ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    เปิดม่านตำนานบทใหม่

    ที่นี่ที่ไหน? ฉันตายแล้วอย่างนั้นเหรอ? ตายยังไงนะ?รอบกายมีแต่ความมืดมิดโอบล้อม เดินมาเนิ่นนานเท่าไหร่ก็ไม่พบทางออก จนสุดท้ายฉันก็ได้ทรุดตัวนั่งลงอย่างหมดแรง เมื่อได้หยุดพักก็คิดออกว่าแท้จริงแล้วตัวเองตายยังไงบ้าที่สุด! ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาตายอนาถอย่างนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ!สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่นั่งสาปแช่งความโง่และโชคชะตาที่แสนบัดซบของตัวเองเท่านั้นเธอมีชื่อว่า ‘คาเลีย หว่อง’ เป็นลูกเสี้ยวฮ่องกง-อิตาลี-ไทย อายุยี่สิบสามปี เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่กำลังมีชื่อเสียง เนื่องจากการทดลองศึกษามนุษย์ จนสามารถสร้างยาและวิธีการรักษาโรคร้ายแรงได้จากพันธุกรรม(DNA)ของมนุษย์เอง รูปร่างหน้าตาก็ถือว่าพอไปวัดไปวาได้ ไม่สวยมากแต่ก็มีเสน่ห์ กำลังจะได้งบสนับสนุนจากรัฐบาลมาทำการวิจัย แต่เพราะอยู่ๆก็เกิดการระเบิดขึ้นขณะบันทึกการทดลองอย่างใจจดใจจ่อตู้มมม! ทีเดียวตายเลย แถมยังตายศพไม่เหลือซากด้วยแต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เธอมานั่งชกลมอยู่อย่างนี้หรอก สาเหตุจริงๆ ก็คือ มันมีไอ้ชั่วสองตัวที่มายุ่งกับการทดลองของเธอจนเกิดระเบิดต่างหาก อย่าให้เธอกลับไปได้นะแม่จะจับมาแล่ชิ้นส่วนออกเป็นชิ้นๆ โดยไม่ให้ตาย จากนั้นก็เย็บกลับไปใหม่ แล้วเอาไปโชว์ในสวนสัตว์เป็นของแปลกไปเลย ฮึ่ม!ยิ่งคิดยิ่งแค้น โว้ยยยย เธออยากจะบ้า“ทำไมๆๆ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้? ฉันยังไม่อยากตาย ยังไม่เคยไปเที่ยวไหนเลยแฟนสักคนก็ยังไม่เคยมี ฉันยังซิงอยู่เลยฉันอยากเสียซิงๆๆๆ!” ฉันได้แต่นั่งพร่ำเพ้อถึงสิ่งที่อยากทำอยู่นานจนเหนื่อย แล้วทิ้งตัวนอนแผ่หลาเอาแขนก่ายหน้าผาก เกิดนึกเสียดายเวลาขึ้นมา รู้อย่างนี้เธอไม่มานั่งอ่านหนังสือทำการทดลองบ้าบออะไรนั่นแน่ เธอจะใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยง กิน เล่น เที่ยว เกี่ยวผู้ชายทุกวันเลย!“เจ้าช่างมีความคิดที่แปลกประหลาดจริงๆ ที่ที่เจ้าจากมาเป็นที่แบบใดกัน ข้าล่ะอยากรู้นัก”ขณะที่เธอกำลังคิดสิ่งที่อยากจะทำไปเรื่อย อยู่ๆก็มีคนลอยอยู่ตรงหน้าเธอ หือ? เดี๋ยวนะ! เธอนอนอยู่แล้วจะมีใครมาละ...ลอยอยู่จริงๆด้วย!“ว้ากกกก!” เธอสะดุ้งลุกขึ้นนั่งแล้วถอยออกมาอย่างไว แล้วก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดรุ่มร่ามเอาแขนเสื้อบังใบหน้าส่วนล่าง อยู่ในท่านั่งยองๆ แต่มันขนานกับพื้นและลอยอยู่นะสิ!