ศพกวางตัวที่สี่ถูกลากมาวางหน้าประตูโม่เหอก่อนหมอกยามเหมาจะจาง
ไม่มีาแจากเขี้ยว ไม่มีรอยธนู หนังตรงลำคอสมบูรณ์แต่เืทั้งร่างหายไปจนเนื้อซีดขาว นายพรานสามคนยืนล้อมสีหน้าของพวกเขาตึงกว่าตอนพบรอยสัตว์ใหญ่ เพราะสัตว์ซึ่งฆ่าเพื่อกินย่อมทิ้งรอยกัดส่วนสิ่งที่ฆ่าโดยไม่แตะเนื้ออาจอยู่ใกล้คนมากกว่าสัตว์
เยี่ยซิงเหอออกจากเรือนพร้อมแขนซ้ายพันผ้าผู้เฒ่าโม่เดินตามหลังโดยถือไม้เท้าและทำเหมือนเพิ่งถูกปลุก
นายพรานเฒ่าคนหนึ่งชี้เขากวาง “พบตรงทางเหนืออีกสามตัวอยู่สูงขึ้นไป ทุกตัวไม่มีเื”
ผู้ใหญ่บ้านถาม “หมาป่าทำหรือไม่”
“หมาป่าไม่เย็บหนังคืนหลังดูดเื”
เสียงผู้คนรอบประตูดังขึ้นชาวบ้านซึ่งต้องขึ้นเขาหาฟืนเริ่มถอยจากตะกร้าเด็กเลี้ยงแพะถูกมารดาดึงกลับเข้าประตู ทุกคนจำชายแปลกหน้าสองคนเมื่อวานได้และรู้ว่าความผิดปกติบนูเาอาจมิใช่เื่แยกกัน
เยี่ยซิงเหอคุกเข่าข้างซากกวาง เขาไม่แตะด้วยมือใช้กิ่งไม้แหวกขนตรงท้อง พบจุดดำเล็กเท่าปลายเข็มสี่จุดเรียงเป็ครึ่งวง
เศษโลหิตดำในหม้อดินมีรอยสลักคล้ายกัน
“เ้ารู้อะไร” นายพรานเฒ่าถาม
ก่อนเยี่ยซิงเหอจะตอบ ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าเขี่ยกิ่งออก“รู้ว่าคนแขนเจ็บไม่ควรแตะศพ”
“เมื่อคืนเด็กนี่กลับจากเขาพร้อมเื” ชายอีกคนกล่าว“หากเห็นสิ่งใดก็ควรบอก มิใช่ให้พวกเราขึ้นไปเจอศพเอง”
ถ้อยคำนั้นมีเหตุผลเยี่ยซิงเหอเลือกปิดเื่หมาป่ากับคนส่วนใหญ่เพราะกลัวข่าวดวงตรารั่วทว่าความเงียบทำให้นายพรานขึ้นเขาโดยไม่รู้ภัย
“ข้าพบหมาป่าคลุ้มคลั่ง” เขากล่าว “มีโลหะดำฝังที่คอข้าถอนออกแล้วนำกลับมา”
เสียงฮือดังรอบประตู
ผู้ใหญ่บ้านหันมาทางผู้เฒ่าโม่ “ของอยู่ที่ใด”
“ข้าผนึกไว้”
“มันเกี่ยวกับกวางเหล่านี้หรือไม่”
ชายชราตอบ “น่าจะเกี่ยว”
นายพรานเฒ่าสบถ “พวกท่านรู้ั้แ่เมื่อคืนแต่ไม่ปิดทางเหนือ?”
