ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 7 หลบหนีอย่างลนลาน

    ตอนที่ 7 หลบหนีอย่างลนลานหวังซินยิ้มแล้วยิ้มอีก เมื่อเห็นสีหน้าที่หวั่นไหวของพ่อแม่ จึงพูดว่า :“เงินก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ต่อให้คุณอาจะมีเงินมากแค่ไหน ผมก็ไม่สามารถเชื่อได้ว่าคุณอาจะให้พ่อผมยืมเงินหนึ่งแสนโดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรเลย”เขาเปิดประเด็นขึ้นมา หวังซินพูดและมองไปที่พ่อแม่ แล้วพูดว่า :“หยุดมองเถอะครับ เงินนี้อาจจะไม่ใช่เงินก็ได้นะครับ”“หลานหมายความว่ายังไง?” ในขณะที่อ้วนเฉินยังคงสังเกตุหวังจวนและหวังเป่าหลงที่ตัดสินใจเลือกอยู่นั้น ก็ได้ยินคำพูดของหวังซินขึ้น จึงรีบหันกลับไปจ้องหวังซินในเวลานี้เขาได้รู้ว่า ตัวเขาเองก็ลืมไปสนิทเลยว่าข้าง ๆ ยังมีหวังซินคนนี้อยู่“ผมอยากจะทำอะไรงั้นเหรอ?” หวังซินยิ้ม แล้วถามกลับไปว่า :“ผมอยากจะถามคุณอาว่า คุณอาทำแบบนี้เพื่ออะไรเหรอครับ”“คุณอาเจอกับพ่อผมครั้งแรก เป็นเพราะว่าถูกคอกันอย่างงั้นเหรอครับ คุณอาอยากจะช่วยพ่อผมงั้นเหรอ?”เมื่ออ้วนเฉินได้ยินหวังซินพูดอย่างนี้แล้ว ในใจก็หนักอึ้ง และเกรงว่าเรื่องนี้จะมีทิศทางไปในทางที่ไม่ดีซะแล้วในเวลานี้หวังจวนและหวังเป่าหลงก็เหลือบสายตามองไปที่อ้วนเฉินทั้งสองคนใช้ชีวิตมาจนถึงอายุขนาดนี้แล้ว เรื่องที่รู้ก็มีตั้งเยอะ พอตอนนี้ได้ยินคำถามที่หวังซินถามออกมา ก็รีบมองไปที่เฉินด้วยสายตาที่สงสัยถ้าหากในตอนนี้เฉินยังจะพูดเรื่องที่ดวงสมพงศ์กันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันทำนองนั้นอีก ทั้งสองคนก็จะไม่มีทางเชื่ออีกเด็ดขาด“แม่ครับ แม่ลองดูเงินพวกนี้ก่อนว่าเป็นเงินจริงหรือเงินปลอมแล้วค่อยว่ากัน”หวังจวนเป็นหัวหน้าแผนกการเงินของสถานีโทรทัศน์ โดยปกติแล้วก็จะคุ้นเคยกับเงินเป็นอย่างดี เมื่อสักครู่พอบอกแค่ว่าเงินเหล่านี้จะตกเป็นของตัวเอง เธอจึงไม่สบายใจเล็กน้อยตอนนี้พอได้ยินหวังซินพูดแบบนี้แล้ว จึงรีบหยิบเงินขึ้นมาตรวจดูทันทีใบแรก เป็นเงินจริง พอดึงเงินที่อยู่ด้านล่างสุดออกมาอีกใบหนึ่ง ก็ยังเป็นเงินจริงอยู่เงินไม่มีปัญหานี่นา ทำไมลูกชายถึงได้ถามแบบนี้กันนะ?“ดูไม่ออกเหรอครับ? แม่ครับ แม่รอผมแปปนึงนะครับ อย่าพึ่งให้เขากลับไปตอนนี้นะครับ”ในเวลานี้หวังซินก็รีบวิ่งออกประตูบ้านไปพวกเขาพักอาศัยอยู่ในห้องที่ทางสถานีโทรทัศน์จัดมาให้ ซึ่งห่างจากสถานีโทรทัศน์ออกไปไม่ไกลเท่าไหร่ และอีกไม่นานหวังซินก็หอบเครื่องตรวจธนบัตรกลับมาด้วยเครื่องหนึ่ง แล้วมองเข้าไปในบ้าน ซึ่งเศรษฐีคนนั้นก็ยังอยู่เมื่อเฉินเห็นในมือของหวังซินถือเครื่องตรวจธนบัตรอยู่ แววตาจากสีหน้าของเขาก็มีแต่ความคาดไม่ถึงหวังซินไม่ได้เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่ไม่ใฝ่เรียนและชอบเอาแต่เล่นหรอกเหรอ? เขาไปเอาเครื่องตรวจธนบัตรมาจากที่ไหนกันนะ?