บทที่ 27
เื่ใหญ่ในเมืองตี้หนาน
เื่ราวใหญ่โตที่เกิดขึ้นทำให้เมืองตี้หนานเป็ที่วุ่นวายลู่หยางพี่หยุดเท้าของตนเองลงถ้ำกลางตลาดและใช้ดวงตามองแผ่นป้ายไม้ที่ถูกติดเอาไว้ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“ นี่มันอะไรกัน? ” ลู่หยางใช้ดวงตาของตนเองมองดูแผ่นป้ายด้วยความใถึงกับอุทานออกมา
มันเป็เพราะว่าสิ่งที่อยู่ด้านหน้าของเขาในตอนนี้สิ่งที่มันถูกเขียนอยู่ภายในแผ่นกระดาษที่ถูกติดเอาไว้ที่แผ่นป้ายไม้มันคือการขายยารักษาบุปผาสีชาด
หนิงหนิงที่ยืนอยู่ข้างกายของผู้เป็บิดาเอียงคอด้วยความสงสัยนางเห็นท่านพ่อของตนเองแสดงใบหน้าใเช่นนั้นออกมาซึ่งกล่าวถามด้วยความใสซื่อ “มีอันใดอย่างนั้นหรือเ้าคะท่านพ่อ? ”
ลู่หยางกำลังตกตะลึงกับสิ่งที่ตนเองได้มองเห็นเขาพยายามสงบใจของตนเอง หลังจากที่ได้ยินเสียงของบุตรสาวและหลังจากนั้นก็ย่อกายของตนเองลงเล็กน้อยแล้วก็กล่าวกลับหนิงหนิง “เ้ารอพ่อตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพ่อจะต้องไปดูเ้าสิ่งนั้นสักหน่อย ”
หนิงหนิงน้อยที่กำลังยืนอยู่พยักหน้าด้วยความเอ็นดูลู่หยางปล่อยมือจับบุตรสาวของตนเองหลังจากนั้นก็เดินมุ่งตรงเข้าไปภายในบริเวณป้ายไม้ที่มีผู้คนจำนวนมากกำลังมุงดูกันอยู่
เขายื่นมือของตัวเองผ่านผู้คนจำนวนมากมายดึงหนึ่งในแผ่นกระดาษที่ถูกติดเอาไว้เป็จำนวนมากออกมาหลังจากที่ดึงมันออกมาก็ได้นำมันออกมายืนอ่านบริเวณด้านนอก
ลู่หยางมันอย่างตั้งใจใช้ดวงตาทั้งสองข้างไต่ตรองรายละเอียดทุกอย่างไม่ให้ขาดตก
และเมื่อได้อ่านมันมาสักพักก็พอจะจับใจความได้ว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นมันคืออันใด
ตอนนี้ลุงหมอประจำเมืองแห่งนี้ได้ป่าวประกาศออกมาให้ผู้คนได้ล่วงรู้ว่ามียารักษาโรคบุปผาสีชาดได้แล้ว
ไม่ได้เพียงแค่ยารักษาโรคแต่ว่ามียาการป้องกันด้วยภายในนี้พูดแล้วก็เขียนออกมาจนเกินความเป็จริงว่าเมื่อกินยานั้นเข้าไปในทุกๆวันจะสามารถป้องกันการป่วยเป็โรคบุปผาสีชาดได้
โรงหมอภายในเมืองแห่งนี้มีอยู่เพียงแค่โรงเดียวเท่านั้นและผู้คนยังพูดว่าท่านหมอที่ประจำการอยู่ภายในโรงหมอเป็หมอที่เคยทำงานอยู่ภายในวังหลวง
เมื่อรู้ว่าเคยทำงานอยู่ภายในวังหลวงแน่นอนว่าผู้คนเองก็ค่อนข้างจะเชื่อถือคนผู้นั้นและเพราะแบบนั้นในตอนนี้ผู้คนจำนวนมากเลยพากันเชื่อว่าลงหมอแห่งนั้นมียารักษาจริงๆ
ไม่ว่าผู้ใดก็ต่างเกรงกลัวสิ่งที่เรียกว่าบุปผาสีชาดเพราะว่าโรคชนิดนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่ไม่อยากจะเป็
