ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 4 ขับไล่

    “พี่มู่เฉิน รีบหนีไป...” เสียงตะโกนจากหลิงเอ๋อดังมาจากด้านหน้ากระท่อม มู่เฉินสะดุ้งตื่นแล้วเดินออกมาทันที เบื้องหน้ากระท่อมมีคน 5 คนยืนล้อมด้วยสายตาเยือกเย็น ทุกคนล้วนเป็นคนสนิทของมู่เสียนและอยู่ในระดับกำเนิดขั้นที่สามทั้งหมด มู่เฉินมองไปยังร่างของหลิงเอ๋อที่โดนสะกดจุดล้มอยู่ด้านหลังคนทั้งห้า ภาพที่เห็นทำให้เขาสามารถเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ หลิงเอ๋อคงทราบเรื่องที่คนเหล่านี้จะมากำจัดเขา นางจึงมาเตือนแต่โดนคนทั้งห้าสะกดจุดไว้ “พวกเจ้ามากำจัดข้ารึ?” มู่เฉินพูดอย่างเฉยเมยในขณะที่สายตาเขายังคงจับจ้องที่ร่างของหลิงเอ๋อ “ในเมื่อเจ้าเข้าใจสถานการณ์ เรื่องมันก็ง่ายขึ้น ถูกแล้วพวกข้ามากำจัดเจ้า แต่ว่า...หากเจ้าบอกที่ซ่อนสิ่งของที่บิดาเจ้าทิ้งไว้ ข้าก็พอจะพูดกล่าวแทนเจ้าได้ เจ้าจะยังคงอยู่ในตระกูลต่อไปแล้วพวกเราก็จะลืมเรื่องที่เจ้าทำกับมู่เสียนด้วย” ชายที่เป็นผู้นำกล่าว “เป็นเช่นนี้เอง แล้วหากข้าไม่บอกล่ะ?” มู่เฉินยังคงพูดด้วยอาการสงบ “หากเจ้าไม่บอก ก็จงตายไปกับความลับนั้น” หลังพูดจบคนทั้งห้าเริ่มปลดปล่อยปราณออกมาทันที
    ‘หลินเยว่ หลินเยว่!!!’ มู่เฉินส่งความคิดไปยังจุดตันเถียนด้วยความรีบร้อน
    ‘ฮี่ ฮี่ แค่มดปลวกเพียง 5 ตัวเจ้า ก็กลัวจนตัวสั่นแล้วรึ?’ เสียงล้อเลียนดังตอบกลับมา
    ‘ไม่ ข้าเพียงจะขอให้เจ้าช่วยให้ข้าใช้ปราณสีดำได้เหมือนคืนนั้น’ 
    ‘เอ๊ะ ใช้ได้หนิ นึกว่าจะกลัวจนฉี่ราด’ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าหลินเยว่ จากนั้นก็ปรากฏปราณสีดำทะมึนทะลักออกมาคลุมทั่วร่างของมู่เฉิน
    “นี่มัน...นี่มันอะไรกัน เขาไม่มีวิญญาณยุทธ์มิใช่รึ?” ผู้นำของคนทั้งห้าพูดอย่างเร่งร้อน
    “กำจัดมันพร้อมกัน เดี๋ยวนี้!!!” เมื่อได้ยินคำสั่ง สี่คนที่เหลือตัดสินใจพุ่งเข้าหามู่เฉินอย่างรวดเร็ว
    “หมัดสังหาร”“ฝ่ามือแปดทิศ”“กรงเล็บพยัคฆ์”“กระบี่สะบั้นอสูร”“ดาบพิชิตปฐพี”
    คนทั้งห้าต่างใช้ออกด้วยวิชายุทธ์ที่รุนแรงที่สุด คลื่นปราณกระจายคลุมร่างมู่เฉินจนหายใจลำบาก ช่วงคับขันเช่นนี้เขาไม่อาจคิดสิ่งไดได้ วิชายุทธ์ใดๆเขาก็ไม่เคยฝึกปรือ อาวุธก็ไม่มีติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว สิ่งที่เขามีตอนนี้ มีเพียงสิ่งเดียว หมัด หมัดเท่านั้น
    ‘สงบจิตใจ ตัดเรื่องราวรอบกายแล้วเพ่งสมาธิไปที่หมัด กำหนดจิต กำหนดความคิด สิ่งแวดล้อมล้วนเป็นธุลี ผู้คนล้วนเป็นอากาศธาตุ มีเพียงหมัดของเจ้าเท่านั้นที่ยืนยง’ เสียงแว่วมาจากหลินเยว่
