ตอนที่ 13 : ซาลาเปาลอยได้
“ปัดโธ่....เสี่ยวลี่... พี่ก็นึกว่าเ้ากลัวเถ้าแก่ร้านนั้นจะตามมาตื้อพวกเราไม่เลิก” หลิวหย่งเฉินทำสีหน้าระอาใจ ในขณะที่หยางซวนเองเวลานี้กำลังเอามือกุมขมับอยู่
“เื่นั้นข้าก็กลัว นี่เป็ถึงหยกที่เป็ที่สถิติญญาของท่านอาจารย์เชียวนะ ยังไงข้าก็ไม่มีวันขายอยู่แล้ว....”
“...แต่พอได้ยินว่ามีคนจะให้เงินตั้ง 10 ตำลึงทอง ข้าได้ยินก็เกิดใจสั่นขึ้นมาเหมือนกันนี่นา แหะแหะ” หลิวเหมยลี่ตอนพูดประโยคแรกยังทำสีหน้าจริงจัง แต่พอเอ่ยมาถึงประโยคที่สองกลับทำหน้าเขินอาย จนหลิวหย่งเฉินและหยางหซวนต้องส่ายหัวไปตามๆกัน
“เอาละ ตะกี้วิ่งหนีมาอย่างเร็วข้ารู้สึกเหนื่อยมากเลย เริ่มหิวแล้วด้วย ไหนๆวันนี้พวกเราก็ได้เงินมาเพิ่มจากที่ท่านอาจารย์ช่วยสอนวิธีต่อรองให้ ข้าว่าเราไปหาที่นั่งกินอะไรกันสักหน่อยก่อนดีกว่านะพี่ใหญ่” หลิวเหมยลี่รีบเปลี่ยนเื่ทันที
คนฟังเองหากไม่มีใครพูดถึงก็ยังไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อได้ยินน้องสาวตัวเองพูดถึงของกินก็เริ่มบังเกิดความรู้สึกหิวขึ้นมาเช่นกัน แม้แต่หยางซวนเองก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอย่เวลานี้อยู่แล้วด้วย
“ก็ดีเหมือนกัน ด้านหน้านั้นมองดูเหมือนจะมีร้านน้ำชา พวกเราไปนั่งพักหาอะไรกินที่ร้านนั้นกันดีกว่า”
สองคนหนึ่งิญญาเดินเข้าไปในร้านน้ำชาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล หลังจากหาโต๊ะว่างได้แล้วก็นั่งลงด้วยอิริยาบถที่ผ่อนคลาย แม้แต่หยางซวนเองเวลานี้ก็ลอยออกมาจากหินหยกทำท่านั่งพักสบายๆอยู่บนเก้าอี้เช่นเดียวกัน ไม่นานก็มีเสี่ยวเอ้อเดินเข้ามา
“เอาหมั่นโถว 4 ลูก ไม่สิๆ วันนี้เอาซาลาเปาเนื้อ 4 ลูกเลยดีกว่า” หลิวหย่งเฉินพูดกับเสี่ยวเอ้อ
“ข้ากินลูกเดียวก็พอพี่ใหญ่ พี่จะกินสามลูกเลยเหรอ” หลิวเหมยลี่พูดกับหลิวหย่งเฉินเบาๆ หลังจากที่เสี่ยวเอ้อเดินจากไปแล้ว
“พี่กินแค่สองลูกเท่านั้น ส่วนอีกลูกนึงเป็ของท่านอาจารย์” หลิวหย่งเฉินตอบ
“จริงสิข้าลืมไป แต่เอ๊ะ!... มิใช่ว่าพอเราเซ่นไหว้ท่านอาจารย์ พอท่านอาจารย์กินเสร็จแล้วพวกเราก็กินต่อได้หรอกหรือ”
หลิวหย่งเฉินทำท่าจะอธิบายแต่ยังมิทันได้เอ่ยอะไร หยางซวนที่ยิ้มฟังเด็กๆพูดกันอยู่ก็เอ่ยอธิบายออกมา
