ซาเมียร์ผุดลุกขึ้นยืนบิดตัวด้วยความเมื่อยขบ ลอว์เรนซ์จับตามองเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้าไปใกล้มัมมี่และถามตัวเองว่านั่นเขาเข้าไปทําอะไรของเขานะ ...พิจารณาผืนผ้าที่พันรอบปลายนิ้ว หรือว่าพิจารณาแหวนทองคําที่ยังสุกปลั่งอยู่ในมือขวา? นั่นล่ะมหาสมบัติสมัยราชวงศ์ที่สิบเก้า ไม่มีใครปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้...เขาครุ่นคิดในใจ
ลอว์เรนซ์หลับตายกมือขึ้นบีบคลึงตรงหว่างดวงตาอย่างแ่เบา เมื่อลืมตาขึ้นเขามองดูข้อความที่จารึกในแผ่นกระดาษปาปิรัสตรงหน้าอีกครั้ง
“ซาเมียร์ ผมว่าข้อความที่เขียนไว้ในกระดาษนี่ยิ่งทําให้ผมเชื่อมากขึ้นทุกทีนะ การใช้ภาษาในการออกคําสั่งแก่ผู้พบเห็นมันทําให้คนชะงักได้แล้วและทัศนคติของเขาดูทันสมัยเหมือนกับความคิดของผมไม่มีผิด” เขาเอื้อมมือไปชี้ข้อความในเอกสารเก่าแก่ซึ่งก่อนหน้านี้เขาพิจารณามันอยู่นานพอสมควรแล้ว “และยังนี่อีกนะซาเมียร์ ผมอยากให้คุณลองพิจารณาดูด้วยอีกคน นี่เหมือนกับจดหมายที่คลีโอพัตราเขียนถึงรามเสสไม่มีผิด”
“โธ่ ลอว์เรนซ์ ผมบอกคุณแล้วไงว่านี่เป็เื่ตลก ผมว่ามันอาจจะเป็เื่ตลกที่พวกโรมันทําขึ้นก็ได้”
“ไม่ใช่หรอกเพื่อนรัก ผมขอรับรองว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ตลกอย่างที่คุณพูดหรอก คลีโอพัตราเป็คนเขียนจดหมายฉบับนี้ในโรมตอนที่ซีซาร์ถูกทรยศและถูกฆ่าตาย นางเขียนจดหมายฉบับนี้มาถึงรามเสสเพื่อบอกให้รู้ว่านางกําลังจะกลับมาหาเขา...กลับมายังอียิปต์”
เขาวางจดหมายฉบับนั้นหลบไปด้านหนึ่ง เมื่อไหร่ที่ซาเมียร์มีเวลาพอเขาจะตรวจตราเอกสารทั้งหมดอีกครั้ง และจะได้ประจักษ์ความจริงด้วยตัวเอง ลอว์เรนซ์อยากให้คนทั้งโลกได้รับรู้เื่ราวนี้ด้วย เขาหันไปทางเอกสารกระดาษปาปิรัสแผ่นเดิมอีกครั้ง
“นี่ ฟังตรงนี้นะซาเมียร์ ข้อความต่อไปนี้เป็สิ่งที่รามเสสครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา เขากล่าวว่า... ‘ถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่ควรประณามโรมันที่มีชัยชนะเหนืออียิปต์ เพราะในบั้นปลายเราจะต้องต่อสู้เอาชัยชนะคืนมาและนั่นแหละจะเป็สิ่งที่ช่วยให้ข้าคลายจากความเศร้าโศกลงได้ แต่กระนั้นหัวใจของข้ายังชอกช้ำนัก ทั้งจิติญญาไร้ความสุขเสียเหลือเกิน ความเหี่ยวแห้งโรยราที่เกิดขึ้นในจิตใจของข้ายามนี้ท่าจะเปรียบก็คงเหมือนดอกไม้ที่ไร้แสงตะวัน’
แต่ซาเมียร์ยังหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่เบื้องหน้ามัมมี่ เขามองดูแหวนวงนั้นแล้วหันมาพูดกับลอว์เรนซ์ก็อ้างถึงแสงตะวันถึงดวงอาทิตย์อยู่นั่นเอง “ผมหวังว่าคุณคงไม่เชื่อ...”
