ภายในเย็นวันเดียวกัน หลังจากการหายตัวไปของผู้กล้าแลนซ์ แอนนานั่งดื่มชาอยู่ในห้องของตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย เบื้องหน้าเธอมีองครักษ์สาวที่เธอสั่งให้ไปหาเบาะแสผู้กล้าที่ร้านเสื้อผ้า
องครักษ์สาวนั้นมีนามว่าวาเนสซ่า เธอตัวสูงกว่าแอนนาพอสมควร เนื่องจากอายุมากกว่าห้าปี สีผมและสีตาเหมือนกับแอนนา บ่งบอกว่าทั้งสองเป็ญาติกัน มาจากตระกูลวัลไคเรีย
“ได้เบาะแสของผู้กล้ามาแล้วสินะ” แอนนาเอ่ยถามองครักษ์สาวที่มาถึง เธอมาพร้อมกับถุงย่ามใส่เสื้อผ้า แอนนาจ้องมองชุดนั้นด้วยสายตาโหยหา
“ไม่เพียงแค่ได้เบาะแส แต่ได้ของที่ท่าน้ามาด้วยค่ะ”
วาเนสซ่ากล่าวก่อนจะยื่นถุงย่ามขนาดใหญ่ให้แอนนา ข้างในบรรจุชุดทหารลายพรางสีน้ำตาล รองเท้าบูท แอนนารับมันไว้ด้วยมือสั่นเทา ก่อนเธอจะสวมกอดชุดนั้นด้วยความคิดถึง เมื่อเธอพบว่าชุดนี้คือชุดของสามีเธอจริงๆ
“มันคือชุดของผู้กล้าจริงๆหรือคะ” วาเนสซ่าเอ่ยถามพลางมองการกระทำของแอนนา “แปลกตาก็จริง แต่กลับไม่รู้สึกถึงพลังเวทเลย”
“ถูกต้อง มันคือชุดของผู้กล้า” แอนนากล่าว “ที่ไม่มีพลังเวทเพราะมันเป็แค่ชุดทหารธรรมดาๆน่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง” วาเนสซ่ากล่าว “หม่อมฉันแปลกใจจริงๆเพคะ ทำไมท่านรู้ล่วงหน้าแม้กระทั่งชุดและข้อมูลของผู้กล้า”
แอนนาไม่ได้ตอบคำถาม เธอวางย่ามไว้บนโต๊ะน้ำชา ก่อนจะกล่าว
“เ้าของร้านเสื้อผ้าได้บอกมั้ย ว่าคนที่ขายชุดให้เขาไปไหน หรือบอกอะไรต่อ”
“เ้าของร้านไม่ได้ยินอะไรจากเด็กหนุ่มคนนั้นเลยน่ะค่ะ” วาเนสซ่ากล่าว “เขาซื้อชุดชาวบ้านสีเทา กางเกงสามส่วนสีน้ำตาล กับรองเท้าฟางแล้วก็ออกจากร้านไปเลย”
“แบบนี้ก็ไม่รู้กันสิ ว่าเขาจะไปไหน” แอนนากล่าวด้วยความร้อนรน “หวังว่าจะไม่ไปอาณาจักรอื่นนะแลนซ์ แบบนั้นตามตัวกันไม่ได้พอดี”
“น่าเสียดายที่เราไม่มีรูปภาพของเขานะคะ” วาเนสซ่ากล่าว “หากหม่อมฉันและคนในหน่วยมีรูปภาพ ต่อให้ต่างทวีปก็จะตามตัวมาให้ได้ค่ะ”
“รูปภาพหรือ จริงสิ” แอนนากล่าวด้วยความยินดี “ถ้าอย่างนั้นฉันจะวาดรูปเขาขึ้นมา วาเนสซ่า เตรียมอุปกรณ์ให้ฉันที”
“อะไรกัน แม้แต่หน้าเขาท่านก็รู้” วาเนสซ่ากล่าวด้วยความตะลึง “ท่านชักทำให้หม่อมฉันแปลกใจขึ้นเรื่อยๆแล้วนะเพคะ”
“แน่นอนสิ ก็อยู่กินด้วยกันมาสิบห้าปีนี่”
