ตอนที่ 21 เรียนมารยาท
ม่านฟ้าควบจักยานและนำถังไปด้วย ต่อมาเธอก็ขี่ตามมะเฟืองไปที่นา มันใช้เวลาประมาณสิบห้านาที
ระหว่างทางชาวบ้านพากันทักทายเธออย่างสนิทสนม บางคนก็ใจดีนำขนมและของว่างมาให้เธอกิน
“สบายดีนะ ยายหนูม่านฟ้า”
“กินอะไรมารึยังยายหนู?”
“ม่านฟ้ามางมหอยเหรอ?”
“มะเฟืองเอาขนมไหมลูก?”
“มะเฟือง น้าฝากของไปให้ผู้ใหญ่ผินทีนะ คราวก่อนพ่อหนูให้เงินน้าไปหาหมอ และก็บอกพ่อด้วยนะอีกสองวันจะคืนให้”
ม่านฟ้ากับมะเฟืองช่วยกันเก็บหอยโข่งกันอย่างสนุกสนาน
“นี่ๆ ตัวมันใหญ่มากเลยดูสิ คงจะเคี้ยวหนุบหนับแน่เลย”
“นั่นสินะ ต้องล้างโคลนและดับกลิ่นให้ดีๆ แค่นี้มันก็อร่อยแล้ว”
“ม่านฟ้า เธอเริ่มสนิทกับตาของเธอแล้วใช่ไหม?”
“อื้ม น่าจะ คิดว่า…” ม่านฟ้าตอบอย่างไม่แน่ใจ
มะเฟืองพูด “พ่อบอกว่า อีกสองปีเธอจะไปอยู่ในเมืองหลวงสยาม”
ม่านฟ้าจับน้ำเสียงเหงาหงอยของมะเฟืองได้
“อืม แต่ปิดเทอมก็ต้องมาดูสวนอยู่ดี ยังไงเราก็ได้เจอกันอยู่แล้ว หรือ่ปิดเทอมเธอก็ไปหาฉันที่นั่นก็ได้ เดี๋ยวฉันจะเดินชิมร้านเค้กให้ทุกร้านแล้วพาเธอไปกินดีไหม?”
“คิกๆ อย่างนี้ค่อยน่าดีใจหน่อย”
“จริงสิ ่มัธยมปลายเธอจะเรียนหนังสือในตัวเมืองจังหวัดสิงขร หรือในเมืองหลวงสยามล่ะ?”
“ไม่รู้สิ ใจก็อยากลองไปไกลบ้าง ใจนึงก็กลัวคิดถึงพ่อกับแม่”
“ถ้าเรียนในเมืองหลวงสยามก็มาอยู่กับฉันที่บ้าน ฉันจะขอท่านให้”
“มันจะไม่รบกวนมากไปหรือ?”
“ไม่หรอก ทำไม? เธอกลัวท่านเหรอ?”
“อืม… เธอไม่กลัวหรือ?”
“นั่นตาฉันนะ ดุแค่หน้า แต่ตามใจฉันจะตาย”
“ไม่ใช่ว่าท่านเอาเธอไม่อยู่เหรอ” มะเฟืองยิ้มล้อเลียน แหม…รู้ๆกันอยู่
“รู้ทันทุกเื่” ม่านฟ้ามองค้อนใส่มะเฟือง ทำยังกับเธอเป็เด็กเกเร
เธอออกจะเป็เด็กดีน่ารักน่าเอ็นดู
แค่หายใจเข้าก็เงิน หายใจออกก็เงิน! มันมีแค่นั้นแหละ!
และชาติก่อนเธอก็ขึ้นคานด้วยประการฉะนี้…
นึกแล้วก็เศร้า กระซิกๆ กว่าจะได้เริ่มหาผู้ เธอก็พึ่งรู้ว่ามดลูกตัวเองไม่สามารถทำงานมีลูกได้แล้ว เธอทำงานจนสุขภาพเสียจึงได้แต่มองคนอื่นมีครอบครัวอย่างอบอุ่น
“คิกๆ นิสัยเธอฉันรู้ดีเลยล่ะ ขนาดโดนโจรอุ้ม ยังหน้านิ่งเฉยๆเลย มีแต่ฉันนี่แหละที่ร้องไห้โวยวายอยู่คนเดียว”
ม่านฟ้าทำหน้าทะเล้น “โจรยังไม่กลัว แล้วตาฉันจะเหลือเหรอ?”
“แล้วเธอกลัวอะไรมากที่สุด?”