“เรายังไม่รู้ว่ารอยอยู่ตรงใด” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“เช่นนั้นวันนี้ต้องรู้”
ผู้ใหญ่บ้านสั่งปิดประตูเหนือ ห้ามผู้ใดขึ้นูเาและเลือกนายพรานสามคนไปนำทาง ผู้เฒ่าโม่จะไปด้วย เยี่ยซิงเหอก้าวออกจากกลุ่มแต่ชายเฒ่าผู้พบศพยกคันธนูขวาง
“เ้าแขนเจ็บและไม่มีปราณ อยู่หมู่บ้าน”
คำว่าไม่มีปราณดังต่อหน้าคนจำนวนมากเหมือนผลศิลาทดสอบยังแขวนอยู่กลางลาน
เยี่ยซิงเหอไม่โกรธ ชายผู้นี้มิได้พูดเพื่อเหยียดหากไม่้าแบกคนอ่อนแอขึ้นเขา
“ข้ารู้ตำแหน่งที่พบหมาป่าและกลิ่นของโลหะดำ” เขาตอบ“หากไม่มีข้า ท่านอาจเหยียบรอยก่อนเห็น”
“หากพาเ้าไป เราต้องกันสัตว์และกันเ้า”
“ไม่ต้องกันข้า หากข้าตามไม่ทัน ทิ้งข้าไว้”
ผู้เฒ่าโม่เคาะไม้เท้าหนึ่งครั้ง “พาไป เขาทำเื่ยุ่งไว้ย่อมต้องเห็นปลายเื่”
คนบางส่วนหัวเราะแห้ง ความกังวลคลายเพียงเล็กน้อยเยี่ยซิงเหอรับคำโดยไม่แก้ว่าเื่ยุ่งนั้นเริ่มจากผู้ใดศักดิ์ศรีมิได้สำคัญกว่าการขึ้นเขาก่อนค่ายกลทำงานอีกครั้ง
* * *
ศพสัตว์เรียงเป็ทางขึ้นูเา
ตัวแรกเป็กวาง ตัวที่สองเป็กระต่ายป่า ตัวที่สามเป็หมูป่าทุกตัวถูกทิ้งห่างกันราวครึ่งลี้ รอยลากบนหิมะดูเหมือนสัตว์ตายแล้วถูกนำมาวางมิใช่ล้มตรงจุดพบ
นายพรานเฒ่าเดินหน้า ผู้เฒ่าโม่อยู่กลางขบวนเยี่ยซิงเหอปิดท้าย เขามองสิ่งที่คนอื่นไม่สนใจ—กิ่งสนซึ่งถูกผูกด้วยเส้นขนสัตว์ก้อนหินที่ด้านเปียกหันขึ้นฟ้าและรอยเืซึ่งหยุดตรงพื้นที่ลมแรงเกินกว่าจะค้างเป็หยด
“มีคนจัดทางให้เราเดิน” เขากล่าว
นายพรานด้านหน้าหยุด “เพราะเหตุใด”
“ศพทุกตัวอยู่ในจุดซึ่งมองเห็นศพถัดไป หากพบตัวหนึ่งเราจะตามถึงอีกตัว”
“อาจเป็สัตว์ลากเหยื่อ”
“สัตว์ไม่หันก้อนหินเพื่อทำเครื่องหมาย”
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายไม้เท้าพลิกก้อนหินกลับด้านล่างมีรอยดำรูปครึ่งวงเหมือนจุดบนท้องกวาง
“จากนี้อย่าเดินตามศพ” ชายชรากล่าว
พวกเขาเลี้ยวออกทางตะวันตก ใช้แนวสนบังแต่ผ่านไปไม่ถึงร้อยก้าวก็พบซากกระรอกแขวนบนกิ่งตรงหน้าเืหยดจากหางเป็จังหวะทั้งที่ร่างแข็งตายมาหลายชั่วยาม
ทางใหม่ถูกคาดไว้แล้ว
“มีคนเฝ้าเราอยู่หรือ” นายพรานคนหนึ่งถาม
ผู้เฒ่าโม่กวาดตามองหมอก “หากมี เขา้าให้เราคิดเช่นนั้น”
เยี่ยซิงเหอไม่เห็นคน แต่รู้สึกถึงแรงดึงจาง ๆ ตรงรอยเสี้ยวดาวทุกครั้งที่หันไปทางศพ ความร้อนเพิ่มขึ้น หากหันออก ความร้อนลด
สิ่งบนเขากำลังใช้ดวงตราเป็เข็มทิศย้อนกลับ
เขาไม่บอกทุกคน เพียงเดินไปข้างผู้เฒ่าโม่“ทางซ้ายอันตรายกว่า”
“เพราะอะไร”
“รอยบนหลังตอบ”
ชายชรามิได้ถามต่อ “เช่นนั้นไปทางขวาแต่ให้ทุกคนคิดว่าเรายังตามซ้าย”
พวกเขาแบ่งรอยเท้า นายพรานหนึ่งคนลากกิ่งสนไปทางซ้ายส่วนคนจริงเดินบนแผ่นหินแข็งทางขวา เสียงลมกลบฝีเท้าไม่นานก็พ้นแนวศพและพบแอ่งตื้นซึ่งหิมะละลายเป็วง
กลางแอ่งมีแท่งหินดำสามแท่งปักเป็สามมุมแต่ละแท่งสูงเพียงเข่าและถูกตะไคร่ปลอมปิดผิวหินมีรอยเืแห้งลากเชื่อมกันใต้หิมะ
“ค่ายกล” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
นายพรานเฒ่ามองวงหิน “ข้าเดินผ่านที่นี่ทุกฤดูไม่เคยมีแท่งพวกนี้”
“เพราะเมื่อก่อนมันนอนอยู่ใต้ดิน” เยี่ยซิงเหอชี้รอยงัดตรงฐาน“มีคนเพิ่งยกขึ้น”
“ทำลายเสีย” ชายคนหนึ่งยกขวาน
“อย่า!”