โดยสถานการณ์ทั่วไปแล้ว ในเมื่อตัวเองยังอยู่ที่นี่ ต่อให้เงินจะเป็นของปลอม ทั้งหวังเป่าหลงและภรรยาก็ไม่มีทางที่จะแตะต้องเงินนี้เป็นอันขาด แต่แค่พวกเขารู้ว่าเงินใบแรกและใบสุดท้ายเป็นของจริง ก็เชื่อแล้วว่าเงินนี้เป็นของจริงแน่นอนพอถึงเวลาที่หวังเป่าหลงลาออก หลิงเฟิงก็จะได้รับตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์อย่างราบรื่น และเมื่อถึงตอนนั้นต่อให้หวังเป่าหลงจะรู้ว่านี่เป็นกับดัก มันก็สายเกินไปแล้วซึ่งสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ต้องยอมรับให้ได้ ถึงแม้ว่าจะอึดอัดแค่ไหนก็ตามแต่ว่าการที่คิดแผนการมาอย่างแยบยลนี้ ก็ยังมีจุดที่มองข้ามไปนั่นก็คือไอ้เด็กหนุ่มหวังซินคนนี้ และก็เป็นเพราะเขานั่นเอง ที่ทำให้แผนการในครั้งนี้ จะพังไม่เป็นท่าซะแล้วเมื่อหวังซินถือเครื่องตรวจธนบัตรมา หวังจวนจึงรีบหยิบเครื่องตรวจธนบัตรมาเริ่มตรวจเงินหนึ่งแสนนั้นทันทีหากตรวจสอบว่าธนบัตรใบร้อยหยวนหนึ่งร้อยใบเป็นของจริง ก็แสดงว่าผ่านการตรวจสอบของเครื่องตรวจธนบัตรแล้วหวังจวนจึงใส่เงินหนึ่งหมื่นหยวนลงไปในเครื่องตรวจธนบัตร แต่ก็มีเสียงแจ้งเตือน‘ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด’ของเครื่องตรวจธนบัตรดังขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงนี้ สีหน้าของหวังเป่าหลงและหวังจวนก็เปลี่ยนไปเงินหนึ่งหมื่นหยวน นอกจากใบแรกที่เป็นของจริงแล้ว ที่เหลือก็คือของปลอมทั้งหมดงั้นส่วนที่เหลืออยู่ก็คงไม่ต้องพูดให้มากความแล้ว ในเงินหนึ่งแสนหยวนนี้ มากสุดใบร้อยหยวนของจริงก็คงมีแค่สองสามร้อยใบที่เอามาปกปิด นอกนั้นก็เป็นเงินปลอมทั้งนั้นเลยไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจต่อไปแล้ว หวังเป่าหลงก็รู้ตัวแล้วว่านี่เป็นกับดัก และในตอนนั้นเองเขาก็หยิบเงินที่เหลืออีกเก้าหมื่นหยวนฟาดเข้าที่หน้าของเศรษฐีเฉินคนนี้ทันทีเงินที่กระจัดกระจายอยู่ ดูแล้วค่อนข้างจะตื่นตาตื่นใจ แต่น่าเสียดายที่เป็นธนบัตรปลอมทั้งหมด หวังเป่าหลงที่อยู่ใกล้กับเศรษฐี ได้ใช้ธนบัตรปลอมฟาดไปที่อ้วนเฉิน แต่ในใจที่ยังอึดอัดอยู่ จึงทำให้เขายกหมัดขึ้น แล้วต่อยเข้าไปที่อ้วนเฉินอย่างจังดวงตาของอ้วนเฉินถูกต่อยจนช้ำ และเขาก็ไม่กล้าสู้กลับ แต่พอเห็นหวังเป่าหลงที่ยังอยากจะต่อยต่ออีก ใบหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปมาก แล้วจึงรีบวิ่งออกประตูไปแต่ว่าหวังซินก็รีบตามไป มือหนึ่งก็ได้คว้าเสื้อของเศรษฐีไว้ พร้อมกับพูดว่า : "คนหลอกลวงมาหลอกจนถึงที่บ้านฉันเลย วันนี้แกคิดจะไปแบบนี้งั้นเหรอ!"