พวกเขานั้นกลัวตายเพราะว่าผู้คนที่บริเวณชายแดนมีข่าวเล่าลือกันว่าถ้าป่วยเป็โรคบุปผาสีชาดเพียงไม่กี่วันก็จะตายจากโลกนี้ไป
แต่กระนั้นลู่หยางก็ยังคงขัดใจอยู่ดีเหตุใดท่านหมอของเมืองแห่งนี้ถึงกล่าวออกมาว่ามียารักษาโรคชนิดนี้ทั้งที่ไม่ว่าเมืองใดก็ไม่มีผู้ใดสามารถคิดค้นยารักษาโรคชนิดนี้ออกมาได้
หลังจากการร่วมมือกันกับคุณชายตระกูลเว่ยเมื่อหนึ่งเดือนก่อนลู่หยางต้องหาสูตรยาเป็จำนวนมากเขาลองผสมเทียบยาหลายๆอย่าง
และเมื่อลองผสมพวกมันดูทดลองมาเป็เวลาหนึ่งเดือนกับไม่มีเทียบยาตนใดเลยที่สามารถใช้ในการรักษาโรคบุปผาสีชาดได้
การรักษาโรคที่พึ่งเพาะพันธุ์ขึ้นมาใหม่แน่นอนว่ามันรักษาได้ยากเย็นตามที่ลู่หยางเคยได้ยินจากคุณชายเว่ยเขาบอกว่าหมอประจำเมืองแห่งนี้ไม่มีความเก่งกาจอันใด มันเป็เพียงแค่พวกที่ชอบโอ้อวดในความสามารถตนเองและก็ยกตนข่มคนอื่นเท่านั้น
ถ้าคำพูดของคุณชายเว่ยเป็เื่จริงคนผู้นั้นมันก็ไม่น่าจะสามารถสร้างยาและก็จัดแจงเทียบยาออกมาได้
เพราะแบบนี้ลู่หยางโดยแสดงความสงสัยออกมาหลังจากที่เห็นเ้าสิ่งนี้ถูกติดอยู่บริเวณกลางเมือง
ดวงตาของเขามองตรงไปที่บริเวณป้ายขนาดใหญ่บริเวณป้ายไม้นั้นมีผู้คนจำนวนมากต่างพากันดึงแผ่นกระดาษออกไปหลังจากนั้นพวกมันก็มุ่งตรงไปยังโรงหมอประจำเมืองอย่างรวดเร็ว
ลู่หยางเห็นผู้คนมากมายเดินทางมุ่งตรงไปยังโรงหมอประจำเมืองมันทำให้เขานั้นรู้สึกประหลาดใจ
คิ้วทั้งสองข้างเข้าขมวดเข้ามาหากันภายในใจนั้นสามารถมองเห็นได้ถึงผลประโยชน์ที่มันกำลังเกิดขึ้นกับคนพวกนั้น
ลู่หยางหลังจากที่ได้ลองอ่านรายละเอียดอย่างคร่าวๆเรียบร้อยแล้วเขาทำการพับปิดแผ่นกระดาษนั้นพับมันไว้อย่างเป็ระเบียบเก็บเข้าใส่ภายในเสื้อ
จัดการปัญหาในส่วนนั้นเสร็จหันกลับไปหาบุตรสาวนำพาหนิงหนิงไปส่งยังสถานศึกษา
ใน่เวลาตอนนี้ฐานะทางบ้านของเขาเองก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่เพียงแต่ว่ากินเงินเก่าที่ได้รับจากการขายที่ดินในครั้งนั้นไปเงินจำนวนนั้นสามารถดำรงชีวิตได้ไปอีกประมาณนึงรอให้ต้นชา์ที่เพาะพันธุ์เติบโตจนสามารถเก็บเกี่ยวได้เสียก่อนตัวเขาถึงจะสามารถนำพวกมันเก็บไว้ขายและทำเงินได้
ลู่หยางในตอนนี้ถามว่าตัวของเขายามกลางวันทำอันใดบ้างส่วนใหญ่แล้วก็จะปลูกสมุนไพรเพราะว่าสมุนไพรจำนวนมากที่เขารับมามันจำเป็จะต้องใช้เวลาเพาะพันธุ์
