“บ่ายนี้เดี๋ยวไปดูงานที่ปทุมกับผมนะ”
“ได้ค่ะ”
ทั้งคู่มาถึงโรงงานที่ปทุมธานีประมาณบ่ายสองโมง ทิวจึงแนะนำให้เนมได้รู้จักกับผู้จัดการโรงงานและบอกให้พาเธอไปดูกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มจนพร้อมส่งออก
“อะไรนะครับ คุณทิวจะให้ผมพาคุณเนมไปดูกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มจนพร้อมส่งออกภายในครึ่งวันนี้เลยเหรอครับ?” ผู้จัดการวัยกลางคนถามเพื่อความแน่ใจเพราะโรงงานนี้ไม่ใช่น้อยๆ และกระบวนการผลิตก็ไม่ได้มีแค่ 3-4 ขั้นตอนกว่าจะเดินไป-กลับรอบโรงงานนี้มีหวังผู้หญิงตัวเล็กๆ แค่นี้คงขาลากแน่
“ใช่ครับ คุณก้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“เออ..เปล่าครับเพียงแต่เป็นห่วงคุณเนมว่าจะเดินไหวหรือเปล่า”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณก้อง เนมเดินไหวค่ะ” เธอตอบพร้อมปรายตามองทิวที่ยืนทำท่าไม่เดือดร้อน
“งั้นก็รีบไปกันเถอะ ผมจะไปดูงานที่ห้อง” ว่าแล้วเขาก็เดินจากไป ปล่อยให้เนมกับคุณก้องยืนมองหน้ากันแล้วยิ้มแห้งให้กัน
2 ชั่วโมงต่อมา
“คุณเนมไหวมั้ยครับ”
“ไหวค่ะ แค่เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ”
“เห็นตัวเล็กๆ แค่นี้ สู้มากเลยนะครับ”
“ทำไงได้ล่ะคะ เป็นลูกน้องก็ต้องทำตามคำสั่งน่ะค่ะ”
“เอ แต่ผมก็ไม่เคยเห็นคุณทิวใช้งานใครหนักๆ แบบนี้มาก่อนนะครับ”
“จริงเหรอคะ”
“แต่ผมคิดว่าแกคงอยากให้คุณเนมเรียนรู้ให้มากที่สุดนั่นแหละครับ เพราะมาเป็นผู้ช่วยคุณทิวก็ต้องรู้ทุกกระบวนการ อดทนอีกหน่อยนะครับเรามาได้ครึ่งทางแล้ว”
“ห๊ะ ครึ่งทางเองเหรอคะ” เนมถามเสียงละห้อย ถึงแม้อากาศจะไม่ได้ร้อนเพราะต้องควบคุมอุณหภูมิ แต่ว่าพนักงานทุกคนที่จะเข้าโรงงานก็ต้องสวมชุดคลุม หมวก สวมแว่นตาเพื่อป้องกันการปนเปื้อน และด้วยขนาดโรงงานที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ทำให้เธอแทบลากขาตามคุณก้องไป
“โห เกือบห้าโมงเย็นแล้วครับ กลับกันเถอะครับนี่เราก็ดูกันจนครบทุกกระบวนการผลิตแล้ว”
“ค่า.....” เนมขานรับเสียงยืด กอดสมุดโน๊ตไว้แนบอกแล้วเดินตามคุณก้องไปอย่างช้าๆ รู้สึกเหมือนขาจะหลุดกันเลยทีเดียว
“อ้าว!! คุณทิวลงมาทำอะไรในโรงงานเหรอครับ”
“ก็จะมาตามคุณกับผู้ช่วยผมนั่นแหละ จะกลับแล้วยังไม่เห็นขึ้นมาสักที” ทิวเฉไฉตอบคุณก้องไปทั้งๆ ที่ความจริงเขาแอบลงมาคอยมองหาเนมได้สักพักแล้ว
“อ่อ ครับเสร็จพอดีเลยคุณเนมคงเหนื่อยแย่”
“ค่า..ขอบคุณมากนะคะคุณก้องที่วันนี้พาเนมดูงานครึ่งวันเลย”
“ยินดีครับ มีอะไรสงสัยโทรถามผมได้ตลอดเลยนะครับ”
“อืม ขอบคุณครับงั้นผมกลับล่ะ” ทิวพูดเสร็จก็พยักหน้าให้คนตัวเล็กที่เดินเชื่องช้าลงเพราะความเหนื่อยให้ไปจัดการเปลี่ยนชุดคลุมออก
“เหนื่อยเหรอ?”