“จริงอยู่ที่ข้าสามารถกินของเซ่นไหว้ด้วยวิธีนั้นได้ หลังจากที่กินเสร็จ อาหารที่ถูกนำมาเซ่นไหว้จะมิได้หายไปไหน คล้ายราวกับว่ากินเพียงิญญาของอาหารเท่านั้น หลังจากนั้นแล้ว คนที่มีร่างกายอย่างพวกเ้ายังสามารถกินอาหารเ่าั้ได้ตามปกติ”
“หากแต่วิธีนั้นสำหรับข้าแล้ว เปรียบได้กับการกินเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ตัวข้านั้นต่างไปจากผู้อื่น ด้วยความพิเศษของตัวข้า มิเพียงไม่จำเป็ต้องปักธูปใดๆทั้งสิ้น เพียงแค่เ้าเอ่ยเซ่นไหว้ข้า แม้เบาราวกับเสียงกระซิบข้างหู ข้าก็สามารถ ‘กิน’ อาหารเ่าั้เข้าไปได้ตรงๆ และอาหารเ่าั้ก็จะหายไปเสมือนถูกผู้มีร่างกายกินเข้าไปจริงๆ”
“ด้วยวิธีนี้ ข้าจึงจะรู้สึกอิ่มเต็มท้องจริงๆมิใช่อิ่มทิพย์ อีกทั้งยังรู้สึกราวกับว่ามีพลังเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อยด้วย” หยางซวนอธิบายเื่นี้ให้เด็กๆฟัง แน่นอนว่าเื่นี้หลิวหย่งเฉินได้ยินมาจากหยางซวนก่อนคร่าวๆแล้วเพียงแต่มิได้ละเอียดขนาดนี้
เวลานี้หลิวเหมยลี่มีสีหน้าตกตะลึง นางคิดไม่ถึงจริงๆว่าหยางซวนสามารถ ‘กิน’ ของให้หายไปได้จริงๆ ยามนี้ทั้งสองจึงเพิ่งจะนึกออกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรก ที่นางได้นำหมั่นโถวเซ่นไหว้รูปปั้นหินจนหยางซวนหลุดออกมาได้นั้น ครั้งนั้นก็มิใช่ว่าหยางซวนกินหมั่นโถวลูกนั้นหายเข้าไปจริงๆจนนางต้องแบ่งหมั่นโถวลูกที่เหลือกินกับพี่ชายคนละครึ่งหรอกหรือ
ยามนั้นหลิวเหมยลี่ก็ไม่ได้เอะใจใดๆ จนกระทั่งเพิ่งมาได้ยินหยางซวนอธิบายเอาตอนนี้ถึงนึกขึ้นมาได้
“แต่ข้าก็ไม่จำเป็ต้องกินตลอดเวลาทุกมื้อหรือว่าทุกวันหรอกนะ อย่างไรเสียที่กินก็เพราะ ‘ความอยากกิน’ ล้วนๆเท่านั้นแหละ”
หยางซวนอธิบายต่อเพื่อไม่ให้เด็กๆรู้สึกกดดันว่ามีเขาเพิ่มมาเป็ภาระค่าอาหารอีกคน พูดจบจึงหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีให้กับคำว่า ‘ความอยากกินล้วนๆ’ ของตัวเอง
ก็นี่มันเป็เหตุผลที่ทำให้ข้ายอมถูกท่านเทพกักไว้ในหินหยกก้อนนี้นี่นา
“ที่แท้ท่านอาจารย์ก็พิเศษแตกต่างจากผู้อื่นถึงเพียงนี้” หลิวหย่งเฉินอึ้งทึ่งกับเื่ที่ได้ยิน
“อย่ากังวลไปเลยท่านอาจารย์ ข้ากับพี่ใหญ่จะพยามหาของกินอร่อยๆมาให้ท่านกินทุกวันเอง”
