“หมายความว่าท่านเถียนยอมรับพระองค์”
เสียงถามจากเหล่าเสนาอำมาตย์และขุนนางในห้องว่าการ ดังขึ้นทันทีที่เถียนเจิ้งซื่อแจ้งเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่ห้องอักษรเมื่อวานให้ได้ทราบโดยทั่วกัน ในความจริงแล้วก็ไม่ได้มีความจำเป็อะไรที่เขาจะต้องแจ้งรายละเอียดมากขนาดนี้ด้วยซ้ำเพราะอย่างไรข่าวที่ว่ากงจู่ทรงสังหารฏอีกสามคนที่ห้องอักษรวังหลวงก็แพร่กระจายจนไม่อาจจะควบคุมได้แล้ว ไม่แน่ว่าป่านนี้คนนอกวังหลวง อาจเริ่มมีคนรู้เื่แล้วก็ได้
...พวกคนที่มาเก็บ ‘ขยะ’ ดันเป็พวกปากเบาเสียด้วย...
กงจู่เองก็ทำราวกับไม่รู้ แต่เขามั่นใจว่าพระองค์รู้ พระองค์จงใจเรียกใช้พวกจวิ้นซื่อ (จวิ้นซื่อ (ภาษาจีน) นายทหารชั้นประทวน) ของวังหลวง ที่เป็คนของเสนาบดีกรมต่าง ๆ แทนที่จะเรียกใช้กงกงคนในทำงานนี้ ดูก็รู้ว่าพระองค์จงใจให้ข่าวนี้รั่วไหลไปถึงเสนาบดีที่มีสิทธิ์มีเสียงในห้องว่าการ ไม่ว่าพระองค์จะทำไปเพื่อข่มขู่หรือหาตัวคนบงการก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าการกระทำของพระองค์นั้นฉลาดเกินตัวไปมาก
“กงจู่มีสิทธิ์ตามข้อบัญญัติ” เถียนเจิ้งซื่อเอ่ยเพียงเท่านั้นแม้ในใจเขาจะไม่เคยเชื่อเื่สิทธิ์ตามข้อบัญญัติเลยก็ตาม
“สตรีครองบัลลังก์จะทำให้เกิดอาเพศ” เสียงของขุนนางใหญ่คนหนึ่งเอ่ยขึ้น
เถียนลี่ปู้ได้แต่ชายตาไปมองผู้เอ่ยปากเท่านั้น ดีเท่าไหร่แล้วที่คนฟังเป็เขา หากคนฟังเป็หยางเยว่ซือกงจู่ก็ไม่แน่ว่าขุนนางใหญ่คนนี้อาจจะโดนปลดระวางกลางอากาศก็ได้ พระองค์ฆ่าคนโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาด้วยซ้ำ การที่พระองค์จะปลดใครสักคนที่พระองค์เห็นว่าไร้ประโยชน์จากตำแหน่งคงไม่ยาก ก็พระองค์เคยสังหารคนใหญ่คนโตระดับเสนาบดีด้วยเหตุผลว่า ‘ไร้ฝีมือขนาดที่ไม่สามารถสังหารเด็กผู้หญิงคนเดียวได้ ข้าไม่นิยมเก็บไว้’
...แปลกเกินสตรี...
คงจะนิยามได้เท่านั้น เพราะเขาเองก็เพิ่งจะได้เห็นหน้าค่าตากงจู่หลังม่านลายเมฆองค์นี้เป็ครั้งแรก แต่เพียงแค่ครั้งแรกพระองค์ ก็สร้างเื่ให้เขาประหลาดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาไม่อาจจะโต้ตอบได้ทัน ไม่ต้องคิดถึงคนที่นั่งอยู่ในห้องว่าการเลยไม่มีใครจะสามารถต่อกรพระองค์ได้แน่ แม้ว่าการให้สตรีขึ้นครองจะดูประหลาดก็ตามแต่การให้หยางเยว่ซือกงจู่ขึ้นครองนั้นคงไม่นับว่าแย่นัก เพราะเขารับรู้ได้ว่ากงจู่ผู้นี้มีบางอย่างซ่อนอยู่
...บางอย่างที่น่าจะเหมาะสมกับบัลลังก์แห่งต้าซี...