“ไม่นี่คะ ยังไหวค่ะ” เนมเชิดหน้าตอบ เธออยากจะประชดเขามากกว่านี้แต่พยายามเก็บอารมณ์ไว้ ใครบอกว่าไม่เหนื่อยล่ะ ตอนนี้ถ้าขาหลุดได้มันคงหลุดไปตั้งแต่ตอนเดินกลับขึ้นมาจากโรงงานแล้วล่ะ
“เก่งนี่ งั้นก็กลับ”
พูดแล้วก็เดินหันหลังนำไปทันที แต่ทำไมเนมรู้สึกน้ำเสียงเขามันช่างเย้ยหยัน เหมือนจะสมเพชเธอยังไงก็ไม่รู้ คิดแล้วก็ต้องรีบก้าวขาที่แสนล้าตามเขาไปที่รถ
ขึ้นรถแล้วทิวก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯทันที แต่ด้วยเวลาเย็นแบบนี้ทำให้รถติดแบบสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว ทิวที่กำลังเพ่งมองไปยังท้องถนนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แต่เมื่อหันมาหาคนข้างๆ
คร่อก......
เสียงกรนน้อยๆ พร้อมลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอทำให้ทิวรู้ทันทีว่าคนข้างๆ เข้าสู่นิทราแบบจริงจังไปแล้ว
“หึ คงเหนื่อยล่ะสิ..อวดเก่งไม่มีใครเกิน”
เป็นจังหวะรถติดพอดีทิวจึงจัดการเอนเบาะรถเพื่อให้คนหลับนอนได้สบายขึ้น
“หลับลึกขนาดนี้นี่ไม่คิดห่วงความปลอดภัยของตัวเองบ้างรึไงนะ” ทิวส่ายหัวน้อยๆ ให้ความขี้เซาและหลับง่าย หลับลึกของเธอ
“โอ๊ะๆๆ ...โอ๊ย!!!” ทิวสะดุ้งโหยงเมื่ออยู่ๆคนที่คิดว่าหลับลึกก็ร้องลั่นออกมาพร้อมเกร็งขาข้างขวาตึง
“เนม เป็นอะไร เนม” ทิวรีบเขย่าแขนเมื่อเห็นท่าทางเจ็บปวดของเธอ
“โอ๊ยๆ ขาๆ” เนมยังคงหลับตามือสองข้างจิกเบาะแน่น
ทิวเห็นท่าไม่ดีจึงเปิดไฟฉุกเฉินแล้วค่อยๆ เลี้ยวเข้าข้างทาง
“เนม เป็นอะไร” เขารีบก้มดูขาเธอที่เกร็งไว้แน่น เมื่อคิดได้ว่าอาจจะเป็นตะคริว เขาจึงรีบก้มตัวไปจับปลายเท้าแอ่นเข้าหาตัว มืออีกข้างก็กดเข่าไว้ไม่ให้งอเข้ามา
“โอย ๆ” เนมร้องเสียงเบาลงเมื่อทิวดัดปลายเท้าให้ เพราะเดินมากไปจนเมื่อยขาแล้วนั่งรถท่าเดียวนานๆ ทำให้เธอเป็นตะคริวนั่นเอง
“เป็นไง โอเคขึ้นยัง” ทิวยังบีบนวดเบาๆ บริเวณน่องให้เธอ เขารู้ดีว่ามันปวดแค่ไหนตอนเรียนอยู่แล้วเล่นกีฬาหนักๆ ก็เคยเป็น
“เนม...อะ อ่าว เห้ย!!”