“กลัววันที่ไม่มีเงินเข้า”
มะเฟือง “…”
ไม่น่าถามเล้ย!
เมื่อเด็กทั้งสองคนเก็บหอยจนเต็มถังก็มานั่งทุบเปลือกให้เหลือแต่เนื้อ
ไหนๆก็เลอะแล้ว ก็เลอะไปทีเดียวเลย
“วันนี้จะทำแกงหอยล่ะสิ?” ยายแตนเดินเข้ามาถาม
“ยายก็มากับเขาด้วย?” ม่านฟ้าแปลกใจ
ยายแตนกลอกตามองบน “ก็มันว่าง”
“…”
ชีวิตยายแตนดี๊…ดี…
มะเฟืองหัวเราะคิกคัก “ยายแตนอยู่เฉยๆไม่ได้เลยนะคะ”
ยายแตนพยักหน้า “ยายหนูม่าน เอาของยายไปด้วยสิ ยายขายสิบบาท ยายทุบเปลือกออกหมดแล้ว”
มะเฟืองยิ้มแหยๆ ยายแตนี้เีเอากลับบ้านแหงๆ
เธอรู้ว่าที่ยายแตนมาเก็บหอยเพราะอยากมาโม้กับเพื่อนๆ
ม่านฟ้าไม่ได้พูดอะไร เธอล้างมือแล้วหยิบเหรียญสิบให้ยายแตน กล้าขายก็กล้าให้
“เอ้า! สิบบาทจ้ะ”
“ขอบใจนะยายหนูม่าน” ยายแตนยิ้มกว้างหน้าบานเป็กระด้งเลยทีเดียว
จากนั้นคนอื่นๆก็มาขายให้เธอเช่นกัน เธอจึงขอให้ลุงๆป้าช่วยกันทุบเปลือกให้เธอ เธอจะให้เพิ่มอีกห้าบาทถ้าทุบและล้างให้เรียบร้อย
ทุกคนรีบงมหอยอย่างกระตือรือร้นด้วยสีหน้าสะพรึง!
หอยโข่งเข้าใกล้การสูญพันธ์ไปอีกขึ้นหนึ่งแล้ว
ขอยืนไว้อาลัย∼
มะเฟืองเห็นทุกคนงมหอยกันยกใหญ่ก็กังวล “เราไม่ได้กินเยอะขนาดนั้นซักหน่อยนะ”
“ถือว่าช่วยพวกเขาด้วยล่ะนะ ที่สวนฉันมีคนงานเยอะ อีกอย่างที่โรงอาหารก็มีตู้เย็นกับตู้แช่แข็ง มันเก็บได้นานอยู่แล้ว”
“ดีจังเลย”
“ฮี่ๆ ฉันว่าเดี๋ยวก็หมด ถ้าเยอะเกินก็เอาไปขายในร้านของฉันก็ได้ ที่ร้านเองก็มีตู้แช่เย็นเหมือนกัน หอยที่ทุบเปลือกแล้วขายได้ง่ายนะ มันสะดวกกว่าเวลาทำอาหาร”
“คนมีเงินสินะที่ซื้อ คนมีเงินส่วนใหญ่ชอบความสะดวกสบายนี่นา” มะเฟืองพยักหน้า
“เข้าใจหลักการนี้แล้ว อะไรก็ขายได้” ม่านฟ้ายักคิ้วไปทีหนึ่ง
“ฉันจะจำไว้!”
ยายแตนกับยายท่านอื่นๆนั่งจับกลุ่มคุยกัน
“นี่พี่แตน ่สามวันมานี้บ้านฉันเหมือนจะมีของหายบ่อยๆนะ”
“บ้านฉันด้วย กับข้าวฉันวางไว้บนโต๊ะ พอเผลอหน่อยเดียวหายเลย มันเหลือแค่น้ำแกง” ยายสมรพูด
ยายแตนก็พยักหน้า “ฉันเองก็หาย ถุงข้าวสารถูกเจาะเป็รู้เบ้อเร่อไปหลายถุงเลย ไม่รู้ว่าเป็ฝีมือใครกัน”
“บ้านฉันด้วย ปลาตากแห้งของฉันหายไปบ่อยๆ”
“ของฉันก็พวกถั่วธัญพืช เฮ้อ…ไม่นึกเลยว่าหมู่บ้านเราจะมีขโมย ถึงจะขโมยแต่อาหารเล็กน้อยก็เถอะ แต่ก็รู้สึกไม่ดีอยู่ดี”
มะเฟืองที่ได้ยินเธอก็พูดขึ้นมา “บ้านฉันก็โดนขโมยเหมือนกันนะ แม่ฉันนึกว่ามะไฟแอบกินขนมจนหมดบ่อยๆ หมูแดดเดียวที่เธอให้มพวกเรามา บางถุงมีรอยเจาะเต็มเลย”
ม่านฟ้าขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ ยิ่งฟังเธอก็ยิ่งรู้สึกแปลก โจรนี่สติดีรึเปล่าวะ?
