ฟังน้ำเสียงกระตือรือร้นกับเห็นแววตาที่เป็ประกายขึ้นมาด้วยความยินดีของผู้เป็ลุงแล้วเด่นดนัยก็ได้แต่แอบถอนใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก แล้วนี่เขาจะบอกความจริงกับท่านได้อย่างไร
“เด่น ว่าไงละลูก นายเดชบอกมาอย่างที่ลุงเข้าใจนั้นใช่ไหม”
นายเดชารีบถามขึ้นอย่างใจคอไม่ดีเมื่อเห็นหลานชายทำท่าอ้ำอึ้ง พลันดวงตาก็เริ่มมีแววหวาดระแวง กลัวความผิดหวัง จนเด่นดนัยไม่อาจใจแข็งทำลายความหวังของท่านลงได้
“ครับคุณลุง นายเดชบอกกับผมอย่างนั้น เขาขอเวลาเคลียงานที่ทำอยู่นั้นอีกสักระยะ”
ชายหนุ่มจำต้องโกหกออกไปอย่างนั้น แต่มันก็ได้ผลที่คุ้มค่าเมื่อนายเดชาถึงกับยิ้มออกมาได้
“งั้นเหรอลูก แล้วนายเดชเขาทำงานอะไรอยู่ล่ะ”
“เอ่อ คือ ผมไม่แน่ใจนะครับ เรายังไม่มีเวลาได้คุยกันมากเท่าไหร่”
เด่นดนัยหลบตาผู้สูงวัยกว่าอย่าง้าเก็บซ่อนอะไรบางอย่าง
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวนายเดชกลับมาลุงค่อยถามเขาเองก็ได้ขอบใจเด่นมากนะที่ทำเพื่อลุง ไปกลับไปดูแลหนูพิมได้แล้ว ลุงเองก็จะพักผ่อนเหมือนกัน”
นายเดชากล่าวด้วยรอยยิ้มยินดีที่ยังไม่ยอมจางไปจากสีหน้า ซึ่งมันทำให้เด่นดนัยที่ลุกออกมารู้สึกหนักอึ้งในอกมากยิ่งขึ้นกว่าตอนเข้ามาอีกหลายเท่า
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“มีเื่อะไรไม่สบายใจอีกงั้นหรือคะพี่เด่น”
ว่าจะไม่ถามสามีอย่างนั้นแต่พิมพิกาก็อดไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าของเขาหลังกลับมาจากตึกใหญ่ ซึ่งเธอรู้ว่าเขาจะต้องแวะไปที่นั้นทุกวันหลังกลับจากทำงาน ซึ่งก่อนนั้นเธอก็เคยปฏิบัติเช่นเดียวกันกับเขาแต่หลังจากที่ตั้งท้องนี่แหละจึงถูกทั้งนายเดชาและเด่นดนัยสั่งห้าม ไม่อยากให้เดินไปเดินมามากนัก เพราะเกรงจะหกล้ม
เด่นดนัยดึงภรรยาเข้ามาจูบเบาๆที่หน้าผากเหมือนทุกครั้งที่กลับมาเจอกันตามลำพังก่อนจะดึงมือพาเธอกลับเข้าไปนั่งในบ้านแล้วถอนใจออกมาเบาๆ
“คุณลุงเรียกพี่ไปถามถึงความคืบหน้าในการตามหานายเดช”
“จริงสินะคะ พิมเองก็ลืมถามไปว่าเมื่อวานนี้ที่พี่เด่นไปตามคุณเดชนั้น ได้เจอเขาไหมคะ”
“เจอสิ”
“แล้วคุณเดชเขาว่าไงบ้างคะ คุณลุงคงดีใจแย่เลยใช่ไหมคะที่ได้ข่าวลูกชาย”
พิมพิการู้สึกตื่นเต้นยินดีไปกับข่าวที่ได้รับรู้
“นี่แหละที่ทำให้พี่หนักใจมาก แค่รู้ว่าพี่ไปเจอนายเดชมา คุณลุงก็ถึงกับยิ้มได้ทั้งๆที่ท่านยิ้มไม่ออกมานานแล้ว ท่านดีใจคิดว่านายเดชกำลังจะมาหา ทำให้พี่ต้องเออ ออไปตามที่ท่านเข้าใจ ทั้งที่ความจริงแล้วนายเดชยังไม่หายโกรธเลย เขาไม่ยอมฟังพี่พูดอะไรเลยสักคำ”
“โธ่”
พิมพิกาผิดหวังกับคำตอบที่ได้ยินไม่น้อยเลย ขนาดเธอยังรู้สึกขนาดนี้ แล้วคนเป็พ่อล่ะ จะผิดหวังขนาดไหนหากรู้ความจริงเข้า