อย่างน้อยก็สิ่งที่พระองค์เอ่ยออกมาที่สะท้อนแิที่ประหลาดเหลือใครของพระองค์ได้เป็อย่างดี บัลลังก์ก็แค่เก้าอี้ ตราหยกก็แค่ก้อนหินไม่มีอะไรช่วยบิดาพระองค์จากฏได้ แต่ถ้วยยาของพระองค์ทำได้อย่างนั้นหรือ
หากเห็นการกระทำพระองค์แล้วก็พอจะรู้อยู่ว่าไม่ใช่ถ้วยชาแต่เป็ตัวพระองค์ต่างหาก ในตอนนี้หากให้เขาบอกความสามารถและความเหมาะสมของพระองค์นั้นเขาคงยังบอกไม่ได้ทั้งหมด แต่ว่าก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพระองค์นับเป็คนที่น่าสนใจคนหนึ่ง
...ยังไม่ถึงกับยอมรับ แต่คิดว่าน่าสนใจ...
“ท่านเถียน” ขุนนางที่นั่งใกล้เขาที่สุดเอ่ยขึ้น “กงจู่สังหารคนพวกนั้นจริงรึ ไม่ใช่ฝีมือของท่านซูเจียงจวินจริงน่ะหรือ”
เป็ไปอย่างที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้คงจะมีคนอีกมากที่ไม่เชื่อพระองค์แน่หรือไม่ก็ต่อให้พระองค์สามารถขึ้นครองได้ตามกฎมณเฑียรบาลก็ไม่แน่ว่าจะมีคนยอมรับหรือทำตามที่พระองค์สั่งซึ่งนั่นก็อาจจะเป็ปัญหาต่อไป แต่พระองค์ได้ตรัสออกไปแล้วเสียด้วยว่าพระองค์ไม่สน...
ท่ามกลางกองศพของกลุ่มคนปริศนา ผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็กงจู่หันไปเรียกนางกำนัลของตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อจะกลับไปล้างพระวรกายที่เปรอะไปด้วยโลหิต หากแต่ไม่ได้ผลอย่างที่พระองค์หวังเอาไว้เมื่อนางกำนัลของพระองค์ทั้งสองต่างก็กำลังสั่นกลัวกับภาพที่พวกนางเพิ่งจะเห็นไป น่ากลัวว่าทั้งชีวิตของนางกำนัลทั้งสองคนนั้นอาจจะไม่เคยเห็นคนฆ่ากันมาก่อนก็ได้... ซึ่งก็นับว่าธรรมดาแล้วสำหรับสตรีในวังหลวง คนที่ไม่ธรรมดาคือคนที่กำลังเดินไปหาที่เช็ดคราบเืต่างหาก
...กงจู่ทรงสังหารฏได้จริงเสียด้วย…
“น่าจะทรงไว้ชีวิตสักคนไว้เพื่อซักถาม” ขุนนางหนุ่มเอ่ยเชิงล้อเลียนเมื่อเห็นศพของชายทั้งสามคน
เมื่อครู่นี้... มือเปล่า ไร้อาวุธ ไร้เพลงดาบ ไร้ปราณ เพียงแค่มือเปล่ากับเศษถ้วยชาเท่านั้นจริง ๆ การเคลื่อนไหวของกงจู่นั้นไวและคล่องแคล่วจนบุรุษที่น่าจะชำนาญการต่อสู้ทั้งสามคนไม่อาจจะจับพระองค์ได้ทัน อีกทั้งยังความโเี้ของพระองค์อีก จนบัดนี้เขายังไม่เห็นแววะเืใจในสายพระเนตรเลยสักนิด...
