ร้านขายของเก่า จันทรกาล
ไป่เจ๋อเปิดเข้าไปในร้านพร้อมกับกล่าวทักทายเถ้าแก่ของร้านขายของเก่าแห่งนี้หรือก็คือลุงฝูนั่นเอง โดยลุงฝูนั้นดูเป็คนที่ใจดีแต่จากความทรงจำของเ้าของร่างทำให้ไป่เจ๋อรู้ว่า เวลาลุงฝูดุลูกน้องนั้นน่ากลัวพอๆ กับแม่ดุพ่อของเ้าของร่างไม่มีผิด
“สวัสดีครับลุงฝูผมมาแล้วครับ” ไป่เจ๋อกล่าวทักทาย
“อ้าวเสี่ยวเจ๋อ นี่เพิ่งได้เวลาเลิกเรียนนี่ เธอมาเร็วดีจริง ๆ” ลุงฝูกล่าว
“ผมรีบวิ่งมาครับว่าแต่จะให้ผมไปส่งของที่ไหนเหรอครับ” ไป่เจ๋อถาม
“ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ซีหลัวลูกค้าคือ ประธานซีหลัว ส่วนกระบอกไม้นี่ ภายในเป็ภาพอักษรเก่าแก่ ราคาสูงทีเดียวอย่าทำมันหายหรือเสียหายล่ะเข้าใจไหม” ลุงฝูตอบก่อนจะยื่นกระบอกไม้ที่ด้านหนึ่งมีฝาไม้ปิดเอาไว้ให้กับไป่เจ๋อ
“ครับส่งที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ซีหลัว ลูกค้าคือ ประธานซีหลัวนะครับ” ไป่เจ๋อกล่าวทวนพร้อมกับรับกระบอกไม้มาจากมือลุงฝู
“ถูกต้องนี่เป็แผนที่ กับเบอร์ติดต่อลูกค้า ถ้าเจอปัญหาก็โทรหาลูกค้านะ” ลุงฝูยื่นกระดาษที่วาดแผนที่การเดินทางให้ พร้อมกับเบอร์ติดต่อลูกค้า
“ครับงั้นผมไปก่อนนะครับ” ไป่เจ๋อรับกระดาษมาและเก็บใส่กระเป๋าเสื้อตรงอกก่อนจะออกไปพร้อมกับกระบอกไม้ที่เป็สินค้า
“ระวังสินค้าดีๆ ล่ะ” ลุงฝูพูดไล่หลังไป่เจ๋อที่กำลังเดินออกจากร้าน
เมื่ออกมาจากร้านไป่เจ๋อเข้าไปในตรอกที่ไร้ผู้คน ก่อนจะะโขึ้นหลังคาบ้านใกล้เคียงและมุ่งหน้าไปยังบริษัทของลูกค้าทันที
ตึกบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซีหลัว
ไป่เจ๋อเดินเข้าไปในตัวอาคารเขามุ่งหน้าไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ขณะเดียวกันพนักงานสาวที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ก็มองเห็นไป่เจ๋อที่เดินมาทางเธอเช่นกัน
“สวัสดีครับจากร้านจันทรกาล มาส่งของให้กับประธานซีหลัวครับ”ไป่เจ๋อกล่าวพร้อมกับนำนามบัตรของลุงฝูยื่นให้กับพนักงานสาว
“สะ...สักครู่นะคะ”พนักงานสาวรับนามบัตรมาและเริ่มต่อสายหาเลขาหน้าห้องของประธานบริษัททันที
‘เครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนมัธยมต้นแต่ทำไมฉันถึงใจเต้นได้ล่ะเนี่ย นี่ฉันชอบกินเด็กหรือว่าเขาเสน่ห์แรงกันนะ’พนักงานสาวคิด
ไม่นานพนักงานสาวก็ได้รับคำยืนยันจากเลขาของประธานว่าให้คนส่งของจากร้านจันทรกาลขึ้นไปที่ส่งของให้ท่านประธานกับมือโดยใช้ลิฟต์ VIP สำหรับประธานบริษัท พร้อมบอกรหัส OTPที่ใช้สำหรับกดใช้งานครั้งเดียวเพื่อขึ้นมาชั้นบนสุดที่เป็ชั้นทำงานของประธานบริษัทอีกด้วย
“ทางนี้เลยค่ะ”พนักงานสาวลุกขึ้นและเดินนำไป่เจ๋อไปยังลิฟต์ VIPก่อนที่เธอจะกดเรียกลิฟต์และใส่รหัส OTP เพื่อใช้งานลิฟต์นี้
