จุนห่าวไม่พูดอ้อมค้อมอีกต่อไปเขาเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “พี่รอง ท่านบาดเจ็บได้อย่างไร? ท่านและพี่สามยังถือว่าเป็นคนของตระกูลจุนอยู่ อีกทั้งยังเป็นถึงนายน้อยสายตรงของตระกูลในเมืองอวี้หวาย่อมไม่มีใครกล้ายั่วยุคนจากตระกูลจุนหรอก แต่ทำไมพวกท่านถึงได้หนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้?”ในมุมมองของจุนห่าว ตระกูลจุนก็เปรียบเสมือนงูเจ้าถิ่นที่ปกครองเมืองอวี้หวาคนทั่วไปในเมืองอวี้หวาย่อมไม่มีใครกล้าหาเรื่องคนจากตระกูลจุนเป็นแน่
จุนฟานกล่าวอย่างเดือดดาลว่า “เพราะท่านพ่อกลัวว่าพวกเราจะทำให้เขาเดือดร้อนจึงถอดชื่อข้าและพี่รองออกจากวงศ์ตระกูล จากนี้ไปเราไม่ใช่คนของตระกูลจุนแล้ว พวกข้าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับตระกูลจุนอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นพวกเราจึงไม่ใช่นายน้อยของตระกูลจุนอีกต่อไปและไม่มีใครให้เกียรติพวกเราเหมือนเดิมแล้ว ข้าและพี่รองยามนี้ก็เหมือนกับหมาที่ตกน้ำใครจะเหยียบย่ำเท่าไหร่ก็ได้ ไม่สิ... ที่จริงแล้วคือพวกเขาอาจจะอยากจับพวกเราไปแลกกับเงินก็ได้เพราะตอนนี้พวกเรามีค่าหัวแพงอยู่ทีเดียวล่ะ” จุนฟานไม่เคยคิดว่าท่านพ่อจะเป็นคนเยี่ยงนี้พวกเขากำลังเผชิญอยู่กับอันตราย แต่ท่านพ่อกลับไม่คิดปกป้อง แถมยังตัดขาดและทอดทิ้งพวกเขาอีกในเมื่อไม่สนใจ แล้วจะให้พวกเขาเกิดมาตั้งแต่แรกทำไม คนในตระกูลก็ไม่มีใครช่วยพูดให้พวกเขาอีกล้วนแต่เป็นพวกรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น
จุนห่าวหยุดชะงักครู่หนึ่ง แล้วค่อยเอ่ยถามต่อว่า “เกิดอะไรขึ้น?”จุนห่าวคิดไม่ถึงว่าจะรุนแรงถึงขั้นนี้ แม้แต่ตระกูลจุนก็ยังไม่ปกป้องพวกเขาอย่างไรก็ตามตระกูลจุนถือว่าเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ เมื่อลูกหลานของตระกูลกำลังเผชิญกับอันตรายแต่กลับไม่ปกป้อง ซ้ำยังตัดความสัมพันธ์อีก จุนห่าวคิดว่า ชะตาของตระกูลจุนน่าจะใกล้ถึงขีดสุดแล้วปู่คนนั้นของเขาช่างขาดคุณสมบัติในการเป็นประมุขตระกูลยิ่งนัก
“เป็นเพราะข้าไปขัดใจคนใหญ่คนโตเข้า พี่รองถึงต้องมาเดือดร้อนเพราะข้า”จุนฟานกล่าวอย่างอารมณ์เสีย เป็นเพราะเขาสร้างหายนะโดยไม่ได้ประมาณกำลังตนเองจนตัวเขาเองก็แก้ไม่ไหว พี่รองถึงได้พลอยเดือดร้อนไปด้วย และยามนี้ก็กำลังจะพาลเดือดร้อนครอบครัวน้องสี่ไปด้วยอีกพอได้เห็นครอบครัวน้องสี่ที่กำลังมีความสุขจนน่าเบิกบานใจ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเจ็บปวดเป็นเพราะเขาคิดไม่ละเอียดถี่ถ้วน จนต้องพาพี่รองหลบหนีมาที่นี่ จู่ ๆ จุนฟานก็พลันลุกพรวดขึ้นมาและเอ่ยว่า “พี่รอง น้องสี่ ข้าไปล่ะ นี่เป็นปัญหาของข้า ข้าต้องแก้ด้วยตัวเองข้าจะไปคนเดียว ไม่เดือดร้อนพวกท่านหรอก พี่รอง ท่านอยู่บ้านน้องสี่ เพื่อพักฟื้นตัวก่อนเถอะข้าไปล่ะ” หลังกล่าวจบ ก็พลันลุกขึ้นและเดินไปทางประตู
จุนห่าวมองจุนฟานที่ต้องการจะไป ก็กล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นักว่า “นั่งลงเถอะ ท่านดูข้าซิว่า เหมือนคนที่ทอดทิ้งพี่น้องไหม? ตอนนี้ท่านนึกได้เพียงแค่ว่า เรื่องนี้จะทำให้ข้าเดือดร้อนหรือ? ตั้งแต่ที่ท่านเข้าประตูบ้านข้ามาก็เท่ากับท่านนำปัญหาเข้ามาแล้ว แถมยามนี้ก็มืดค่ำแล้วด้วย อีกอย่าง พี่รองบาดเจ็บถึงขั้นตายแทนท่านได้ขนาดนี้แต่ท่านยังสนใจเพียงแต่ว่าอาจจะทำให้พี่รองเดือดร้อนอีกอย่างนั้นหรือ? ข้าไม่ใช่พวกชอบก่อเรื่องหรอก แต่ข้าก็ไม่ได้กลัวการมีเรื่องเช่นกัน ถ้ามีเรื่องอันใดพวกเรามานั่งลง พูดคุยปรึกษา เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาเถอะ ที่ท่านจะออกไปอย่างนี้ คือจะให้พวกเราเตรียมเก็บศพท่านใช่ไหม?”