หลิวเหมยลี่คิดว่าผู้อื่นดีกับตนถึงเพียงนี้ ทั้งสอนทำอาหาร ทั้งสอนเทคนิคค้าขาย อย่างไรเสียก็ต้องตอบแทนบุญคุณเลี้ยงดูกันให้ดีเสียหน่อย
หลิวหย่งเฉินเองก็รู้สึกเหมือนกัน ท่านอาจารย์มิใช่สัตว์เลี้ยงข้างทางที่เขาเก็บมาแล้วจะปล่อยปละละเลยอย่างไรก็ได้ เขาทั้งรู้สึกเลื่อมใสและเคารพท่านอาจารย์อย่างที่เขาเองก็คาดไม่ถึง เขารู้ดีว่าความรู้สึกหิวกับความรู้สึกอิ่ม พูดแล้วต่างกันแค่เพียงกระดาษบางๆมากั้นแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
มองดูสีหน้าของเด็กทั้งสองแล้วหยางซวนก็ได้แต่ภาคภูมิใจ เด็กสองคนนี้เป็เด็กดีจริงๆ นี่ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่านอกจากจะสอนให้เด็กๆรู้จักทำของกินอร่อยๆแล้ว เขายังต้องมองหาวิธีทำเงินให้กับพวกเด็กๆให้เร็วขึ้นอีก เด็กสองคนนี้สมควรมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีกว่านี้...รวมถึงบิดามารดาของพวกเขาด้วย
มิใช่มีคำกล่าวที่ว่า ‘คนดีผีคุ้ม(ครอง)’ หรอกหรือ ถึงข้าไม่ใช่ผี(เ้าตัวเองไม่อยากยอมรับ) แต่ข้านี่แหล่ะ...จะคุ้มครองพวกเ้าเอง
ยังไม่ทันได้คุยสิ่งใดกันต่อ เสี่ยวเอ้อก็นำซาลาเปาร้อนๆ 4 ลูกมาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับกาน้ำชาและจอกอีก 2 ใบ
หลิวเหมยลี่ที่ยังจดจำเื่ที่คุยกันเมื่อสักครู่ได้จึงอยากแก้ตัวใหม่ นางจึงหันไปพูดกับเสี่ยวเอ้อ
“ขอจอกชาเพิ่มอีกหนึ่งใบเ้าค่ะ”
“เอ๋...แต่พวกเ้ามากันแค่สองคนมิใช่หรือ” เสี่ยวเอ้อทำหน้างง
“เป็เพราะข้าดื่มชาร้อนๆไม่ค่อยเก่ง จึงอยากตั้งทิ้งไว้ให้มันเย็นลงสักหน่อยก่อน หากมีแค่ใบเดียวกว่าข้าจะได้กินอีกทีก็คงต้องรอนานมากเลย” หลิวเหมยลี่เตรียมคำตอบไว้แล้วจึงตอบโต้กลับไปได้ทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ พวกเ้ารอประเดี๋ยว” เสี่ยวเอ้อเดินกลับไป ไม่นานก็เอาจอกชามาเพิ่มให้อีกหนึ่งใบ
“ขอบใจเ้า” หยางซวนเอ่ยกับหลิวเหมยลี่
“มิได้เ้าค่ะ เื่แค่นี้เอง อย่ามัวแต่พูดมากเลยรีบกินกันดีกว่า” หลิวเหมยลี่ตอบ ไม่ลืมที่จะเอ่ยประโยคถัดไปตามมาเบาๆพอให้ได้ยินกันแค่สามคน
“สิ่งของบนโต๊ะทั้งหมดนี้ ข้าขอเซ่นไหว้แก่ท่านอาจารย์”
ทั้งสามจึงเริ่มหยิบหมั่นโถวมากินกันคนละลูก โดยมีหลิวหย่งเฉินผู้ว่องไวปานสายฟ้าในเื่ของกินเป็ผู้ประเดิมกัดเป็คนแรก
