หลังจากออกจากซอยหลังร้านอินเทอร์เน็ตแล้ว ฉินซือหยางไม่ได้กลับบ้านทันที
การออกจากซอยนั้นเป็เพียงการแสร้งทำของเขา
เขาหลบอยู่ข้างร้านอินเทอร์เน็ตอีกด้านหนึ่งและตั้งใจฟังเสียงฝีเท้าที่กุกกักในซอย
หลิวต้าจื้อกำลังจะจากไปแล้ว
เขาซ่อนตัวและแอบตามหลิวต้าจื้อไปอย่างเงียบ ๆ
แม้ว่าหลิวต้าจื้อจะระวังตัวและมองหาคนที่ตามเขาอยู่ แต่ฉินซือหยางก็ไม่เคยปรากฏตัวในสายตาของเขาเลย
เขาใช้ประสาทการได้ยินที่เฉียบคมของเขาเพื่อรับรู้ตำแหน่งของหลิวต้าจื้อ และตามไปอย่างระมัดระวัง โดยรักษาระยะห่างไม่ให้อีกฝ่ายเห็น
เมื่อหลิวต้าจื้อเปิดประตูบ้านแล้ว ฉินซือหยางก็จดจำตำแหน่งบ้านของเขาไว้ในใจ ก่อนจะจากไปอย่างเงียบ ๆ
ฉินซือหยางกลับถึงบ้านพร้อมกับความคิดที่เต็มไปด้วยคำข่มขู่ของหลิวต้าจื้อ
“อีเมลที่ตั้งเวลาส่งไว้ล่วงหน้า นี่มันยุ่งยากจริง ๆ”
เขาไม่รู้จักหลิวต้าจื้อดีพอ จึงไม่รู้ว่าเขาตั้งค่าอีเมลที่ตั้งเวลาส่งไว้ล่วงหน้าได้ยังไง
เขาใช้อีเมลอะไร? ใช้กี่อีเมล? และเขาตั้งเวลาส่งอีเมลใหม่เมื่อไหร่?
ฉินซือหยางไม่รู้คำตอบของคำถามเหล่านี้เลย
การฆ่าหลิวต้าจื้อเป็เื่ง่าย แต่การฆ่าเขาแล้วยังต้องแน่ใจว่าความลับของเขาจะไม่ถูกเปิดเผยนั้นเป็เื่ที่ยุ่งยากมาก
ถ้าเขาพลาดแม้แต่นิดเดียว ความพยายามทั้งหมดของตนเองก่อนหน้านี้ก็จะไร้ประโยชน์ทันที
“ฉันไม่มีทางที่จะปล่อยให้การเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่รุ่งโรจน์ของฉัน ต้องมาพังทลายลงด้วยน้ำมือของหลิวต้าจื้อแน่”
เขาต้องรีบวางแผนเพื่อกำจัดปัญหากับหลิวต้าจื้อโดยเร็วที่สุด
ในตอนกลางคืน หลังจากล้างกล่องข้าวที่สะสมมาสองวัน่สุดสัปดาห์แล้ว เขาก็ไปอาบน้ำและเข้านอน
พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ฉินซือหยางก็ใส่เสื้อผ้า กินอาหารเช้า และเหลือบมองปฏิทินบนโต๊ะ
[ศักราชดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ปี 2010 วันที่ 4 เดือนมกราคม]
[ปฏิทินสากล วันจันทร์]
[ปฏิทินจันทรคติ ปีฉลู เดือนพฤศจิกายน วันที่ 20 เหมาะแก่การเพาะปลูก ห้ามจัดงานแต่งงาน]
เขาออกจากบ้านและเตรียมตัวไปโรงเรียน
แต่กระเป๋านักเรียนของเขาถูกเผาไปแล้ว และเขาก็ไม่มีกระเป๋าสำรอง ดังนั้นเขาจึงใช้ถุงผ้าใส่กล่องข้าวสองสามใบแล้วออกไป
ส่วนหนังสือเรียนที่ใช้ในห้องเรียน เขาโยนทิ้งไปไหนแล้วก็ไม่รู้
ของแบบนั้นเขาไม่จำเป็ต้องใช้มัน
หลังจากออกจากบ้าน ฉินซือหยางก็แวะไปที่ร้านอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง เขาเดินผ่านหน้าร้านและจงใจหลีกเลี่ยงกล้องวงจรปิดที่หน้าประตู