“เอ๋ อยู่กินด้วยกัน...แบบแต่งงานหรือคะ” วาเนสซ่าส่งเสียงแปลกใจยิ่งกว่าเดิม แต่ทว่าเธอก็ไม่ลืมเอาอุปกรณ์วาดภาพมาให้แอนนา กระดาษสำหรับวาดรูปและคฑาไม้ที่บรรจุน้ำหมึกเอาไว้
คฑาไม้บรรจุน้ำหมึกคือปากกาเวทมนตร์ แอนนาจินตนาการถึงหน้าของแลนซ์ และใส่พลังเวทลงไป ไม่นานนักคฑาก็ทำงานของมันเองโดยผ่านมือของแอนนา น้ำหมึกค่อยๆออกจากคฑาพ่นละเลงลงกระดาษอัตโนมัติ จนค่อยๆออกมาเป็รูปหน้าแลนซ์อย่างช้าๆ ราวกับเครื่องปริ้นในยุคปัจจุบัน
ขณะที่แอนนาวาดรูปนั้น จู่ๆประตูห้องของเธอก็เปิดออก องค์ชายลำดับที่หนึ่ง อิกนิส และองค์ชายลำดับที่สองแพทริค เดินเข้ามาในห้องของแอนนาโดยไม่ได้มีการแจ้งเตือนใดๆ เหล่าพ่อบ้านและเมดที่อยู่หน้าห้องต่างตามเข้ามาพร้อมกับร้องขออภัยต่อแอนนา ที่ไม่สามารถห้ามสององค์ชายได้
แอนนากำลังตั้งสมาธิกับการวาดรูป เธอจึงไม่ได้ทักทายพี่ชายทั้งสอง ทำเอาอิกนิสไม่พอใจ เขาตบโต๊ะของแอนนาเบาๆ เพื่อให้เธอรู้ตัว
“รัชทายาทแห่งบลูสกายมาหา ไม่คิดจะทักทายเลยหรือ น้องสาวข้า” อิกนิสเอ่ยถามเสียงเรียบ แอนนาหยุดวาดรูปก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา ในขณะที่แพทริคมองชุดทหารลายพรางในถุงย่ามอย่างสนใจ
“ไม่มีใครแจ้งหม่อมฉัน เลยไม่ทันเตรียมตัวต้อนรับ” แอนนากล่าวขณะหลับตานึกถึงหน้าแลนซ์อยู่ “หากจะเข้ามา ควรแจ้งให้หม่อมฉันทราบผ่านบ่าวรับใช้ก่อน ไม่งั้นก็จะไม่สามารถต้อนรับได้เพคะ”
“แอนนา เ้าลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองมีเชื้อสายวัลไคเรีย” อิกนิสกล่าว “ถึงเ้าจะเป็น้องสาวข้า แต่เราก็ควรจะรักษากฏมณเฑียรบาลนะ อย่าลืมสิ”
สิ่งที่อิกนิสกล่าวนั้นเป็ความจริง หลักฐานคือมงกุฏบนหัว อิกนิสนั้นถือครองมงกุฏสีทองในฐานะรัชทายาท ส่วนแพทริคนั้นเป็มงกุฏเงิน ในขณะที่แอนนานั้นกลับสวมมงกุฏทองแดงบนหัวทั้งๆที่เธอเป็เ้าหญิง มันคือกฏมณเฑียรบาลของบลูสกายที่มีมาั้แ่แรกเริ่ม ว่าเ้าเมืองประเทศราชและเชื้อสาย ห้ามทัดเทียมกับราชวงศ์บลูสกาย
ถึงแม้แอนนาจะเป็เ้าหญิงที่เกิดจากาาเอ็กซ์ตัส แต่แม่ของเธอคือตัวประกันที่ถูกบังคับให้เป็สนมจากอดีตอาณาจักรวัลไคเรีย กฏย่อมเป็กฏ เธอจึงมีลำดับชั้นต่ำกว่าพี่ชายทั้งสอง ในทางปฏิบัติ
แอนนาเลือกจะเงียบ เธอไม่สนใจคำกล่าวของอิกนิส ถึงแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายมีตำแหน่งใหญ่กว่า เธอเลือกจะให้ความสนใจพี่ชายคนรองของเธอมากกว่า เพราะตอนนี้แพทริคกำลังเริ่มมายุ่มย่ามกับของๆเธอ