ม่านฟ้าบอกว่าจะจ่ายให้ทุกคน ตอนเย็นให้เอาไปส่งที่บ้านเธอ
“ลุงสมยศที่อยู่บ้านหนูจะเป็คนจ่ายเงินให้ค่ะ หนูจะฝากเงินไว้เขาแล้ว ลุงๆ ป้าๆไม่ต้องรีบหรอกค่ะ”
“แล้ววันอื่นๆล่ะ? เราจะยังสามารถงมหอยและเอาไปขายที่บ้านหนูม่านได้ไหม?”
“นั่นสิ ยังมีอีกหลายนาเลยนะ”
ม่านฟ้าพูดยิ้มๆ “ยังรับจ้า ทุกคนไม่ต้องห่วง ขอแค่ทุบเปลือกหอยแล้วล้างให้สะอาดก็พอ ถ้าไม่สะอาดหนูจะลดเงินลงนะ”
“ได้ๆ แค่นี่เอง สบายอยู่แล้ว หนูม่านไม่ต้องกังวล”
ม่านฟ้าคุยกับชาวบ้านเสร็จ เธอกับมะเฟืองก็ไปบ้านผู้ใหญ่ผินก่อน เพราะพวกเธอจะเอาของที่ชาวบ้านให้มาไปเก็บก่อน ยังไงบ้านผู้ใหญ่ผินก็ไม่ไกลอยู่แล้ว บ้านเธอต่างหากที่ไกลว่าใคร เหอะๆ
มะเฟืองแบ่งหอยให้แม่และบอกว่าวันนี้จะไม่กินข้าวบ้าน เธอจะไปอยู่เที่ยวกับม่านฟ้าทั้งวัน
ป้าขวัญพูด “ขี่จักรยานก็ระวังด้วยนะ มะเฟืองอย่าไปส่งเสียงดังจนท่านพระยาเดชารำคาญใจล่ะ”
“หนูทราบแล้วค่ะแม่”
ม่านฟ้าหัวเราะคิกคัก “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ต่อหน้าท่านตา มะเฟืองเรียบร้อยมาก!”
เสียงลากยาวล้อเลียนของม่านฟ้าทำให้มะเฟืองอดที่จะตีเพื่อนไม่ได้ เด็กหญิงทั้งสองจึงเริ่มาวิ่งไล่กันในบ้าน
ป้าขวัญมองทั้งสองด้วยสายตาอ่อนโยน “นี่สิค่อยทำตัวเป็เด็กขึ้นมาหน่อย พิภพ จิตลดา ลูกสาวของพวกเธอเป็เด็กฉลาดและเด็กดีมากเลยนะ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วจริงๆ”
ทั้งสองคนวิ่งไล่กันจนเหนื่อย เมื่อเห็นว่าเลยเที่ยงไปมากแล้ว ทั้งสองจึงรีบปั่นจักรายานและซิ่งไปที่บ้านม่านฟ้า
“ตายๆ ท่านตาต้องบ่นแน่ๆ”
เมื่อมาถึง ม่านฟ้าก็เห็นพระยาเดชาดำรงศักดิ์กำลังนั่งอยู่ในบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เธอโดนเขกหัวไปสองที จากนั้นเธอก็รีบหมุนตัวไปทำกับข้าว
“เด็กคนนี้นี่ ไม่รู้จักตรงเวลา เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ อยู่เรียนรู้มารยาทสองชั่วโมง”
ม่านฟ้าหน้าซึม “ตั้งสองชั่วโมงเลยเหรอ?”
