ร่างของเฟยหลงร่วงผ่านม่านหมอกหนาทึบราวกับตกลงสู่อีกโลกหนึ่งที่ไร้ขอบเขตบนล่าง มีเพียงความเย็นเยียบที่กัดกินิัและเสียงลมที่ครืดคราดผ่านหูทั้งสองข้างจนแทบดับสิ้นการรับรู้ ในเสี้ยววินาทีที่ร่างกายล่องลอยอยู่กลางอากาศนั้น ภาพความทรงจำนับสิบปีพลันแล่นผ่านเข้ามาในหัวอย่างไม่ปะติดปะต่อ ภาพจ้าวเทียนในวัยเด็กที่เคยยืนปรบมือให้เขาด้วยรอยยิ้มจริงใจ ภาพหลินซีในวันแรกที่พบกัน ดวงตาคู่นั้นเคยเปล่งประกายด้วยความชื่นชมอย่างไม่มีเงื่อนไข ภาพท่านเ้าสำนักที่เคยเตือนเขาครั้งแล้วครั้งเล่าว่า "ฝีมือที่ไร้หัวใจก็เป็ได้แค่คมดาบที่บาดตัวเองในที่สุด" คำเตือนที่เขาได้แต่ยิ้มรับแล้วไม่เคยใส่ใจสักครั้ง
มือขวาของเขาที่เคยกำด้ามกระบี่เมฆาล่องแน่นราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย บัดนี้ว่างเปล่า เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากระบี่หลุดจากมือไปั้แ่เมื่อใด บางทีอาจเป็ตอนที่จ้าวเทียนออกแรงผลักครั้งสุดท้าย หรือบางทีร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงของเขาเองที่ปล่อยมันไปโดยไม่รู้ตัว กระบี่ประจำสำนักที่เขาภาคภูมิใจที่สุด สัญลักษณ์ของความเป็อัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้ กลับหายไปพร้อมกับทุกสิ่งที่เขาเคยเป็ เหลือเพียงร่างเปล่าเปลี่ยวที่กำลังร่วงดิ่งสู่ความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง
เขาไม่รู้ว่าตกลงมานานเท่าใด อาจเป็เพียงไม่กี่อึดใจ หรืออาจยาวนานราวกับชั่วชีวิต ความเ็ปจากพิษที่แล่นอยู่ในเส้นเืทำให้ทุกความรู้สึกพร่าเลือนปนเปกัน จนกระทั่งร่างกายกระแทกเข้ากับผิวน้ำเย็นเฉียบอย่างจัง แรงกระแทกนั้นรุนแรงพอจะทำให้กระดูกซี่โครงหักอย่างน้อยสองสามซี่ แต่ก็เป็ผิวน้ำนั่นเองที่ผ่อนแรงกระแทกจากหน้าผาสูงชันไม่ให้ร่างของเขาแหลกสลายไปั้แ่วินาทีนั้น
น้ำเย็นเฉียบกลืนกินร่างเขาลงสู่ห้วงลึก ในความมืดมิดใต้น้ำนั้นเฟยหลงรู้สึกเพียงว่าปอดของตนแสบร้อนราวกับถูกไฟลน ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงไม่อาจกระเสือกกระสนขึ้นสู่ผิวน้ำได้อีกต่อไป สติของเขาเริ่มเลือนราง ภาพสุดท้ายที่แว่บผ่านเข้ามาคือแสงจางๆ สีเขียวมรกตที่ส่องประกายอยู่เบื้องล่าง ราวกับมีดวงตาบางดวงกำลังจับจ้องมองเขาอยู่ใต้ท้องน้ำลึกนั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดสนิท
—
เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สิ่งแรกที่เฟยหลงรับรู้ได้คือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรที่แตกต่างจากกลิ่นในจอกสุรายาพิษเมื่อครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง เป็กลิ่นอุ่นและปลอดภัย ราวกับควันธูปที่ลอยอยู่ในศาลาเก่าแก่ ความรู้สึกแรกที่ตามมาคือความเ็ปทั่วร่างกายที่ยังคงอยู่ แต่เบาบางลงกว่าตอนที่เขาร่วงตกจากหน้าผาอย่างมาก ราวกับมีใครสักคนดึงเขากลับจากปากประตูแห่งความตายมาได้เพียงครึ่งก้าว