“ชุดนี่มันอะไรกัน” แพทริคกล่าวก่อนจะหยิบเสื้อทหารลายพรางจากย่ามของแลนซ์ออกมา แอนนาหยุดการวาดรูปที่เกือบจะเสร็จเอาไว้ทันที หลังจากนั้นเธอก็แย่งถุงย่ามคืนมา
“ของส่วนตัวน่ะ อย่ามายุ่งจะได้มั้ยคะ” แอนนากล่าวเสียงขุ่น แพทริคหัวเราะล่าทันที
“ดูไม่คุ้นตาเลย เสื้อผ้าจากต่างประเทศหรือ”
แอนนาไม่ตอบ เธอเอาทั้งย่ามเสื้อและรูปวาดเก็บใส่ตู้ทันที และล็อคกุญแจ
“งกจังเลยน้า ขอดูหน่อยสิ” แพทริคกล่าวคะยั้นคะยอ แต่แอนนาปฏิเสธ
“ถ้ามาเพราะเื่ไร้สาระ ก็กลับไปเถอะค่ะ” แอนนากล่าว “หนูกำลังยุ่งอยู่”
แอนนาที่เคยสงบเงียบและไม่กล้าหืออือกับพี่ทั้งสองปฏิเสธเสียงแข็ง ทำเอาแพทริคใ ในขณะที่อิกนิสรู้สึกไม่สบอารมณ์
“พวกข้ามาเพราะเื่สำคัญ ไม่ได้ไร้สาระ” อิกนิสกล่าวขึ้นเสียง “แอนนา รีบไปขออภัยเสด็จพ่อและเสด็จแม่ซะ ข้ารู้ว่าเ้าไม่ได้ตั้งใจ สารภาพตอนนี้ยังไม่สาย เข้าใจมั้ย”
“หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรผิด” แอนนากล่าว “หม่อมฉันไม่มีอะไรต้องขอโทษ หม่อมฉันยังยืนยันคำเดิม ว่าผู้กล้าถูกอัญเชิญสำเร็จแล้ว”
“ฟังนะแอนนา” แพทริคกล่าว “พวกพี่หวังดี เลยจะมาช่วยยังไงล่ะ ทำตามที่บอกสักครั้งเถอะนะ พี่ชายคนโตของเ้า อิกนิสยังอุตส่าห์ยอมมาง้อเ้าถึงที่เลยนะ”
“แพทริค อย่ามัวอ้อมค้อม” อิกนิสกล่าวก่อนที่วงเวทสีขาวจะปรากฏข้างตัวของเขา หลังจากนั้นอิกนิสก็ดึงดาบสีทองออกมาจากวงเวท “และข้าก็ไม่ได้มาง้อนางด้วย แต่ข้ามาลากตัวนางไปหาเสด็จแม่เลยต่างหาก”
“เสด็จพี่อิกนิส พระองค์คิดจะทำอะไรกัน” แอนนากล่าวพลางตั้งท่าระวัง วาเนสซ่าเมื่อเห็นดังนั้นเธอเองก็เรียกวงเวทสีฟ้าเช่นกัน ก่อนที่เธอจะกระชากทวนเหล็กออกมา
“องครักษ์วาเนสซ่า นั่นแกคิดจะทำอะไร” อิกนิสกล่าวพลางหันคมดาบไปทางวาเนสซ่า “กล้าหันคมอาวุธใส่เชื้อพระวงศ์หรือ”
“คนที่หม่อมฉันจะต้องปกป้องด้วยชีวิต คือเ้าหญิงแอนนา” วาเนสซ่ากล่าว “พระองค์ต่างหาก คิดอะไรอยู่ ถึงชักอาวุธในห้องนั่งเล่นของเ้าหญิง”
“เฮ้ยๆ อย่าเป็เื่กันสิ” แพทริคกล่าวห้ามทั้งสองคน โดยตัวเขามายืนขวางกลาง “สงบใจกันก่อนเถอะ”
“ถ้าไม่อยากให้องค์หญิงของเ้าเจ็บตัว ก็ให้องค์หญิงของเ้าตามข้าไปซะ” อิกนิสกล่าว
“หม่อมฉันบอกแล้วนะ ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด และหม่อมฉันจะไม่ไปไหน” แอนนากล่าวก่อนจะเรียกวงเวทสีแดง และกระชากคฑาจอมเวทสีทองแดงออกมาจากวงเวทบ้าง ทำเอาทุกคนประหลาดใจที่เธอกล้าเรียกอาวุธขึ้นต่อหน้ารัชทายาท