ใน่เวลาหนึ่งเดือนถึงสองเดือนนี้เขาจำเป็จะต้องยุ่งกับการเพาะพันธุ์พวกมันมันเป็เหมือนกับการลงแรงแต่ว่ายังคงไม่ได้เห็นผลผลิตเร็วๆนี้
ไม่ว่าสมุนไพรหรือว่าต้นชาล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาในการเติบโตประมาณครึ่งปีกว่าที่พวกมันจะสามารถยืนต้นกลายเป็ต้นใหญ่แล้วก็สามารถออกผลผลิตให้กับเขาได้
สามารถทำแป้งสมุนไพรขึ้นมาได้เขาเองก็น่าจะสามารถนำสมุนไพรไปขายภายในร้านยาหรือว่าภายในเมืองได้น่าจะทำเงินได้อีกจำนวนหนึ่ง
ขอเพียงแค่หาเงินได้พอในการดำรงชีวิตและก็ส่งเสียบุตรสาวของตนเองให้เรียนอยู่ภายในสถานศึกษาได้ก็เพียงพอแล้ว
ในตอนนี้เพียงแค่การดำรงชีวิตมันก็ยากเย็นพอควรเพราะแบบนั้นเขาแทบจะไม่มีเวลาคิดหรือมีเวลาไปสนใจกับการตายและก็กล่องปริศนานั้นเลย
ในตอนนี้เขาควรจะทำการจัดการเกี่ยวกับเื่ปากท้องเสียก่อน
แต่หลังจากลู่หยางส่งบุตรสาวของตนเองเสร็จเขาไม่ได้เดินทางกลับไปยังที่ดินของตนเองที่ตั้งอยู่บริเวณเขตด้านนอกตัวเมือง
แต่ว่าเขาเดินทางไปสถานที่นึงตัวของเขาเดินทางไปยังจวนตระกูลเว่ย
ณ จวนตระกูลเว่ย
ยามสายของวันแสงแดดสาดส่องผ่านม่านเมฆลงมาด้านล่างหมู่มวลวิหคขับขานร่ายรำอยู่บนเมืองอันแสนสงบสุขร่างของบุรุษที่สะพายกล่องไม้เดินมาถึงหน้าจวนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ใจกลางเมือง
จวนที่ใหญ่โตโอฬารที่มันกำลังสร้างตระหง่านอยู่ด้านหน้าของเขาในตอนนี้มันคือตัวของตระกูลเว่ยพื้นที่จวนจะตั้งอยู่บริเวณเขตใจกลางเมืองที่มีราคาที่ดินสูงเป็อย่างมากไม่เพียงเท่านั้นบริเวณจวนแห่งนี้มันยังมีพื้นที่หลายหมู่
มองดูแค่สถานที่ตั้งของจวนสามารถบ่งบอกได้ถึงความมั่งคั่งแล้วแต่ว่าจะว่าไปก็ไม่แปลกเพราะว่าตระกูลนี้ปักหลักอยู่ภายในเมืองแห่งนี้มาตั้งนานทำการค้าขายมาถึงสี่รุ่น
เมื่อได้เดินมาถึงบริเวณด้านหน้าจวนเท้าทั้งสองข้างของลู่หยางได้หยุดลง กำแพงสูงใหญ่ตั้งตระหง่านประตูไม้ถูกปิดเอาไว้อย่างมิดชิด
เดินมาถึงบริเวณนี้ได้เงยหน้าของตนเองเล็กน้อยเพื่อใช้ดวงตาของตนเองมองดูป้ายบริเวณ้าประตูว่าตนเองนั้นมาถูกหรือไม่
ป้าย้าประตูเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้คือจวนตระกูลเว่ย
มั่นใจว่าตัวเองมาถูกเดินเข้าไปหาผู้คุ้มกันบริเวณด้านหน้าบริเวณด้านหน้าของประตูจวนมีผู้คุ้มกันยืนถือไม้พองขนาดใหญ่เอาไว้สิบคน
ผู้คุ้มกันทั้งสองเป็ชายร่างกายใหญ่โตใบหน้าเคร่งขรึมดุดันดูน่าหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย
แต่ว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่น่าประหลาดอันใดผู้ใดเล่าจะเอาคนที่ร่างกายผอมแห้งมาเฝ้าประตู
ถ้าอยากจะได้ยามเฝ้าประตูพวกเขาเองก็ต้องใช้ชายร่างกายใหญ่โตที่กำยำล่ำสันมันถึงจะสามารถเฝ้าประตูเอาไว้ได้
แต่ลู่หยางเข้าไปหาพวกเขาอย่างไม่เกรงกลัวยามที่เข้าไปหาพวกเขาทำการยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันคารวะอย่างนอบน้อมกล่าว“ ท่านพี่ทั้งสอง.. ข้ามาขอพบคุณชายเว่ย ”
ชายสองผู้นั้นหันมองกันไปมาก็พริบตาปริบๆเมื่อเขาลองมามองดูผู้ที่อยู่ด้านหน้ามองเห็นว่าชายที่อยู่ด้านหน้าของตนเองแต่งกายด้วยเครื่องแบบธรรมดาธรรมดาเลยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
คนพวกนี้ไม่เคยเห็นแขกที่มาขอพบคุณชายของพวกมันผู้ใดเลยที่จะแต่งกายด้วยเครื่องแบบเช่นนี้
ส่วนใหญ่แล้วคนที่มาขอพบและขอเข้าไปภายในตระกูลพวกมันล้วนแล้วเป็พ่อค้าหรือไม่ก็ขุนนาง แต่งกายมาด้วยเครื่องแบบดูดีแต่ว่าชายที่อยู่ด้านหน้ากับดูธรรมดาและเรียบเฉยเกินไปจนพวกมันนั้นจำเป็จะต้องหยุดคิด
แต่หลังจากที่มองกันไปกันมาและใช้ดวงตาถามการตัดสินใจกันอยู่สักพักหนึ่งในชายพวกนั้นก็หันใบหน้ามาแล้วเอ่ยถามตามมารยาท “จะให้ข้าแจ้งคุณชายว่าผู้ใดมาขอพบขอรับ! ”
แม้ว่าจะเห็นอีกฝ่ายแต่งกายด้วยเครื่องแบบธรรมดาแต่มันก็ไม่ได้แสดงท่าทางดูถูกเป็เพราะว่าพวกมันโดนอบรมมาเป็อย่างดีเกี่ยวกับเื่ราวเช่นนี้
ลู่หยางตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่มีมารยาทเช่นเดียวกัน“ ให้แจ้งว่าข้าน้อยลู่หยางขอพบด้วยเื่สำคัญขอรับ ”
หลังจากที่ได้รับฟังชื่อเรียบร้อยแล้วก็ได้ส่งหนึ่งคนเดินเข้าไปบริเวณด้านในหนึ่งคนนั้นได้ไปแจ้งให้กับคุณชายเว่ยที่อยู่บริเวณด้านในได้ล่วงรู้
เว่ยเจ๋อจงให้คนหนึ่งคนออกมาแจ้งเชิญแขกผู้นี้ไปนั่งรอที่บริเวณห้องโถงขนาดใหญ่
ผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านหน้ารู้สึกประหลาดใจที่คุณชายของพวกมันแขกผู้นี้เดินทางไปรอที่ห้องโถงขนาดใหญ่แสดงว่าเป็คนที่มีความสำคัญเป็อย่างมากพวกมันรู้สึกโชคดีที่ไม่ได้ล่วงเกิน
ลู่หยางเข้าไปภายในจวนอย่างรวดเร็วภายในสถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลทุกอย่างถูกจับแต่งเอาไว้อย่างเป็ระเบียบและดูดีทั้งสวนทางบริเวณทางเข้าและทั้งตัวเรือนล้วนแล้วแต่มีแต่ของมีค่าทั้งสิ้น
สถานที่แห่งนี้ใหญ่โตไม่แพ้จวนของขุนนางเลยลู่หยางไปนั่งรออยู่บริเวณด้านในห้องโถง
จบบท