ค่ำคืนปลายฤดูร้อนในเมืองหลวงยังคงคึกคักไม่แพ้ยามกลางวัน แสงโคมละลานตาถูกจุดสว่างแขวนเรียงรายทอดยาวไปตามถนนใหญ่ ให้ความรู้สึกอบอุ่นสบาย หากแต่ก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของความครึกครื้น
‘อยู่แต่ในจวน ข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว… ออกมาสูดอากาศแค่นิดเดียว คงไม่มีใครรู้หรอก’
หญิงสาวในชุดผ้าไหมสีเข้มที่พรางตัวง่าย ๆ สวมทับด้วยผ้าคลุมบางสีดำซึ่งช่วยบดบังรูปร่างได้พอประมาณ ค่อย ๆ มุดประตูหมาหลังจวนออกมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าสู่ตลาดยามค่ำโดยไม่มีสาวใช้ติดตามแม้แต่คนเดียว
สำหรับนางแล้ว การหลบหนีออกมาเช่นนี้โดยไม่มีผู้ติดตามคือ ‘การผ่อนคลาย’ ที่ดีที่สุด
โรงเตี๊ยมย่านใจกลางเมืองคราคร่ำไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยจอแจดังระงมทั่วทั้งชั้นล่าง กลิ่นสุราหอมฉุนลอยคลุ้งในอากาศ ขับกล่อมไปพร้อมเสียงบรรเลงของนักดนตรีอยู่มุมหนึ่งของโรงเตี๊ยม
สถานที่แบบนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่ที่ทางของคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ยังมิได้ออกเรือน แต่สำหรับเซี่ยซินซินคนใหม่นั้นกลับถือเป็เื่ธรรมดา
เพราะแท้จริงแล้ว เธอไม่ใช่หญิงสาวในยุคนี้ หากแต่เป็หญิงสาวยุคใหม่จากอนาคต ที่คุ้นชินกับแสงสีและความครึกครื้นยามค่ำคืนเป็อย่างดี ไม่ว่าชายหรือหญิงในโลกของเธอ ต่างก็สามารถเที่ยวเตร่สถานบันเทิงได้อย่างเสรี
และด้วยนิสัยที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากลองเป็ทุนเดิม การได้ลิ้มลองสุราหอมหวานของยุคโบราณสักจอกหนึ่งในค่ำคืนนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เธอจะพลาดเป็อันขาด
“หึ! เขาว่ากันว่าสุราในยุคนี้นั้นช่างหอมหวานนัก… ข้าก็อยากรู้รสมันบ้างสักครั้ง!”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหลบเลี่ยงสายตาผู้คน แทรกตัวเข้าไปนั่งเงียบ ๆ ยังมุมลึกสุดของโรงเตี๊ยม ที่แม้จะพลุกพล่านไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นสุราฟุ้งทั่ว แต่ตรงมุมนั้นกลับสงบพอให้หลบซ่อนตัวได้
เธอนั่งลงอย่างสบายใจ พลางดึงผ้าคลุมสีดำให้คลุมศีรษะต่ำลงอีกนิด ปิดบังใบหน้าให้มิดชิดขึ้น ก่อนยกมือเรียกเสี่ยวเอ้อในโรงเตี๊ยม
“สุราดอกเหมย ไหเล็กหนึ่ง” เธอกระซิบเสียงเบา
ไม่นานนัก สุราดอกเหมยสีอำพันก็ถูกยกมาวางตรงหน้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลขึ้นทันทีที่เปิดฝา