    ปัง!!! เสียงกัมปนาทสะเทือน หนึ่งหมัดปะทะห้าวิชายุทธ์ แรงปะทะส่งมู่เฉินล้มกลิ้งไปด้านหลังนับสิบก้าว สีหน้าเขาซีดเผือด แต่ยังดีกว่าคนทั้งห้ามากนัก พวกเขาได้รับแรงกระแทกปลิวถอยหลังดั่งว่าวขาดป่านพร้อมกับกระอักเลือดกองโต
    คนทั้งห้าล้มระเนระนาดกับพื้นห่างออกไปราวสิบจั้ง พวกเขาไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้น
    “เจ้า...เจ้าทำได้เช่นไร?” ผู้น้ำกลุ่มคนทั้งห้าพูดขึ้นพร้อมกับกระอักเลือดอีกกอง
    มู่เฉินไม่สนใจสายตาอาฆาตของคนทั้งห้า เขาพยุงตัวเดินไปเก็บกระบี่เล่มหนึ่งที่ล่วงหล่นด้านหน้าเขา สายตาของเขากลายเป็นแดงก่ำ เขาลากกระบี่ขูดกับพื้นหินดังแกรก แกรก เข้าหาคนทั้งห้า
    “เจ้ากล้ารึ หากเจ้าหยุดตอนนี้พวกข้าจะถือว่าไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น หากเจ้าสังหารพวกข้า ทั้งตระกูลจะตามล่าสังหารเจ้าอย่างแน่นอน” ผู้นำกลุ่มคนทั้งห้ายังคงทำใจดีสู้เสือและพยายามข่มขู่มู่เฉิน แต่เหมือนคำขู่มันไม่ได้ส่งผลอะไรแม้แตน้อย มู่เฉินยังคงก้าวเข้าหาพวกเขาโดยไม่ลดละ
    ฉึบ ฉึบ ฉึบ ฉึบ ฉึบ เสียงกระบี่ตัดเฉือนห้าครั้ง ศรีษะของคนทั้งห้าก็หลุดล่วงจากร่างกาย
    “หลิงเอ๋อ รักษาตัวด้วย สักวันข้าจะกลับมา” มู่เฉินหันมาพูดกับหลิงเอ๋อที่นอนตกตะลึงอยู่กับพื้นแล้วหันหลังจากไปทันที
    หลิงเอ๋ออยู่ข้างเขาเสมอมาและวันนี้ก็มีคนตายถึงห้าคน แต่มู่เฉินก็ไม่กังวลเกี่ยวกับอันตรายของหลิงเอ๋อแม้แต่น้อย นั่นเพราะเขารู้ว่าหลิงเอ๋อจะปลอดภัยอย่างแน่นอน ประการแรกทุกคนมุ่งเป้ามาที่เขาไม่ใช่หลิงเอ๋อและอีกประการที่สำคัญคือบิดาหลิงเอ๋อเป็นผู้อาวุโสสามของตระกูล คงไม่มีใครอยากจะเป็นศัตรูกับเขา ‘ข้าควรจะไปที่ใด’ มู่เฉินถามหลินเยว่พร้อมกับสะกดอาการเจ็บปวดจากการตู่อสู้
    ‘เข้าไปยังหุบเขาหมื่นอสูรแล้วไปเหวหมื่นอสูรให้ไวที่สุด’ เสียงที่เฉียบขาดตอบกลับมา
    ‘เหวหมื่นอสูร? พื้นที่ต้องห้ามเหวหมื่นอสูรเช่นนั้นรึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าสนใจ’ มู่เฉินนึกถึงเรื่องที่เขาได้ยินมา เหวหมื่นอสูรเป็นพื้นที่ต้องห้ามของหุบเขาหมื่นอสูร ไม่มีผู้ใดที่เข้าไปแล้วได้กลับมา มันคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายแม้กระทั้งปราชญ์ยุทธ์ที่ถือเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดยังต้องหลบเลี่ยง แต่ตอนนี้เขากำลังจะก้าวเข้าไป มันคือความท้าทายหรือความบ้าบิ่นบิ่น? 