ติ๊ง
ประตูลิฟต์ถูกเปิดออกไป่เจ๋อก้าวเข้าไปในลิฟต์ซึ่งดูเหมือนมันจะถูกตั้งโปรแกรมให้ขึ้นไปชั้นบนสุดของตึกที่น่าจะเป็ชั้นทำงานของฝ่ายบริหาร
ติ๊ง
ลิฟต์หยุดลงพร้อมกับเสียงสัญญาณที่ดังขึ้นประตูลิฟต์เปิดออก เผยให้เห็นห้องที่มีลักษณะเหมือนห้องรับรองแขกไป่เจ๋อเห็นตรงข้ามกับประตูลิฟต์เยื้องไปทางขวานนิดหน่อยมีประตูซึ่งน่าจะเป็ประตูห้องประธานบริษัท กับโต๊ะตัวหนึ่งมีหญิงสูงวัยดูภูมิฐานนั่งอยู่ เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว ทับด้วยสูทสีครีมอ่อนสวมแว่นตากรอบคลาสสิค แต่กลับทำให้เธอดูอ่อนกว่าวัย
“ชื่อไป่เจ๋อใช่ไหม”หญิงสูงวัยเงยหน้าขึ้นมามองทางประตูลิฟต์ซึ่งไป่เจ๋อยืนอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากถาม
“ใช่ครับผมมาส่งของให้ประธานซีหลัวครับ จากร้านจันทรกาล” ไป่เจ๋อตอบ
“เข้าไปได้เลยฉันแจ้งท่านประธานไว้ให้แล้ว” หญิงสูงวัยกล่าว
“ขอบพระคุณมากครับ”ไป่เจ๋อกล่าวขอบคุณ แต่ด้วยความที่เขาเคยชิน จึงเผลอประสานมือคำนับค้อมตัวลงเหมือนที่เคยทำที่ต้าเซียน ก่อนจะเปิดประตูและเดินเข้าไปภายในห้อง
‘*จั้วอี*เหรอ ไม่คิดว่ายังมีพ่อแม่สั่งสอนลูกให้ใช้การคารวะแบบนี้อยู่แต่ก็ดูเข้ากันกับเด็กนี่อย่างแปลกประหลาด’ หญิงสูงวัยคิด
ภายในห้องประธานซีหลัว
ไป่เจ๋อที่เดินเข้ามาก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งเพราะห้องแห่งนี้ถูกตกแต่งมาเพื่อโชว์ของสะสมของเ้าของห้องโดยเฉพาะทั้งวัตถุโบราณแบบต่าง ๆ ไปจนถึงภาพเขียนและภาพอักษรที่ดูเก่าแก่บางชิ้นไป่เจ๋อััได้ถึงจิตสำนึกของเ้าของเดิมด้วย
‘ดูไม่เหมือนห้องทำงานเลยสักนิด’ไป่เจ๋อคิด
“ขออนุญาตครับผมไป่เจ๋อ จากร้านจันทรกาลของเถ้าแก่ฝู นำสินค้ามาส่งครับ” ไป่เจ๋อกล่าวอย่างสุภาพเมื่อเห็นชายชรานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานซึ่งด้านหลังนั้นแทนที่จะเป็พวกกระจกบานใหญ่ให้มองเห็นภูมิทัศน์ด้านนอกกลับเป็กำแพงที่เต็มไปด้วยภาพเขียนจำนวนมากประดับราวกับเป็กระเบื้องปูผนังไม่ต้องรู้จักคนคนนี้มาก่อน ไป่เจ๋อก็พอบอกได้ว่าชายชราคนนี้ต้องคลั่งไคล้ในงานศิลปะที่เป็ของเก่าแก่เป็แน่
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ในที่สุดมันก็มาถึงมือฉันสักที ส่งมาให้ฉันตรวจความเรียบร้อยหน่อยซิ”ซีหลัวถูมือไปมาราวกับรอที่จะชมสินค้าที่ตนสั่งมาแทบไม่ไหว
“นี่ครับ”ไป่เจ๋อเดินมาแล้วใช้มือ 2 ข้างประคองกระบอกไม้ที่บรรจุภาพอักษรให้กับซีหลัว