“หืม?” ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้ามามองเธอที่ถอยออกมา ก่อนจะลอยให้ตัวตั้งฉากกับพื้นพร้อมยืนเอาเท้าแตะพื้นทีละข้าง ลงจอดอย่างสวยงาม“เจ้ากลัวข้าหรือ?” ไม่ว่าเปล่า ยังก้าวมาข้างหน้าอย่างช้าๆด้วย เห็นอย่างนั้นเธอก็รีบถอยกรูด“หยุดนะ!” หญิงสาวตรงหน้ายอมหยุดเดินและเอียงคอทั้งๆที่ยังปิดหน้าอยู่ แต่เห็นแค่ตายังรู้เลยว่าโคตรสวย แต่มันใช่เรื่องไหม!“เจ้าจะกลัวข้าไปไย เจ้าเองก็ตายแล้ว” เสียงนั้นดึงเธอให้หลุดจากความคิดมาเจอความจริงอันโหดร้าย เออจริงด้วย! ฉันตายแล้วนี่หว่า ฉันมองคนตรงหน้าเขม็งไม่กงไม่กลัวมันแล้ว! เมื่อคิดได้ฉันก็ลุกขึ้นยืนทันที“หึๆ”“ไม่ต้องมาหัวเราะ แล้วเธอเป็นใคร?” พอความกลัวหายไป ฉันก็กอดอกเชิดหน้าถามทันทีหรือว่าจะเป็นยมทูต? แต่เดี๋ยวนะ...นี่ใช่ชุดจีนหรือเปล่า? ถ้าใช่มันก็แปลกๆแล้ว ถึงเธอจะเป็นลูกเสี้ยวแต่เธอก็ถือสัญชาติไทย นับถือศาสนาพุทธ มันต้องเป็นยมทูตตัวดำๆใส่โจงกระเบนสีแดงถือไม้จิ้ม... เอ๊ย! สามง่ามไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมถึงกลายเป็นยัยหมวยหน้าขาวนี่ไปได้ล่ะ?“ยมทูต? ผู้นำวิญญาณน่ะหรือ? ข้าไม่ใช่หรอก”“อ๋อ...เอ๊ะ นี่เธอได้ยินงั้นเหรอ?” ตายๆ แล้วอย่างนี้จะได้ยินที่เธอเรียกยัยหมวยหน้าขาวไหมวะเนี่ย“หึๆ เจ้านี่ตลกดีนะ ข้าชอบ” อย่างนี้ได้ยินชัวร์“แล้วตกลงเธอเป็นใครมาทำไมไม่ทราบ?”“ข้ามีนานว่าเว่ยซูเจิน ที่ข้ามาหาเจ้าก็เพราะได้ยินเสียงเจ้าคร่ำครวญอยากมีชีวิตอยู่นานสองนาน ข้าจึงอยากรู้ว่าใครกันช่างมีความปรารถนามากมายยิ่งนัก” เออ ฉันนี่แหละที่ร้องไห้คร่ำครวญ ถึงแม้จะตะลึงกับความงามที่ได้เห็นเต็มๆตาเพราะคนตรงหน้าเอามือลงแล้ว แต่เธอก็สะบัดหน้าหนี ไม่ใช่อะไร...เธออาย“เจ้าไม่ต้องอายไป ถึงแม้คำปรารถนาของเจ้าจะเป็นเช่นไรแต่ข้าก็ชอบเจ้ายิ่ง”“เฮอะ…”“เจ้าไม่ชอบข้าหรือ?”“ไม่!” ตอบอย่างหนักแน่น“เจ้าอยากได้ชีวิตไม่ใช่หรือ?”“ก็ใช่…” เสียงเริ่มเบาลง“แม้ข้าจะให้ชีวิตเจ้าก็คงไม่เอาสินะ”“ไม่…เอา!”“อ่อ…” หญิงสาวแสร้งพยักหน้าแล้วจะเดินจากไปหมับ!“ดะ...เดี๋ยวสิ ฉันชอบเธอ! ฉันรักเธอ!ฉันโคตรจะรักเธอเลย! อย่าพึ่งไปสิ” ฉันกอดขาคนตรงหน้าเอาไว้แน่น จะอะไรก็ได้แหละตอนนี้เธอแทบจะก้มลงกราบด้วยซ้ำ ศักดิ์สงศักดิ์ศรีอะไรนั่นเธอไม่ถือ เพราะมันไม่สามารถทำให้เธอกลับไปมีชีวิตใหม่ได้ ดังนั้นช่างมัน!“อย่างนั้นรึ?”