“คิดอย่างนั้นทำไมพวกท่านไม่ทำเสียเองเล่า”
กงจู่เพียงปรายสายพระเนตรมาที่อีกแปดศพที่เหลือที่เป็ฝีมือของพวกเขา ก่อนจะหันไปสนใจการเช็ดล้างมือของตัวเองต่อ
เด็กหญิงที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งที่เพิ่งทำไปนั้นสร้างความแปลกใจให้เขามาก อย่าว่าแต่เด็กน้อยแม้แต่สตรีก็ตามหากได้เห็นศพพวกนี้แล้วก็ย่อมใจเสียใเป็ธรรมดา แต่กงจู่นอกจากจะเป็คนลงมือสังหารเองแล้วยังทรงทำเหมือนไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรอีก
“กงจู่... พระองค์สังหารคนพวกนี้” ซูหลวนคุนเจียงจวินเอ่ยออกมาเป็ครั้งแรก น่าจะหายจากอาการใแล้วเสียกระมัง
เขาเคยได้ยินมาว่าซูหลวนคุนเจียงจวินคนนี้ได้รับการอุปการะจากองค์เหนือหัวมาั้แ่ยังเล็ก น่ากลัวว่าจะมีความผูกพันกับกงจู่มาช้านานจนไม่อาจจะเห็นว่ากงจู่ของเขาสังหารคนได้ ที่จริงมันน่าแปลกใจมากกว่าเพราะสิ่งที่กงจู่เพิ่งลงมือไปนั้นมันแสดงถึงความเคยชินที่เป็ทักษะ ไม่มีทางที่แม่ทัพที่โตมาด้วยกันคนนี้จะไม่รู้ว่ากงจู่สามารถสังหารคนได้กัน?
“ไม่...” เด็กหญิงเงยหน้ามาตอบหน้าตาย “คนพวกนี้เดินเข้ามาตายคามือข้าเอง”
ใบหน้าที่งดงามดุจเทพเซียนที่เกาะพราวไปด้วยหยดน้ำกระตุกยิ้มร้ายดุจพญามาร หยางเยว่ซือกงจู่ปรายตามองศพพวกนั้นเพียงวูบเดียว ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายท่าทางราวกับระอานักหนาก่อนจะเงยหน้ามาหาพวกเขาสองคนที่ยืนอยู่
“จะพอมีใครช่วยเก็บขยะพวกนี้ออกไปได้หรือไม่ ข้าไม่ค่อยชอบกลิ่นคาวเื”
...ถ้าไม่ชอบก็อย่าสังหารใครแต่แรกสิ...
นั่นเป็สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นในใจของเขา หากพระองค์จะแสดงออกว่ารังเกียจศพเสียขนาดนี้พระองค์ก็ไม่ควรจะสังหารคนพวกนี้ั้แ่แรกไม่ใช่หรือไร เด็กหญิงทำหน้าตาเหยเกอย่างชัดเจนพระองค์พยายามเดินเลี่ยงศพพวกนั้นอย่างเต็มที่
ท่าทางของพระองค์แสดงถึงความรังเกียจอย่างชัดเจนซึ่งเขาหมายถึงมันชัดเจนเสียจนไม่เห็นแม้แต่แววตาตระหนก รู้สึกผิด หรือหวาดกลัวจากพระองค์เลยแม้แต่น้อย
“...” บุรุษทั้งสองมองไปที่สตรีเพียงคนเดียวในห้องด้วยสายตาสนเท่ห์อย่างไม่ปิดบัง
“หมดธุระแล้วใช่หรือไม่ ข้าจะกลับไปเปลี่ยนผ้า” เด็กหญิงเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงไม่สู้สบอารมณ์นัก
กงจู่ที่หัวเสียอย่างมากกับรอยเปื้อนตามร่างกาย ดูพระองค์จะอารมณ์เสียกับเื่นี้ยิ่งกว่าเื่ที่ควรจะใส่ใจหรือใส่อารมณ์กับมันในตอนนี้ อย่างเช่นเื่ที่มาของฏพวกนี้หรือเื่ของคนที่ยังไม่ยอมรับกงจู่ให้เป็ผู้ครองบัลลังก์
“คนพวกนี้คงเป็คนที่ไม่อยากให้กงจู่ได้ครองบัลลังก์” เขาให้ความเห็น
“...”