คำเตือนของเยี่ยซิงเหอดังพร้อมคมขวานกระแทกแท่งแรก
เสียงกังวานแล่นใต้หิมะ
รอยเืสามสายสว่างแดง แผ่นน้ำแข็งรอบแอ่งพลิกเอียงพื้นซึ่งดูราบกลายเป็ลาดลงสู่ใจกลาง นายพรานผู้ถือขวานเสียหลักไถลเยี่ยซิงเหอคว้าสายธนูบนหลังเขาไว้ทัน แต่แรงลากทำให้แผลแขนเปิด
จากพุ่มสนสองด้าน เสียงคำรามดังพร้อมกัน
หมาป่าหิมะสองตัวพุ่งออกมา ตัวหนึ่งมีโลหะดำฝังตรงอกอีกตัวฝังตรงหน้าผาก ดวงตาทั้งสี่แดงคล้ำ พวกมันไม่โจมตีผู้ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดกลับวิ่งตามรอยเืบนพื้นเข้าหาคนกลางวง
ค่ายกลกำลังชี้เหยื่อให้สัตว์
“ขึ้นหิน!” ผู้เฒ่าโม่สั่ง
นายพรานสองคนะโออกจากวง คนที่ไถลยังติดอยู่เยี่ยซิงเหอดึงสายธนูจนมือสั่น หากปล่อย ชายคนนั้นจะตกกลางทางสัตว์ หากยื้อเขาจะใช้แขนซ้ายไม่ได้อีก
หมาป่าตัวแรกเปลี่ยนทิศตามแสงบนแท่งหินมันมิได้เลือกเส้นตรงสั้นที่สุด แต่เลือกทางซึ่งรอยเืสว่าง
เยี่ยซิงเหอเห็นกฎ
“ดับแท่งที่สอง ไม่ใช่แท่งแรก!” เขาะโ
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้ากระแทกหินด้านขวา แท่งที่สองเอนแสงบนพื้นขาดหนึ่ง่ หมาป่าตัวแรกชะงัก หันไปตามเส้นใหม่ แล้วชนกับอีกตัว
นายพรานที่ติดอยู่ฉวยจังหวะปักขวานลงน้ำแข็งเยี่ยซิงเหอดึงเขาขึ้นจากลาด ทั้งสองกลิ้งพ้นวงก่อนกรงเล็บจะถึงเพียงชุ่น
หมาป่าสองตัวหันกลับ แสงจากแท่งแรกกระพริบมันเลือกเยี่ยซิงเหอพร้อมกัน
รอยเสี้ยวดาวร้อน
เขานึกถึงกฎสามข้อ—ห้ามใช้ต่อหน้าคนนอก หยุดก่อนเกินสามลมหายใจและหลังใช้ต้องรู้ว่าร่องรอยพาใครไปตาย
นายพรานสามคนอยู่รอบตัว ทุกคนจะเห็น
“ถอยหลังข้า” ผู้เฒ่าโม่ก้าวมาขวาง
“หากท่านเปิดพลัง คนเฝ้าค่ายกลจะรู้ตัวท่าน”
“หากเ้าเปิด คนทั้งูเาจะรู้ตัวเ้า”
หมาป่าพุ่ง
เยี่ยซิงเหอไม่รวบปราณเขาเตะก้อนหินใส่รอยเืตรงหน้าสัตว์ตัวซ้าย ก้อนหินกลิ้งผ่านเส้นแดงแสงค่ายกลเปลี่ยนตามวัตถุซึ่งแตะรอย สัตว์หันงับก้อนหินโดยสัญชาตญาณ
ตัวขวายังมา
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าสอดใต้คางมัน มิได้ปล่อยแรงกดดันเช่นในลานเพียงบิดตามแรงกระโจน หมาป่าพลิกข้างตกบนแผ่นน้ำแข็งนายพรานเฒ่าใช้ด้ามธนูกระแทกขาหลังซ้ำ
ตัวซ้ายรู้ว่าถูกลวง มันหันกลับเร็วกว่าเดิม
เยี่ยซิงเหอวิ่งไปทางแท่งหินที่สาม ทำเหมือนหนีสัตว์ไล่ตามรอยเืซึ่งสว่างใต้เท้าเขา เมื่อเหลือระยะสองก้าวเขาะโข้ามแท่งหิน
กรงเล็บหมาป่ากระแทกแท่งเต็มแรง
หินดำหักครึ่ง
ค่ายกลส่งเสียงแหลม รอยเืบนพื้นดับไปสองสายพื้นน้ำแข็งหยุดเอียง แต่แรงสะท้อนจากแท่งหักพุ่งเข้าโลหะที่หน้าผากหมาป่ามันร้องแล้วล้มชัก