“หึ ก็พวกแกไม่ได้ติดกับ เลยถือว่าครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จน่ะสิ ตอนนี้ฉันพกเงินติดตัวอยู่หนึ่งพันหยวน ถือว่าชดเชยค่าเสียหายให้พวกแกละกัน ถ้าหากพวกแกต้องการจะเอาเรื่องฉันให้ถึงที่สุดอยู่ล่ะก็ ฉันก็ไม่กลัวพวกแกหรอก! " ในขณะที่อ้วนเฉินกำลังพูดอยู่ มือข้างหนึ่งก็หยิบเงินหนึ่งพันหยวนออกมาจากชุดสูท ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกลับถือมีดพกไว้เล่มหนึ่ง และชี้ไปยังครอบครัวหวังเป่าหลง"คุณก็แค่คนหลอกลวงคนหนึ่ง ที่นี่ก็เป็นองค์กรใหญ่ หากคุณทำเรื่องอะไรลงไป ทั้งชีวิตนี้คุณก็หนีไม่พ้นหรอก!” หวังเป่าหลงเห็นมีดพกที่อยู่ในมืออ้วนเฉิน และสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาก จึงตะคอกด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน"ฉันน่ะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เงินพันหยวนนี้ถือว่าเป็นค่าชดเชยของพวกแกละกันนะ ถ้าพวกแกยังไม่ยอมถอยอีกล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจล่ะ!" เมื่ออ้วนเฉินพูดจบ ก็โยนเงินพันหยวนไป แล้วจึงรีบหนีออกจากบ้านของหวังเป่าหลงหวังซินก็ไม่ได้ตามเขาไป เพราะคนที่หมดหนทางแล้วมักจะกล้าทำทุกอย่าง หากเกิดเหตุเหนือความคาดหมายเพราะหลงกลคนหลอกลวงนี้ล่ะก็ นั่นก็ไม่คุ้มเลยหลังจากที่อ้วนเฉินไปแล้ว หวังจวนและหวังเป่าหลงก็ไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวเลยตอนนี้สายตาของทั้งสองคนที่มองหวังซินไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในสายตาของพวกเขานั้นก็เห็นหวังซินเป็นแค่เด็กที่มีผลการเรียนไม่ดีและเป็นเด็กที่ดื้อรั้น แต่ถ้าวันนี้ไม่มีหวังซิน แล้วรอจนกว่าหวังเป่าหลงลาออก ถึงจะพบว่าเงินมีปัญหา ก็เกรงว่าจะยากเกินกว่าที่จะแก้ไขได้"ลูกซิน ลูกรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นคนหลอกลวง?" หวังจวนทำตัวไม่ค่อยถูก แต่ไม่นานเธอก็ปรับอารมณ์ของตัวเองได้และสอบถามลูกชาย“มีใครที่ไหนแค่เจอหน้ากันก็ให้เงินโดยไม่มีเหตุผลกันล่ะครับ เขาไม่ได้มาขอให้พ่อแม่ช่วยทำธุระให้สักหน่อย ทำแบบนี้ จริง ๆ มันดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่นะครับ ” คำพูดของหวังซิน ทำให้หวังเป่าหลงทำตัวไม่ถูกเช่นกัน“พ่อครับ เรื่องนี้ไม่ควรปล่อยไว้แบบนี้นะครับ เราต้องแจ้งความ การที่เขามาหลอกครอบครัวเราเป็นไม่ได้ที่จะไม่มีเหตุผลอะไรเลย จะต้องมีคนบงการอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ และการเปิดโปงคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังถึงจะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ" เมื่อหวังซินเห็นสีหน้าที่ดูอึดอัดใจของพ่อแม่แล้ว จึงไม่พูดถึงปัญหาของอ้วนเฉินอีกเมื่อหวังเป่าหลงได้ยินหวังซินพูดแบบนี้ ก็คิดแล้วคิดอีก แล้วพูดว่า "ช่างมันเถอะ ไม่ต้องแจ้งความ พ่อก็รู้ว่าใครเป็นคนทำ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าหลินเฟิงจะใช้วิธีสกปรก ๆ แบบนี้""พ่อครับ แจ้งความเถอะครับ แค่จับอ้วนเฉินนั่นได้ ยังไงแล้วเขาก็จะต้องซัดทอดไปถึงหลินเฟิงแน่ ๆ " ในใจของหวังซินรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ถ้าเมื่อสักครู่ตามจับอ้วนเฉินไปก็คงจะดีแต่ว่าในมือของอ้วนเฉินก็มีมีดอยู่ และเพื่อความปลอดภัย ก็ทำได้แค่ปล่อยเขาไป"ช่างมันเถอะ เราก็ไม่ได้เสียหายอะไร หลังจากนี้ฉันก็แค่ระวังหลินเฟิงก็พอ จะว่าไปแล้ว ถึงเราจะไม่เสียหายอะไร แต่เราก็ยังได้เงินมาอีกหนึ่งพันหยวนนะ" หวังเป่าหลงเดินไปที่ประตู แล้วหยิบเงินหนึ่งพันหยวนที่อ้วนเฉินทิ้งไว้ พร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่"พ่อครับ……"หวังซินเตรียมจะพูดเกลี้ยกล่อมต่อ และในเวลานั้นเองหวังจวนก็พูดขึ้นมาว่า : "ช่างมันเถอะ พวกเราไม่ต้องใส่ใจเรื่องนี้แล้ว ไม่เสียหายก็พอแล้วล่ะ"เมื่อเห็นว่าพ่อแม่เขาไม่ได้ตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด หวังซินจึงทำได้แค่ปล่อยมันไปก็แค่……ภาพเหตุการณ์นั้นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ก็เกือบทำให้ครอบครัวของตัวเองต้องเจอกับเคราะห์ร้ายพ่อเองก็เป็นเพราะเงินหนึ่งแสนหยวนนี้ ที่หลังจากนั้นหนึ่งเดือนก็ลาออก แล้วตอนที่ไปฝากเงินที่ธนาคาร ถึงได้รู้ว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นธนบัตรปลอม เพราะในเวลานั้นคนที่ธนาคารรู้จักกับหวังเป่าหลง จึงไม่ได้ไปแจ้งความและหลังจากที่ผ่านเรื่องนี้ไปได้ไม่กี่วัน หวังเป่าหลงเองก็จะถูกต้องสงสัยว่าทุจริตทางการเงินและถูกตรวจสอบ สุดท้ายก็เลยเสียงานไป ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็เคยเกิดขึ้นแล้วทั้งนั้นต่อจากนี้ไปก็ยังมีเรื่องที่ร้ายแรงกว่าเดิมอีก และสามารถพูดได้ว่าเรื่องทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของหลินเฟิงทั้งนั้น ซึ่งเรื่องของอ้วนเฉินนี้ก็เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น การถูกหลินเฟิงแทงข้างหลังแล้วไม่ได้โต้กลับ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่นิสัยของหวังซินเลย “พ่อครับ พ่อเคยคิดบ้างไหม ว่าถ้าเรื่องนี้ผมไม่รู้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น พ่อก็จะเชื่อคำพูดของเขา แล้วพ่อจะลาออกอยู่ไหมครับ?”ไม่ทันรอให้หวังเป่าหลงพูดอะไร หวังซินก็พูดต่อว่า :“หลังจากที่พ่อลาออกแล้ว จะต้องไปทำธุรกิจแน่นอน ถ้ารู้ว่าเงินทั้งหมดนี้เป็นเงินปลอม งั้นแม้แต่งานที่พ่อทำอยู่ก็ต้องเสียไปด้วยใช่ไหมครับ?” “สิ่งที่ลูกควรใส่ใจในตอนนี้ก็คือเรื่องเรียนของลูก เรื่องของพ่อกับแม่ ลูกก็ไม่ต้องกังวลไปเลย พ่อรู้ว่าควรจะทำยังไง ใกล้จะสี่ทุ่มแล้ว ตอนนี้ลูกก็ไปพักพ่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องไปเรียนอีกนะ!”