ซีหลัวเปิดฝาออกอย่างระมัดระวังเขาค่อย ๆ นำม้วนกระดาษที่ดูเก่ามากออกมา ก่อนจะคลี่มันออกมาดูเพียงไม่นานใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“เยี่ยมมากที่เป็ผลงานที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก สมแล้วที่เป็เถ้าแก่ฝู สามารถหาของหายากแบบนี้มีฝีมือจริง ๆ” ซีหลัวอดไม่ได้ที่จะชมภาพอักษรที่ตนซื้อมา
“อ๊ะลืมไปเลย เธอเอาใบเซ็นรับสินค้ามาสิ ฉันจะเซ็นให้ แล้วเธอก็กลับไปได้เลย”ซีหลัวกล่าว ตอนนี้เขาอยากหาที่แขวนมันใจจะขาด จึงคิดจะรีบไล่เด็กหนุ่มที่มาส่งของให้จากไปโดยเร็ว
“นี่ครับ”ไป่เจ๋อยื่นใบเซ็นรับสินค้าให้กับซีหลัว
“อ่ะนี่หมดธุระแล้ว รีบไปเถอะ” ซีหลัวจับปากกาและเซ็นลงไปทันทีก่อนจะรีบเอ่ยปากไล่ไป่เจ๋อ
‘ในความทรงจำของไป่เจ๋อชายคนนี้เป็าาแห่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศนี้ เขามีทั้งเงินและอำนาจผูกมิตรไว้น่าจะดีกว่า’ ไป่เจ๋อคิด
“ภาพอักษรในห้องนี้บางชิ้นดูใหม่มากเป็ผลงานของคุณเหรอครับ” ไป่เจ๋อเอ่ยปากถาม
“ของคนรู้จักน่ะเธอสนใจภาพอักษรพวกนี้ด้วยรึ”ซีหลัวหันมาสนใจไป่เจ๋อทันทีที่ได้ยินไป่เจ๋อถามเกี่ยวกับของสะสมของเขา
จากนั้นไป่เจ๋อกับซีหลัวก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกันและเริ่มวิเคราะห์ภาพอักษรในห้องนี้ ยิ่งซีหลัวได้ฟังเขาก็ยิ่งสนใจเด็กหนุ่มคนนี้มากขึ้นเพราะเขาไม่เคยพบเด็กรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านภาพอักษรมากขนาดนี้เรียกว่ามากกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ
“เธอชื่ออะไร”ซีหลัวถาม เขาเริ่มรู้สึกถูกชะตาเด็กหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาแล้ว
“ไป่เจ๋อครับ”ไป่เจ๋อตอบ
“อืมไป่เจ๋อ เธอมีความรู้ด้านภาพอักษรที่ดีมาก ฉันอยากเห็นฝีพู่กันของเธอสะดวกจะแสดงฝีมือไหม” ซีหลัวถาม
“ได้ครับขายหน้าคุณแล้ว” ไป่เจ๋อกล่าวอย่างถ่อมตนแต่ที่จริงเขามั่นใจมากว่าฝีมือของเขาไม่เป็สองรองใครแน่นอนด้วยเพราะมี่หนึ่งที่เขาหาอะไรทำแก้เบื่อกับชีวิตที่ยืนยาวราวกับเป็ะของเขาหนึ่งในนั้นคือความสามารถในด้านการเขียนภาพอักษร
ซีหลัวเตรียมสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือได้แก่ กระดาษซวนจื่อ หมึกฮุยม่อ พู่กันหูปี่และจานฝนหมึกตวนเอี้ยน ให้กับไป่เจ๋อ
ซีหลัวมองดูไป่เจ๋อั้แ่การจับพู่กันการแตะหมึก ล้วนทำได้งดงาม ซีหลัวเหมือนเห็นภาพบัณฑิตในชุดโบราณซ้อนทับกับไป่เจ๋อยิ่งได้เห็นภาพอักษรที่เป็บทกลอน เขารีบเอามือปิดปากเพราะกลัวจะอุทานเสียงอะไรออกไปจนทำให้ไป่เจ๋อเสียสมาธิ
ไป่เจ๋อนอกจากจะเขียนตัวอักษรแล้วเขาใส่เจตจำนงลงไปในตัวอักษรทุกตัวที่เขียนโดยแต่ละตัวนั้นจะแสดงเจตจำนงของมันอย่างเหมาะสมนี่เป็สิ่งที่เขาพัฒนาขึ้นจากการเขียนภาพอักษรตามปกติและทำให้เหล่าบัณฑิตในต้าเซียนให้ฉายาเขาว่า เทพอักษร
“เสร็จแล้วครับ”ไป่เจ๋อวางพู่กันลงและถอยออกมาให้ซีหลัวได้เข้ามาดูได้ถนัด