อีกตัวสะบัดหลุดจากไม้เท้าผู้เฒ่าโม่ พุ่งหานายพรานซึ่งล้มอยู่
เยี่ยซิงเหอไม่มีเวลาใช้ก้อนหินหรือภูมิประเทศ เขาปล่อยลมหายใจไม่สั่งพลัง เพียงยื่นมือไปตามการเลือกซึ่งชัดที่สุด—ให้คนตรงหน้ารอด
ปราณทองรวมใต้ฝ่ามือ
หนึ่งลมหายใจ
เขากระแทกฝ่ามือลงบนแท่งหินแรก มิได้โจมตีหมาป่าแรงทองซึมเข้าแนวค่ายกลเหมือนตอนศิลาทดสอบ รอยเืทั้งหมดสว่างจากภายในแล้วแตกออก
สองลมหายใจ
ทิศซึ่งค่ายกลบังคับสัตว์หายไป หมาป่าตัวนั้นลังเลเพียงพริบตาผู้เฒ่าโม่คว้าโอกาสดึงนายพรานพ้นกรงเล็บ แล้วใช้ด้ามไม้เท้ากระแทกโลหะดำตรงอก
เศษโลหะหลุด สัตว์กลิ้งลงหิมะ แสงแดงในตาดับครึ่งหนึ่งมันลุกโซเซแล้วหนีเข้าป่า
เยี่ยซิงเหอตัดปราณก่อนลมหายใจที่สาม
ความร้อนบนหลังหยุด แต่เืไหลจากจมูกทันทีทุกคนในแอ่งเห็นประกายทองบนแท่งหินก่อนมันจาง
ไม่มีทางเก็บความลับคืน
นายพรานเฒ่าหันมามอง “นั่นคือสิ่งใด”
ผู้เฒ่าโม่ตอบก่อน “แรงสะท้อนของค่ายกล”
ชายผู้นั้นมองฝ่ามือเยี่ยซิงเหอซึ่งมีแสงค้าง“แรงสะท้อนเลือกมือคนด้วยหรือ”
เยี่ยซิงเหอเช็ดเื “ข้าไม่รู้”
เป็คำตอบจริงเพียงครึ่งเดียว เช่นเดียวกับคำของผู้เฒ่าโม่
พวกเขาตรวจหมาป่าซึ่งชักอยู่ผู้เฒ่าโม่ถอนเศษโลหะตรงหน้าผากด้วยคีมจากถุงยา สัตว์หยุดดิ้นแต่ยังไม่ลุกนายพรานใช้เชือกมัดปากและขาเพื่อพากลับตรวจ มิได้ฆ่าทิ้ง
ชายชราเดินรอบค่ายกลเก็บหินดำสามชิ้นแล้วบดรอยสลักด้วยสันไม้เท้า เยี่ยซิงเหอใช้หิมะกลบแนวเืแต่ยิ่งกลบ สีแดงยิ่งซึมขึ้นชั้นบน
“มันฝังลึก” เขากล่าว
“นี่เป็เพียงวงชี้ทาง” ผู้เฒ่าโม่ตอบ“ผู้สร้าง้าให้สัตว์เข้าหาเหยื่อซึ่งถูกเลือกหากมีวงใหญ่กว่านี้ใกล้หมู่บ้าน…”
ชายชราไม่กล่าวต่อ
ทุกคนรู้ว่าคนทั้งโม่เหออาจกลายเป็เหยื่อในวงเดียวกัน
ใต้ฐานแท่งหินแรก เยี่ยซิงเหอพบแผ่นเหล็กบางเขาใช้กิ่งไม้ขูดดินออก บนแผ่นมีสัญลักษณ์หยดเืล้อมด้วยเส้นสามชั้นตรงกับรอยบนเศษโลหะและป้ายของคนแปลกหน้า
“มีคนกำลังวางกับดักหมู่บ้าน” เขากล่าว
นายพรานทั้งสามได้ยินชัด
* * *
เมื่อกลับถึงโม่เหอ ข่าวแพร่เร็วกว่าขบวน
ผู้คนมารอที่ลาน ผู้ใหญ่บ้านถามเื่ศพ เื่หมาป่าและแสงทอง นายพรานเฒ่าเล่าตามที่เห็นโดยไม่เติม แต่เพียงคำว่าแสงจากมือซิงเหอเสียงซุบซิบก็เปลี่ยนไป
บางคนจำศิลาที่แตกร้าว
บางคนจำชายแปลกหน้าซึ่งตามชื่อเขา
บางคนถามว่าศพสัตว์เริ่มปรากฏหลังการทดสอบหรือไม่
ผู้เฒ่าโม่กำลังจะพูด เยี่ยซิงเหอก้าวออกก่อน
“ข้าเป็ผู้พบโลหะดำเมื่อคืน แต่ปิดเื่ไว้เพราะไม่แน่ใจ”เขากล่าว “หากบอกเร็วกว่านี้ นายพรานคงไม่ขึ้นเขาโดยไร้คำเตือนความผิดนั้นเป็ของข้า”
ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้ว “แล้วแสงทอง?”