“ใช่สิ แต่เธอจะทำให้ฉันกลับไปมีชีวิตจริงๆนะ” ฉันเงยหน้าพร้อมทำหน้าที่คิดว่าน่าสงสารสุดชีวิต นี่เป็นโอกาสเดียวเธอจะพลาดไม่ได้ อ่า...รอก่อนนะหนุ่มๆ เธอจะรีบกลับไปเสียซิง!“แน่นอน แต่เจ้าจะไม่ได้กลับไปโลกเดิมของเจ้าหรอกนะ”“ไม่เป็นไรๆ จะโลกไหนยุคไหนฉันก็ไป”“ได้ แต่เจ้าต้องทำบางสิ่งเป็นข้อแลกเปลี่ยนเจ้าจะว่าอย่างไร?” โธ่เอ๊ย...จริงสินะที่เขาว่าของฟรีไม่มีในจักรวาลน่ะ“...”“เจ้าจะได้ร่างอันงดงาม ความสามารถเป็นเลิศและยังมีเงินทองให้ใช้จ่ายมากมายเชียวนะ”“ไป!” อันที่จริงเธอยอมไปตั้งแต่แรกแล้ว อะไรจะข้อเสนอดีขนาดนั้น“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ไม่ทันได้ตอบรับอะไรผู้หญิงคนนั้นก็สะบัดแขนเสื้อข้ามหัวเธอ แล้วอยู่ๆก็เหมือนมีแขนที่มองไม่เห็นจับเธอเหวี่ยงอย่างแรง รู้สึกเวียนหัวจนเธอต้องหลับตาลง แต่ยิ่งหลับตาก็เหมือนกับตัวเองตกลงจากที่สูง เหมือนกับเวลาที่นอนอยู่แล้วฝันว่าตกลงจากหน้าผา ต่างกันก็ตรงที่มันยาวนานมากในความรู้สึก แทนที่เธอจะสะดุ้งตื่นแต่กลายเป็นว่าสติเธอเริ่มเลือนรางไปทุกที จนกระทั่งเธอไม่รับรู้อะไรอีก“เป็นนางผู้นั้นหรือที่เจ้าตามหา?” หลังจากนางส่งสตรีผู้นั้นไปยังที่แห่งนั้นแล้ว ท่านผู้เฒ่าก็ปรากฏกายขึ้น“เจ้าค่ะ” นางค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม“เจ้าทำเช่นนี้รู้หรือไม่ว่าข้าจะเดือดร้อน” ผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเข้มอย่างไม่จริงจังนัก“รบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ” นางเพียงยิ้มตอบน้อยๆ เห็นดังนั้นผู้เฒ่าก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ“เจ้าควรจะปล่อยวางได้แล้วธิดาซูเจิน” กล่าวแล้วก็หันหลังให้ ด้วยไม่อยากเห็นแววตาเศร้าสร้อยนั่น“ข้าไม่อาจกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้แล้วเจ้าค่ะ ข้าทำได้เพียงให้มันกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่เท่านั้น” ทำไม่ได้หรือเจ้าไม่อาจทำได้กันแน่“ข้าน้อยขอลา” กล่าวจบซูเจินก็คำนับอีกครา ก่อนจะเดินหายลับไปท่ามกลางเหล่าผีเสื้อสีแดงสดที่มาโอบล้อมนางท่านผู้เฒ่ามองยังทิศทางที่นางจากไปด้วยสายตาว่างเปล่า ด้วยแรงศรัทธาของผู้คนมากมายนับพันปีทำให้นางกลายเป็นเทพในที่สุด หากแต่ด้วยคำสาปและความคั่งแค้นภายในใจก็ทำให้นางกลายเป็นกึ่งมารไปด้วย ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้วนางเป็นคนดียิ่งหากเจ้าปล่อยวางลงได้เจ้าจะพบทางของตนและคนที่เขาเฝ้ารอเจ้ามาเนิ่นนาน“ข้าหวังว่าทางที่เจ้าเลือกจะเป็นทางที่ถูกต้อง บุตรีข้า”