จุนฟานไม่ได้นั่งลงหรือเดินจากไป เขาเดินไปมาในบ้านอย่างคิดไม่ตก และเอ่ยว่า“ถ้าอย่างนั้น ข้าควรจะทำอย่างไรดี? น้องสี่ตอนนั้นข้าคิดน้อยไป ข้าคิดแค่ว่าจะหาที่พักพิงให้พี่รองถึงได้มาที่นี่ ข้าขอโทษข้าสร้างปัญหาให้เจ้าเสียแล้ว ศัตรูแข็งแกร่งมาก ข้าเกรงว่าเจ้าจะจัดการไม่ไหว อีกทั้งข้ายังทำให้ครอบครัวของเจ้าต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกถ้าข้าตายไป ก็ไม่น่าเสียดายหรอก”
จุนห่าวพูดกับจุนฟานว่า “ได้ตอนนี้ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาเสียใจหรอก ท่านเลิกเดินไปเดินมาได้แล้ว ข้าเวียนหัวมานั่งลง แล้วพูดกันดี ๆ เถอะ ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง พวกเรามาช่วยกันคิดวิธีแก้เถอะข้าไม่ใช่คนที่จะมานั่งรอความตายเพียงอย่างเดียวหรอกนะ จากนี้ไปเวลาจะทำอะไร ต้องใช้สมองหน่อยอย่าหุนหันพลันแล่นเช่นนี้อีก”
“แต่ว่าข้านั่งต่อไปไม่ไหวแล้ว ยังมีคนรอให้ข้าช่วยอยู่นะ หากข้าช่วยชีวิตเขาไว้ไม่ได้ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว” จุนฟานพูดอย่างหงุดหงิดพลางคิดในใจว่า ‘จางหนิง’ ยังคงอยู่ในที่อันโหดร้ายนั่นไม่รู้เลยว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เท่าที่เขารู้จักจางหนิงมา จางหนิงไม่มีทางยอมเชื่อฟังใครง่ายๆ แน่ ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้ว แต่พอคิดถึงจางหนิงขึ้นมา ในใจของเขาก็พลันเป็นห่วงจางหนิงอย่างที่สุดแต่ความแข็งแกร่งของเขานั้นอยู่ในระดับต่ำ ต่อให้เอาชีวิตเขาไปช่วยก็ไม่อาจช่วยจางหนิงออกมาได้เป็นแน่ ช่วงเวลานี้จุนฟานรู้สึกได้ว่า เขาไร้สิ้นความแข็งแกร่งเหลือเกิน ความแข็งแกร่ง...เวลานี้เขาหวังแค่เพียงความแข็งแกร่งเท่านั้น ทั้งหมดเป็นเพราะเขาไร้ซึ่งความแข็งแกร่ง ถึงทำให้คนที่เขารักต้องมาตกอยู่ในอันตรายและไม่อาจช่วยเขาได้ จนสุดท้ายครอบครัวก็ต้องมาตกอยู่ในอันตรายด้วยอีก
พอมองดูจุนฟานที่ยืนอย่างหดหู่อยู่ตรงนั้นจุนเช่อก็รับรู้ได้ว่าจิตใจของเขาปวดเจ็บและร้อนใจยิ่งนักจุนเช่อจึงพูดกับจุนห่าวและหานรุ่ยว่า “ให้ข้าพูดกับเขาเถอะข้าเชื่อว่าสถานการณ์ในยามนี้ จุนฟานเองก็คงยังไม่แน่ใจ แต่ที่มาทำให้ครอบครัวน้องสี่ต้องมาเดือดร้อนเพราะพวกเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากซ่อนตัวไม่ได้จริง ๆ เจ้าจงตัดความสัมพันธ์กับพวกเราเถอะการเสียสละอย่างไม่เกรงกลัวนั้น ช่างจำเป็นยิ่งนักจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มันใหญ่เกินไป ขนาดตระกูลจุนยังหลีกเลี่ยงถึงขั้นตัดขาดกับพวกเราเลย”