“ข้าแตะค่ายกลโดยไม่รู้วิธี แรงสะท้อนจึงผ่านร่าง”
ผู้เฒ่าโม่หันมองเขา นี่มิใช่คำโกหกทั้งหมดแต่เป็การวางศักดิ์ศรีของตนขวางคำถามต่อไป
ชายซึ่งเคยกล่าวว่าเขาไร้ปราณหัวเราะสั้น“เด็กไม่รู้วิชาแตะของอันตราย แล้วยังทำให้คนอื่นต้องช่วย”
คำพูดแทงตรงจุดเดิม เยี่ยซิงเหอรับโดยไม่ตอบหากเขาเถียงหรือแสดงพลัง ความลับจะชัดขึ้น หากปล่อยให้คนบางส่วนเชื่อว่าเขาเขลาอย่างน้อยศัตรูซึ่งซ่อนหูในหมู่บ้านจะยังไม่รู้ว่าปราณสีทองถูกควบคุมได้ถึงสองลมหายใจ
ผู้ใหญ่บ้านสั่งห้ามเยี่ยซิงเหอขึ้นเขาโดยลำพังและให้ทำงานช่วยซ่อมประตูสามวันแทนการออกล่าสัตว์
เขาประสานมือรับ
ศักดิ์ศรีต่อหน้าชุมชนลดลงแต่คนเก็บฟืนทุกครอบครัวได้รับคำเตือน เส้นทางเหนือถูกปิดและนายพรานเริ่มตรวจหาหินดำรอบหมู่บ้าน
ราคานี้เขายอมจ่าย
ขณะที่ผู้คนแยกย้ายผู้เฒ่าโม่วางแผ่นเหล็กสัญลักษณ์โลหิตลงบนโต๊ะผู้ใหญ่บ้าน “เผามิได้ฝังอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องหาทุกวงก่อนมันเชื่อมกัน”
ทันใดนั้น เสียงระฆังดังจากูเา
กังวานแรกต่ำและยาว ลอยข้ามหลังคาโม่เหอจนสุนัขทุกตัวหยุดเห่า
กังวานที่สองดังจากสูงขึ้นไปทางตะวันออกมิใช่ตำแหน่งค่ายกลซึ่งพวกเขาเพิ่งทำลาย
ไม่มีผู้ใดในลานขยับแม้แต่เด็กเล็กซึ่งร้องไห้อยู่ข้างประตูก็ถูกมารดาปิดปากไว้แน่น
ผู้ใหญ่บ้านหันไปทางนายพราน “พวกเ้าทิ้งคนไว้บนเขาหรือไม่”
“ไม่มี” นายพรานเฒ่าตอบ “คนของเรากลับมาครบแล้ว”
เสียงระฆังขาดหายทว่าความสั่นะเืยังลอดใต้พื้นดินมาถึงฝ่าเท้าเยี่ยซิงเหอราวกับูเาทั้งลูกกำลังส่งคำตอบซึ่งไม่มีผู้ใดอยากได้ยิน
ผู้เฒ่าโม่ยกไม้เท้าขวางมิให้คนรอบโต๊ะเข้าใกล้“อย่าแตะแผ่นเหล็ก”
ใต้เงาแขนของชายชรา เส้นสามชั้นรอบสัญลักษณ์หยดเืค่อย ๆแดงขึ้นทีละเส้น
แผ่นเหล็กบนโต๊ะสั่นตาม
รอยเสี้ยวดาวใต้แผ่นหลังเยี่ยซิงเหอร้อนขึ้นหนึ่งลมหายใจ
ผู้เฒ่าโม่มองแนวเขา สีหน้าหนักกว่าตอนพบศพทั้งสี่
ค่ายกลบนูเามิได้มีเพียงวงเดียว