เมื่อมองผ่านประตูร้านอินเทอร์เน็ต เขาเห็นหลิวต้าจื้อยังคงนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์หน้าประตู
หลิวต้าจื้อกำลังจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างระมัดระวัง ด้วยสีหน้าที่ประหม่าแต่ก็ตื่นเต้น และนิ้วทั้งสองก็กำลังพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างคล่องแคล่ว ไม่รู้ว่าเขากำลังเล่นเกมอะไรอยู่
หลิวต้าจื้อที่กำลังเล่นเกมอย่างตั้งใจ ไม่ได้สังเกตเห็นฉินซือหยางที่เดินผ่านไปเลย
ฉินซือหยางมองหลิวต้าจื้ออยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หันหลังกลับและเดินตรงไปยังโรงเรียน
ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ใช่วันที่ดีที่จะฆ่าหลิวต้าจื้อ
“ปฏิทินไม่ได้บอกว่าวันนี้เหมาะสำหรับการฝังศพ นี่มันก็มีเหตุผลของมันจริง ๆ”
ในวันปกติ ผู้คนบนถนนสายหลักที่ชายขอบเขตปลอดภัยจะเยอะกว่าวันหยุดสุดสัปดาห์
นักเรียนหลายคนเดินไปด้วยกันเป็กลุ่ม
ฉินซือหยางเดินคนเดียวและไม่ได้ทักทายใคร
เมื่อเขามาถึงหน้าโรงเรียน เขาก็เห็นร่างของคนวัยผู้ใหญ่หลายคนยืนอยู่หน้าประตู กำลังตรวจตราดูสถานการณ์ของโรงเรียน
ฉินซือหยางจำได้ว่าเป็อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนจวีอันและอาจารย์คนอื่น ๆ อีกสองสามคน
เขาไม่รู้ว่าอาจารย์ใหญ่คิดอะไรอยู่ จู่ ๆ วันนี้ถึงได้มาตรวจที่หน้าประตูโรงเรียน
บางทีอาจจะเป็เพราะนิสัยของเขาที่อยากจะแสดงตัวตนเป็ครั้งคราว
“สวัสดีครับอาจารย์ใหญ่!”
“สวัสดีครับอาจารย์ใหญ่!”
นักเรียนหลายคนทักทายอาจารย์ใหญ่ และอาจารย์ใหญ่ก็ยิ้มตอบกลับ
ฉินซือหยางไม่ได้สนใจเขา และเดินผ่านประตูโรงเรียนไปทันที
การเพิกเฉยของฉินซือหยางทำให้อาจารย์ใหญ่รู้สึกเสียหน้า สายตาของอาจารย์ใหญ่มองตามฉินซือหยางไป คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ทุกการกระทำของผู้นำ ย่อม้าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำความเข้าใจ ความไม่พอใจของอาจารย์ใหญ่ถูกอาจารย์ที่อยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นได้ทันที
อาจารย์คนหนึ่งที่พอมีไหวพริบจึงะโเรียกฉินซือหยางทันที “เธอ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
นักเรียนคนอื่น ๆ ต่างหันกลับมามอง และเมื่อเห็นว่าอาจารย์ชี้ไปที่ฉินซือหยาง พวกเขาก็ไม่ได้สนใจและเดินต่อไปยังห้องเรียนของตัวเอง
ฉินซือหยางมองหน้าอาจารย์คนนั้น “มีอะไรครับ?”
“ทำไมเห็นอาจารย์ใหญ่แล้วไม่ทักทาย? ไม่รู้จักเคารพครูบาอาจารย์เลยเหรอ?!”