กงจู่ตัวน้อยมองไปที่ศพพวกนั้นอย่างพิจารณาอีกครั้ง ฟันขาวขบริมฝีปากตัวเองอย่างใช้ความคิด ท่าทางที่ราวกับไม่ใช่เด็กหญิงอายุสิบสี่ชันษานั้นไม่ว่าดูอย่างไรก็ไม่ชินตาเสียที ใบหน้าเยาว์วัยฉายแววน่ากลัวเพียงวูบก่อนจะหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ข้าไม่สนว่าคนพวกนี้เป็ใคร” คำตอบของเด็กหญิงย่อมสร้างความงุนงงให้กับสองบุรุษอยู่แล้ว และก็เป็ซูหลวนคุนที่เลือกจะเอ่ยขึ้นก่อน
“ไม่สนไม่ได้พ่ะย่ะค่ะกงจู่ คนพวกนี้เป็ภัยต่อกงจู่และต้าซี”
ซูหลวนคุนเอ่ยในสิ่งที่แม้แต่เด็กที่เริ่มรู้ภาษายังมองออกขึ้นมาเพื่อเตือนให้กับคนที่ควรจะตระหนักเื่นี้มากกว่าใครอย่างหยางเยว่ซือกงจู่ได้รู้ แต่พระองค์ทำเพียงแค่เลิกคิ้วก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ เท่านั้น เขากล้าสาบานต่อหน้าเทพเซียนเลยว่าพระองค์กำลังหัวเราะอยู่จริง หัวเราะทั้งที่เพิ่งสังหารคนไปนั่นแหละ
“ถ้าเผื่อว่าท่านซูจะไม่เห็น ทั้งข้า ท่าน และท่านเถียนได้สังหารคนพวกนี้ไปหมดแล้ว” เด็กหญิงตอบ “ภัยหมดแล้ว ท่านทั้งสองไปพักผ่อนเถอะ”
ท่าทางราวกับไม่ยี่หระต่อสิ่งที่เกิดขึ้นของพระองค์นั้นย่อมสร้างความประหลาดใจให้แก่พวกเขาอยู่แล้ว ั้แ่ที่กงจู่เอ่ยปากเจรจาที่ห้องว่าการนั้น ก็ไม่มีส่วนใดเลยที่จะแสดงออกว่าพระองค์ไร้สมองและเชื่อว่าเภทภัยสิ้นไปหมดแล้วจริงอย่างที่พระองค์ว่า แต่พระองค์ก็ยังเอ่ยปากเช่นนั้น
“กงจู่ กงจู่ทรงทราบดี…” ซูเจียงจวินเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะถอนหายใจ
เขาเข้าใจจิตใจของซูเจียงจวินดีทีเดียวเชียว ท่าทางที่รู้อยู่ว่ามีเื่แต่ไม่ใส่ใจของหยางเยว่ซือกงจู่นั่นแหละ ที่เป็สาเหตุหลักทำให้ซูหลวนคุนตัดใจที่จะเอ่ยเตือนพระองค์อีก และตัวเขาเองก็เช่นกันเขาคงไม่ต้องเอ่ยเื่นั้นอีกแล้ว เพราะต่อให้เอ่ยไปพระองค์ก็คงจะตีรวนออกไปเป็เื่อื่นอยู่ดี
“กงจู่ แม้ว่าคราวนี้ข้ากระหม่อมทั้งสองจะยอมรับในตัวพระองค์แต่... กระหม่อมขอยืนยันให้กงจู่เข้าใจอีกครั้งว่าตามธรรมเนียมแล้ว การที่สตรีจะขึ้นครองบัลลังก์นั้นไม่ใช่เื่ที่คนทั่วไปจะยอมรับนัก”
เขาได้เตือนเด็กหญิงที่กำลังเช็ดคราบเืออกจาก่แขนอยู่ด้วยน้ำเสียงหนักใจ ไม่เพียงเขาเท่านั้น แม่ทัพซูหลวนคุนที่อยู่ข้างกันก็คงคิดเหมือนกัน แม้ว่าพระองค์จะแสดงออกมาอย่างชัดเจนแล้วก็ตามว่าพระองค์สามารถจัดการบัลลังก์ของพระองค์ได้ด้วยถ้วยชาอย่างที่กล่าวไว้ก็จริง แต่การยอมรับการแหวกม่านประเพณีนั้นเป็อีกเื่หนึ่ง ร่างเล็กกลอกตาขึ้นด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายอย่างที่พระองค์มักจะทำบ่อยครั้งในวันนี้
“ข้าขึ้นครองบัลลังก์ตามสิทธิ์ของข้า การที่คนพวกนั้นรับไม่ได้ก็เป็ปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหาของข้า”
...ไม่ใช่ปัญหาของข้า...