    ‘เจ้าไม่กลัวรึ?’ หลินเยว่ถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของมู่เฉิน นอกจากเขาจะไม่ตื่นกลัว เขากลับมีประกายที่แววตาดั่งกับพบเรื่องน่ายินดี
    ‘กลัว? หรือเจ้าลืมที่ข้าบอก? ข้าจะไม่มองต้นหญ้าที่ตีนเขาอีกแล้ว’ แววตามู่เฉินแน่วแน่ เขาก้าวเดินเข้าหุบเขาหมื่นอสูรโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม ห่างอีกเพียงสองลี้จะถึงเหวหมื่นอสูร ทันใดนั้นพลันมีเสียงตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราดจากด้านหลัง
    “มู่เฉิน เจ้าบัดซบ เจ้าคิดว่าสังหารคนของข้าแล้วจะหนีรอดไปได้อย่างงั้นรึ” ผู้อาวุโสสูงสุดมู่หยางพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลัง
    “ตาเฒ่า จมูกไวเหมือนกันนี่” มู่เฉินพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน
    “ปากดียิ่งนัก ข้าอยากรู้นักอะไรที่ทำให้เจ้ามั่นใจเช่นนี้ หรือว่าเพราะปราณสีดำนั่น? ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถ้าเป็นเช่นนั้นคงต้องบอกว่าเจ้าช่างโง่งมนัก แม้ปราณสีดำจะมีพลังอยู่บ้างแต่ก็นับว่าไร้ค่าเมื่อต้องเจอกับระดับแก่นแท้เช่นข้า” มู่หยางพูดด้วยความเหยียดหยาม
    “ตาเฒ่า เจ้าคิดผิดแล้ว ข้าไม่ได้คิดพึ่งปราณสีดำนั้นแม้แต่น้อย เพราะอะไรน่ะรึ? ก็เพราะว่าเจ้ามันอ่อนแอเกินไปยังงัยล่ะ” มู่เฉินพูดโดยไม่ยี่หระต่อสถานการณ์ นั่นทำให้หนังตามู่หยางกระตุกด้วยความโกรธ 
    ‘หลิงเยว่ ช่วยข้าอีกครั้ง’ แม้ภายนอกมู่เฉินจะดูเฉยเมย แต่ภายในเขากลับร้อนรนยิ่ง เมื่อเจอกับระดับกำเนิดขั้นที่สามทั้งห้าคน เขายังพอใช้ปราณสีดำช่วยเหลือได้ แต่ครั้งนี้เป็นระดับแก่นแท้ไม่มีทางเลยที่จะรอดพ้น
    ‘ฮึ พูดซะเลิศเลอ สุดท้ายก็เอาตัวไม่รอด ช่างเถอะข้าจะช่วยอีกครั้ง ครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมา เขาเป็นถึงระดับแก่นแท้ โอกาสรอดเจ้ามีเพียงสองส่วนเท่านั้น เมื่อปราณสีดำปะทุออกมาเจ้าต้องใช้ทุกอย่างพุ่งไปทางทิศเหนือสองลี้เพื่อให้ถึงเหวหมื่นอสูร จะตายจะรอดอยู่ที่เจ้าแล้ว’
    “ตายเสียเถอะ” ยังไม่ทันได้เตรียมตัวมู่หยางก็พุ่งมาที่เขาด้วยความรวดเร็ว
    “เดี๋ยวก่อน หากเจ้าฆ่าข้า เจ้าจะไม่มีทางได้รู้เรื่องที่ซ่อนสิ่งของที่พ่อข้าทิ้งไว้” มู่เฉินพูดพร้อมกับนำมือทั้งสองไพล่หลังอย่างไร้วี่แววหวาดกลัว นั่นทำให้มู่หยางหยุดการคุกคามทันที 
    แม้มู่หยางจะอยากฆ่ามู่เฉินมากเพียงไรแต่สิ่งที่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูลทิ้งไว้ก็ดึงดูดความสนใจเขาไม่น้อย หากข่าวที่เขาทราบมาไม่ผิดคือมู่ฝานได้ของสิ่งหนึ่งมาหลังจากเขาเข้าหุบเขาหมื่นอสูรนานถึงสามเดือน ของที่เขาทิ้งไว้อาจเป็นสิ่งนั้น