“นะ...นี่มัน...”ซีหลัวพูดไม่ออก ปากสั่น ตัวสั่น มือสั่นไปหมด เมื่อเขาอ่านกลอนราวกับเห็นภาพที่ถูกบรรยายไว้ผุดขึ้นในหัวเขาไม่เคยพบคนที่สร้างผลงานได้มีพลังขนาดนี้มาก่อน
“เป็ยังไงบ้างครับ”ไป่เจ๋อถาม
“มันยอดเยี่ยมมากท่วงท่างดงาม ลายมือมีเอกลักษณ์อีกทั้งตัวอักษรทุกตัวล้วนมีสำนึกอักษรที่รุนแรงแผ่ออกมาตัวกลอนแต่งออกมาได้ไพเราะ ทั้งฉันทลักษณ์ ัั และคำที่ใช้งดงามหากสิ่งนี้ถูกพบในกลุ่มของทรัพย์สมบัติของกษัตริย์โบราณที่ขุนพบ ฉันเชื่อว่ามันจะกลายเป็สมบัติชาติได้แน่”ซีหลัวกล่าว
“ท่านชมเกินไปแล้วฝีมือของผมยังด้อยนัก” ไป่เจ๋อกล่าว
“ด้อยอะไรกันถ้าพวกตาแกที่ชมรมคนรักภาพอักษรได้เห็นละก็ บางคนคงหัวใจวายไม่ก็เส้นเืสมองแตกเลยละมั้ง” ซีหลัวกล่าว
“ขนาดนั้นเลยครับเอ่อ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” ไป่เจ๋อกล่าว
“เดี๋ยวก่อน”ซีหลัวกล่าวรั้งไป่เจ๋อเอาไว้ เขาใส่รหัสที่ลิ้นชัก หยิบเอาเช็คออกมาและเขียนมันก่อนจะยื่นเช็คให้ไป่เจ๋อ
“นี่คือ...”ไป่เจ๋อมองหน้าซีหลัวสลับกับเช็คที่ถูกยื่นมาให้ จากความทรงจำของเ้าของร่างทำให้เขารู้ว่าสิ่งนี้สามารถนำไปแลกเงินที่ธนาคารได้
“ฉันขอซื้อภาพอักษรชิ้นนี้”ซีหลัวกล่าว
“แต่เงินมันมากเกินไปครับ”ไป่เจ๋อกล่าวทันทีที่เห็นเลข 7 หลักบนเช็ค เขาพยายามรักษาสีหน้าเกรงใจเอาไว้แต่ในใจกลับลิงโลด เพราะนี่คือเงินก้อนโตที่หล่นมาหาเขาแบบไม่ทันตั้งตัวจริง ๆ
เมื่อเห็นไป่เจ๋อปฏิเสธซีหลัวหันไปมองภาพอักษรที่ไป่เจ๋อเขียน เขากำลังคิดอยู่ว่าจะให้เขาเก็บภาพอักษรนี้ไว้โดยไม่ให้อะไรเด็กหนุ่มคนนี้เลยก็ดูจะไม่เหมาะ
“ถ้าฉันเก็บไว้โดยไม่ให้อะไรตอบแทนเธอเลยฉันไม่สบายใจน่ะ” ซีหลัวกล่าว
สุดท้ายซีหลัวก็เกลี้ยกล่อมไป่เจ๋อให้รับเช็คไปจนได้ส่วนไป่เจ๋อนั้นแม้ปากกับการแสดงออกจะปฏิเสธ แต่ภายในกลับดีใจที่อย่างน้อยด้วยเงินนี้เขาสามารถทำให้พ่อแม่ของเ้าของร่างอยู่สบายขึ้นมาก
“ขอบคุณมากครับ”ไป่เจ๋อกล่าว
“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกภาพอักษรนี้จะสร้างชื่อให้เธอในอนาคตแน่เดี๋ยวฉันให้ฝ่ายบัญชีช่วยจัดการเื่ภาษีให้ขอที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อเธอด้วย” ซีหลัวกล่าว
“ครับ”ไป่เจ๋อวางกระเป๋าสะพายลงและฉีกกระดาษแผ่นเล็กออกมาจากสมุดก่อนจะเขียนที่อยู่และเบอร์ติดต่อ ยื่นให้ซีหลัวไป
“อืมฉันถามได้ไหมว่าเธอวางแผนจะใช้เงินนี้ไปทำอะไรบ้าง” ซีหลัวถามเขาอยากรู้ว่าไป่เจ๋อที่ดูเป็เด็กฉลาด จะเป็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่อยากจะซื้ออะไรที่ตนอยากได้รึเปล่าเพราะถ้าเป็แบบนั้น เขาคงไม่สนับสนุนให้เงินก้อนโตเช่นนี้กับไป่เจ๋ออีกต่อไป