ช่างเป็คำพูดตัดบทตัดรอนที่จริงใจเหลือเกิน แม้ว่าจะไร้ข้อกังขาเื่ความสามารถของพระองค์ก็ตาม แต่เื่คุณธรรมการปกครองนั้นเขาไม่อาจจะวางใจพระองค์ได้เลย เด็กหญิงที่เพิ่งมีชันษาเท่านี้สามารถฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกผิด ก้าวขึ้นบัลลังก์คานอำนาจกับบุรุษในห้องโถงโดยไม่เห็นหัวใคร ไม่ว่าอย่างไรก็ยังวางใจได้ยากเหลือเกิน
“กงจู่ทรงสังหารคนพวกนั้นด้วยองค์เองจริง ไม่ใช่ฝีมือข้า” ชายที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ย
แม่ทัพซูหลวนคุนเดินเข้ามาพร้อมกับเหล่าทหารติดตามทั้งแปดคนดูน่าเกรงขาม เพียงแค่เหล่าฝ่ายปกป้องดินแดนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาเท่านั้น บรรยากาศภายในห้องว่าการก็ตึงเครียดขึ้นทันที หลายคนจากฝ่ายปกครองภายในต่างก็พากันหลบตาคนกลุ่มนี้กันหมด แม่ทัพผู้เก่งกาจแห่งต้าซีแม้อายุยังน้อยแต่กรำศึกมามาก สำหรับเหล่าขุนนางที่ถนัดแต่ศึกบนกระดานหมากแล้วย่อมเกิดความหวั่นเกรงเป็ธรรมดา
“...ด้วยเศษถ้วยชาน่ะหรือ” ขุนนางคนเดิมกลั้นใจถามอีกครั้งแม้ว่าจะยังเกรงใจอยู่ก็ตาม
“ด้วยมือเปล่า” แม่ทัพหนุ่มตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะนั่งลงประจำที่ของตน
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องว่าการทันที การประกาศออกมาว่ากงจู่เป็ผู้สังหารฏนั้นย่อมสร้างความหวาดหวั่นให้กับคนที่ได้ยินอยู่แล้ว ฏพวกนั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็กลุ่มคนมีฝีมือไม่ใช่น้อยที่จะสามารถบุกเข้ามาถึงวังหลวงส่วนในได้ การที่กงจู่สามารถสังหารได้ด้วยมือเปล่าอย่างน้อยก็คงจะทำให้คนที่คิดจะเหิมเกริมต่อพระองค์ฉุกคิดขึ้นบ้าง...
“แล้ว... ท่านแม่ทัพเล่า ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร” บัณฑิตผู้หนึ่งรวบรวมความกล้าถามขึ้น
นับเป็คำถามที่แทบจะหยุดทุกความเคลื่อนไหวในห้องว่าการเลยทีเดียว ไม่ว่าใครในห้องว่าการก็ต่างรู้ดีว่าหากเป็เื่ของฝ่ายกลาโหมแล้วความเห็นของแม่ทัพซูหลวนคุนถือว่ามีผลต่อความเห็นของกองทัพมากทีเดียว หากว่าเขาไม่เห็นด้วยแน่นอนว่ากองทัพจะต้องลุกฮือขึ้นต่อต้านแน่นอน แต่หากเขาเห็นด้วยแล้วฝ่ายกลาโหมย่อมสนับสนุนกงจู่แน่
“พวกเราเป็กองทหารของต้าซี มีหน้าที่ปกป้องเมืองต้าซีและราชสกุลหยาง” ซูหลวนคุนเอ่ยเพียงเท่านั้น