“โอ๊ย! ร้อน ร้อน ร้อน” หลิวหย่งเฉินเอ่ยออกมาหลังจากที่กัดไปเสียเต็มคำ หลังจากนั้นจึงทำท่าอ้าปากพร้อมทั้งเอามืออีกข้างที่มิได้ถือซาลาเปามาทำท่าโบกพัดเพื่อระบายความร้อนโดยที่ยังมีซาลาเปาคาอยู่ในปาก ท่าทางที่เห็นเป็ที่น่าขบขำยิ่งนัก
“โธ่เอ๊ยพี่ใหญ่ เห็นๆอยู่ว่าเขายกมาร้อนๆ ควันยังฉุยอยู่เลย ใจร้อนกัดเข้าไปเสียคำเบ้อเริ่มขนาดนั้นได้ที่ไหนกันเล่า” ไม่พูดเปล่า หลิวเหมยลี่ทำท่ากัดคำเล็กๆให้ดูแล้วเคี้ยวได้อย่างสบายๆ แถมยังยักคิ้วให้กับพี่ชายของเธอราวกับ้าจะบอกพี่ชายของเธอว่า “เป็ไงเล่า ดูนี่ๆ เขาต้องทำกันแบบนี้” อะไรประมาณนั้น
หลิวหย่งเฉินผู้เจ็บใจที่พลาดท่าไปแล้ว ได้แต่เป่าลมออกปากจนซาลาเปาคำนั้นหายร้อนมากพอที่จะกินได้ จากนั้นจึงรีบเคี้ยวๆๆๆแล้วจึงกลืนลงไป
“ซาลาเปาไส้เนื้อนี่อร่อยดีนะ รสชาติดีกว่าหมั่นโถวเปล่าๆมากนัก” หลิวหย่งเฉินพูดพลางเป่าลงไปบนซาลาเปาที่อยู่ในมือก่อนที่จะกัดอีกคำ คราวนี้เขาจะไม่ยอมพลาดท่าแบบเดิมอีกแล้ว
“นั่นสิ อร่อยจริงด้วย” หลิวเหมยลี่เองที่เมื่อสักครู่กัดไปเพียงคำเล็กๆ หลังจากเป่าลงไปบนซาลาเปาจนเย็นพอที่จะกินได้ จึงกัดลงไปอีกครั้งคำโตๆ เมื่อคำที่สองนี้ได้กินไปเต็มๆคำ ได้รู้รสชาติอย่างเต็มที่ จึงกล่าวเห็นด้วยออกมา
“นั่นสินะ รสชาติไม่เลวเลยจริงๆ ถ้าแป้งนุ่มกว่านี้อีกนิด ปรุงรสในเนื้ออีกหน่อยก็จะเยี่ยมยิ่งกว่านี้” กระทั่งหยางซวนเองก็ยังเอ่ยชม แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคิดว่าน่าจะอร่อยกว่านี้ได้อีก
“อร่อยขนาดท่านอาจารย์ยังชมเลย แสดงว่าอร่อยจริง.....ห๊า!!!”
ยังไม่ทันจะได้พูดจบ หลิวหย่งเฉินก็ร้องเสียงหลงใขึ้นมาแล้วทำท่าลนลานจะไปคว้าซาลาเปาที่อยู่ในมือท่านอาจารย์เอาไว้
เพราะภาพที่เขาเห็นคือภาพที่หยางซวนถือซาลาเปายกค้างไว้อยู่ในมือ
หลิวเหมยลี่เองก็มีสีหน้างุนงง นางเองมองไปแล้วก็รู้สึกว่า ก็แค่ท่านอาจารย์ถือซาลาเปาไว้ในมือเฉยๆเองไม่ใช่เหรอ จะนับเป็เื่แปลกอันใดกัน พี่ใหญ่ท่านไม่สบายหรือเปล่า
หลิวหย่งเฉินเองกลับไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาเห็นท่านอาจารย์ถือซาลาเปาไว้ในมือไม่นับเป็เื่แปลกอันใด แต่ผู้อื่นที่มองไม่เห็นท่านอาจารย์เล่า...
...นี่เท่ากับว่าผู้อื่นจะมองเห็นเป็ซาลาเปาลอยได้นะสิ...แถมยังมีรอยฟันกัดเสียด้วย!