เสียงที่หนักแน่นของหวังเป่าหลงที่หยุดหวังซินไม่ให้พูดต่อพอเห็นท่าทีนี้ของพ่อแล้ว หวังซินก็ทำได้แค่ปล่อยมันไป และเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีกหวังซินเอาเครื่องตรวจธนบัตรกลับไปไว้ที่แผนกการเงินอีกครั้ง และเมื่อกลับมาที่ห้องของตัวเอง ก็นอนไม่หลับเลยตราบใดที่หลินเฟิงคนนี้ยังไม่ถูกจัดการ  ก็เกรงว่าหลังจากนี้จะมีแผนการชั่วร้ายมาอีกมากมายเรื่องหลอกลวงในครั้งนี้เขาเองก็ถูกจับได้แล้ว ถ้าหลังจากนี้หลินเฟิงจะมีแผนการชั่วร้ายอะไรอีก ตัวเขาเองก็ไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้แล้ว !ในขณะที่เอนกายอยู่บนเตียง หวังซินก็ได้แต่ครุ่นคิดปัญหานี้หลินเฟิงที่ลอบทำร้ายเริ้นเสี่ยว และเขาก็ทำสำเร็จแล้วถ้าหากว่าครั้งนี้ตัวเขาเองไม่เคยผ่านเหตุการณ์ในปีนั้นมาก่อน หลินเฟิงที่จะลอบทำร้ายพ่อของเขา ก็คงจะทำสำเร็จได้แน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้นเขาก็จะได้นั่งตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ตามที่ใจต้องการเป็นแน่ ซึ่งหลังจากนั้นเขาถึงจะเตรียมรับมือกับการโต้ตอบของพ่อสำหรับคนแบบนี้แล้ว หวังซินไม่เคยปล่อยให้หลุดสายตาไป ถนัดใช้แผนการชั่วร้าย แบบหลินเฟิงที่อยู่ลับหลังเก่ง จริง ๆ แล้วก็อยากที่จะรับมือด้วยหากว่าเมื่อครู่นี้อ้วนเฉินถูกจับได้ ละก็ซัดทอดไปถึงหลินเฟิงแล้ว ก็จะทำให้เรื่องที่หลินเฟิงทำมาทั้งหมดถูกเปิดโปงออกมา และเรื่องนี้ก็จะจบลงอย่างสมบูรณ์แบบแน่นอนน่าเสียดายที่พ่อแม่จะยังยืนกรานต่อไป และนั่นกลับทำให้หวังซินตกที่นั่งลำบาก “พรุ่งนี้ก็ไม่มีกะจิตกะใจอยากเรียนหนังสือแล้ว” หวังซินถอนหายใจออกมาเบา ๆ ส่วนปัญหาหลินเฟิงที่ยังแก้ไม่ได้ ก็คงจะต้องจับตามองหลินเฟิงไว้ตลอดเวลาแล้วสินะวันต่อมา หวังเป่าหลงและหวังจวนก็ไปทำงานตามปกติ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานตอนเย็น ก็ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนหวังซินก็ไปโรงเรียนแล้วเช่นกัน เขาไปหาคุณครูประจำชั้น เพื่อขอลาหยุด แล้วหลังจากนั้นจึงไปรอหลินเฟิงอยู่หน้าประตูสถานีโทรทัศน์เวลาเข้าเรียนของหวังซินเช้ากว่าเวลาเข้างานของพ่อแม่ แล้วเขาก็มาถึงที่หน้าประตูของสถานีเคเบิลเมืองซีจิง จนเก้าโมงเช้า ในที่สุดเขาก็เห็นหลินเฟิง หวังซินจึงรีบตามหลังหลินเฟิงไป เพื่อเข้าไปในสถานีโทรทัศน์หลิงเฟิงไม่รู้ว่าหวังซินได้สะกดรอยตามตัวเองอยู่ หลังจากที่เขาลงชื่อเข้างานแล้ว ก็หันหลังแล้วออกจากสถานีโทรทัศน์ไป เมื่อหวังซินเห็นว่าหลินเฟิงออกไป จึงรีบไปที่ห้องทำงานของเฉินอี๋เพื่อเอาอุปกรณ์ของกล้องรูเข็มชุดหนึ่งจากนั้นจึงตามหลังหลินเฟิงออกไปพร้อมกันเมื่อเดินออกประตูมา เขาบังเอิญเห็นหลินเฟิงอยู่บนรถประจำทางคันหนึ่งที่กำลังขับออกไปจนลับสายตาของตัวเอง เมื่อไม่มีทางเลือก หวังซินจึงได้แค่รอรถแท็กซี่หนึ่งคันที่อยู่ตรงสถานีโทรทัศน์เท่านั้น แล้วจึงบอกให้คนขับรถแท็กซี่ขับตามรถประจำทางคันนั้นไป และนี่จึงเป็นการเริ่มตั้งค่าอุปกรณ์ของกล้องรูเข็ม  ...