สิ้นสุดประโยคของเมฆา ก็มีทหารม้าเร็วนายหนึ่งที่ได้ถูกส่งล่วงหน้าไปก่อนแล้ว กลับมารายงานสถานการณ์ให้กับกษัตริย์สิงหลได้รับทราบ ว่าตอนนี้เ้าหญิงกรรณิการ์ปลอดภัย นางไม่ได้ถูกทำร้าย ผู้บุกรุกไม่ได้มีเป้าหมายเป็นาง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กษัตริย์สิงหลก็ดูจะใจชื้นขึ้นมาหน่อย แต่ก็ดูไม่ได้เต็มใจจะทำตามคำร้องขอของเมฆาสักเท่าไรนัก
“หมายความว่ายังไง ที่เ้าบอกว่าเ้ารู้จักกับเขา”
พระองค์ตรัสถาม หลังจากทรงลดความปรารถนาที่จะมุ่งหน้าไปต่อ
“ขอรับฝ่าา”
เมฆาตอบ
“แล้วเขาจะบุกไปที่นั่นทำไม!”
กษัตริย์สิงหลถามย้ำอีกครั้งพลางพยายามข่มความโกรธของตัวเอง
“เขาเข้าไปหาหนังสือสัตว์ซาตานเล่มสุดท้าย”
เมฆาเอ่ย
“ -- ใช่แล้วขอรับ หลังจากได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นเขาให้การแบบนี้จริงๆ โดยที่เขาได้บอกว่า เขาเข้ามาตามหาหนังสือสัตว์ซาตานเล่มสุดท้าย”
เสียงของทหารม้าเร็วนายนั้นเอ่ยแทรกขึ้นระหว่างที่เมฆาพูดจบประโยคพอดี
ชั่วขณะหนึ่งที่กษัตริย์สิงหลเงียบไป
“มันเป็แผนการของเ้าอย่างนั้นหรือ”
พระองค์เอ่ยถามเมฆาด้วยการที่ทั้งคู่รู้จักกันมานาน
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ ข้าคิดว่ามันคือโชคชะตา”
“เ้า้าให้ข้าทำอะไร”
กษัตริย์สิงหลกล่าวเหมือนรู้
“มอบหนังสือเล่มนี้ให้กับเขา และขอฝ่าาละเว้นโทษให้กับเขาด้วยขอรับ”
ชายแก่เอ่ยพลางล้วงหยิบหนังสือที่เหน็บไว้ที่เอวของตัวเองออกมา
“วิธีการของเ้า ย่อมมีอะไรแอบแฝงอยู่เสมอ ข้ายังไม่รับปากหรอกนะว่าข้าจะทำตามสิ่งที่ร้องขอ”
กษัตริย์สิงหลตรัสเฉียบขาด ก่อนที่พระองค์จะเดินจากเมฆาไป
และเื่ราวก็เป็ไปดั่งเนื้อเื่ข้างต้นที่ผ่านมา วารุตถูกปล่อยตัว และยังได้หนังสือสัตว์ซาตานเล่มสุดท้ายตามที่เขา้าในแบบที่เขาเองก็ยังไม่คาดคิด
ศารทูลผู้ที่คอยสังเกตการณ์เื่นี้อยู่ห่างๆ เขายืนมองอยู่อีกทางฟากฝั่งของระเบียง เห็นทหารสองนายถือคบเพลิง ควบคุมตัววารุตโดยในมือของเขาถือหนังสือเล่มใหญ่กำลังเดินมุ่งหน้าออกจากพระราชวัง สายตาของศารทูลจดจ่ออยู่กับคนกลุ่มนั้น แล้วเอ่ยรำพึงรำพันขึ้นมาว่า
“ตาแก่เมฆา คิดจะให้เ้าเด็กนี้ทำอะไรกัน”
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ผ่านไปเป็สัปดาห์ จวบจนแรมเดือน วารุตยังคงตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเล่มนั้นเฉกเช่นดั้งเดิม ต่างสถานที่ แตกต่างเวลากันออกไป เขานั่งอ่านอยู่บนต้นไม้บ้าง ใต้ต้นไม้บ้าง ตรงลำธารบ้าง บนูเาบ้าง หรือแม้กระทั่งในแปลงสวนฟักทองวารุตก็สามารถหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านได้ เมื่อตอนที่ว่างเว้นจากการช่วยเหลือสังข์ทองผู้เป็พ่อในงานไร่งานสวน
หนังสือสัตว์ซาตานมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสามเล่ม โดยที่ผู้เขียน เขาเป็บุคคลที่ทุกคนต่างให้การยอมรับ ว่าเขาเป็เลิศในเื่ของการจัดการกับสัตว์ปีศาจตัวใหญ่ดุร้าย เขานำทักษะเ่าั้ของตัวเอง ถ่ายทอดเขียนออกมาเป็หนังสือให้กับคนรุ่นหลังได้ทำความเข้าใจ พร้อมกับวิธีรับมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ การคาดเดาท่าทางและพฤติกรรมการเคลื่อนที่ในตอนเผชิญหน้า การทิ้งระยะห่าง จนถึงวิธีการจัดการให้พวกมันยอมศิโรราบ ซึ่งมีหลากหลายสารพัดวิธีนักที่สามารถทำให้สัตว์ร้ายเหล่านี้ยอมจำนน
แต่ทว่าก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าพิศวงไม่แพ้กัน วารุตอ่านเจอเข้ากับสิ่งที่ดูน่าสนใจโดยเนื้อหาใจความของมันระบุเอาไว้ว่า เหล่าสัตว์ป่าที่มีขนาดร่างกายใหญ่โตเหนือธรรมชาติที่ถูกผู้คนเรียกขานกันในภายหลังว่าสัตว์ซาตานนั้น จะสามารถพบเห็นพวกมันได้ในเฉพาะเขตพื้นที่ของป่ามรกตเพียงสถานที่เดียวเท่านั้น
ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นเหล่าสัตว์จำพวกนี้ในบริเวณเขตป่าแถบอื่นเลย ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุ แม้แต่ผู้ที่เขียนหนังสือเล่มนี้เองก็ยังไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของพวกมัน
“แปลว่าสัตว์ซาตานถือกำเนิดขึ้นในป่ามรกตอย่างงั้นเหรอ”
วารุตรำพึงรำพันหน้านิ่วคิ้วขมวดคิดวิเคราะห์ตาม ขณะที่เขากำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นอยู่ริมลำธารตามลำพัง
จนกระทั่งถึง่เวลาโพล้เพล้ในวันเดียวกันสังข์ทองและวารุต สองพ่อลูกต่างพากันแบกจอบและเสียบคนละเล่ม มุ่งหน้าเดินเท้ากลับ โดยที่วารุตมีกระเป๋าย่ามสีดำใบหนึ่งสะพายอยู่บนบ่า เศษเสี้ยวส่วนบนของหน้าปกหนังสือโผล่พ้นออกมาจากกระเป๋าย่ามใบนั้น สามารถแลเห็นได้
พวกเขาเดินผ่านฝูงควายฝูงใหญ่ประมาณยี่สิบกว่าสิบตัวที่กำลังถูกต้อนเข้าคอกในเวลานี้เป็ประจำ วารุตชี้นิ้วไปที่ควายตัวหนึ่งอย่างสนอกสนใจ
“มันท้องน่ะลูก ตาจันทร์บอกพ่อว่าอีกไม่กี่วันมันก็จะคลอดแล้ว”
สังข์ทองเอ่ยคลายความสงสัยของลูกชาย
“แบบนี้ก็ดีเลย เราขอลูกมันมาเลี้ยงได้ไหมขอรับ”
วารุตถามอย่างตื่นเต้นดวงตาเบิกโพลง
“เห็นทีจะยังไม่ได้หรอก ควายแรกเกิดมันต้องอยู่กับแม่มันก่อนนะลูก”
สังข์ทองปราม
“ไหนเ้าบอกพ่อว่าเ้าอยากจะเลี้ยงหมู ตกลงอยากจะเลี้ยงหมูหรือเลี้ยงควายกันแน่”
วารุตถอนหายใจเบนสายตาออกมาจากฝูงควายฝูงนั้น เขาไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ผู้เป็พ่อ แต่พอทั้งคู่เดินมุ่งหน้าต่อมาได้อีกสักพักจู่ ๆ ท่าทีของวารุตก็เปลี่ยนไป วารุตหยุดเดินอย่างกะทันหัน กึก! ทำให้สังข์ทองต้องหยุดชะงักตาม
“มีอะไรหรือเปล่าลูก”
วารุตจ้องมองพ่อตาเป็ประกายด้วยท่าทางแปลกประหลาดแล้วเอ่ยถามว่า
“พ่อ! ป่ามรกตไกลไหมขอรับ”
สังข์ทองทำหน้าทำตาเหมือนกำลังคิดแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร
“ไม่รู้สิลูก พ่อเองก็ไม่เคยไปที่นั่นหรอก”
สังข์ทองตอบ
“แต่เห็นเขาบอกว่าไกลมาก! บางทีอาจจะไกลกว่าระยะทางจากแคว้นเกษพลมายังแคว้นมันตรายาอย่าเสียอีกนะ”
รอยยิ้มเบิกบานของวารุตแทบจะหุบกลับไปในทันที
“โอ้โฮ ไกลขนาดนั้นเลยหรือขอรับ”
หลังจากที่ได้อ่านหนังสือสัตว์ซาตานมาครบหมดทุกเล่ม ดูถ้าว่ามันจะไปกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นของวารุตเข้าให้แล้ว เขามีเริ่มความคิดที่ว่าอยากจะเดินทางไปยังป่ามรกตสักครั้ง อยากจะเข้าไปเจอกับเหล่าสรรพสัตว์ที่น่าพิศวงตามตำราที่ได้อ่านมา อยากจะเข้าไปจัดการกับพวกสัตว์ป่าปีศาจตามแบบวิธีของผู้เป็เลิศได้เขียนเอาไว้ แต่พอนึกถึงความเป็จริงมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น
วารุตไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาจะเดินทางไปที่นั่นด้วยวิธีใด และระหว่างทางอันไกลโพ้นจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง อย่าพึ่งคิดฟุ้งซ่านไปไกลถึงขั้นนั้นเลย ก่อนอื่นเขาจะพูดกับแม่ของตัวเองว่ายังไง ให้นางอนุญาตแล้วกล่าวคำอวยพรให้กับเขาแต่โดยดี
ซึ่งวารุตก็รู้คำตอบของนางรจนาผู้เป็แม่ของตัวเองดีอยู่แล้ว นั่นก็คือคำว่า “ไม่!”
แม่คงจะปฏิเสธหลังชนฝากับคำร้องนี้ขอของเขาอย่างแน่นอนเป็ที่สุด วารุตจึงทำได้แค่ยิ้มแยะๆ เมื่อนึกถึงหน้าแม่ในตอนที่นางถลึงตาจ้องเขาคิ้วขมวด ระหว่างที่แบกเสียมเดินตามหลังพ่อกลับบ้าน