ซินซินตาเป็ประกาย ราวกับเด็กสาวที่ได้ลิ้มลองสิ่งใหม่เป็ครั้งแรก นางยกจอกสุราเล็กขึ้นจรดริมฝีปาก ลองจิบเบา ๆ สีหน้าเผยแววพอใจทันที
“โอ้โห…ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมบุรุษถึงชอบดื่มนัก รสมันช่างหอม หวาน ร้อนนิด ๆ แต่ไม่บาดคอ ดีจริง ๆ”
เธอหัวเราะคิกคักกับตัวเองอย่างขำขัน พลางกระดกสุราเข้าปากไปอีกอึก
เสียงดนตรีประสานกันอย่างลงตัว ภายในโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงเจรจา และกลิ่นอาหารหอมฉุยลอยคลุ้ง นางเอนหลังพิงผนังไม้เบา ๆ อย่างผ่อนคลาย ก่อนจะยิ้มละมุนด้วยความรู้สึกพึงใจ
จนกระทั่ง…
เสียงเอะอะโวยวายจากอีกด้านของโรงเตี๊ยมดังขึ้น ทำเอาซินซินสะดุ้งเฮือก นางเงยหน้าขึ้นอย่างใ เห็นชายคนหนึ่งในชุดมอมแมม วิ่งปะทะผู้คนอย่างลุกลี้ลุกลน มือกอดถุงเงินของแขกคนหนึ่งแน่น
“ขโมยเรอะ!” ซินซินร้องลั่นออกมาอย่างลืมตัว ดวงตาเบิกกว้าง ขณะร่างกายเผลอลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความใ
ชายผู้นั้นวิ่งฝ่าฝูงชนตรงมาทางนางอย่างรวดเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและพร้อมชนทุกสิ่งที่ขวางทาง
แต่ไม่ทันไร… ชายผู้นั้นกลับพุ่งชนเธอเข้าเต็มแรงจนร่างบางแทบล้มไม่เป็ท่า
“โอ๊ยยย!” ซินซินร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปนใ เซถลาถอยหลังไปสองก้าว ก่อนที่สัญชาตญาณจะสั่งให้เธอเหวี่ยงมือขึ้นคว้าคอเสื้อชายผู้นั้นไว้แน่น
ปลายนิ้วเรียวกระชากเนื้อผ้าหยาบกร้านของคอเสื้ออย่างแรงพอให้ร่างของเขาชะงักวูบ ขณะเดียวกันชายผู้นั้นก็สบถออกมาเสียงดัง ก่อนจะพยายามแกะมือเธอออกด้วยท่าทีร้อนรน
ทว่าเพราะแรงปะทะที่ไม่ทันตั้งตัว ซินซินทรงตัวไม่อยู่ ร่างบางเซถลาไปชนเข้ากับโต๊ะข้าง ๆ จนจอกเหล้าและไหสุราหอมหวานหกสาดลงบนกระโปรงผ้าไหมสีเข้มของนางเสียเต็ม ๆ
เ้าขโมยที่หลุดจากการเกาะกุม ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองนางสักนิด เพียงรีบวิ่งหนีออกจากโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็ว
เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะค่อย ๆ พยายามพยุงตัวลุกขึ้นอย่างอารมณ์เสีย พลางพึมพำกับตัวเองอย่างขุ่นเคือง
“บ้าชะมัด! สุราของข้าหกหมดแล้ว!” ซินซินมองตามแผ่นหลังของเ้าขโมยที่วิ่งหนีออกไปได้อย่างเจ็บใจและโมโหสุดขีด
และสิ่งที่เธอไม่คาดคิด…ทุกสายตาในโรงเตี๊ยมหันขวับมาที่เธอแทน พร้อมกับคำพูดที่ลอยมา
“ข้าก็เห็นอยู่นะ นางคว้าคอเสื้อมันไว้ด้วย รู้จักกันหรือไม่?”
“ไม่แน่…อาจเป็พวกเดียวกันก็ได้!”