ร้องอย่างหดหู่เมื่อคนที่เจ็บจะเป็นจะตาย ดิ้นเร่าๆ เมื่อครู่ พอเขานวดให้กลับหลับต่อหน้าตาเฉย แถมกรนเบาๆ ใส่อีก
“นี่...ยังหลับต่อได้อีกเหรอเนี่ย” ทิวบ่นกับตัวเองเหมือนไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อเพราะเนมหลับจริงๆ อาการเจ็บจากตะคริวเมื่อครู่ก็เหมือนฝันร้าย พอหายก็หลับต่อ
จากนั้นเหตุการณ์ก็สงบลง และกว่าทิวจะฝ่าดงรถติดมาจนเข้าเขตกรุงเทพฯได้ก็ปาไป 2 ทุ่มแล้วและแน่นอนว่าคนข้างๆ ก็ยังคงนอนสบายในท่าเดิม จนทิวตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง
“เนม เนม ตื่นได้แล้ว”
ทิวถึงกับต้องเขย่าเธอทั้งตัว ก่อนที่เธอจะงัวเงียลุกขึ้นมาปิดปากหาวไป 1 ที สลัดหัวเพื่อไล่ความง่วงออกไปแล้วหันมามองทิวตาขุ่น
“ที่นี่ที่ไหน แวะทำไมคะ” เธอถามเสียงขุ่นเช่นกัน
“หิวข้าว จะลงมั้ย?” พูดเสร็จเขาก็ดับเครื่องพร้อมเปิดประตูลงจากรถไปแล้วเดินอ้อมมาฝั่งเนมที่ยังนั่งอึนอยู่ในรถไม่ยอมลง
“ลงมา” ทิวเปิดประตูรถสั่งเสียงนิ่ง มองสภาพคนมัวขี้ตาอย่างอ่อนใจ
“โอ๊ะ!! เจ็บ” เนมคว้าแขนทิวไว้ได้ทันเมื่อก้าวขาลงจากรถแล้วรู้สึกเจ็บแปล๊บที่น่องขวา
“หึ ช้ำล่ะสิ”
“ช้ำอะไรคะ ทำไมเจ็บแบบนี้”
“นี่ถามจริง ไม่รู้สึกตัวจริงๆ เหรอ”
“ทำไมคะ เกิดอะไรขึ้น?”
ทิวถึงกับกุมขมับทันทีที่เนมถามเหมือนจำเหตุการณ์ ไม่สิ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง
“นี่ถามจริง ถ้าโดนข่มขืนนี่จะรู้ตัวมั้ยเนี่ยห๊ะ”
“บ้า พี่ทิวพูดอะไรอ่ะ”
“เฮ่อ....เข้าไปได้ละ หิว”
ทิวสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ เขาคิดว่าเนมคงจะหิวเพราะเสียพลังงานไปเยอะ คงไม่ได้เหนื่อยและลำบากแบบนี้มานานดูท่าทางจะเพลียมาก เมื่ออาหารมาเสิร์ฟเนมที่ทำท่าไม่อยากจะกินในตอนแรกก็รีบจัดการอาหารตรงหน้า
“หืม...อร่อยมากเลยค่ะ”
“อร่อยก็กินเยอะๆ”
ทิวลอบมองเนมที่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ภาพสาวน้อยสดใสในวันวานกลับมาอีกครั้ง เขาไม่ได้เห็นท่าทางที่เป็นธรรมชาติและดูสบายตาแบบนี้มากี่ปีแล้วนะ ทิวมองแล้วแอบยิ้ม
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง อ่อ แล้วก็เลี้ยงข้าวด้วยค่ะ” เนมกล่าวเมื่อทิวมาจอดรถที่หน้าคอนโดของเธอ เนมก้าวกะเผลกลงจากรถ
“ยังเจ็บขามากอยู่หรือเปล่า”
“นิดหน่อยค่ะ มันเจ็บแบบช้ำๆ ทายาก็คงดีขึ้นค่ะ”
“ถ้าพรุ่งนี้ไม่ไหวก็หยุดก่อนได้ ผมไม่ว่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ เนมไหว แค่นี้เองพรุ่งนี้ก็หายแล้วค่ะ” พูดพร้อมเชิดหน้าเล็กน้อย ไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธออ่อนแอ แค่ทำงานวันแรกก็ไม่ไหวแล้ว
“ขอตัวนะคะ สวัสดีค่ะ”
พูดเสร็จก็หันหลังเดินกะเผลกๆ เข้าลิฟต์ไป ทิวได้แต่มองตามแล้วยิ้มน้อยๆ ส่ายหัวให้กับความอวดดีของอีกฝ่าย
ตื้ดดดดด ตื้ดดดด “ครับแม่”
“ตาทิว พรุ่งนี้เดี๋ยวแม่เข้าไปหาที่บริษัทฯนะลูกเดี๋ยวทำของโปรดลูกไปฝาก”
“ไม่ต้องลำบากก็ได้ครับแม่ แค่แวะมาหาก็พอแล้วครับ”
“ไม่เป็นไร แม่อยากทำจะเอาไปให้หนูเนมเค้าลองชิมด้วย”
“ห่วงจังเลยนะครับหนูเนมของแม่เนี่ย”
“อ่ะ ไม่ได้สิแม่ถูกชะตา เสียดายมีแฟนแล้ว เฮ่อ...”
“เค้าเลิกกันแล้วครับแม่”
“อะไรนะ!! จริงเหรอตาทิว แล้วทำไมแกรู้ล่ะ”
“อะ อ่อๆ ผมก็เดามั่วไปเรื่อยน่ะครับ แม่อย่าใส่ใจเลย”