“เอาอย่างนี้มั้ยคะ เสด็จพี่” แอนนากล่าวเสียงเรียบ พลางมองไปยังอิกนิส “หม่อมฉันขอท้าพระองค์สู้ ถ้าหม่อมฉันชนะ พระองค์ต้องปล่อยให้หม่อมฉันตามหาผู้กล้าต่อไป แต่ถ้าหม่อมฉันแพ้ จะยอมตามพระองค์ไปแต่โดยดี”
“เด็กอายุสิบสองอย่างเธอ จะมาท้าสู้ฉันเนี่ยนะ” อิกนิสกล่าว “แอนนา เธอแปลกใปจริงๆ หรือว่าเธอกำลังป่วยทางจิตอยู่”
อิกนิสคิดว่านางป่วย หากแต่แพทริคไม่คิดเช่นนั้น
“พี่อิกนิส ท่านไม่แปลกใจหรือ ที่แอนนาใช้เวทอัญเชิญอาวุธได้แล้วน่ะ...นางทำได้ั้แ่เมื่อไหร่กัน” แพทริคกล่าว “ครั้งสุดท้ายเธอยังหัดร่ายไฟบอลอยู่เลยนะ”
“เื่นั้นช่างมันเถอะค่ะ จะรับคำท้าหม่อมฉันไหม” แอนนากล่าวพลางชี้หัวคฑาซึ่งเป็รูปนกฟินิกซ์ไปทางอิกนิส
“ฝีมือของฉันอยู่ในระดับเดียวกับอัศวินแล้วนะ” อิกนิสกล่าว “หากให้ฉันสู้จะเป็การรังแกเด็กอย่างเธอ ดังนั้นฉันจะให้เธอประลองกับแพทริคล่ะกัน”
“โยนมาทางหม่อมฉันอีก” แพทริคกล่าวพลางถอนใจ “แอนนาท้าท่านสู้นะ เสด็จพี่อิกนิส”
“จะใครก็ได้ทั้งนั้นค่ะ” แอนนากล่าว “หม่อมฉันจะทำให้ทั้งสองพระองค์รู้ว่าหม่อมฉันไม่ใช่เด็กที่ใครจะมารังแกได้อีก”
“เฮ้อ ช่วยไม่ได้น้า” แพทริคกล่าว “ขืนให้พี่อิกนิสลงมือ มีหวังแอนนาคงตาย งั้นฉันจัดการเอง ประลองด้วยการใช้เวทเสริมพลังก็พอแล้วกันนะ หากใช้มากกว่านี้เดี๋ยวจะหาว่าฉันโกงเด็ก”
วงเวทสีแดงเพลิงของแพทริคปรากฏข้างลำตัวของเขา ก่อนที่เขาจะกระชากดาบออกมาจากวงเวทนั้น เขาชี้คมดาบใส่แอนนา เพื่อเป็สัญญาณเริ่มสู้
“ก็ได้ค่ะ สู้กันด้วยเวทเสริมพลังเฉยๆ” แอนนนากล่าวพลางตั้งท่าทันที
แพทริคนั้นตั้งใจจะเป็ฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน แต่ทว่าเขากลับพบว่าเด็กผู้หญิงอายุสิบสองปีใช้เวทเสริมพลังที่ขาของตนเอง ก่อนจะพุ่งเขามาประชิดเขาอย่างรวดเร็ว
แอนนาใช้คฑาฟาดกลางลำตัวแพทริค แพทริคนั้นใช้ดาบกันเอาไว้ได้ แต่ทว่าเขากลับพบว่ามือของเขาชาและสั่นะเื
“ใช้เวทเสริมพลังได้มากกว่าหนึ่งจุดหรือ”
ปกติจอมเวทเริ่มต้นจะใช้เวทเสริมพลังได้แค่จุดเดียวเท่านั้น เช่นเสริมที่ขาเพื่อเพื่อความเร็วอย่างมาก หรือเสริมที่แขนเพื่อเพิ่มแรง แต่ทว่าการเสริมพลังสองจุดขึ้นไป ต้องใช้ประสบการณ์และฝีมือในระดับหนึ่ง