“หากไม่ใช่พวกเดียวกับโจรชั่วนั่นใยนางจึงปล่อยมันง่ายๆ เล่า”
ซินซินชะงักกึก ใบหน้าเปลี่ยนสีทันทีจากอารมณ์เสียเป็ใ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ก่อนจะรีบยกมือขึ้นโบกปฏิเสธอย่างร้อนรน
‘อะไรกันคนพวกนี้ก็เห็นอยู่ว่าข้าโดนชน เ้าโจรชั่วนั่นเป็คนขโมยทำไมกลายเป็ข้าผิด’
“มะ…ไม่ใช่ ข้าแค่โดนชน! ข้าไม่ได้…ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยนะ!” เธอรีบโบกไม้โบกมือสุดชีวิต หลังได้ยินคำกล่าวหาอย่างไม่เป็ธรรม แต่ดูเหมือนคำอธิบายของเธอจะไร้น้ำหนักในยามค่ำคืนเช่นนี้ ผู้คนเริ่มรุมล้อมเข้ามาอย่างสงสัยที่เธอปล่อยโจรไปได้อย่างง่ายดาย
และทันใดนั้นเอง… เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังใกล้เข้ามาจากทางเข้าโรงเตี๊ยม ก่อนที่ทหารยามจะกรูกันเข้ามาอย่างมีระเบียบ บรรยากาศที่เพิ่งโกลาหลเมื่อครู่กลับพลันเงียบสงัด
และท่ามกลางเหล่าทหารนั้น ร่างสูงสง่าสวมอาภรณ์สีดำสนิท แต่เปี่ยมด้วยราศีผู้บัญชาการก็ก้าวเข้ามาอย่างสงบนิ่ง
ซินซินที่กำลังยืนตัวเปียกสุราอยู่มุมหนึ่งของโรงเตี๊ยม แข็งค้างในทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ปากอ้าค้างไร้เสียง
‘อ๋องเฟยหลง…อีกแล้วเหรอ!’
เธอแทบอยากกรีดร้องแล้วหลบเข้ารูหนีให้พ้นโลกเหตุใดต้องเป็เขาทุกที! ทำไมถึงต้องปรากฏตัวทุกครั้งที่นางอยู่ในสภาพไม่น่าดูที่สุดแบบนี้ด้วยเล่า!
“เกิดเื่อะไรขึ้น… เ้า! เซี่ยซินซิน?!”
เสียงทุ้มเย็นเฉียบของหลี่เฟยหลงดังขึ้นทันทีที่เขาก้าวถึงกลางโรงเตี๊ยม เขาหันไปถามหนึ่งในชายที่ยืนใกล้นาง ก่อนจะปรายตามายังร่างในชุดคลุมสีดำที่เปียกโชกด้วยสุรา ใบหน้าหวานของหญิงสาวเต็มไปด้วยร่องรอยวุ่นวาย
ซินซินชะงักไปในทันที นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า…ยังไม่ได้ถอดผ้าคลุมปิดหน้าด้วยซ้ำ แล้วเขาจำได้อย่างไร? เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ
“หม่อมฉันแค่…มานั่งดื่มสุรานิดหน่อยเพคะ! มิได้ก่อเื่อะไรจริง ๆ นะ!” นางรีบพูดจาแก้ตัวอย่างร้อนรน
หลี่เฟยหลงกวาดตามองโต๊ะตรงหน้า ร่องรอยความวุ่นวายยังคงปรากฏชัด ทั้งสุราที่หกเปรอะจนพื้นเปียก ขนมที่กระจัดกระจาย และเศษขวดแตกที่ส่งกลิ่นฉุนตลบ
เขายืนนิ่ง สีหน้าเรียบเย็นราวน้ำแข็งที่ไม่บอกอารมณ์ใด ๆ แต่แววตาคู่นั้นกลับเฉียบคมจนเธอแทบอยากหลบสายตา
แต่เขากลับไม่เอ่ยถามสิ่งใด เพียงถอนหายใจยาวอย่างระอา แล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
“จัดการให้เรียบร้อย” เขาหันไปสั่งการทหารเสียงเรียบ ทั้งที่ไม่แม้แต่จะชายตามองนางอีก
ซินซินได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา นั่งก้มหน้าอย่างหมดแรงในมุมเงียบ ๆ ของโรงเตี๊ยม
