‘ทำอย่างไรดีนะ’
อวี่ซีซวนถอนหายใจ ขมวดคิ้วหม่นครุนคิดไม่ตกมาเป็เวลาหลายชั่วยาม[1] นึกคิดหาวิธีการนางจะทำอย่างไร เพื่อไปหาลูกชาย นางจะใช้วิธีไหนเพื่อให้คนของนางได้เชื่อว่านางคือลี่หลินหราน มิใช่อวี่ซีซวน นางยังมีชีวิตอยู่ แต่คิดเท่าไรก็นึกไม่ออกหาวิธีที่เหมาะสมไม่ได้ ขีดเขียนวิธีมากมายในกระดาษก็ต้องขจัดทิ้ง
ตอนนี้ เวลานี้ นางคือดรุณีน้อยพึ่งเข้าสู่วัยออกเรือน ทั้งยังเติบโตมาเป็คนเรียบร้อยอ่อนหวาน เก็บปากเก็บคำแล้วก็ยังชอบเก็บตัวอีกด้วย หากทะเล่อทะล่าเดินไปบอกใครจะไปเชื่อกันคงคิดว่านางเป็พวกวิปริตหลอกลวง ทีนี้ได้เดือดร้อนทั้งสกุลอวี่แน่
จินถงและเจียหน่ายสะกิดกันไปมาพวกนางเห็นคุณหนูทำท่าแปลก ๆ เขียนข้อความบนกระดาษ แล้วก็ทำลายทิ้ง แล้วยังชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“คุณหนูมีปัญหาอะไรหรือไม่เ้าคะ” เจียหน่ายลองถามออกไปเสียงค่อยแต่เหมือนเสียงนั้นจะไม่ผ่านเข้าหูของอวี่ซีซวนแม้แต่น้อย ทั้งที่ภายในเรือนค่อนข้างเงียบสงบ
“พวกเ้า!” จู่ ๆ อวี่ซีซวนก็หันมาที่พวกนาง แล้วส่งเสียงดังเรียกกะทันหันจนทั้งสองคนสะดุ้งใจนตัวโยน
“เ้าคะ”
“คุณหนู้าอะไรเ้าคะ”
“ไม่มี” อวี่ซีซวนพูดเสียงเบาหันตัวกลับไปตามเดิม สาวรับใช้ทั้งสองได้แต่งุนงง แล้วคุณหนูของพวกนางก็หันกลับมามองนิ่ง
“ข้าถามหน่อยสิ”
“เ้าคะ”
“หากพวกเ้ามีคนรู้จักแต่ไม่เจอกันนาน ตัวพวกเ้ามีการเปลี่ยนแปลงกับเกิดขึ้น ทำให้อีกฝ่ายจำเ้าไม่ได้พวกเ้าจะทำอย่างไร”
“คุณหนูถามทำไมเ้าคะ”
“ตอบข้ามาเถอะ”
“ก็มีหลายกรณีนะเ้าคะขึ้นอยู่ว่าเป็ผู้ใด”
“แล้วก็ใกล้ชิดกันเพียงไร”
“คนเราเมื่อรู้จักกัน มักมีสิ่งที่เป็ความทรงจำของกันและกันนะเ้าคะ”
“ยิ่งสนิทสนมมากก็มักมีสิ่งให้จดจำ”
อวี่ซีซวนพยายามคิดตามคำพูดสาวรับใช้ทั้งสอง“ต่อสิ”
“เราก็หยิบยกสิ่งนั้นขึ้นมาอย่างไรเล่าเ้าคะก็อย่างเช่น สิ่งของ คำพูด การกระทำ หรืออะไรบางอย่างที่เป็การจดจำของกันและกันเ้าค่ะ”
“สมมตินะเ้าคะคุณหนูหากตัวข้าเดินทางกลับไปบ้านเกิด แต่ครอบครัวของข้าได้จากหมดไปแล้วเหลือเพียงญาติมิตรที่ไม่เจอกันยาวนานแต่ญาติของข้าก็จำตัวข้าที่ได้เติบโตขึ้นแล้วในยามนี้ไม่ได้ ข้าก็จะพูดคุยให้เกี่ยวกับเื่ครอบครัว พูดคุยความทรงจำยามเด็กที่เคยทำ แสดงรอยตำหนิ หรือหากมีสิ่งของที่สามารถใช้แทนได้อย่างพวกใบทะเบียนครอบครัว หรืออาจเป็ผ้าปักลวดลายประจำสกุลหรืออะไรก็ตามที่ข้ามีข้าก็จะให้พวกเขาดูเ้าค่ะ”
“มันต้องมีสักอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายจำได้เ้าค่ะ”
“นั่นสินะ” อวี่ซีซวนพึมพำเบา ๆทำท่าทางเหมือนคิดบางสิ่งได้ ริมฝีปากแย้มยิ้มกว้าง นางทำหน้าตาสดใส ราวกับเมฆครี้มบนใบหน้ามายาวนานได้หายไป“ขอบใจพวกเ้านะ พวกเ้าช่างฉลาดจริง ๆ เลย”แล้วนางก็หันไปหยิบเหรียญในถุงผ้ามาให้ทั้งสองคนเป็รางวัล “อะ...ข้าให้พวกเ้าช่วยข้าได้อย่างดีเลย”