พระยาเดชาดำรงศักดิ์หันหน้ากลับไปดูทีวีต่อ แปลว่าไม่มีการเจรจาผ่อนผัน
สมยศ มะเฟือง และม่านฟ้าช่วยกันทำอาหารด้วยความเร่งรีบ นี่ก็สายมากแล้ว พระยาเดชาดำรงศักดิ์คงนั่งท้องหิวจนอารมณ์ขึ้น
แกงหอยโข่งใบชะพลู ปลาสามรส และไข่เจียว น้ำพริก ตามด้วยผักสด ถูกเรียงลงบนโต๊ะอย่างสวยงาม พระยาเดชาดำรงศักดิ์เห็นอาหารบนโต๊ะก็พอใจ เขานั่งลงและกินข้าวอย่างอารมณ์ดี ม่านฟ้าคอยตักกับข้าวอย่างเอาใจ สมยศกับมะเฟืองกินกันอย่างสุขใจและมองม่านฟ้าเอาใจพระยาเดชาดำรงศักดิ์ไปด้วย
“ของทุกอย่างในตู้เย็นของคุณหนูอร่อยจริงๆ วัตถุดิบจากสวน ในเมืองหลวงสยามสู้ไม่ได้เลย ที่นี่รสชาติดีกว่า”
มะเฟืองว่า “หนูว่าผัก ผลไม้ของที่นี่อร่อยกว่าที่อื่นเป็ไหนๆ”
สมยศกล่าวอย่างเห็นด้วย “คนหนูม่านฟ้ามีพร์เื่การทำสวนผักผลไม้จริงๆ”
มะเฟืองยิ้มอย่างเ้าเล่ห์เพราะเธอรู้ว่าทำไมม่านฟ้าถึงมีพร์
ม่านฟ้าหรือจะรู้สึกรู้สา เธอยิ้มอย่างหน้าชื่นหน้าบาน
ระบบเป็ของเธอ สุดท้ายมันก็คือผลงานของเธอ
มะเฟืองเบะปาก เพื่อนเธอช่างหน้าหนายิ่งกว่าปูนซะเสียอีก
เมื่อกินกันเสร็จเรียบร้อย ตามที่พระยาเดชาดำรงศักดิ์พูดไว้ก่อนหน้านี้ ม่านฟ้าต้องเรียนมารยาทสองชั่วโมง ม่านฟ้ารู้ว่าหนีไม่พ้นจึงพามะเฟืองมาเรียนด้วยกัน
ฮ่าๆ ตัวเองมีความทุกข์อยู่ เพื่อนย่อมทุกข์ไปกับเธอด้วยสิ
นี่แหละถึงเรียกว่าเพื่อนแท้!
มะเฟืองหน้างอ บิดเอวม่านฟ้าอยู่หลายครั้งอย่างโมโห
จะลากฉันมาทำไม!
เพื่อนเลว!
มะเฟืองได้แต่สบถในใจ
พระยาเดชาดำรงศักดิ์ยินดีสอนมะเฟืองเช่นกัน จากนั้นความทรมานก็เริ่มขึ้น
“เดินตัวตรง อย่าหลังงอ”
“หน้าตรง ไหล่ผายไม่ต้องเกร็ง”
“ขา เดินให้มันดีๆ มิใช่เดินกระโดกกระเดกเยี่ยงนี้”
โป้ก!
บนหัวม่านฟ้ามีก้อนเนื้อมาสองสามก้อน บวมปูดขึ้นมา เฮ้อ… ฉันจะโง่ไหมเนี่ย
เวลาทำสวนมันต้องโค้งตัว หลังต้องงอตลอดนี่นา
“ดีมากมะเฟือง หลังตรง หน้าแอ่นอย่างพองาม ม่านฟ้าดูเพื่อน เธอเห็นไหม แค่ไม่กี่นาทีเพื่อนก็ทำได้แล้ว”
“ไหนลองท่านั่งสิ ขาเก็บให้ดี อย่าฉีกขาเยี่ยงนี้ ดูสมยศเป็ตัวอย่างม่านฟ้า”
สรุปว่าเธอโดนหนักที่สุด มะเฟืองแทบไม่โดนอะไร ชมอย่างเดียว
“คุณหนูนั่งงอหลังแต่ในสวน อาจจะไม่ชิน ทำทุกวันให้เป็นิสัยก็จะดีขึ้นขอรับ ตอนนี้คุณหนูยังเด็ก ย่อมยังสามารถดัดได้ง่าย”
มะเฟืองพูด “การนั่ง ยืน การเดินต้องสง่างาม ต้องทำบ่อยๆ เธอก็ทำเป็กิจวัตรไปเลย ตอนเธอไปอยู่กับท่านพระยาเดชาในเมืองหลวงสยาม เธอก็จะได้ไม่ถูกคนอื่นดูถูกเอา พี่แพรบอกว่าคนที่นู้นชอบทับถมเื่หน้าตาทางสังคม”