เมื่อเห็นอาจารย์คนนั้นทำตัวเหมือนสุนัขที่ซื่อสัตย์เพื่อปกป้องเกียรติของอาจารย์ใหญ่ ฉินซือหยางก็หัวเราะเยาะในใจ
นิ้วของเขาขยับไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับอยากจะกำหมัดขึ้น
เมื่อมีอาวุธอยู่ในมือ ความคิดที่จะฆ่าก็ผุดขึ้นมาในใจได้ง่าย ๆ
หลังจากที่เขาฆ่าคนแล้ว ทัศนคติของเขาก็เปลี่ยนไปมาก เขามีความคิดที่จะชกอาจารย์คนนั้นเพื่อให้เขารู้ว่าการเคารพครูบาอาจารย์ที่แท้จริงคืออะไร
แต่ใบหน้ายิ้มที่น่าขยะแขยงของหลิวต้าจื้อก็ปรากฏขึ้นในสมองของฉินซือหยางทันที
ไม่! เขาต้องอดทนไว้ก่อน
ถ้าเขาต่อยอาจารย์คนนั้นตอนนี้ ตัวตนฐานะผู้มีพลังลำดับของเขาอาจถูกเปิดเผย ซึ่งอาจจะทำให้หลิวต้าจื้อใช้เื่นี้มาขู่เขาได้อีก
ทุกอย่างจะต้องรอจนกว่าเขาจะฆ่าหลิวต้าจื้อได้เสียก่อน
โชคดีที่ฉินซือหยางในชาติที่แล้วก็เคยต้องอดทนกับเื่แบบนี้มาไม่น้อย การแสร้งทำเป็อ่อนแอก็เป็เื่ที่ง่ายสำหรับเขา
เขารีบปรับสีหน้าเป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด “ขอโทษครับอาจารย์ เมื่อคืนผมนอนไม่ค่อยหลับ เลยไม่ทันสังเกตว่าอาจารย์ใหญ่อยู่ที่นี่ด้วย สวัสดีครับอาจารย์ใหญ่! สวัสดีครับอาจารย์!”
อาจารย์ใหญ่หัวเราะอย่างใจกว้าง ราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจเื่ที่ฉินซือหยางไม่ได้ทักทายเลย และพูดว่า
“ครั้งหน้าก็พักผ่อนให้เพียงพอล่ะ ไม่มีอะไรแล้ว ไปเข้าเรียนได้”
“ขอบคุณครับอาจารย์ใหญ่”
“เดี๋ยวก่อน!” อาจารย์คนนั้นเรียกฉินซือหยางอีกครั้ง
“ทำไมนายไม่สะพายกระเป๋านักเรียน ถุงในมือของนายคืออะไร? ขอดูหน่อยสิ?”
อาจารย์คนนี้ดูเหมือนจะ้าแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสังเกตการณ์ที่เฉียบแหลมของเขาต่อหน้าอาจารย์ใหญ่
เขารีบฉวยถุงจากมือของฉินซือหยางแล้วเปิดดูของที่อยู่ข้างใน
“มีแต่กล่องข้าว แล้วหนังสือเรียนล่ะ วันหยุดสุดสัปดาห์นายไม่ทำการบ้านเหรอ?”
ฉินซือหยางไม่พอใจกับการจู้จี้ของอาจารย์คนนี้ หนังสือเรียนจะมีประโยชน์อะไร การเรียนไปก็แค่เสียเวลาเท่านั้น
ในแต่ละปีมีนักเรียนกี่คนที่สอบติดวิทยาลัยที่รัฐบาลสหภาพก่อตั้งขึ้นมากัน? พวกคุณไม่รู้กันบ้างเหรอ?
เด็กนักเรียนเก่ง ๆ ที่อยู่ระดับต้น ๆ ของชั้นเรียน พวกอาจารย์ใหญ่ก็รู้จักดีไม่ใช่เหรอ? ก็ไปดูแลนักเรียนหัวกะทิของพวกคุณสิ จะมาทำให้ผมที่เป็แค่นักเรียนธรรมดา ๆ ลำบากทำไม?
