บทที่113
บุรุษผู้นั้นเป็นอันใดเจ้า
หลังจากที่ผ่านพ้นเรื่องราววุ่นวายมามากมายตลอดทั้งวันคดีที่มีเงื่อนงำมากมายและก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่ภายในตอนนี้ทำให้ไป๋เฟิ่งต้องทำการสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งวันแทบจะไม่มีเวลาว่าง
ในช่วงยามพลบค่ำแม่ทัพใหญ่ผู้ที่ทำงานราชการมาทั้งวันนั่งได้เดินทางกลับมาถึงส่วนของตนเองด้วยความเหนื่อยล้า
ร่างกายของนางเดินผ่านประตูจวนเข้ามาด้วยความเหนื่อยล้าแต่งตัวนั้นถ้าทางภายนอกนั้นก็ไม่ได้ดูแตกต่างกันมากมายอะไรนะ
เพราะว่าโดยปรกติทั่วไปแล้วนั่งเองก็มักไม่ได้แสดงความรู้สึกอันใดที่เป็นความรู้สึกในด้านลบออกมา
โดยหนึ่งในท่าทางด้านลบที่นางไม่แสดงออกมามันก็คือความเหนื่อยล้าแม้ว่าตัวของนางนั้นจะเหนื่อยล้าเพียงใดแต่ว่านางเองก็ไม่เคยแสดงอาการออกมาเลยแม้แต่น้อย
แต่ในวันนี้นั่งทำการสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วก็ทำการจัดการราชการของตนเองทั้งวันลึกๆภายในร่างกายเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ยามที่กลับมาถึงชวนของตนเองท้องนภานั้นก็มืดมิดไปแล้วเรียกว่าสำหรับนางแล้วการทำงานราชการภายในรั้ววังหลวงเช่นนี้มันเองเป็นเรื่องที่ยากเย็นมากกว่าทำการออกศึกสำหรับนางเสียอีก
มันเองก็ทำให้นางเข้าใจเลยว่าเหตุใดตอนนั้นที่บิดาของนางนั้นเปลี่ยนจากแม่ทัพใหญ่ไปเป็นอัครมหาเสนาบดีที่เป็นขุนนางที่รับใช้ภายในราชสำนักถึงยุ่งวุ่นวายขนาดนั้นในช่วงแรกๆ
ตอนนี้นางอายุเพียงแค่20 ต้นๆเท่านั้นแต่ว่านั่งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ผู้ที่มีอำนาจมากมายภายในเมืองมันทำให้ตัวของนางนั้นแบบพักหน้าที่จำนวนมากเอาไว้บนหลังของตนเอง
เดินกลับมาภายในจวนก็พบเห็นว่าบ่าวไพร่มากมายเองก็ยังคงทำงานของตนเองอย่างแข็งขัน
ไป๋เฟิ่งตัวของนางไม่ได้สนใจกับพวกบ่าวไพร่ที่ทำงานอยู่ภายในชุมชนของตนเอง
แต่ในขณะที่ทางกำลังเดินอยู่นั้นเมื่อเดินไปถึงบริเวณด้านหน้าเรือนหลักก็มีบ่าวผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วเอ่ยถามนาง“ คุณหนูใหญ่เจ้าคะจะรับอาหารเลยหรือไม่เจ้าคะข้าจะได้จัดโต๊ะอาหารเอาไว้ให้ตอนนี้คนภายในจวนท่านอาหารไว้ก่อนท่านแล้ว ”
เมื่อนางเอ่ยถามเช่นนั้นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลไป๋ดวงตาทั้งสองลังเลเล็กน้อยกวาดไปมองบริเวณรอบๆก่อนที่จะหันไปตอบกลับหลังจากที่คิดได้“ไม่ต้องจัดโต๊ะอาหารใหญ่โตของข้าเหนื่อยล้าอยากจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องยกอาหารใส่สำหรับให้ข้าที่ห้อง”
หลังจากที่ได้ยินคำสั่งเช่นนั้นบ่าวผู้นั้นทำการก้มศีรษะลงเล็กน้อยแล้วก็ขานรับกลับไป“ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวจะทำการนำเอาอาหารไปให้ที่ห้อง ”
หลังจากนั้นนางก็เดินตรงออกจากจุดนั้นมุ่งตรงไปยังห้องของตนเองเพื่อที่จะกลับไปพักผ่อนในช่วงเวลานี้ผู้คนภายในจวนก็เริ่มน้อยลงพวกบ่าวไพร่เองก็เริ่มไปพักผ่อนส่วนบิดาและมารดาของนางเองก็คงจะเข้านอนเรียบร้อยแล้ว
นางมุ่งตรงไปยังบริเวณทางเดินที่มันจะเป็นทางเดินที่เชื่อมโยงไปถึงห้องนอนของนาง
ในขณะที่กำลังเดินอยู่บนทางเดินที่เงียบสงัดร่างของสตรีที่สูงศยาพรสีแดงฉานก็ได้หยุดนิ่งลง
ใบหน้าอันเรียบเฉยของนางมองตรงไปด้านหน้ามองเห็นร่างของคนผู้หนึ่งมายืนขวางกั้นด้านหน้าเอาไว้
โดยคนที่กำลังยืนอยู่บริเวณด้านหน้าของนางในยามนี้มันคือจี้หยวนคนผู้นั้นอยู่ภายในชุดลำลองธรรมดาธรรมดายืนกอดอกแล้วก็พิงเสาทางเดินอยู่บริเวณนั้นราวกับว่ามันรอนานมาเป็นเวลานานแล้ว