เสียงโกลาหลในโรงเตี๊ยมค่อย ๆ สงบลงหลังจากอ๋องเฟยหลงจัดการคลี่คลายสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อผู้คนที่เคยตื่นตระหนกเริ่มกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง บรรยากาศก็กลับมาเป็ปกติอีกครั้ง ยกเว้นเพียงหัวใจของเซี่ยซินซินที่ยังเต้นระส่ำไม่หยุด สีหน้าแดงก่ำทั้งเพราะอับอายและโกรธตัวเองที่ดันเข้าไปพัวพันกับเื่ไม่เป็เื่
‘ทำไม…ทำไมข้าถึงต้องเจอกับเื่พรรค์นี้ ข้าก้าวขาผิดข้างออกจากจวนหรืออย่างไรกันนะ!’ ซินซินบ่นพึมพำอยู่ในใจ เวทนากับดวงซวยของตน
หลี่เฟยหลงยืนพิงเสาไม้ด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย คิ้วเข้มขมวดมุ่นราวกับไม่รู้จะตำหนิหรือจะถอนใจดี เขากวาดตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ในมุมเงียบ ๆ ของโรงเตี๊ยม ผ้าเช็ดหน้าสีเข้มในมือนางกำลังซับเบา ๆ บนชุดที่เปียกชุ่ม กลิ่นสุราจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่รอบตัวเธอ
นางไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเขา คล้ายตั้งใจหลบสายตา ทำเพียงก้มหน้าก้มตาจัดการเสื้อคลุมตัวเองเงียบ ๆ อย่างคนที่รู้ว่าตนผิด
เขาเฝ้ามองอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร ทว่าท้ายที่สุดก็ต้องถอนหายใจยาวอย่างระอา เดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้านาง
เสียงทุ้มนิ่งเอ่ยถามราวกับอดไม่ได้
“เ้ามากับผู้ใด?”
น้ำเสียงเย็นสงบแต่ฟังแล้วชวนขนลุกทำให้ซินซินสะดุ้งวูบ เธอเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนจะรีบตั้งท่าตอบโต้ทันที
“หม่อม…หม่อมฉันออกมาเองได้! หม่อมฉันโตแล้วนะเพคะ!” นางเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางดื้อรั้น แม้ในใจจะเริ่มร้อนรนยิ่งกว่าเดิม เพราะรู้ดีว่าหากเขาจับได้ว่านางแอบออกมาจริง ๆ …เขาต้องเอาเื่ไปบอกบิดาของนางเป็แน่
หลี่เฟยหลงเลิกคิ้วสูง มองใบหน้าเลิ่กลั่กที่พยายามอวดดีของหญิงสาว
“โตแล้ว?” เขาทวนคำเสียงต่ำ แววตาระคนเย้ยหยันชัดเจน ริมฝีปากหยักยกขึ้นเป็รอยยิ้มเย็นเฉียบ
“เ้าคิดว่าการแอบหนีออกมาดื่มสุราในโรงเตี๊ยมกลางดึกเป็เื่ที่เหมาะสมอย่างนั้นหรือ? แถมยังก่อเื่จนวุ่นวายทั้งโรงเตี๊ยมแบบนี้”
ซินซินกัดฟันกรอด หน้าแดงแจ๋ด้วยทั้งความโกรธ อับอาย และความขัดใจจนปั่นป่วนไปหมด พยายามจะโต้กลับอย่างเผ็ดร้อนตามนิสัย แต่ยังไม่ทันได้เปิดปากพูด
หลี่เฟยหลงก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน เสียงทุ้มต่ำของเขาแม้จะฟังเรียบนิ่ง ทว่าแฝงด้วยอำนาจเด็ดขาดแบบที่ไม่มีใครกล้าขัดคำ
“กลับจวน เปิ่นหวางจะไปส่ง”
“หา?!” เสียงของนางเกือบหลุดจากลำคออย่างไม่อาจควบคุม ดวงตากลมเบิกโตอย่างใสุดขีด นางเงยหน้ามองเขาเต็มตา ราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“เปิ่นหวางบอกแล้วว่าจะไปส่งเ้า…หรือเ้า้าให้เปิ่นหวางไปบอกกับท่านราชครู ว่าเ้าแอบออกมาดื่มสุรากลางดึก แถมยังก่อเื่ให้คนทั้งตลาดแตกตื่นอีก?”