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการซักถามที่เข้มงวดของอาจารย์คนนี้
ฉินซือหยางก็ระงับความอยากที่จะต่อยเขาเพื่อส่งเขาไปเกิดใหม่อีกครั้ง
ทุกครั้งที่เขาอดทน ความเกลียดชังที่เขามีต่อหลิวต้าจื้อก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขั้น
ขณะที่ฉินซือหยางกำลังจะพูด ก็มีเสียงของเด็กผู้หญิงดังขึ้นจากด้านหลัง
“อาจารย์คะ วันหยุดสุดสัปดาห์ฉินซือหยางไปติวกับเพื่อนที่บ้านค่ะ เลยทิ้งหนังสือเรียนไว้ที่บ้านเพื่อน และหนูเองก็บอกว่าจะช่วยเอาหนังสือมาให้เขาในวันนี้ค่ะ”
ฉินซือหยางหันกลับไปมอง และพบว่าคนที่ช่วยพูดแก้ตัวให้เขาคือ หลิงจิ้งเหวิน
“หืม? เป็แบบนั้นเหรอ?”
ฉินซือหยางไม่รู้ว่าทำไมหลิงจิ้งเหวินถึงช่วยเขาแก้ตัว แต่เขาก็พยักหน้าตาม “ใช่ครับ”
อาจารย์คนนั้นมองทั้งสองคนอย่างสงสัย และไม่เห็นความสัมพันธ์ที่เกินเลยในสายตาของฉินซือหยาง
เขารู้ว่าทั้งสองยังไม่มีท่าทีว่าจะคบกัน จึงปล่อยทั้งสองคนไป
“ขอบคุณครับอาจารย์”
“ขอบคุณค่ะอาจารย์!”
สายตาที่จับจ้องของอาจารย์ต่อทั้งสองคนก็ถูกฉินซือหยางสังเกตเห็นเช่นกัน ทำให้เขาหัวเราะเยาะในใจไม่หยุด
โรงเรียนห่วย ๆ แห่งนี้ยังจะมาจับเื่การคบกันในวัยเรียนอีก จับให้ใครดูกัน?
ยังไงซะคนส่วนใหญ่ก็ต้องไปทำงานหลังจากเรียนจบมัธยมปลายอยู่ดี การคบหาดูใจกันตอนนี้ พอเรียนจบแล้วแต่งงานกันเลยก็ไม่ใช่เื่ไม่ดีนี่
เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมโรงเรียนจวีอันซึ่งมีอัตราการสอบติดมหาวิทยาลัยต่ำมากถึงได้มีกฎที่น่าเบื่อมากมายขนาดนี้
หลิงจิ้งเหวินรีบเดินสองสามก้าวมาข้าง ๆ ฉินซือหยางและเดินเคียงข้างเขา
“ฉินซือหยาง นายไม่คิดจะพูดอะไรกับฉันหน่อยเหรอ?”
ฉินซือหยางมองไปที่หลิงจิ้งเหวินที่ยิ้มอย่างสดใสและพูดอย่างไม่มีอารมณ์ใด ๆ “เธอคิดว่าฉันควรจะพูดว่า ‘ขอบคุณ’ ใช่ไหม?”
“ฉันช่วยนาย นายก็ควรจะพูดขอบคุณไม่ใช่เหรอ?”
“ตอนที่ฉันเอาข้าวเช้ามาให้เธอและช่วยเธอทำการบ้าน เธอไม่เคยพูดขอบคุณฉันเลยนะ เธอบอกแค่ว่ามันเป็การทดสอบความรู้สึกของเราต่างหาก เมื่อกี้ก็ถือว่าเป็การทดสอบจากฉันแล้วกันนะ แน่นอน ฉันไม่ได้ทดสอบว่าเธอเหมาะที่จะคบกับฉันไหม แต่ฉันทดสอบว่าเธอยังมีความเป็คนอยู่บ้างหรือเปล่า”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิงจิ้งเหวินแข็งค้างไปครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็เปลี่ยนเป็น้ำเสียงกระเง้ากระงอด
“ที่ผ่านมาฉันทำตัวไม่ดีเอง นายเคยช่วยฉัน ฉันก็เคยช่วยนาย ตอนนี้เราก็ถือว่าหายกันแล้วนะ ดีไหม? นายพูดจาเ็าแบบนี้ มันทำให้ฉันเ็ปนะ”
หายกัน?
ฉินซือหยางรู้สึกขำ
ในความทรงจำของเขา เพื่อช่วยหลิงจิ้งเหวินทำการบ้าน เขาต้องอดหลับอดนอนบ่อย ๆ เพื่อที่จะเอาข้าวเช้ามาให้เธอ เขาก็ต้องยอมอดอาหารอยู่เสมอ
การที่เธอมาช่วยแก้ตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่ครั้งเดียวก็ถือว่าหายกันแล้วเหรอ?