“ซาเมียร์ ในเมื่อคุณมีความเชื่อเื่คําสาปแช่ง แล้วทําไมคุณถึงไม่ยอมเชื่อในความเป็ะด้วยล่ะ?”
“ลอว์เรนซ์ คุณอย่าล้อผมเล่นหน่อยเลยน่า ผมเคยพบเห็นอํานาจของคําสาปแช่งมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วนะ แต่จะให้ผมเชื่อเื่มนุษย์ที่มีความเป็ะได้ยังไงกัน ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันในความเป็ะของเขาได้เลย คุณจะต้องให้ผมเชื่อหรือว่านี่คือมัมมี่ของบุคคลที่สอนให้คลีโอพัตราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงประวัติศาสตร์ของอียิปต์ บอกตามตรงนะว่าผมยังทําใจให้เชื่อไม่ได้และผมไม่เคยได้ยินได้ฟังเื่อย่างนี้มาก่อนเลยด้วย”
“ฟังตรงนี้ต่ออีกหน่อยเถอะซาเมียร์...ความงามของนางจะจารึกอยู่ในหัวใจของข้าชั่วนิรันดร์เช่นเดียวกับความกล้าหาญ-ความเป็ผู้มีปฏิภาณไหวพริบเป็เลิศและความรักต่อการมีชีวิตอยู่ สิ่งต่างๆ นี้ทําให้นางเป็มนุษย์ที่อยู่เหนืุ์ใดทั้งปวง”
ซาเมียร์ไม่โต้ตอบ สายตาของเขาจ้องจับอยู่ที่มัมมี่ราวกับเขาไม่สามารถถอนสายตาจากมันได้ ลอว์เรนซ์ดูเหมือนเข้าใจในความรู้สึกเช่นนั้นของเพื่อนเป็อย่างดี เพราะเหตุนี้เขาจึงนั่งหันหลังให้มันและมุ่งความสนใจอยู่กับข้อความในกระดาษปาปิรัสตรงหน้าเพื่อให้งานที่เขาต้องทำสำเร็จเสร็จสิ้นเสียโดยเร็ว
“ลอว์เรนซ์ มัมมี่ตัวนี้มันคือซากร่างของคนตายเหมือนกับทุกตัวที่ผมเคยเห็นที่พิพิธภัณฑ์ในไคโร ผมมีความรู้สึกว่าถ้าร่างนี้เป็เ้าของเอกสารทั้งหมดที่คุณกําลังอ่านอยู่จริงเขาคงเป็นักเล่านิทานตัวฉกาจเชียวล่ะ แต่สิ่งที่ผมไม่แน่ใจคือแหวนแต่ละวงที่สวมใส่อยู่ในนิ้วนี่”
“นั่นไงล่ะเพื่อนรัก ก่อนหน้านี้ผมพิจารณามันอย่างละเอียดแล้วและพบว่ามันเป็แหวนตราของรามเสสผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าเขาจะเป็นักเล่านิทานอย่างที่คุณว่าเขาจะต้องเป็นักสะสมของเก่าอีกด้วย คุณอยากให้ผมเชื่ออย่างนั้นใช่ไหม?”