เสียงของหลี่เฟยหลงเรียบนิ่ง ทว่าถูกกดต่ำราวกับกระซิบใกล้หู เขาก้มตัวลงเล็กน้อยจนใบหน้าอยู่ในระยะอันตราย สายตาคมกริบฉายแววตำหนิที่ไม่ต้องเปล่งถ้อยคำใดเพิ่มเติม
ซินซินชะงัก ปากที่กำลังจะอ้ากลับหุบฉับ ใบหน้าขาวซีดลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว มือที่กำชายกระโปรงแน่นจนสั่นเบา ๆ
เธออยากเถียงกลับใจจะขาด แต่เมื่อสายตารอบข้างยังจับจ้องมาไม่วางตา ความอับอายกับภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าขืนเถียงต่อ มีแต่จะแย่ลง
สุดท้ายเธอทำได้เพียงเม้มปากแน่น แล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทางด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก
หลี่เฟยหลงยืดตัวเต็มความสูง มองเธอด้วยแววตารำคาญใจอย่างปิดไม่มิด
“ก็ได้…ตามใจท่านเลยเพคะ” ซินซินพึมพำในลำคอเบา ๆ โดยไม่กล้ามองหน้าเขาโดยตรง
แล้วหมุนตัวเดินนำออกไปอย่างฮึดฮัด กระแทกเท้าเบา ๆ กับพื้นในทุกย่างก้าว ดูอย่างไรก็คล้ายเด็กสาวจอมดื้อที่รู้ตัวว่าตนเป็ฝ่ายผิด แต่ก็ยังไม่ยอมลดศักดิ์ศรีลงง่าย ๆ
ตลอดทางกลับจวน เซี่ยซินซินเดินตามหลังหลี่เฟยหลงด้วยสีหน้ามุ่ยง้ำ แววตาไม่พอใจฉายชัด
นางก้าวเท้าแรง ๆ อย่างตั้งใจ คล้ายจะกระแทกพื้นทุกครั้งที่ก้าวเดิน ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“หม่อมฉันเดินกลับเองก็ได้… ไม่เห็นต้องรบกวนพระองค์ให้ลำบากมาส่งถึงหน้าจวนเลยสักนิด”
น้ำเสียงหงุดหงิดปนน้อยใจ ราวกับเด็กสาวที่ถูกขัดใจแต่ไม่กล้าะเิอารมณ์ออกมาตรง ๆ
“ถ้าเ้ากลับเอง พรุ่งนี้บิดาเ้าคงต้องไปรับตัวเ้าที่คุกหลวงเป็แน่” เขาตอบเสียงเรียบ ท่าทีสงบแต่แฝงด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม
ซินซินเท้าสะเอวทันที แววตาวาววับด้วยความไม่พอใจ
“หม่อมฉันไม่ได้ทำผิดสักหน่อย! ก็แค่คนพวกนั้นคิดไปเอง หม่อมฉันอยู่เฉย ๆ ด้วยซ้ำ เื่มันก็วิ่งมาหาเองทั้งนั้นเพคะ!”
นางโวยวายอย่างขัดใจ ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะพ่นลมหายใจฟึดฟัด
“แถมยังโดนพระองค์ลากกลับมาอีก… ยังไม่อยากกลับเลย อุตส่าห์หนีออกมาหาความสนุกแท้ ๆ!”
