: คิดไม่ซื่อ
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเช้าของอีกวันแสงแดดสีเหลืองอ่อนส่องผ่านม่านบาง มันตกกระทบลงปลายเตียงพอดี ฉันกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงไปในลำคอที่รู้สึกแห้งผากและเจ็บแสบอยู่ภายในด้วยความกระหายเพราะร่างกายขาดน้ำ
พรึ่บ เสียงพึ่บพั่บข้างตัวดึงความสนใจจนต้องหันหน้าไปมอง ร่างกายท่อนบนนั้นเปลือยเปล่าปราศจากอาภรณ์เขากำลังนอนคะแคงหันหลังให้ฉันอยู่อีกฟากบนเตียงนอนขนาดห้าฟุต แผ่นหลังทั้งขาวและเนียนยิ่งกว่าผู้หญิงอย่างฉันซะอีกพอได้เห็นชัด ๆ แบบนี้ถึงได้รู้ว่าไหล่ที่คิดว่ากว้างมันกว้างกว่าที่คิดมากทีเดียวมัดกล้ามแน่นสวยกำลังดีทำเอาอดใจไม่ไหวจนต้องเอื้อมมือไปััเบา ๆ แต่ทำไมฉลามถึงได้มานอนอยู่บนเตียงของฉันในห้องของฉันล่ะ...
จำได้ราง ๆ ว่าเมื่อคืนพวกเรายืนคุยอะไรกันอยู่ที่หน้าประตู ฉลามดูจะหงุดหงิดมากแต่ฉันกลับฟังเขาไม่รู้เื่ นั้นคือเื่ทั้งหมดที่จำได้
“อยากลองกอดแน่น ๆ ดูสักครั้ง...จัง”
ฉันพึมพำกับตัวเองขณะที่สายตาจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของเขา
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
นาฬิกาปลุกบนหัวเตียงที่อยู่ ๆ ก็แผดเสียงขึ้นมา ทำเอาต้องรีบชักมือที่เอื้อมเข้าไปหาอีกฝ่ายกลับทันทีบ้าเอ้ย..เกือบจะทำอะไรแย่ ๆ ลงไปอีกรอบจนได้ ฉันพ่นลมหายใจยาวละคนโล่งอกปนเสียดายอยู่ในทีแล้วจึงพยายามจะดันตัวเองให้ลุกขึ้น เพื่อจะปิดไอ้อุปกรณ์เสียงดังน่ารำคาญนี่ทิ้งซะ
ปิ๊บ
“ตื่นแล้วเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำเจือแหบของคนพึ่งตื่นถามขึ้น เมื่อเขาเอื้อมมือไปกดปิดนาฬิกาปลุกแทนฉันจนมันหยุดแผดเสียงลง
ไม่เคยได้ยินเสียงนี้ของฉลามมาก่อนเลย ฟังดูจั้กจี้หูยังไงก็ไม่รู้แฮะ
“อือ ทำไมมึงถึงมานอนอยู่ในห้องกู”
“ทำไม? มึงหวงไว้ให้ใครนอนเหรอ?”
“ฉลาม” ฉันเอ่ยเสียงนิ่งเพราะ้าจะรู้ความจริง ว่าเมื่อคืนมันเกิดเื่อะไรขึ้นแล้วทำไมเขาถึงได้มานอนอยู่ที่นี่
“ไม่ต้องมาทำเสียงดุกูไม่กลัวมึงหรอก ไหนดูหน่อยไข้ลดรึยัง”
“เฮ้ย มึงจะทำ…อะ..ไร..”
(o////o) ฉันใจนหัวใจแทบจะวายเมื่ออยู่ๆ ร่างหนาที่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าก็ขยับเขยื้อนเข้ามาใกล้ ก่อนที่ฉลามจะวางฝ่ามือใหญ่ๆ ของชายชาตรีจับที่เอวของฉันเพื่อไม่ให้ขยับหนีเขาไปไหน ใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงมาจนหน้าผากของพวกเราจรดแนบชิดกันฉันคิดว่าเขากำลังวัดอุณหภูมิร่างกายผ่านทางหน้าผาก แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือ...ทำไมจะต้องทำให้มันดูล่อแหลมซะขนาดนี้ด้วยล่ะโว๊ย คนยิ่งคิดไม่ซื่ออยู่ด้วย
ตึกตัก ตึกตัก เสียงหัวใจเต้นดังไม่เป็ส่ำ แน่นอนว่าคนอย่างฉลามที่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉันไปมากกว่าเพื่อนคงทำไปแบบไม่คิดอะไรแต่กับฉันที่คิดเกินคำว่าเพื่อนนี่สิที่มันดันคิดไกลจนทะลุมิติไปแล้ว
“พ…พอแล้วน่า!”