“หากจัดการไม่ได้จริง ๆ ข้าตัดความสัมพันธ์กับพวกท่านแน่” จุนห่าวกล่าวอย่างสงบนิ่ง เวลานี้เขามีครอบครัวแล้วเขาไม่มีทางเห็นแก่พี่น้องจนมากระทบถึงลูกเมียของตัวเองได้ แต่ไหนแต่ไรจุนห่าวไม่ใช่สามีที่เลวร้ายและไม่ได้ต้องการต่อสู้กับใครเหมือนอย่างที่จุนเช่อกล่าว แต่การเสียสละอย่างไม่เกรงกลัวนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นและจะต้องเป็นการเสียสละที่คุ้มค่าด้วย การรักษาชีวิตของคนทั้งเจ็ด ถือว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าแม้เวลานี้พลังของเขาจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่เขาก็จะพยายามให้มากที่สุด เพื่อปกป้องจุนเช่อและจุนฟานให้ได้แต่ถ้าหากไม่ไหวจริง ๆ คงมีแต่ต้องพาพวกเขาหลบหนี เพื่อไม่ให้ต้องปะทะกับศัตรูการปะทะนั้น จำเป็นต้องอาศัยความแข็งแกร่ง หากไร้ซึ่งความแข็งแกร่งและแรงสนับสนุน ก็คงทำได้แค่หลบหนี ‘ทอดแหสามวันตากแหสามวัน’ [1] นี่แหละ คือ กลยุทธ์ที่ดีที่สุด...
จุนเช่อ: ...... เช่นนี้ข้าก็วางใจเขาไม่อาจช่วยน้องชายแค่คนเดียว แล้วทิ้งขว้างน้องชายอีกคนหนึ่งได้
จุนฟาน: ...... เจ้าควรจะพูดว่า ยอมเสี่ยงอันตรายและเสียสละเพื่อพี่น้องมากกว่ามิใช่หรือ?หากจุนห่าวล่วงรู้ความคิดของจุนฟานได้ เขาจะต้องพูดเช่นนี้แน่ ทั้งพี่ทั้งน้องเลย... พวกท่านคิดมากเกินไป เห็นข้าเป็นคนซื่อบื้อเช่นนั้นหรือ? อย่างไรก็ตาม ชีวิตของจุนห่าวก็ซื่อบื้อจริง ๆ นั่นแหละเพียงแต่เขาไม่ยอมรับเท่านั้นเอง
หานรุ่ย: ...... จุนห่าวเป็นคนมีเหตุผลดังที่คำโบราณกล่าวไว้ว่า ‘ตราบใดที่ขุนเขายังเขียวขจีอยู่อย่าได้กลัวไม่มีฟืนเผา คนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ถึงจะได้ล้างแค้น หากชีพดับสูญ ไม่ว่าสิ่งใดก็จะหมดสิ้น’ อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าจุนห่าวไม่ใช่คนที่จะละทิ้งพี่น้อง เขาคงคิดหาทางหนีทีไล่ไว้แล้วหากเกิดเรื่องที่จำเป็นขึ้นมาจริง ๆ จุนห่าวคงพาพวกเขาหลบหนีไป และอีกอย่างเขาไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแน่แต่ถ้าหมดหนทางจริง ๆ เขาจะใช้อำนาจของตระกูลหานเขาเชื่อว่าชื่อเสียงของตระกูลหานแห่งจักรวรรดิ์สุ่ยเย่ว์นั้น ยิ่งใหญ่พอแม้แต่ราชวงศ์ยังต้องคำนึงถึงตระกูลของเขา ส่วนตระกูลอื่นไม่ต้องพูดถึงเลย
เมื่อจุนห่าวเห็นสีหน้าท่าทางของทั้งสามคนก็พลางนึกในใจว่า ยังคงเป็นหานรุ่ยที่เข้าใจข้ามากที่สุด และรู้ว่าข้าคิดอะไรอยู่เสมอ
[1] ทอดแหสามวัน ตากแหสามวัน คือ คำอุปมา มีความหมายว่า ทำอย่างไม่เสมอต้นเสมอปลาย