ทว่าหลี่เฟยหลงยังคงเดินนำหน้าอย่างเงียบงัน ไม่หันกลับมาแม้แต่นิด เขาทำราวกับคำบ่นเ่าั้เป็เพียงเสียงลมผ่านหู ไม่มีความหมายใด ๆ ให้ต้องรับฟัง
ในที่สุด ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าจวนสกุลเซี่ย
ซินซินหันมาทางเขา เท้าสะเอวด้วยท่าทางไม่ยอมแพ้ ดวงตาวาววับเ้าเล่ห์
“ต้องขอบพระทัยท่านอ๋องจริง ๆ ที่ทรงเสียเวลาอันมีค่ามาส่งถึงหน้าประตูจวนเช่นนี้”
เสียงของนางประชดประชันเต็มที่ พลางจงใจยิ้มหวานเสียจนดูเกินจริงอย่างตั้งใจ
หลี่เฟยหลงยืนนิ่ง กอดอกมองนางด้วยสายตาเรียบนิ่ง ริมฝีปากไม่เผยอแม้แต่นิด
“รีบเข้าไปเสีย ก่อนที่เปิ่นหวางจะเปลี่ยนใจ…แล้วไปเล่าเื่คืนนี้ให้ราชครูฟังเสียตอนนี้”
ซินซินสะดุ้งเฮือก รีบถอยหลังหนึ่งก้าวก่อนจะทำหน้าขวางขัดใจใส่เขาอย่างหมั่นไส้ นางแลบลิ้นใส่เขาอย่างจงใจยั่วอารมณ์ แล้วหมุนตัววิ่งจ้ำกลับไปทางประตูเล็กด้านหลังจวน เส้นทางเดิมที่นางแอบเล็ดลอดออกมาในตอนค่ำ
หลี่เฟยหลงยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาคู่นั้นทอดมองประตูที่ปิดลงเงียบ ๆ
‘เปลี่ยนไปจริง ๆ เมื่อก่อนยังจำได้ว่าเ้าจะเดินตามเรียกท่านพี่เฟยหลง ๆ แต่ตอนนี้กลับพูดจาห่างเหินประชดประชันราวกับคนไม่รู้จัก’
เฟยหลงคิดในใจก่อนจะนึกถึงคำพูดที่นางบ่นตลอดทาง
‘หึ…โตแล้วงั้นหรือ? โง่ชะมัด รู้ทั้งรู้ว่าเป็ผู้หญิงคนเดียว ยังกล้าแอบออกจากบ้าน ย่องเข้าตลาดกลางคืน แล้วยังมีหน้าดื่มสุราในโรงเตี๊ยมอีก ไม่คิดหน้าคิดหลังเลยสักนิด’
‘ยังไม่พอ…ปากเก่ง เถียงไม่หยุด ดื้อรั้นไม่เข้าเื่’
เขาบ่นยืดยาวในใจ ดวงตาคู่นั้นเย็นเฉียบ ทว่าแฝงบางอย่างไว้ลึกเกินจะวิเคราะห์ออก
เขาบ่นยืดยาวอยู่ในใจ แม้ปากจะเอ่ยว่ารำคาญ แต่ความจริงเขาไม่ได้นึกเกลียดนางอย่างที่แสดง เพียงแต่ต้องเอ่ยคำใจร้ายเพื่อให้นางรู้ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางมองนางเป็อื่นนอกจากน้องสาวของสหายสนิทได้
หากนางเปลี่ยนไปเช่นนี้ก็ย่อมดีกว่าตามทำตัวเป็เ้าข้าวเ้าของเขาเหมือนแต่ก่อน แต่เหตุใดนางถึงดื้อมากขึ้นถึงเพียงนี้…
เมื่อลอดผ่านประตูหมาเข้ามาได้ เซี่ยซินซินก็ทรุดตัวพิงกำแพงอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ระบายอารมณ์ที่ค้างคาอยู่เต็มอก
เธอก้มลงมองกระโปรงตัวเองที่เปียกชุ่มไปด้วยสุรา กลิ่นฉุนของเหล้ายังลอยแตะจมูกไม่หยุดจนอดจะเบ้หน้าไม่ได้
ถอนหายใจอีกครั้งอย่างระอาใจ ก่อนจะสาวเท้าแอบเดินเข้าเรือนอย่างเงียบเชียบ หวังเพียงคืนนี้คงจะไม่มีใครในจวนล่วงรู้เื่บ้า ๆ นี่หรอกนะ