ฉันรีบยกมือขึ้นดันอีกฝ่ายออก กลัวฉลามจะจับพิรุจได้เพราะเสียงหัวใจที่มันเต้นดังมากขึ้นเรื่อยๆ
“ตัวก็ไม่ร้อนเท่าไหร่ แต่ทำไมหน้ามึงถึงแดงกว่าเมื่อกี้อีกวะ”
เขาขมวดคิ้วเข้มถามขึ้นอย่างสงสัย
“น..หน้ากูก็แดงเป็ปกติอยู่แล้วป่ะ”
“ไม่อ่ะ”
“หรือว่า... มึงเขินกูเหรอ?”
เชี้ยเอ้ย จะมาทำเป็รู้มากอะไรตอนนี้วะฉลาม กูเขินมึงมาตั้งหลายปีละค่ะตอนอยากให้รู้แม่งก็โง๊โง่ พอไม่อยากให้รู้ดันสมองดีขึ้นมาทันทีเลยนะ
“เขินบ้านป้ามึงดิ กูจะไปเขินมึงเพื่อ”
“ไม่เขินจริงอะ? งั้นมาลองทำอีกทีดิ้”
พูดจบมันก็ทำท่าจะกระโจนเข้ามาหาฉันอีกรอบ แล้วแทนที่จะได้ยกเท้าถีบไอ้ฉลามให้กระเด็นกลับเป็ฉันเองซะอีกที่ถูกจับเข้าให้ที่ข้อเท้าบางก่อนที่มันจะดึงฉันเข้าไปหาแล้วเล่นสัปดนด้วยการจักจี้ที่ฝ่าเท้า
“อย่า ไอ้ฉลาม ฮะฮะฮะ อย่า..พอแล้ว โอ๊ย! อู๊ยย…เจ็บ ๆ ๆ ”
ฉันดิ้นพล่ามอยู่บนเตียงอย่างกับปลาขาดน้ำเพราะความทรมานที่ฉลามมอบให้ก่อนที่แผลบริเวณเข่าจะเจ็บแปล๊บขึ้นมาอีกครั้ง
“เฮ้ยกูขอโทษ มึงเจ็บมากไหม ไหนขอดูหน่อย”
ฉลามรีบหยุดการกระทำแสนชั่วช้าของมันลง ก่อนจะก้มมาดูแผลที่เข่าของฉันด้วยท่าทีร้อนรนเป็ห่วงเป็ใยฉันเองก็พึ่งจะมาสังเกตเอาตอนที่รู้สึกเจ็บว่าบนแผลมันมีผ้าก๊อซพันแผลพันเอาไว้แบบหลุดลุ่ยมีรอยสีแดงส้มซึมออกมาเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่านั้นคือสีของยาหรือเืกันแน่
ผ้าก๊อซอันเก่าถูกฉลามบรรจงแกะออก ก่อนที่เขาจะใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดเบาๆ รอบแผลแล้วทายาแดงซ้ำให้อีกรอบ ไม่ยักรู้ว่าคนตัวโตแบบมันจะมือเบาได้ขนาดนี้แต่การพันผ้าก๊อซของมันนี่ออกจะ…แสนอุบาทไปหน่อย
“เฮ้ยฉลามกูแค่ล้ม มีแผลถลอกนิดเดียว ไม่ได้ขาหักสักหน่อย พอได้เล่า”ฉันทำท่าจะชักขาหนี แต่คนที่แรงเยอะกว่าดันจับเอาไว้ซะแน่น
“เออน่า แผลติดเชื้อทำไง ถ้าเมื่อคืนกูไม่ทำแผลให้ขามึงเน่าไปแล้ว”
“เว่อร์”
เราสองคนหัวเราะคิกคักพลางส่ายหัวให้กับการถกเถียง อันไร้สาระ
“แล้วนี่มึงจะตอบได้ยังว่าทำไมถึงมานอนอยู่ในห้องกู”
“ก็เป็ห่วงไง กูไม่อยากให้มึงอยู่คนเดียว”
เออ หัดเป็ห่วงกูซะบ้างก็ดีฉันอมยิ้มมองร่างสูงที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาพันผ้าก๊อซที่เข่าของฉันไม่เสร็จไม่สิ้นสักที
“เออ ว่าแต่เมื่อคืนมึงพูดอะไรกับกูอ่ะ”