“คงเก็บไว้เป็ทุนการศึกษากับค่าใช้จ่ายในบ้านครับทุกวันนี้พ่อกับแม่และผมทำงานรับจ้างทุกวัน รายรับกับรายจ่ายเป็แบบเดือนชนเดือนไม่เหลือเงินเก็บครับ ผมคิดว่าเงินจำนวนนี้น่าจะพอให้ผมเรียนจบมหาวิทยาลัยได้”ไป่เจ๋อตอบ
“ดีๆ การศึกษาเป็สิ่งจำเป็” ซีหลัวพยักหน้า แต่เขาคิดว่าจะส่งคนไปตรวจสอบอีกทีเพื่อความแน่ใจว่าไป่เจ๋อไม่ได้โกหก เพราะหากไป่เจ๋อใช้เงินไม่เป็เงินที่ได้ไปมันจะไร้ประโยชน์ทันที
“เอ่อหลังจากนี้ผมคิดว่าจะเขียนนิยายแนวกำลังภายในด้วยครับ ผมเห็นว่ามีหลายคนที่หาเงินเลี้ยงตัวเองได้จากการเขียนนิยายออนไลน์”ไป่เจ๋อกล่าว
“โอ้งั้นลองเขียนมาให้ฉันอ่านดูสิ ฉันเองก็ชอบอ่านนิยายแนวกำลังภายในเหมือนกันนี่ช่องทางติดต่อฉัน หากงานเขียนของเธอดีจริง ฉันยินดีช่วยเหลือเต็มที่”ซีหลัวยื่นนามบัตรของเขาให้ แน่นอนว่ามันเป็เบอร์ของเลขาหน้าห้องของเขานั่นเอง
‘ดูเหมือนเขายังไม่เชื่อใจข้าเต็มที่สินะ’ไป่เจ๋อมองเข้าไปในดวงตาของซีหลัว เขาไม่พบความเชื่อใจจากดวงตาของซีหลัวเลยสักนิดคาดว่าหลังจากนี้อีกฝ่ายคงส่งคนสืบเื่การใช้เงินก้อนนี้ของเขาเป็แน่
“ขอบคุณครับถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ไป่เจ๋อรับนามบัตรมาและขอตัวกลับเลย
หลังจากไป่เจ๋อออกจากห้องทำงานไปแล้วซีหลัวหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเพื่อโทรให้ส่งคนคอยจับตาดูไป่เจ๋อว่ามีการนำเงินไปใช้อะไรบ้าง พอสั่งงานเสร็จเขาก็กดโทรออกไปอีกเบอร์หนึ่ง ซึ่งเป็เบอร์โทรเพื่อนสนิทของเขา ที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและตกแต่งภายใน
[*เว่ย*วันนี้คงได้ภาพอักษรมาใหม่ล่ะสิ ถึงได้โทรมาหาฉัน] เสียงปลายสายกล่าวแซว
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ใช่แล้ว พอดีฉันเพิ่งได้ภาพอักษรมา 2 ชิ้น มีชิ้นหนึ่งที่พิเศษสุด ๆเลยอยากจะให้นายมาดูและออกแบบตกแต่งห้องให้เข้ากับมันหน่อย อีกอย่างฉันอยากให้นายได้มาเห็นมันด้วย”ซีหลัวกล่าว
“ได้ๆ รอสักครู่ เดี๋ยวฉันจะไปหานายที่บริษัท” เสียงปลายสายกล่าวก่อนจะวางสายไป
ห้างสรรพสินค้า
ไป่เจ๋อรับรู้ได้ถึงคนที่ติดตามเขามาั้แ่ออกจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของซีหลัวแต่เขาก็ทำเป็ไม่รู้เื่ และตรงเข้าธนาคารที่เ้าของร่างเปิดบัญชีไว้
ไป่เจ๋อรอจนถึงคิวของตนเขาเดินไปที่เคาน์เตอร์และยื่นเช็คพร้อมสมุดเงินฝากให้กับพนักงานธนาคารด้านพนักงานธนาคารที่รับเช็คมาชะงักและละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมามองไป่เจ๋อก่อนจะรีบกลับไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อ