แต่จริงๆ แล้วเขามีความเชื่ออย่างไรล่ะ? ลอว์เรนซ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ผ้าใบกวาดสายตามองรอบคูหาแปลกประหลาดแห่งนี้ จากนั้นเริ่มลงมือแปลเอกสารตรงหน้าต่อ
“ด้วยเหตุนี้ข้าจึงขังตัวเองอยู่แต่ในห้องนี้เพียงลําพัง ห้องหนังสือแห่งนี้จะเป็สุสานของข้า ผู้รับใช้ของข้าจะชะโลมร่างข้าด้วยน้ำมันหอมและจะใช้ผ้าลินินเนื้อดีหุ้มห่อร่างข้าไว้ตามประเพณีโบราณที่ถูกลืมเลือนกันไปหมดแล้ว แต่จะไม่มีคมมีดมาแตะต้องร่างข้าได้ ทั้งสมองและหัวใจจะยังคงดํารงอยู่ในร่างของข้าสืบไป ไม่มีการนําออกจากร่างเพื่อไปแช่ไว้ในน้ำยาแต่อย่างใด”
ทันใดลอว์เรนซ์มีความรู้สึกราวกับตนเองกําลังได้ยินเสียงใครคนหนึ่งกําลังพูดกับเขาอยู่ มันทําให้เขาถึงกับชะงักและถามตัวเองว่าหรือเขากําลังฝันไปงั้นรึ? แต่เสียงนั้นคุ้นหูเหลือเกินและมันเป็เสียงพูดจริงๆ ที่ไม่มีทางคิดเป็อื่นได้ เหมือนกับใครคนนั้นกําลังพูดกับเขาเป็การส่วนตัว...คงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเสียงของบุรุษผู้มีความเป็ะคนนี้
เอลเลียตกําลังตกอยู่ในสภาพมึนเมาเพียงแต่ไม่มีใครรู้เท่านั้น เขาเอนร่างพิงราวทองเหลืองด้วยท่าทางสงบเงียบจนไม่มีใครดูออก
อา...โลกนี้...ช่างเต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อนเสียนี่กระไร ขณะเดียวกันมันก็เป็โลกที่น่าสยดสยองชิงชังด้วย แต่ถึงอย่างไรเขาต้องคิดถึงงานแต่งงานที่จะเกิดขึ้น เขายังต้องพูดถึงมัน เขาต้องช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากให้กับลูกชายให้ได้ ท่าทางของอเล็กซ์ตอนนี้เปี่ยมด้วยความเศร้าหมองขณะมองดูจูลี่เต้นรํากับชายคนอื่น เมื่อไม่มีทางทําอะไรได้เขาก้าวเดินขึ้นมาหาบิดา
“ผมอยากให้คุณวางใจในตัวผมนะครับ” เสียงแรนดอล์ฟพูดอยู่ข้างหู “ผมขอรับประกันว่าจะต้องมีการแต่งงานเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอแต่เพียงว่าเราต้องให้เวลากับมันอีกสักหน่อยเท่านั้น”
“นี่คุณคงไม่คิดว่าผมสนุกกับการที่มาบีบบังคับคุณอยู่อย่างนี้หรอกนะ” เอลเลียตตอบเสียงหนักด้วยอาการมึนเมาที่กําลังเกิดขึ้น “ผมจะบอกอะไรให้คุณรู้ไว้อย่างหนึ่งนะแรนดอล์ฟว่าผมชอบการมีความสุขอยู่ในโลกแห่งความฝันที่ไม่มีเื่เงินเข้ามาข้องเกี่ยวมากกว่า ผมรู้ว่าการแต่งงานของเด็กสองคนนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับเราทั้งสองคน”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปเจรจากับลอว์เรนซ์ด้วยตัวเอง”
เอลเลียตเงยหน้าขึ้นเห็นบุตรชายยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว ท่าทางเหมือนเด็กนักเรียนยืนรอให้ผู้ใหญ่สังเกตเห็นตนเสียก่อนจึงจะกล้าพูดอะไรออกมา
“พ่อครับ ตอนนี้ผมกําลัง้าคําปลอบใจอย่างมากเลยครับ” อเล็กซ์กล่าว
“อเล็กซ์ สิ่งที่เธอจําเป็จะต้องสะสมไว้ในตัวให้มากที่สุดคือความกล้า” แรนดอล์ฟเอ่ยขึ้น “และลุงไม่อยากฟังคําปฏิเสธของเธอด้วย”
อเล็กซ์เอื้อมหยิบแก้วแชมเปญจน์จากถาดที่คนรับใช้ถือผ่านมา