แม้จะเห็นผู้ที่อยู่ด้านหน้าปรากฏกายออกมาแต่ว่านางเองก็ไม่ได้ตกใจหรือว่าไม่ได้ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยยังคงแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยของตนเองเอาไว้
ก่อนที่นางจะแสดงท่าทางราวกับว่าไม่สนใจคนผู้นั้นและก็คิดจะเดินต่อนางวิ่งตรงไปบริเวณด้านหน้าที่เป็นทางเดินที่จะนำพาไปสู่ห้องนอนของนาง
แต่ในขณะที่นางกำลังจะเดินผ่านจุดนั้นเสียงของจี้หยวนดังขึ้นมา“ บุรุษผู้นั้นเป็นอะไรกับเจ้า.. ”
หลังจากที่ได้ยินเสียงของคนผู้นั้นพูดขึ้นทั้งสองข้างของนางหยุดชะงักลงอย่างรวดเร็วไป๋เฟิ่งดวงตาของนางหันไปมองบุรุษที่ยืนพิงเสาอยู่บริเวณข้างๆ
เมื่อนางทำการหันไปมองมันมันเองก็มองตรงกับมาที่นางด้วยเช่นเดียวกัน
ในตอนนี้ไป๋เฟิ่งสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในดวงตาของคนผู้นั้นแม้ว่าภายนอกของคนผู้นี้จะดูสงบนิ่งไม่ยืนกอดอกอยู่ด้วยท่าทางที่เรียบเฉยแต่ว่าอันที่จริงแล้วภายในใจของมันในตอนนี้กำลังปรากฏความรู้สึกมากมาย
จี้หยวนในตอนนี้ภายในใจของมันนั้นกำลังลุ้นเกี่ยวกับคำตอบของนางตั้งแต่วันนั้นมองเห็นนางยืนอยู่กับบุรุษผู้นั้นภายในใจของมันเองก็ปรากฏคำถามขึ้นมามากมายโดยคำถามเหล่านั้นที่มันปรากฏขึ้นมาภายในจิตใจของนางก็คือคำถามเดียว
ทั้งสองนั้นมีความสัมพันธ์เช่นไรกันแน่นั่นคือสิ่งที่ตัวของมันนั้นคิดอยู่ในตลอดทั้งวันว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นอย่างไรกันแน่
ในตอนนี้ดวงตาของมันกำลังเต็มไปด้วยความตื่นตัวกำลังล้วงกลับคำตอบที่นางกำลังจะตอบออกมา
ไป๋เฟิ่งนางอ้าปากออกเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยออกมาและตอบเพียงแค่คำสั้นๆให้กับคนผู้นั้นได้ล่วงรู้“ ข้าไม่จำเป็นจะต้องบอก ”
หลังจากที่ทำการกล่าวถ้อยคำสั้นๆจบนางเองก็เดินออกไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็วมุ่งตรงผ่านจุดที่มันกำลังยืนอยู่แล้วเดินตรงไปที่ห้องของนาง
คำตอบที่มันได้รับแน่นอนว่าเป็นคำตอบที่มันย่อมไม่พึงพอใจอยู่แล้วการทำให้ปัญหาภายในจิตใจของมันที่ยังค้างคาอยู่กลายเป็นปัญหาที่ค้างคามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ภายในหัวของมันในตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่านมากมายว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาทั้งสองนั้นเป็นอันใดกันแน่
ถ้าเป็นสตรีผู้อื่นมันเองคงจะใช้กำลังของตนเองในการข่มขู่ให้นางพูดออกมาได้แต่ว่ากับสตรีผู้นี้นั้นแตกต่างออกไป
เมื่อนางไม่อยากจะทำการตอบออกมาตัวของมันเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากได้แต่ก้มใบหน้าของตนเองและก็ได้แต่เคยถามภายในใจของตนเองซ้ำๆอยู่เช่นนั้น
…
ภายในจูตระกูลเว่ยที่ตั้งอยู่ภายในเมืองหลวง
ภายในห้องนอนที่เงียบสงัดของลู่หยางภายในห้องนอนแห่งนี้ตะเกียงน้ำมันมันถูกดับลงไปเรียบร้อยแล้วทำให้ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยความมืดมิด
ในขณะที่ทั่วทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยความมืดมิดร่างของลู่หยางกำลังนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่บริเวณด้านบนเตียงของตนเองตัวของเขานั้นยังไม่หลับเขาใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองตรงไปบริเวณด้านบนเพดานพร้อมกับกำลังคิดบางอย่างอยู่