“มึงจำไม่ได้เลยเหรอ?” มือหนาหยุดชะงักก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตากับฉันที่ตอนนี้นั่งสูงกว่าอีกฝ่ายอยู่บนโซฟา
“ไม่อ่ะ ตอนนั้นกูรู้สึกมึนหัวอยู่”
“...เหรอ มึงจำไม่ได้ก็ดีแล้ว”
“ทำไม? นี่มึงพูดจาหมา ๆ ใส่กูอีกแล้วใช่ไหมเนี้ย”
“อือ ขอโทษ ตอนนั้นกูอารมณ์ไม่ดี ไม่รู้ว่ามึงเจ็บ”
ฉลามลุกขึ้นมานั่งข้างฉันบนโซฟา ใบหน้าหล่อดูรู้สึกผิดอยู่เต็มประดาฉันก็ไม่รู้หรอกว่าฉลามมันพูดอะไรกับฉันกันแน่ถึงได้มานั่งหน้าหงอยอยู่แบบนี้แต่ฉันนึกโกรธอะไร เพราะปกติเวลาฉลามมันอารมณ์เสียหรือโมโหกับเื่ไหน มันก็ชอบพูดจาไม่คิดตลอดไม่รู้เพราะชินชาหรือเพราะว่ารักมันมากกันแน่ฉันถึงไม่เคยจะโกรธมันลงเลยสักครั้ง
“มึงโกรธเหรอ?”
“…”
“กูขอโทษ ผักอย่าโกรธฉลามเลยน้าฉลามผิดไปแล้วคร้าบ อย่าโกรธฉลามนะคร้าบนะ นะ น้าาา”
ท่าทางตัวเล็กตัวน้อยของคนตรงหน้า ทำให้ฉันเองอยากจะลองแกล้งทำเป็โกรธมันดูสักทีอยากรู้เหมือนกันว่ามันจะง้อฉันด้วยวิธีไหน
“นั้นแน่ ยิ้มแล้วแปลว่าหายโกรธกูแล้ว?”
แม่งเอ้ย ทำไม่ได้ว่ะ เผลอยิ้มไปกับการกระทำของมันอีกจนได้ให้ตายเถอะ คนเราจำเป็ที่จะต้องน่ารักกับเพื่อนได้ขนาดนี้เลยเหรอ
“ก็มันจำไม่ได้ แล้วจะให้กูโกรธมึงเื่อะไร” ฉันพูดทั้งรอยยิ้ม
“ผัก”
“ไร?”
“มึงรู้ตัวไหมว่ามึงโคตรน่ารักเลย”
“อะไรของมึงเนี้ย-////-“ อยู่ดี ๆ ฉลามมันก็เอ่ยปากชมฉันขึ้นมาซะงั้น
“กูพูดจริงนะ น่ารักจนกูแปลกใจว่าทำไมมึงถึงยังไม่มีแฟนสักที”
โถไอ้ฉลามโง่เอ๊ย ก็เพราะมึงนั้นแหล่ะกูถึงได้ยังไม่มีแฟนสักทีเนี้ย
เป็เื่จริงที่ฉันไม่เคยมีแฟน ทั้งก่อนและหลังรู้จักกับฉลาม ฉันไม่เคยมีแฟนเลยสักคนแม้แต่ความรู้สึกชอบก็ไม่เคยมีให้ใครมาก่อนด้วย ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ เลยก็คือฉลามเป็ความรักครั้งแรกที่ฉันมีและนั้นคงเป็เหตุผลที่ทำให้ฉันรู้สึกหมกมุ่นกับมันเป็พิเศษล่ะมั้ง
“งั้น มึงก็มาเป็แฟนให้กูดิ” ฉันแกล้งพูดหยอด ๆ มันอย่างไปนั้นเอง
“มึงแน่ใจแล้วเหรอถึงกล้าพูดประโยคออกมา?”
ฟุ่บ! เขาดันฉันให้นอนราบลงไปบนโซฟาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว ก่อนจะย้ายร่างกายอันแข็งแรงกำยำที่สวมใส่เพียงบ๊อกเซอร์ตัวเดียวขึ้นมาคร่อมทับฉันเอาไว้อีกที
“ถ้ากูเอาจริงขึ้นมา มึงคิดว่าจะรับมือคนแบบกูไหวรึไง?”
“เหอะ กูรับมือคนแบบมึงได้มาตั้งกี่ปีละ”
“กูไม่ได้หมายถึงรับแบบนั้นสักหน่อย” เขาก้มลงกระซิบชิดใบหู