    “ฮ่า ฮ่า ย่อมได้ หากเจ้าบอกเกี่ยวกับที่ซ่อนสิ่งนั้น ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง” มู่หยางพูดพร้อมกับแสดงสีหน้าจริงใจ แต่มันไม่ได้เป็นประโยชน์อย่างใด มู่เฉินย่อมรู้ว่ามันเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น
    “ที่นี่ไม่เหมาะที่จะคุยกัน ไปข้างหน้าสักเล็กน้อยเถอะ” มู่เฉินหันมองรอบด้านแล้วพูดลดเสียงลงเหมือนกับกลัวมีคนอื่นได้ยิน
    การแสดงของมู่เฉินไม่เลวนัก แม้มู่หยางจะรู้ว่ามันเป็นเพียงการถ่วงเวลาแต่เขาไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด เขายังมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่ามู่เฉินไม่มีทางจะหลุดพ้นจากมือเขาไปได้
    ทั้งสองเดินขึ้นเหนือไปอีกหนึ่งลี้ ทันใดนั้นมู่หยางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หากเดินทางอีกไม่เกินหนึ่งลี้จะเข้าสู่พื้นที่ต้องห้ามเหวหมื่นอสูรที่แม้แต่ระดับปราชญ์ยังไม่กล้าย่างเท้าเข้าไป
    “หยุด พอแค่นี้ หากเจ้าต้องการจะมีชีวิตรอดก็บอกความลับมา แต่ถ้าหากเจ้าจงใจจะถ่วงเวลาอีกข้าจะกำจัดเจ้าซะ” มู่หยางรีบตะโกนห้ามมู่เฉินอย่างเร่งร้อน ตอนนี้เขามีเพียงความคิดเดียวคือมู่เฉินต้องการลากเขาไปตายด้วยกันที่เหวหมื่นอสูร
    “เฮอะ เจ้ากลัวรึ เจ้าคงคิดว่าข้าจะลากเจ้าไปตายด้วยกันที่เหวหมื่นอสูรสินะ แต่เจ้าผิดแล้ว” มู่เฉินหันกลับมาพูดอย่างเฉยเมย
    ‘ตอนนี้ล่ะ หลินเยว่’ เขาตะโกนก้องในใจอย่างเร่งร้อน เขารู้ว่าเขาไม่อาจถ่วงเวลาได้นานกว่านี้อีกแล้ว หากช้าอีกเพียงก้าวเดียวมู่หยางต้องสังหารเขาแน่
    พลังปราณสีดำปะทุออกมา แต่ต่างจากทุกครั้ง ยามนี้มันมีสำดำสนิท ร่างเขามีพลังพุ่งสูงอย่างน่าตระหนก โดยไม่สนใจท่าทีของมู่หยางเขาพุ่งไปยังทิศเหนือด้วยกำลังทั้งหมด
    “คิดว่าจะหนีรอดรึ? ตายซะเถอะ” มู่หยางพุ่งตามไปดด้วยความเร็วสูงสุด ห้าสิบจั้ง สี่สิบจั้ง สามสิบจั้ง ยี่สิบจั้ง สิบจั้ง ห่างจากปากเหวอีกเพียงนิดเดียวแต่เหมือนความเร็วของมู่เฉินจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว มู่หยางที่มีพลังสูงกว่าตามมาทันในที่สุด
    “ตายซะ จิตกระบี่สังหาร” มู่หยางประกบมือแล้วปล่อยปราณระดับแก่นแท้รวมเป็นกระบี่พุ่งเข้าหามู่เฉินจากด้านหลัง
    แม้จะไม่ได้หันกลับไปมอง มู่เฉินก็สัมผัสได้ชัดเจนถึงความตายที่พุ่งตามหลังมา ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับเขากำลังก้าวเข้าสู่ขุมอเวจีไม่ผิดเพี้ยน
    ‘บ้าเอ้ย อีกแค่ลมหายใจเดียวจะถึงเหวหมื่นอสูรแล้ว ตายเป็นตาย’ มู่เฉินสบถในใจ
    “ตาเฒ่า ถ้าวันนี้ข้ารอดไปได้ ข้าจะตามล่าเจ้าและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเจ้า อ๊ากกกกก” ปราณกระบี่พุ่งเสียบแผ่นหลังมู่เฉินจนทะลุอกออกไป ร่างของเขากระเด็นพุ่งตกลงไปยังเหวหมื่อสูรพร้อมกับเลือดที่สาดกระจายทั่วนภา

    นิยายแนะนำ