แพทริคถอยให้กับการโจมตีของแอนนาทันที ก่อนที่เขาจะใช้เวทเสริมพลังที่แขนเพื่อต้านการโจมตีของแอนนาบ้าง แอนนาใช้คฑาฟาดใส่ดาบของแพทริคที่ตั้งรับอยู่จนเกิดประกายไฟ ก่อนที่แอนนาจะใช้เวทเสริมพลังไปที่่เอว เพื่อเสริมแรงในการหมุนตัว และเหวี่ยงคฑาฟาดใส่ดาบของแพทริคต่อเนื่อง
“เสริมพลังสามจุดพร้อมกัน” แพทริคกล่าวอย่างตกตะลึง ก่อนที่เขาจะทำดาบหลุดมือเพราะต้านแรงของแอนนาไม่ไหว หัวคฑารูปนกจ่อเข้าที่หน้าของเขาทันที
“โอเค ฉันแพ้” แพทริคกล่าวก่อนจะหันไปมองอิกนิส ทำเอาอิกนิสถอนใจพลางส่ายหน้า
“ฉันไม่ยอมรับหรอก” อิกนิสกล่าว “ฉันไม่รู้หรอก ว่าแอนนาแอบไปฝึกการต่อสู้ประชิดมาตอนไหน แต่ไม่ว่ายังไงเ้าชายลำดับที่สองอย่างแกก็ไม่ควรแพ้ผู้หญิง...แกจงใจแกล้งแพ้สินะ แพทริค”
“แพ้ก็คือแพ้” แอนนากล่าวกับอิกนิส “ในสนามรบเราคงอ้างกับศัตรูไม่ได้หรอก ว่าอ่อนข้อหรือซ้อมมาไม่พอ ถูกไหมคะ เสด็จพี่”
“งั้นเธอก็ควรจะรู้นะแอนนา” อิกนิสกล่าวก่อนจะเดินเข้ามาหาแอนนาทันที “ว่าในสนามรบเราจะต้องสู้ต่อเนื่องทันที เมื่อเอาชนะศัตรูคนนึงไปแล้ว”
แอนนาตั้งท่าจะสู้ต่อ แต่ทว่าวาเนสซ่ากลับเอาตัวเธอมาขวาง และหันคมอาวุธใส่อิกนิส
“ในสนามรบ พระองค์จะไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้นายของกระหม่อมเพคะ องค์ชายอิกนิส เพราะหม่อมฉันตัดหัวพวกมันก่อนจะได้เข้าถึง”
วาเนสซ่าเสริมพลังลงในง้าวของเธอจนเรืองแสงสีฟ้า เป็การประกาศว่าเธอจะเอาจริง จึงทำให้อิกนิสต้องทบทวนทันที อีกฝ่ายมีฝีมือในระดับราชองครักษ์ ตัวเขาไม่ใช่คู่มือของวาเนสซ่า
“ครั้งนี้ถือว่าแล้วไป” อิกนิสกล่าวเสียงเรียบ “แอนนา อย่าหาว่าเสด็จพ่อและเสด็จแม่ของฉันใจร้ายแล้วกัน ส่วนแก วาเนสซ่า ฉันจะทำให้แกเสียใจ ที่คนของเมืองขึ้นอย่างวัลไคเรีย กล้าแข็งข้อต่อบลูสกาย”
ทั้งสองเดินออกไปทันที เหล่าคนรับใช้รีบมารุมล้อมแอนนาเพื่อดูว่านายของพวกเขาเป็อะไรมั้ย พร้อมกับกล่าวขอโทษที่ไม่กล้าขวางองค์รัชทายาท
“ขอบคุณนนะ วาเนสซ่า” แอนนาเดินเข้าไปกุมมือองครักษ์หญิงของเธอ ไม่ว่าเวลาไหน ตอนใด วาเนสซ่าก็คือคนที่จงรักภักดีต่อเธอที่สุด
“พวกเราวัลไคเรียเหมือนกัน ต้องปกป้องกันสิคะ” วาเนสซ่ากล่าวพลางส่งยิ้ม “บลูสกายถึงมันจะยึดเมืองเราไป แต่มันจะไม่มีวันทำให้เรายอมก้มหัวได้ถาวรหรอกเพคะ”
“ฉันเข้าใจ” แอนนากล่าว “หากแต่เืในกายฉันครึ่งหนึ่งก็เป็บลูสกาย เห็นแก่ฉัน เธออย่ายั่วโมโหพวกเขาอีกล่ะ วาเนสซ่า”