โดยสิ่งที่มันติดอยู่ภายในหัวของเขามาเป็นเวลานานและยังคงติดอยู่ในตอนนี้มันก็คือสายตาของคนผู้นั้นที่ใช้จ้องมองเขา
‘ รู้สึกแปลกๆดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองมาที่เราเหมือนกับว่าคนผู้นั้นจะ.. ’
‘ หึงหวงอย่างนั้นหรือ? ’
เท่านั้นกำลังเอ่ยถามกับตัวเองอยู่ภายในใจถึงดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองตรงมาที่เขา มันเป็นดวงตาแห่งความหึงหวงอย่างแน่นอน
มันเป็นเพราะว่าตัวของเขากำลังคาใจเกี่ยวกับดวงตาที่มันจ้องมองมาที่เขาในครั้งที่สองที่พบเจอกัน
เขามั่นใจว่าดวงตานั้นมันเป็นดวงตาแห่งความหึงหวงอย่างแน่นอนแต่สิ่งที่ทำให้เขาสงสัยก็คือถ้อยคำที่คุณชายเว่ยได้ทำการบอกมาก็คือคนผู้นั้นเป็นบุตรบุญธรรมของบิดาของไป๋เฟิ่ง
เลยทำให้เขานั้นรู้สึกสับสนเกี่ยวกับเรื่องนี้เล็กน้อยมันเองก็เป็นผลลุกลามมาจนถึงในตอนนี้ที่เขากำลังนอนคิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่
หลังจากที่นอนคิดอยู่สักพักใหญ่ๆก็ยังไม่ได้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้มองเห็นว่าตนเองนั้นคิดมาทั้งวันแล้ว
เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นจะใช้เวลาแล้วก็เสียเวลาไปกับการคิดเรื่องนี้มาเป็นเวลานานมากเกินพอแล้ว
ในตอนนี้ตัวของเขาเลยทำการละทิ้งละโยมทุกอย่างออกไปจากภายในหัวของตัวเองช่วงขณะคิดว่าถ้าเจอกันในครั้งหน้าคงจะได้คำตอบและเขาเองก็ได้ค่อยๆพับดวงตาทั้งสองข้างของตนเองปิดลงอย่างช้าๆเข้าสู่ห้วงนิทราแห่งความฝัน
…
วันถัดมา
เกี่ยวกับเรื่องคดีการลักพาตัวเด็กยังถูกพูดถึงภายในเมืองอย่างต่อเนื่องในสาเหตุการตายของคนร้ายที่สามารถจับตัวมาได้
ลู่หยางแบกสะพายของกระบี่ของตนเองและก็ของเครื่องมือการแพทย์ของตนมุ่งตรงมายังส่วนตระกูลสวี
ในวันนี้ตัวของเขาเองก็เดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะมารักษาอาการของคุณชายน้อยแห่งตระกูลสวีเช่นเดิม
เขาได้เดินทางเข้ามาภายในจวนแห่งนี้ แต่ก่อนที่เขาจะทำการเดินเข้าไปภายในสถานที่แห่งนั้นรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพราะมองเห็นว่าบริเวณด้านนอกมีรถม้าคันนึงที่จอดเอาไว้น่าจะมีคนที่มาภายในสถานที่แห่งนี้
เขาได้เดินตรงเข้าไปภายในจวนโดยที่เก็บความสงสัยอย่างแรกที่ตัวเขามองเห็นเอาไว้ในใจ
หลังจากนั้นไม่นานตัวของเขาก็ได้เดินไม่ถึงห้องของคุณชัยตระกูลสวี
ก็ได้เดินไปถึงเปิดประตูเข้าไปด้านในพบเห็นว่ามีบ่าวให้จำนวนมากกำลังยืนล้อมรอบห้องแห่งนี้อยู่สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก
ก่อนที่เขาจะใช้ดวงตาของตนเองมองลงไปด้านหน้ามองเห็นว่าภายในสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เบาๆที่ไม่คุ้นตายืนอยู่เต็มไปหมดเท่านั้นแต่ว่ามันยังมีคนที่กำลังยืนอยู่บริเวณข้างเตียงเป็นสตรีสองนางกำลังยืนอยู่แล้วก็กำลังสนทนากับคุณชายน้อยแห่งตระกูลสวีอย่างออกรส
ลู่หยางที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องทั้งสองข้างของเขาถึงกับหยุดลงดวงตาของเขามองตรงไปที่แขกที่มาเยือนในครั้งนี้
ในขณะที่เขากำลังยืนอึ้งอยู่นั้นคุณชายน้อยก็ได้หันมามองเห็นเขาที่กำลังยืนอยู่ตรงบริเวณประตูจึงทำการส่งเสียงเรียกขึ้น“ ท่านหมอ!!! ”
เมื่อเขาเอ่ยเรียกเช่นนั้นจะสตรีนางที่กำลังยืนอยู่บริเวณข้างเตียงหันมาจ้องมองเขาอย่างรวดเร็ว
ลู่หยางกระพริบตาปริบๆมองสตรีผู้ที่มีหน้าตาไม่เลวทั้งสองเบื้องหน้าอย่างสงสัยพร้อมกับตั้งคำถามภายในใจของตนเองว่าพวกนางคือผู้ใดกันแน่
จบบท