สำหรับทหารทุกคนในต้าซีแล้ว เื่ความจงรักภักดีต่อราชสกุลหยางถือเป็เื่ที่ปฏิบัติต่อกันมาอย่างช้านาน กองทัพทหารแห่งต้าซีทุกคนล้วนได้รับการฝึกมาจากองค์เหนือหัวและองค์ชายที่ล่วงลับไป เพราะอย่างนั้นเมื่อเขาเอ่ยว่าตัวเขาจะปกป้องกงจู่และราชสกุลหยาง ทุกคนในกองทัพก็พร้อมใจกันตอบรับทันทีโดยไม่มีขัดข้อง
“ซูหลวนคุนเจียงจวิน ท่านไม่รู้สึกหรือว่ากงจู่แปลกไป” เสนาบดีกรมกลาโหมเอ่ยขึ้น
ถือเป็คำเอ่ยที่ตรงใจทุกคนในที่นั้น ไม่ใช่เฉพาะทุกคนที่รู้จักกับกงจู่เป็การส่วนตัวแต่เป็ทุกคนในที่นั้นต่างหาก ทั้งพฤติกรรมของพระองค์ที่ประหลาดเกินสตรีทั่วไป ทั้งตัวตนของพระองค์ที่ต่างไปจากข่าวลือที่เคยได้ยินมาทั้งหมดอีก แต่สำหรับคนที่เห็นพระองค์มาั้แ่ยังเล็กอย่างแม่ทัพซูหลวนคุนแล้วคำว่า ‘แปลก’ ที่กล่าวมานั้นเป็ความหมายที่กัดกร่อนใจเขามากกว่านั้น
...ทรงแปลกไปจริง ๆ ...
“เยว่ซือกงจู่”
เขารอจนกระทั่งขุนนางฝ่ายซ้ายเดินลับออกไปจากส่วนในของตำหนักแล้วจึงเรียกเด็กหญิงที่ทำให้เขารู้สึกว่าพระองค์ไม่ใช่กงจู่คนเดิมเพื่อสนทนากับพระองค์อีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถปล่อยให้ความคาใจนี้ผ่านไปได้เลย จากกงจู่ที่ไม่มีแม้แต่แรงจะก้าวเดินได้เกินสามตำหนัก กงจู่คนที่ไม่เคยสนใจสิ่งใดนอกไปจากเพลงพิณกับขลุ่ยผิว กลับสังหารคนได้ด้วยเศษถ้วยชาแตก ท่าทางที่ราวกับเป็มือสังหารมืออาชีพนั้นไม่ว่าอย่างไรก็...
“มีเื่อะไรหรือซูเจียงจวิน” เด็กหญิงที่เนื้อตัวเปรอะไปด้วยโลหิตถามด้วยสีหน้านิ่งเฉย
น้ำเสียงของพระองค์ทั้งนิ่งเย็นทั้งสงบ อีกทั้งคำเรียกที่พระองค์เรียกเขานั้นยังแสดงถึงความห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่เมื่อตอนยังเล็กเขาขอร้องให้พระองค์เรียกแค่ ‘ซูจวินซื่อ’ พระองค์ก็ยังดื้อรั้นจะเรียกเขาด้วยชื่อจริงอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขาต้องยอม แต่ในครั้งนี้ั้แ่ได้พบหน้ากันพระองค์กลับใช้คำเรียกโดยตำแหน่งและแซ่มาตลอด...
“....”
ชายหนุ่มไม่มั่นใจว่าควรจะเอ่ยวาจาอย่างไรออกไปดี เื่คาใจที่มากมายเหลือเกินจนไม่สามารถกลั่นออกมาเป็คำพูดได้ เด็กที่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคนคนนั้นกลับกลายเป็คนที่กำลังจ้องหน้าเขาอยู่ด้วยสายตากดดัน วรกายน้อยที่เคยประชวรเพียงเพราะต้องลมแรง ในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยโลหิตของคนที่พระองค์เพิ่งสังหารไป...