พนักงานอยากจะถามเหลือเกินว่าเด็กหนุ่มไปทำอะไรมาถึงได้เช็คมูลค่า 1 ล้านหยวน จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของประเทศมาแต่นั่นเป็เื่ส่วนตัวของลูกค้าที่เธอไม่ควรถาม เพราะเช็คสั่งจ่ายแบบระบุชื่อสมบูรณ์ทุกอย่าง
ไป่เจ๋อถอนเงินออกมาจำนวนหนึ่งซึ่งเขาแบ่งเป็ค่าเช่าห้องของครอบครัว ส่วนที่เหลือคือค่าเทอมสำหรับจ่ายในเทอมนี้ซึ่งเขายังไม่ได้จ่ายให้กับทางโรงเรียน และส่วนสุดท้ายคือเงินสำหรับซื้อของจำพวกเนื้อสัตว์เพื่อบำรุงร่างกายของพ่อแม่ กับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเขาอีกนิดหน่อย
หลังออกจากธนาคารไป่เจ๋อมุ่งหน้าไปยังร้านจันทรกาล และนำใบเซ็นรับสินค้าไปส่งให้กับเถ้าแก่ฝูก่อนจะเดินไปซื้อของที่ตลาด เพื่อนำไปใช้ประกอบอาหาร
‘ั้แ่มาอยู่โลกนี้ข้ากินแต่ผักบุ้งจนจะกลายเป็คนแซ่ อู (อูกุย=เต่า) อยู่แล้ว’ไป่เจ๋อคิดขณะเดินกลับห้องเช่าพร้อมกับถุงผักและเนื้อแน่นอนว่าคนของซีหลัวยังคงติดตามเขาต่อไป
อะพาร์ตเมนต์ที่ครอบครัวไป่เจ๋อเช่าอยู่
ไป่เจ๋อไขประตูและใช้ปราณผลักประตูเบาๆ ให้เปิดออก ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาและเริ่มจัดการของสดที่ซื้อมาโดยแบ่งส่วนหนึ่งเข้าตู้เย็น ไว้สำหรับพ่อกับแม่อีกส่วนหนึ่งนั้นเขาเอามันไปไว้ตรงเคาน์เตอร์ในครัวเพื่อเตรียมทำสิ่งที่เขามักกินแทนอาหารตอนอยู่ต้าเซียน
“มาเริ่มกันเลยดีกว่า”ไป่เจ๋อใช้ปราณไปทำความสะอาด กำจัดสารพิษและสิ่งสกปรกออกจากวัตถุดิบส่วนหนึ่งจากนั้นก็หยิบมีดออกมา
ฟับควับ ชิ้ง
เพียงขยับมีดไม่กี่ครั้งวัตถุดิบก็ถูกหั่น สับ ซอย พร้อมสำหรับสิ่งที่เขาจะทำ ไป่เจ๋อปาดเหงื่อครั้งหนึ่งการใช้ทักษะกระบี่ของเขายังคงเป็ภาระที่หนักสำหรับร่างกายในตอนนี้
กระทะถูกตั้งบนเตาเตาแก๊สถูกจุดขึ้น ไป่เจ๋อไม่รอช้า เมื่อไฟถูกจุดติดแล้ว เขาปิดเตาแก๊สทันทีหากแต่ไฟที่เตายังคงติดอยู่ เพราะเขาใช้ปราณเป็เชื้อไฟแทนนี่เป็หนึ่งในความรู้ใหม่ที่เขาได้รับมา เมื่อฟื้นมาบนโลกใบนี้
‘เพราะยังไปไม่ถึงระดับปราณนภาทำให้เรายังใช้ปราณธาตุไม่ได้ นับว่าความรู้ของโลกนี้ช่วยเราไว้ได้มากที่เดียว’ไป่เจ๋อคิด ขณะที่กำลังทำอาหารลมปราณ
อาหารลมปราณนั้นเป็การนำวัตถุดิบที่คนทั่วไปกิน มาผ่านไฟลมปราณเหมือนกับการหลอมโอสถเพื่อสกัดเอาเฉพาะสารอาหารที่มีประโยชน์รวมถึงรีดเร้นปราณที่มีในวัตถุดิบเ่าั้ออกมา และควบแน่นมันให้กลายเป็เม็ด
ลักษณะของอาหารลมปราณที่ดีจะต้องมีรูปร่างทรงกลมสมส่วนไร้สี ไร้กลิ่น แสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งอื่นเจือปนนอกจากพลังปราณและสารอาหาร
ไป่เจ๋อนำขวดกระเบื้องที่ซื้อมาจากร้านขายยาสมุนไพรมาเก็บอาหารลมปราณที่เขาปรุงขึ้น ซึ่งมีทั้งหมด 90 เม็ด พอสำหรับให้เขากินได้ 1เดือน