เขาพยายามลืมตา แต่หนังตากลับหนักอึ้งราวกับมีศิลาก้อนใหญ่กดทับอยู่ ได้ยินเพียงเสียงน้ำไหลริน เสียงลมพัดผ่านใบไม้ และเสียงฝีเท้าช้าๆ ของใครบางคนที่เดินเข้ามาใกล้
"ยังไม่ตายอีกหรือ เด็กหนุ่ม" เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นเหนือศีรษะเขา น้ำเสียงนั้นไม่มีทั้งความห่วงใยและความเยาะเย้ย มีเพียงความเรียบเฉยราวกับพูดถึงเื่ดินฟ้าอากาศ "พิษที่อยู่ในตัวเ้าไม่ใช่พิษธรรมดา เป็พิษกัดกินเส้นลมปราณโดยเฉพาะ คนที่ปรุงมันขึ้นมาต้องเตรียมการมานานหลายปีเป็แน่ ไม่ใช่เื่ที่คิดได้ในชั่วข้ามคืน"
เฟยหลงฝืนลืมตาขึ้นมาทีละน้อย ภาพที่เห็นพร่าเลือนก่อนจะค่อยๆ ชัดขึ้น เหนือเขาคือเพดานถ้ำหินที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์เรืองแสงสีเขียวอ่อน แสงนั้นส่องสว่างพอให้มองเห็นได้โดยไม่จ้าจนแสบตา และข้างกายเขามีชายชราร่างผอมบางในชุดผ้าเก่าซีดสีนั่งขัดสมาธิอยู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแต่ดวงตาคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับมองทะลุทุกสิ่งได้ ไม่มีแววของอารมณ์ใดปรากฏให้เห็น
"ท่าน... ท่านเป็ใคร... ที่นี่คือที่ไหน..." เสียงของเฟยหลงแหบแห้งจนแทบฟังไม่ออกเป็คำ ลำคอของเขาแสบร้อนราวกับถูกไฟลนมาทั้งคืน
"ที่นี่คือก้นเหวที่ไม่มีใครกล้าลงมา และไม่มีใครเคยรอดขึ้นไปได้" ชายชรากล่าวพลางหยิบชามดินเผาใบเล็กที่มีน้ำสีเขียวเข้มขึ้นมา "ส่วนข้าเป็ใครนั้นไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่เ้าควรจะถามตัวเองมากกว่า เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดร่างกายเ้าจึงยังไม่แตกเป็เสี่ยงๆ เมื่อกระแทกกับผิวน้ำจากความสูงขนาดนั้น"
เฟยหลงส่ายหน้าอ่อนแรง ความทรงจำเกี่ยวกับแสงสีเขียวมรกตใต้น้ำแว่บกลับเข้ามาในหัว "ข้าเห็น... แสงสีเขียวบางอย่างใต้น้ำ..."
"บ่อน้ำิญญา" ชายชรากล่าวเรียบๆ "แหล่งน้ำโบราณที่หล่อเลี้ยงหุบเหวนี้มานับพันปี มันเลือกที่จะรับเ้าไว้แทนที่จะปล่อยให้ร่างกายเ้าแหลกสลาย ไม่ใช่เพราะเ้าคู่ควร แต่เพราะรากธาตุในตัวเ้ายังพอมีประโยชน์หลงเหลืออยู่บ้าง เท่านั้นเอง" น้ำเสียงของเขาไม่มีทีท่าประจบประแจงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกับทุกคนที่เฟยหลงเคยพบเจอมาตลอดสิบปีในสำนักกระบี่์
คำพูดนั้นแทงใจเฟยหลงยิ่งกว่าคำสบประมาทใดๆ เพราะมันไม่มีอารมณ์ปนอยู่เลยแม้แต่น้อย เป็เพียงข้อเท็จจริงที่ถูกพูดออกมาตรงๆ เขาก้มหน้าลงมองมือของตัวเอง มือที่เคยถือกระบี่เมฆาล่องอย่างมั่นใจ บัดนี้กลับสั่นเทาราวกับใบไม้ต้องลม
"เพราะเหตุใด..." เขากระซิบถามตัวเองมากกว่าจะถามชายชรา "เพราะเหตุใดเื่ทั้งหมดนี้จึงเกิดขึ้น... จ้าวเทียนอยู่เคียงข้างข้ามาสิบปี หลินซีก็เช่นกัน... ข้าไม่เคยคิดจะทำร้ายพวกเขาแม้แต่น้อย..."
ชายชรามองเขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ น้ำเสียงเ็าแต่แฝงไว้ด้วยน้ำหนักบางอย่างที่ทำให้เฟยหลงต้องสะดุ้ง "เ้าไม่เคยคิดจะทำร้ายพวกเขา นั่นแหละคือปัญหา เ้าไม่เคยคิดถึงพวกเขาเลยต่างหาก เ้าคิดถึงแต่ตัวเอง คิดถึงแต่ชัยชนะของตัวเอง คิดถึงแต่คำชมที่หลั่งไหลเข้าหาตัวเอง ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างกายเ้ามาสิบปีนั้น เ้าไม่เคยถามสักคำว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรเมื่อต้องยืนอยู่ในเงาของเ้าวันแล้ววันเล่า"
คำพูดนั้นราวกับมีดที่กรีดลึกเข้าไปในใจเฟยหลงยิ่งกว่าพิษที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเส้นเื เพราะมันคือความจริงที่เขาปฏิเสธไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เขานึกถึงคำพูดสุดท้ายของหลินซี "ข้าเป็เพียงเครื่องประดับข้างกายของอัจฉริยะสำนักกระบี่์มาสามปี" นึกถึงแววตาของจ้าวเทียนที่เปลี่ยนจากมิตรภาพเป็ความเกลียดชังเ็า ทุกอย่างเริ่มปะติดปะต่อกันเป็ภาพเดียว ภาพของชายหนุ่มที่หลงตัวเองจนมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาสะท้อนของตัวเอง
"ข้า..." เขาพยายามพูด แต่คำพูดกลับติดอยู่ในลำคอ น้ำตาที่ไม่เคยไหลออกมาต่อหน้าใครตลอดสิบเก้าปีที่ผ่านมา บัดนี้กลับซึมออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว "ข้าไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ว่าข้าเป็คนแบบนั้น..."
"นั่นเป็เพราะไม่มีใครกล้าบอกเ้า" ชายชรายื่นชามน้ำสีเขียวเข้มให้ "ทุกคนรอบตัวเ้ายกยอเ้าจนหลงลืมไปว่าตัวเองก็เป็เพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้เหมือนกัน พร์ที่เ้ามีั้แ่เกิดไม่ใช่ความผิด เด็กหนุ่ม แต่การที่เ้าปล่อยให้พร์นั้นบดบังทุกสิ่งจนมองไม่เห็นคนรอบข้างต่างหากคือรากเหง้าของหายนะทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเ้าในวันนี้"
เฟยหลงรับชามน้ำมาด้วยมือที่สั่นเทา ดื่มมันลงไปอย่างช้าๆ รสขมฝาดของสมุนไพรแล่นผ่านลำคอ ตามด้วยความอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกาย ราวกับมีสายธารเล็กๆ กำลังพยายามล้างพิษที่ฝังลึกอยู่ในเส้นลมปราณของเขาออกไปทีละน้อย แม้จะรู้ดีว่านั่นเป็เพียงการซื้อเวลาเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาที่แท้จริง
"พิษนี้ฝังลึกเกินกว่าที่ข้าจะขจัดให้หมดสิ้นได้ในเร็ววัน" ชายชรากล่าวราวกับอ่านใจเขาออก "ที่ข้าทำได้คือประคองไม่ให้มันลุกลามไปมากกว่านี้ ส่วนที่เหลือ เ้าต้องหาทางของตัวเอง เส้นลมปราณเดิมของเ้าเสียหายจนวิชากระบี่เก่าที่เ้าเคยภาคภูมิใจนักหนาไม่มีทางใช้การได้อีกต่อไป หากเ้าอยากมีชีวิตรอดต่อจากนี้ เ้าต้องทิ้งทุกสิ่งที่เ้าเคยเป็ แล้วเริ่มต้นใหม่จากศูนย์"
"ทิ้งทุกสิ่ง..." เฟยหลงพึมพำ ภาพกระบี่เมฆาล่องที่จมหายไปในความมืดใต้น้ำผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง บางทีมันอาจไม่ใช่อุบัติเหตุ บางทีมันอาจเป็สัญญาณบางอย่างที่ฟ้าดินส่งมาบอกเขาก็เป็ได้
ชายชราลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เดินไปยังปากถ้ำที่แสงสลัวจากภายนอกลอดผ่านเข้ามา หลังของเขาโค้งงอเล็กน้อยตามวัย แต่ทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นราวกับขุนเขา "ข้าเคยเป็เหมือนเ้ามาก่อน เด็กหนุ่ม เก่งกาจเกินวัย ได้รับการยกย่องจนลืมตัว และท้ายที่สุดก็ต้องจ่ายราคาด้วยสิ่งที่รักที่สุดในชีวิต หุบเหวแห่งนี้คือที่ที่ข้าใช้เวลาหลายสิบปีทบทวนความผิดพลาดของตัวเอง จนบัดนี้ข้าไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ายังจำหน้าตาตัวเองในวันที่ยังหลงตัวเองได้อยู่หรือไม่"
เฟยหลงเงยหน้ามองเงาร่างของชายชราที่สะท้อนกับแสงจากปากถ้ำ ในใจเกิดคำถามมากมายว่าชายชราคนนี้คือใครกันแน่ เคยเป็ใครมาก่อนในยุทธภพ เหตุใดจึงต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในหุบเหวไร้ก้นบึ้งเช่นนี้ แต่คำถามเ่าั้ก็เงียบหายไปเมื่อความเ็ปทั่วร่างกายกำเริบขึ้นอีกครั้ง
"พักเถิด" ชายชรากล่าวโดยไม่หันกลับมามอง "ชีวิตเ้ายังไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้หรอก เด็กหนุ่ม แต่ชีวิตแบบเดิมของเ้าน่ะ จบสิ้นไปแล้วจริงๆ ั้แ่วินาทีที่เ้าร่วงตกลงมาจากหน้าผานั่น จงตัดสินใจเสียแต่วันนี้ว่าเ้าจะยอมตายไปพร้อมกับความหยิ่งผยองที่เคยมี หรือจะยอมเกิดใหม่เป็คนละคนเพื่อทวงคืนทุกสิ่งที่เสียไป"
เฟยหลงนอนนิ่งอยู่บนแผ่นหินเย็น สายตาจับจ้องไปยังเถาวัลย์เรืองแสงสีเขียวอ่อนบนเพดานถ้ำ ความเ็ปจากพิษ ความเ็ปจากการทรยศ และความเ็ปจากการมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเป็ครั้งแรก รวมกันกลายเป็แรงกดดันมหาศาลที่บีบรัดหัวใจของเขาจนแทบหายใจไม่ออก แต่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น มีบางอย่างเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในส่วนลึกที่สุดของจิตใจเขา ไม่ใช่ความแค้น ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็คำถามง่ายๆ ที่ไม่เคยผุดขึ้นมาในหัวของเขาตลอดสิบเก้าปีที่ผ่านมา
เขาเป็ใครกันแน่ หากปราศจากคำชื่นชมจากผู้คนรอบข้าง
และเขาอยากเป็ใคร นับจากวินาทีนี้เป็ต้นไป
ไกลออกไปเหนือปากหุบเหวที่ปกคลุมด้วยหมอกหนา เงาร่างผู้ถือพัดสีดำยังคงยืนนิ่งอยู่บนยอดผาฝั่งตรงข้ามกลางป่าลึก สายตาจับจ้องลงมายังก้นเหวลึกที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับขึ้นมาได้ มุมปากของเขาขยับเป็รอยยิ้มบางๆ ราวกับรู้อยู่แก่ใจว่าเื่ราวยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้
"งั้นก็มาดูกันว่า... เ้าจะไต่กลับขึ้นมาได้หรือไม่ เฟยหลง" เสียงกระซิบแ่เบาลอยหายไปกับสายลม ก่อนเงาร่างนั้นจะพลิกกายหายลับไปในความมืดอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ที่นั่นมาก่อนเลย