“จะพูดอะไรก็รีบพูดเถอะ” ผู้ที่สูงศักดิ์กว่าเอ่ยอีกครั้งน้ำเสียงของพระองค์ฟังดูเหนื่อยล้าเต็มที
“เกิดอะไรขึ้น...” แม่ทัพหนุ่มรู้สึกว่ายากเหลือเกินกว่าจะเอ่ยแต่ละคำออกไปได้ มันยากกว่าสั่งการรบเสียอีก... “ทำไมถึงทรงเปลี่ยนไปเช่นนี้”
กงจู่ยืดวรกายตรงในขณะที่มองมาที่เขา พระกรทั้งสองข้างไขว้กอดพระวรกายอยู่ ไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยสักครั้งว่าทุกครั้งที่พระองค์ทอดพระเนตรมานั้นเขารู้สึกว่าพระองค์ไม่ใช่กงจู่คนเดิมเลยสักนิดแม้ว่ารูปลักษณ์ยังคงเหมือนเดิมก็ตาม สายพระเนตรของกงจู่มีอำนาจ ไร้ความเมตตา ทุกอย่างที่ทรงทำไม่ว่าจะเป็การขยับพระวรกายหรือยามเปล่งวาจาก็ตามพระองค์ดูทรงอำนาจเสียยิ่งกว่าสตรีใด ไม่สิ... ดูทรงพลังมากกว่าองค์เหนือหัวเสียอีก
“ข้าไม่เคยเปลี่ยน” เด็กหญิงเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งสนิท “เจียงจวินแค่ไม่รู้จักข้าเท่านั้น”
สายพระเนตรของกงจู่ตัวน้อยที่ทอดมานั้นมีความจริงใจอยู่ไม่น้อย พระโอษฐ์อิ่มเม้มเข้าหากันเพียงครู่ก่อนจะคลายออก กงจู่เคลื่อนวรกายเข้ามาหาเขา พระหัตถ์น้อยที่เพิ่งสังหารคนไปกอบกุมมือของเขาเอาไว้ทั้งสองข้าง สายพระเนตรทอดมองเขาด้วยแววที่สามารถสะกดร่างของเขาให้นิ่งงัน
“ซูเจียงจวิน” น้ำเสียงของพระองค์กดลึก
“ข้าก็คือข้าในตอนนี้ ไม่ว่าท่านจะรู้จักใครมาก่อนหน้านี้ก็ตาม เรียนรู้ข้าเสียใหม่ั้แ่นี้ง่ายกว่าหาเหตุผลความเปลี่ยนแปลง”
เพียงเท่านั้นพระองค์ก็ปล่อยมือเขาไป ใน่เวลาที่พระองค์ละมือออกปล่อยให้ความเย็นของอากาศไหลเข้ามาแทนความอุ่นของมือนั้น ในทุกก้าวที่พระองค์เสด็จห่างออกไปเขาก็รู้ได้ทันทีว่าพระองค์ไม่ใช่หยางเยว่ซือคนเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป
“กงจู่คือกงจู่ข้าไม่มีความเห็นใด ๆ ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะยกจอกชาขึ้นจิบเพื่อตัดบทสนทนา
คนฉลาดอย่างเถียนเจิ้งซื่อมีหรือจะมองไม่ออกว่าแม่ทัพหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากแยกกันที่ตำหนักเขาก็ไปหาข่าวเื่ความสัมพันธ์ของแม่ทัพซูกับกงจู่มาอย่างเต็มที่ ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันแม้จะไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็บุรุษเพียงไม่กี่คนที่ได้เข้านอกออกในตำหนักของกงจู่ การที่ต้องมาเห็นกงจู่ตัวน้อยขี้กลัวกลายร่างเป็สตรีที่สังหารคนอื่นอย่างเืเย็นนั้น แน่นอนว่าต้องสร้างความลำบากใจให้กับแม่ทัพอยู่แล้ว...
...แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสนับสนุนพระองค์สินะ...
คำตอบของแม่ทัพซูนั้นชัดเจนแล้วว่าพวกทหารและกองทัพจะปกป้องบัลลังก์ต้าซีและราชสกุลหยาง นั่นก็เท่ากับว่าไม่ว่ากงจู่จะทรงทำอะไรก็ตามเหล่าทหารจะพร้อมสนับสนุนพระองค์เสมอ ฝ่ายทหารถือเป็อำนาจกว่าห้าส่วนในห้องว่าการแห่งนี้ ถ้าลองทั้งฝ่ายกรมขุนนางที่เขาอยู่กับฝ่ายกลาโหมที่แม่ทัพซูอยู่เกิดออกปากเห็นด้วยกับกงจู่แล้วก็คงจะไม่ยากอีกต่อไปหากพระองค์จะขึ้นครองต้าซี...
“กงจู่เสด็จ”