“ผมไม่เข้าใจจริงๆ ครับคุณลุง นาทีหนึ่งเธอเหมือนรักผม แต่อีกนาทีต่อมาดูเหมือนเธอไม่รักผมเลยด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มพูดอย่างกลัดกลุ้ม “ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าผมมีชีวิตอยู่โดยไม่มีเธอไม่ได้และตอนนี้เธอกําลังทําให้ผมคลั่ง”
“พ่อเข้าใจ” เอลเลียตหัวเราะเบาๆ “เอ้า ดูนั่นสิ ตอนนี้ไอ้หนุ่มซุ่มซ่ามดันเผลอเหยียบเท้าจูลี่เข้าแล้ว พ่อว่าแกน่าจะเข้าไปช่วยก่อนที่เธอจะล้มนะ”
อเล็กซ์พยักหน้ารับคําทันที แทบไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าผู้เป็บิดาถึงแก้วแชมเปญจน์ที่เหลือกว่าครึ่งไปดื่มเองจนหมด เขายืดไหล่ผึ่งอกเดินเข้าไปในฟลอร์เต้นรำด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย
“สิ่งน่าพิศวงอยู่ตรงที่ว่าจูลี่เองก็รักอเล็กซ์อยู่ไม่น้อย ความจริงเด็กคู่นี้รักกันตลอดมา” แรนดอล์ฟพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ใช่ แต่ขณะเดียวกันจูลี่ก็รักพ่อ รักอิสรเสรีภาพด้วย เื่นี้ผมไม่ตําหนิเธอหรอก ดูๆ ไปแล้วบางครั้งเธอออกจะเบื่ออเล็กซ์อยู่เหมือนกัน แต่ลูกชายผมทําให้เธอมีความสุขได้ ผมรู้ดี”
“นั่นสิ” แรนดอล์ฟสนองรับ
“และจูลี่จะเป็ผู้หญิงคนเดียวที่ทําให้อเล็กซ์มีความสุขอย่างมากด้วย คงไม่มีผู้หญิงคนไหนทําให้อเล็กซ์มีความสุขได้มากเท่านี้อีกแล้ว”
“เหลวไหลน่า” แรนดอล์ฟส่ายหน้า “ผมว่าพวกสาวๆ ในลอนดอนอีกมากที่อยากเป็คู่รักของอเล็กซ์ อยากปรนนิบัติให้เขามีความสุข ก็เขาไม่ใช่เอิร์ลแห่งรูทเธอร์ฝอร์ดที่ 18 หรอกรึ?”
“เื่นั้นนะรึที่เป็ความสําคัญ” เอลเลียตย้อนถาม “คุณหมายถึงยศศักดิ์ของวงศ์ตระกูล หมายถึงความมั่งคั่งหรูหราที่น่าเบื่อหน่ายนั่นนะหรือแรนดอล์ฟ?” เขากวาดสายตามองไปรอบห้องบอลล์รูม อาการเมามายที่กําลังเกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้ดูอันตรายไม่น้อยเลย โดยเฉพาะเมื่อเป็่เวลาที่จะต้องเจรจากันด้วยเื่สําคัญเช่นนี้ บางครั้งผมเคยคิดนะว่าผมควรไปอยู่อียิปต์กับลอว์เรนซ์ ผมไม่อยากเห็นอเล็กซ์ได้ความรักจากผู้หญิงเพียงเพราะเขามีศักดิ์เป็เอิร์ลเท่านั้น
เขาทันสังเกตเห็นแววประหวั่นในดวงตาของแรนดอล์ฟ พระเ้า...เพราะอะไรนายวานิชผู้นี้ถึงมีความคิดว่ายศศักดิ์ของคนเราเป็สิ่งที่มีความสําคัญเหนืออื่นใด แต่นั่นแหละถ้ามีการแต่งงานเกิดขึ้นอเล็กซ์ไม่เพียงได้จูลี่มาเป็ภรรยาเท่านั้นแต่เขายังจะต้องช่วยเธอดูแลทรัพย์สินของตระกูลสแตรทฝอร์ดที่มีค่ามหาศาลด้วย
สิ่งที่เอลเลียตหวังจะได้เห็นอย่างที่สุดคือหลานตัวน้อยๆ ทั้งหญิงและชายผู้จะได้สืบตระกูลและเป็เ้าของที่ดินอันเป็สมบัติเก่าแก่ของรูทเธอร์ฝอร์ดในยอร์คเชียร์ ด้วยเหตุนี้เอลเลียตจึงใช้ความพยายามทุกวิถีทาง่ชิงทรัพย์สมบัติของตระกูลสแตรทฝอร์ดมาก่อนเฮนรี่ สแตรทฝอร์ดจะล้างผลาญจนไม่มีอะไรเหลือ
“เรายังไม่ถึงกับแพ้หรอกน่าเอลเลียต” แรนดอล์ฟกล่าว “คุณจะไปมัวสร้างโลกใหม่ให้มันได้อะไรขึ้นมา?”
เอลเลียตเพียงแต่ยิ้มรับคําถาม เขากรอกแชมเปญจน์เข้าปากอีกอีกใหญ่และจะบอกให้แรนดอล์ฟรู้ว่า เขาจะได้อะไรจากโลกที่ตนเองกําลังแสวงหา