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาทำให้ทั้งหมดจะดูน่ารังเกียจในสายตาของหลิงจิ้งเหวินจริง ๆ แต่ก็ดีแล้วที่เขาเกิดใหม่ทันเวลาและหยุดความสัมพันธ์นี้ได้
หายกันก็ดีเหมือนกัน หลังจากนี้เขาก็สามารถตัดขาดจากหลิงจิ้งเหวินได้อย่างสมบูรณ์ จะได้ไม่ต้องมองหน้าเธออีก และไม่รู้สึกคลื่นไส้ในใจ
“ตกลง หายกัน”
“ในเมื่อหายกันแล้ว เรามาเริ่มใหม่กันเถอะนะ ฉินซือหยาง ต่อไปนี้ฉันจะรุกนายมากขึ้น นายช่วย…”
“ช่วยเอาข้าวเช้ามาให้แล้วช่วยทำการบ้านให้เธอต่อไปใช่ไหม?”
หลิงจิ้งเหวินได้ยินฉินซือหยางพูดแทรกขึ้นมา เธอก็ไม่ได้เข้าใจน้ำเสียงที่ตั้งคำถามของเขาเลย
เธอนึกว่าเขาตกลงแล้วจึงยิ้มและพยักหน้า “อื้ม ๆ ได้ไหม? ฉันชอบเวลาที่นายแสดงความห่วงใยฉันจริง ๆ พลังงานของฉันในแต่ละวันมาจากนายนะ! ฉันรู้ตัวแล้วว่าฉันขาดนายไม่ได้เลย”
จากนั้น เธอก็เผยรอยยิ้มที่คิดว่าสามารถทำให้ฉินซือหยางหลงใหลได้
คำพูดหวาน ๆ เหล่านี้เป็สิ่งที่หลิงจิ้งเหวินและเพื่อนสนิทของเธอวางแผนกันไว้ในวันหยุดสุดสัปดาห์
จากความเข้าใจของพวกเธอที่มีต่อฉินซือหยาง พวกเธอคิดว่าจะต้องชนะใจเขาได้อย่างแน่นอน
แต่ฉินซือหยางแค่พูดอย่างเ็าว่า “หลิงจิ้งเหวิน ฉันมีคำถามหนึ่งที่อยากจะถามเธอมาตลอด”
“ถามมาเลย! ถ้าฉันรู้ ฉันจะบอกนายแน่นอน!”
“ทำไมเธอถึงได้เอาแต่หลอกใช้ฉันคนเดียว ไม่มีเพื่อนผู้ชายคนอื่นที่อยากจะเป็ทาสให้เธอแล้วเหรอ?”
หลิงจิ้งเหวินไม่คาดคิดว่าฉินซือหยางจะพูดแบบนี้ เธอพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง “นาย… นายหมายความว่ายังไง?”
“อยากจีบโจวหยางก็พยายามเองสิ อย่าเอาแต่คิดจะใช้ประโยชน์จากฉันได้ไหม? เธออยากเอาข้าวเช้าไปให้เขา ก็เอาส่วนของฉันไปให้
เธออยากรู้คำตอบของแบบทดสอบก็ให้ฉันช่วยทำการบ้านให้ แล้วถ้าเธออยากจะนอนกับโจวหยาง ฉันต้องไปช่วยผลักดันเธอจากข้างหลังด้วยไหม?”
ฉินซือหยางใช้คำพูดที่โหดร้ายที่สุดเพื่อเปิดเผยความคิดของหลิงจิ้งเหวิน ทำให้เธอรู้สึกตื่นตระหนกและใมาก
“หลิงจิ้งเหวิน อย่ามาวุ่นวายกับฉันอีก ไปหาทาสคนอื่นช่วยเธอทำการบ้านเถอะ ถ้าเธอยังจะมารบกวนฉันอีก…”
ฉินซือหยางยิ้มอย่างดูถูก “เธอคงไม่อยากให้โจวหยางรู้เื่นี้หรอกใช่ไหม?”