“พิมอย่าเผลอไปพูดความจริงให้ท่านรู้เชียวนะ พี่ไม่อยากให้ท่านเสียใจ แค่คิดมากเื่ที่ตัวเองต้องกลายเป็คนพิการนั้นก็ทุกข์ใจมากพอแล้ว”
“แล้วเราจะโกหกท่านต่อไปเรื่อยๆอย่างนี้ได้หรือคะพอนานวันเข้าแล้วไม่เห็นคุณเดชมา ท่านก็ต้องรู้ความจริงอยู่ดี”
“พี่จะรีบหาทางพานายเดชกลับมาหาท่านภายในเร็ววันให้ได้”
เด่นดนัยกล่าวอย่างหนักแน่นและมุ่งมั่นก่อนที่ทั้งสองจะต่างพากันสะดุ้งใเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโครมครามดังขึ้นที่หน้าประตู เมื่อหันไปมองก็พบกับพิชชาภัสร์นั่งแปะอยู่กับพื้นตรงปากประตูและเอาสองมือกุมเท้าร้องโอดโอยอยู่
“เกิดอะไรขึ้นยัยภัสร์”
พิมพิการีบถามอย่างใกับภาพที่เห็น
“อูย สะดุดขอบประตูสิคะพี่พิม เจ็บเป็บ้าเลย”
หญิงสาวสีหน้าที่เหยเกแสดงความเ็ป
“ไหน พี่ดูสิ เป็อะไรมากหรือเปล่า”
พิมพิกาห่วงใยน้องสาวขณะรีบเข้าไปดูพร้อมกับเด่นดนัย
“คงไม่มากหรอกค่ะ โชคดีที่ภัสร์ยังไม่ได้ถอดรองเท้าผ้าใบออก”
พิชชาภัสร์เสียงอ่อยพลางถอดรองเท้าออกดูผลงานความซุ่มซ่ามของตัวเอง แล้วก็ได้เห็นรอยแดงช้ำที่หัวนิ้วโป้งเท้าเป็หลักฐาน
“แล้วนี่เป็ไงถึงได้กลับมาบ้านเร็วกว่าปกติ”
เด่นดนัยถามขึ้นหลังจากที่เห็นแล้วว่าหญิงสาวไม่ได้เป็อะไรมาก
“นั้นสิ งานเสร็จแล้วเหรอ”
พิมพิกาถามขึ้นบ้าง เพราะปกติน้องสาวของเธอจะกลับเข้าบ้านเอาหลังสองทุ่มไปแล้ว แต่นี่พึ่งจะหกโมงเย็นเท่านั้นเอง
“จะเสร็จแล้วหรือยังไม่เสร็จก็ช่างหัวมันเถอะค่ะ”
พิชชาภัสร์ทำสีหน้าบึ้งตึงลืมท่าทางเ็ปขึ้นมาทันที
“อ้าว ทำไมพูดอย่างนั้น”
พิมพิกาแปลกใจ แต่เด่นดนัยนั้นอมยิ้มอย่างเริ่มเดาเหตุการณ์ได้ แต่เขาก็ไม่พูดอะไรออกมา ถอยกลับไปนั่งลงที่โซฟาเงียบๆปล่อยให้พี่น้องคุยกันเอง
“ก็มันจริงนี่คะ อีตาหมูตอนที่เป็หัวหน้างานนั้น งี่เง่า ไม่เป็ธรรม คนอื่นทำงานพลาดแท้ๆแต่มาตัดสินให้ภัสร์ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย อย่างนี้มันถูกต้องที่ไหน”
พิมพิกาอ้าปากค้างฟังน้องสาวพูดฉอดๆจนเมื่อเ้าหล่อนเว้นวรรคก็จึงได้ถามขึ้น
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ก็เพื่อนของภัสร์ เอ่อ ความจริงก็ไม่ถึงกับเป็เพื่อนหรอกเพราะไม่สนิทกันและไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไหร่แต่เป็พนักงานเช็คสินค้าด้วยกัน เขาเช็คสินค้าผิดพลาด ทำให้โรงงานเสียหายไปหลายหมื่นเลย พอหัวหน้ารู้เข้าก็เลยจะหักเงินเดือน เดือนละสี่พันบาททั้งสองคนรวมกันเอาไปชดใช้ให้กับโรงงานจนกว่าจะครบตามจำนวนที่เสียหายไปให้ตายสิ ภัสร์ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมจะต้องให้ภัสร์ไปร่วมรับผิดชอบด้วย แล้วเงินเดือนแค่หมื่นสอง หักไปตั้งเดือนละสี่พัน แล้วภัสร์จะเหลือที่ไหนมาพอใช้ได้ชนเดือน”