความรู้สึกผิดหวังให้กับลูกสาวด้วยการที่ต้องรับฟังคำปฏิเสธจากเลสลี่อีกเป็ครั้งที่สอง
ฮอลลี่รวบถุงกระดาษไว้ในมือ ะโลงจากเก้าอี้และออกเดินไปยังประตู
“รองเท้าบู๊ทของลูกอยู่ไหน”
เด็กหญิงเหลือบตาขึ้นมองหน้าบิดา สีหน้านั้นดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสายิ่งนัก
“หนูลืมสวมมาค่ะ” เธอตอบไปตามตรง “แต่หนูเช็ดเท้าจนแห้งเลยนะคะ ไม่ได้ทำให้พื้นห้องเปื้อนเลย”
แต่ดูเหมือนผู้เป็บิดาจะไม่พอใจในคำอธิบายเพียงแค่นี้
“คราวหน้า... ” เขาเอ่ยขึ้นอย่างจะคาดโทษ
“หนูจะไม่ลืมสวมอีกเลยค่ะ หนูสัญญาค่ะพ่อ” ฮอลลี่รีบตอบคำเตือนของบิดาทันที และหันไปหมุนลูกบิดประตูเมื่อดึงบานประตูให้เปิดออก สาวน้อยก็หันกลับมามองเลสลี่ รอยยิ้มอ่อนหวานบริสุทธิ์ ทำให้เลสลี่รู้สึกใจอ่อนลงอย่างมาก “สวัสดีนะคะ คุณเลสลี่”
“สวัสดีจ้ะ” เลสลี่ตอบ แต่ฮอลลี่เดินพ้นประตูชั้นนอกออกไปแล้ว