เมื่อจัดการทำความสะอาดครัวเรียบร้อยไป่เจ๋อโยนอาหารลมปราณ1 เม็ดเข้าปากทันทีก่อนจะเริ่มนั่งขัดสมาธิเพื่อใช้ปราณดูซับเอาปราณกับสารอาหารเข้าสู่ร่างกายและเริ่มฝึกปราณของเขาต่อ
1ชั่วโมงต่อมาประตูห้องเช่าก็มีเสียงไขกุญแจ จากนั้นประตูก็เปิดออกเป็ไป่เหลียนฮวา แม่ของเ้าของร่างนั่นเองที่เปิดประตูเข้ามาคนที่เดินตามหลังเธอเข้ามาติด ๆ ก็คือไป่ชิงหยุน พ่อของเ้าของร่างนั่นเอง
“อ้าวไอ้ลูกชายนึกยังไงถึงมานั่งสมาธิล่ะ” ไป่ชิงหยุนถามแม้น้ำเสียงจะดูเหมือนแหย่ไป่เจ๋อเล่น ๆ แต่ดวงตาแอบแฝงความวิตกบางอย่างเอาไว้
“แล้วคุณจะไปกวนลูกทำไมคงทำสมาธิก่อนอ่านหนังสือนั่นแหละ ส่วนคุณไปอาบน้ำ” ไป่เหลียนฮวาตีแขนสามีของเธอ
“จ้าที่รัก”ไป่ชิงหยุนโอบกอดภรรยาของเขาก่อนจะหอมแก้มฟอดหนึ่งและผละไปหยิบผ้าเช็ดตัวกับกางเกงขาสั้น เดินเข้าห้องน้ำไป
ส่วนไป่เหลียนฮวาก็เดินเข้าครัวเพื่อไปทำอาหารไป่เจ๋อนั้นออกจากการฝึกปราณและเดินเข้าครัวไปหาไป่เหลียนฮวา
“เข้ามาทำไมล่ะลูกไปทำการบ้าน หรือทบทวนบทเรียนเถอะ” ไป่เหลียนฮวาลูบผมลูกชายของเธอแต่เธอรู้สึกว่าลูกชายเธอสูงขึ้นมาก
“แม่ไปนั่งเถอะครับเดี๋ยวผมทำอาหารให้เอง จากนี้ผมจะรับผิดชอบทำอาหารให้ทั้งเช้า กลางวัน เย็นเลย”ไป่เจ๋อกล่าว โดยไม่ลืมส่งตาใสแป๋วให้กับไป่เหลียนฮวา วิธีนี้เขาเคยใช้เมื่อตอนอายุเท่ากับเ้าของร่างการันตีว่าได้ผล 100%
“ไม่ต้องหรอกแม่ไม่อยากให้ลูกเหนื่อย” ไป่เหลียนฮวารู้สึกอยากหยิกแก้มลูกชายของเธอขึ้นมาทำไมลูกชายเธอตอนนี้ถึงได้ดูน่ารักเหมือนตอนยังเล็กกันนะ
“ไม่เป็ไรครับให้ผมทำอะไรให้พ่อกับแม่บ้าง” ไป่เจ๋อกล่าว
“หาสะใภ้ให้พ่อกับแม่สิทำหลานให้อุ้มสักคน แค่นั้นก็พอแล้ว” ไป่ชิงหยุนที่อาบน้ำเสร็จกล่าวขึ้นเขาอยู่ในสภาพท่อนบนเปลือยเปล่า มีผ้าเช็ดตัวพาดคอ ส่วนท่อนล่างใส่กางเกงขาสั้นไป่เจ๋อเห็นไป่เหลียนฮวาก้มหน้า ใบหูแดงระเรื่อ ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเธอกำลังอาย
“ครับผมจะหาสะใภ้ดี ๆ มีหลานให้อุ้มเร็ว ๆ นะครับ”ไป่เจ๋อนิ่งคิดอยู่ครู่เดียวก็ตอบกลับพ่อของเขาไป
“ดีพ่อจะรอ ว่าแต่วันนี้ทำอะไรกินล่ะที่รัก”ไป่ชิงหยุนชะเง้อมองของที่วางบนเคาน์เตอร์ครัว ปากก็เอ่ยถามผู้เป็ภรรยา
“ไก่ผัดซอสเปรี้ยวหวานครับ”ไป่เจ๋อตอบแทนไป่เหลียนฮวา
“ไก่อะไรกันแม่ไม่ได้ซื้อไก่มาสักหน่อย” ไป่เหลียนฮวาหันมาบอกลูกชายของเธอเพราะวันนี้เธอซื้อมาแค่ผักบุ้งที่จะเอามาทำผัดผักบุ้งเท่านั้น
“นี่ไงครับ”ไป่เจ๋อเดินไปเปิดตู้เย็นและหยิบเนื้อไก่ส่วนสะโพกออกมา
“ตายจริงทำไมของมันเต็มตู้แบบนั้นล่ะ” ไป่เหลียนฮวาใเมื่อเห็นว่าในตู้เย็นอัดแน่นไปด้วยของสด
“ไอ้ลูกชายใช้เงินให้มันประหยัดหน่อย” ไป่ชิงหยุนกล่าวเตือนเมื่อเห็นลูกชายซื้อของสดมาอัดไว้จนแน่นตู้เย็น