ผ่านไปสองสามอึดใจ หลิวเหมยลี่ก็พลันนึกได้ขึ้นมา มีสีหน้าตื่นตะลึงไปด้วยอีกคน
บรรดาคนโต๊ะรอบข้างรวมถึงเสี่ยวเอ้อต่างก็หันมามองตามเสียงร้องที่ดังใของหลิวหย่งเฉิน โชคดีว่ากว่าที่จะมีใครหันมามองเห็น มือของหลิวหย่งเฉินก็คว้าซาลาเปาในมือท่านอาจารย์เอาไว้ได้ก่อนเสียแล้ว
มิเช่นนั้นคงจะต้องเกิดเหตุโกลาหลวุ่นวายกันทั่วร้านเป็แน่
ว่าซาลาเปาลอยได้!
ว่าที่นี่มีผี!
มิหนำซ้ำอาจถึงขั้นกล่าวหาว่าพวกเขาเป็คนพาผีมาหรือเป็คนเลี้ยงผี(ถึงแม้จะเป็เื่จริงก็ตาม) แล้วหากพวกเขาถูกจับตัวส่งทางการ นี่ยังมิใช่เื่ใหญ่อีกหรือ
“ท่านอาจารย์... ท่านหยิบซาลาเปาไปกินแบบนี้ คนอื่นก็เห็นเป็ซาลาเปาลอยได้กันหมดสิ”
หลิวหย่งเฉินละล่ำละลักพูดรัวเร็วออกมาจนเกือบจะฟังไม่ทัน ทว่าน้ำเสียงนั้นยังเบาในระดับที่ได้ยินกันเองเพียงแค่พวกเขาสามคน
“จริงด้วย ข้าลืมไป ถ้าข้าไม่ใช่แค่สูดดมแต่หยิบจับกินของเข้าไปจริงๆ คนอื่นที่ไม่ใช่พวกเ้าก็จะเห็นเป็อย่างนั้นนี่นา ขอโทษที ขอโทษที”
หยางซวนเองก็คาดไม่ถึง เขาเองก็ลืมเื่นี้ไป ก็นี่นับได้ว่าเป็การกินในที่สาธารณะของเขาเป็ครั้งแรกั้แ่หลุดออกจากรูปปั้นหินมาได้นี่นา
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะทำไงกันดีเล่า” หลิวเหมยลี่ก็ทำสีหน้ากังวล ใจนึงก็อยากให้ท่านอาจารย์ได้ ‘กิน’ จริงๆ แต่ใจนึงก็กลัวว่าจะทำให้เกิดปัญหา
“ข้าว่าก็คงเหลือทางเลือกแค่สองทาง” หลังจากครุ่นคิดได้สักระยะ หลิวหย่งเฉินก็เอ่ยออกมา
“วิธีอะไรเหรอพี่ใหญ่”
“ข้อแรก...ก็คงได้แต่เก็บอาหารไว้ก่อน แล้วค่อยให้ท่านอาจารย์กินทีหลังเวลาที่พวกเราอยู่กันเพียงลำพัง” วิธีนี้ฟังดูสมเหตุสมผล หยางซวนและหลิวเหมยลี่ฟังแล้วต่างก็พยักหน้า
“แล้วทางเลือกที่สองละ” คราวนี้เป็หยางซวนที่เอ่ยถามขึ้นมา
หลิวหย่งเฉินมีสีหน้าอึกอักเล็กน้อย แววตาบ่งบอกถึงความลังเลว่าเขาควรจะพูดดีหรือไม่พูดดี จนคนฟังต้องกระตุ้นถามอีกครั้งหนึ่ง
วิธีนี้แวบเข้ามาในสมองของเขาหลังจากที่เขาครุ่นคิดถึงเื่ของท่านอาจารย์ก่อนหน้านี้
“ทางเลือกที่สองก็คือ...”
“...ท่านอาจารย์จะต้องกินอาหารจากในจาน โดยไม่ใช้มือหยิบจับมันขึ้นมา วิธีนี้ผู้อื่นก็จะไม่มีใครสังเกตเห็นว่าอาหารหายไป” หลิวหย่งเฉินกัดฟันพูดออกมา
“นี่เ้าไม่ได้คิดว่าข้าเป็สัตว์เลี้ยงจริงๆใช่ไหม!!”