“แพรไหนรึ?” พระยาเดชาดำรงศักดิ์ถาม
“พี่แพรเป็พี่สาวเ้าของร้านขายเค้กค่ะ” มะเฟืองตอบ
“อย่างที่เธอคนนั้นบอก ยิ่งเกิดในตระกูลมียศศักดิ์สูง ของพวกนี้ย่อมต้องมีติดตัว”
สมยศกล่าวเสริม “คุณหนู การเป็ผู้ดีสูงศักดิ์ ไม่ได้หมายความว่าทำตัวเย่อหยิ่ง ต้องมองคนอื่นเป็เบี้ยล่าง แต่ต้องพัฒนาตนให้รู้จักว่าสิ่งใดเหมาะสิ่งใดควรและต้องรู้กาลเทศะ”
“การฝึก นั่ง เดิน การพูดจา เป็แค่พื้นฐานเท่านั้นนะขอรับ”
มะเฟืองถาม “อย่างนั้นหนูก็สามารถเป็ผู้ดีที่สง่างามได้สิคะ พ่อหนูเป็แค่ผู้ใหญ่บ้านเอง”
“ได้สิครับหนูมะเฟือง ผู้ดีมีได้ทุกชนชั้น เื่กิริยามารยาทสามารถเรียนรู้ได้ทุกชนชั้น แค่รายละเอียดและจุดประสงค์นั้นต่างกันนิดหน่อยเท่านั้น ชาวบ้านด้วยกันยังต้องมีมารยาทและการให้เกียรติซึ่งกันและกันใช่หรือไม่?”
เด็กทั้งสองพยักหน้า
สมยศกล่าวยิ้มๆ “ชาวบ้านมีกฎทางสังคมไม่เยอะ เพราะพวกเขาไม่จำเป็ต้องเจอคนใหญ่โตมากมาย มากสุดคือพวกเขาต้องรู้จักถ้อยทีอาศัยกัน ให้เกียรติกันเพื่อไว้หน้าบ้าง แต่ตระกูลใหญ่qล้วนทำงานในวังเพื่อนายเหนือหัวหลวง มันต้องมีความพิถีพิถันและต้องรู้จักระมัดระวังตัวสูงมาก เรามีขนบธรรมเนียมมากมายหลายขั้นตอน การพูดและการกระทำเหมือนกับสายน้ำที่ไม่มีทางย้อนกลับมา หากเกิดผิดพลาดขึ้นมา เวลาจะแก้...ก็ไม่อาจทันกาล สิ่งเหล่านี้แค่ช่วยฝึกจิตใจให้สุขุม ไม่ลนลาน คิดก่อนพูด รู้จักการสังเกตไม่ใช่เร่งรีบทำในสิ่งที่อยากทำ สังคมที่ยิ่งเข้มงวดพิถีพิถันหมายถึงยิ่งต้องระวังภัยจากการกระทำของเราให้มาก”
“ว้าว… ลึกซึ้งถึงเพียงนี้” เด็กทั้งสองรู้สึกทึ่ง
“ในวัง แค่ผิดนิดหน่อย มีโทษถึงปะาเลยนะขอรับ”
เด็กทั้งสองเริ่มเหงื่อตก “คนที่ทำงานในวังคงลำบากไม่น้อย”
พระยาเดชาดำรงศักดิ์พูดเสริม “ถึงเธอสองคนจะไม่ต้องเข้าวัง หรือเจอคนสูงศักดิ์ แต่เมื่อมีติดตัวไป ไม่ว่าอยู่ที่ใด สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้จักระมัดระวังตนกับผู้คนที่เข้าหาเรา หากคิดทำสิ่งใดเราก็จะรู้จักประเมินก่อน ความสุขุม รอบคอบเป็สิ่งสำคัญ คนฉลาดมักตายเร็วเพราะขาดความสุขุม”
มะเฟืองทำท่าฮึดสู้ “หนูมาเรียนกับม่านฟ้าบ่อยๆได้ไหมคะ? หนูอยากเป็คนฉลาดที่ไม่ตายเร็วค่ะ”
พระยาเดชาดำรงศักดิ์พยักหน้า สมแล้วที่เป็เพื่อนของม่านฟ้า “ได้สิ”
ม่านฟ้ากุมหัว เฮ้อ… เจ็บจังเลย กว่าเธอจะกลายเป็คนที่มีบุคลิกแบบนั้นได้ หัวเธอจะกลายเป็หัวอะไรก่อนก็ไม่รู้แน่ๆ