“ผมอยากให้พ่อกับแม่กินอาหารดีๆ ไม่ใช่หินต้มเกลือ หรือผัดผัก กินแค่นั้นร่างกายจะไปแข็งแรงได้ยังไงครับ” ไป่เจ๋อกล่าว
“แต่เราไม่ได้มีเงินมากขนาด...”ไป่เหลียนฮวายังพูดไม่ทันจบ ไป่เจ๋อก็เปิดสมุดเงินฝากโดยเปิดหน้าล่าสุดที่เขาไปอัพเดทมา ยื่นให้ไป่เหลียนฮวาดู
“หนึ่งสอง สาม สะ...สี่ ห้า หก...”ไป่เหลียนฮวาที่เห็นตัวเลขหลายหลักในสมุดบัญชีเงินฝากของลูกชาย ทั้งดีใจ ทั้งวิตกทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวจนเป็ลมไป ดีที่ไป่ชิงหยุนคว้าตัวไว้ได้ทัน
_______________________________________
การคำนับแบบจีนหรือจะเรียกว่า คารวะในประวัติศาสตร์ของจีนเป็ธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาั้แ่ก่อนราชวงศ์ซ่งจะถือกำเนิดขึ้นซึ่งวิธีการคำนับมีหลายแบบด้วยกัน
การคารวะสำหรับคนทั่วไปเรียกว่า "ก๋งโส่ว" โดยผู้ชายใช้มือซ้ายหุ้มกำปั้นขวาส่วนผู้หญิงใช้ขวาหุ้มซ้าย ถ้าเป็จอมยุทธ หรือขุนพลจะเหยียดมือตรงทับกำปั้นทำให้ดูขึงขัง เรียกว่า “เป้าเฉวียน” ส่วน ผู้เป็บัณฑิตจะประสานมือเหน็บนิ้วโป้งไว้ด้านใน แล้วยกมือไว้ระดับหน้าอกให้ดูสำรวม เรียกว่า“ชาโส่ว” ถ้าประสานมือคำนับค้อมตัวลงเล็กน้อย เรียกว่า จั้วอีโดยมีระดับการโค้งว่าฐานะไหนควรโค้งให้มากแค่ไหน เช่นถ้าเป็คนที่มีวัยวุฒิหรือฐานะที่ต่ำกว่าต้องโค้งตัวต่ำกว่าผู้ที่วัยวุฒิที่สูงและฐานะดีกว่า
ส่วนแบบเป็การคารวะของชนชั้นสูงระดับฮ่องเต้ หรือเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง จะเป็การสะบัดแขนก่อนจะคารวะซึ่งเป็รูปแบบของชาวแมนจู เรียกว่า "ต่าเชียน" ลักษณะจะย่อเข่าขวาลงห้อยแขนขวาแตะพื้น เหตุที่ต้องมีการสะบัดแขนก่อนนั้นก็เพื่อเป็การป้องกันอันตรายให้กับ ฮ่องเต้ และบุคคลสำคัญจากนักฆ่าที่แฝงตัวมารอบสังหารซึ่งมักจะแอบซ่อนอาวุธไว้ที่แขนเสื้อ
คำว่า“มนต์” และ “มนตร์” ทั้ง 2 คำนี้ มีอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525ทั้งคู่ ที่สำคัญได้ให้ความหมายไว้อย่างเดียวกันว่า เป็คำนาม แปลว่าคำศักดิ์สิทธิ์ คำสำหรับสวด คำสำหรับเสกเป่า แถมยังบอกรากศัพท์ไว้ด้วยว่า บาลี คือ“มนฺต” และสันสกฤต คือ “มนฺตฺร”
คำว่า “มนต์” กับ “มนตร์” แม้คำทั้ง 2นี้จะมีความหมายอย่างเดียวกัน แต่เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย จะใช้ต่างกันหลักในการจำง่าย ๆ ก็คือ ถ้าหากเป็เื่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เราจะใช้คำว่า“มนต์” เช่น เจริญพระพุทธมนต์ น้ำพระพุทธมนต์ หนังสือสวดมนต์ เป็ต้นแต่ถ้าเป็เื่เกี่ยวกับศาสนาอื่น เช่น ศาสนาพราหมณ์ เราจะใช้คำว่า “มนตร์” เช่นน้ำเทพมนตร์ เวทมนตร์คาถา น้ำมันมนตร์ หรือ มนตร์ดำ เป็ต้น