ร้านเครื่องประดับเฟิ่งหง
หลายวันผ่านไป หลังจากที่อวีซีซวนได้รับคำตอบช่วยเปิดทางความคิดจากสาวรับใช้นางก็นึกวิธีการเข้าไปชิดใกล้บุตรชายและคนของตนเองออกมาได้ ทั้งยังหาทางออกมากมาย เพื่อตอบความสงสัยที่ต้องมีการเกิดขึ้น
อวี่ซีซวน ดรุณีน้อยท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวานเดินทางเข้ามาในร้านเฟิ่งหง นางจะแต่งกายเรียบง่าย สวมใส่เครื่องประดับน้อยชิ้นมีเพียงปิ่นไม้แกะสลักประดับไข่มุกเม็ดเล็กปักบนผมที่เกล้าไว้ง่าย ๆ และสวมใส่แหวนกับกำไลหยกไม่กี่ชิ้น
เพียงคนรู้จักคุณค่าสิ่งของ หากมองมาดี ๆ ย่อมรู้ว่าแม้ดรุณีน้อยหน้าตาอ่อนเยาว์แจ่มใสเหมือนเพิ่งพ้นวัยปักปิ่นจะแต่งกายเรียบง่าย แต่สิ่งที่นางสวมใส่บนกายกลับมีมูลค่าที่สูงยิ่ง และแน่นอนว่าคนงานของร้านเฟิ่งหงที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างชำนาญย่อมดูออกเช่นกัน
หนึ่งคนงานรีบก้าวมาหาผู้เข้ามาใหม่อย่างนอบน้อมบนใบหน้าปรากฎรอยยิ้มต้อนรับยินดีพร้อมบริการ
“สวัสดีเ้าค่ะ คุณหนู ร้านเฟิ่งหงยินดีต้อนรับเ้าค่ะ”คนงานขายรีบกล่าวทักทายนุ่มนวล “วันนี้ คุณหนูมาร้านเฟิ่งหงสนใจเครื่องประดับชนิดใดเ้าคะ”
“สวัสดี ข้า้าพบท่านเสี่ยวเอ้อ” อวี่ซวนตอบกลับไปคนงานขายทำหน้าแปลกใจ
“คุณหนู้าพบท่านเสี่ยวเอ้อ ตอนนี้ท่านเสี่ยวเอ้อกำลังติดธุระสำคัญอยู่หากท่านมีธุระสำคัญ ข้าน้อยขอเป็ตัวแทนแนะนำและรับเื่ไว้เ้าค่ะ”
“งั้นหรือ แต่ข้ามีเื่สำคัญเสียด้วย”อวี่ซีซวนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ มองไปรอบร้าน เห็นของสำคัญที่เสี่ยวเอ้อมักเอาไปด้วยยามออกด้านนอกวางอยู่มุมร้าน“เสี่ยวเอ้อยังอยู่ในร้านใช่หรือไม่ งั้นข้าขอฝากกระดาษแผ่นนี้ให้เสี่ยวเอ้อหน่อยเื่สำคัญ”
อวี่ซีซวนยื่นกระดาษม้วนผูกเชือกชิ้นเล็กส่งให้คนงานแต่คนงานนั้นก็ทำท่าทางอึกอัก รับม้วนกระดาษชิ้นนั้นไป
“ให้ข้าแจ้งท่านเสี่ยวเอ้อว่า ผู้ใดมาพบเ้าคะ”
“ข้าจะเดินดูของรออยู่ในร้านเ้ารีบเถิดนำไปให้เสี่ยวเอ้อเถิด”
“เ้าค่ะ” คนงานที่ได้ยินคุณหนูตอบเช่นนี้ก็เพียงรับคำและรีบนำม้วนกระดาษที่ได้รับมาเดินขี้นไปข้างบนชั้น4ของอาคารแห่งนี้
“เ้าขึ้นมามีเื่อะไร”ชายหนุ่มผู้คุ้มกันหน้าประตูถามขึ้น เมื่อเห็นคนงานขายของร้านขึ้นมา้าเขตหวงห้าม
“มีคุณหนูท่านหนึ่งมาพบท่านเสี่ยวเอ้อเ้าค่ะ”
“เ้าก็รู้ว่าวันนี้ท่านเสี่ยวเอ้อมีงานสำคัญ”
“ข้าได้แจ้งคุณหนูท่านนั้นแล้วเ้าค่ะแต่นางบอกว่าเป็เื่สำคัญ และนำกระดาษแผ่นนี้ให้ข้ามาให้ท่านเสี่ยวเอ้อเ้าค่ะ”
“เอามาให้ข้า”เสี่ยวเอ้อที่นั่งอยู่ในห้องได้ยินเสียงการพูดคุยแต่แรกจึงพูดขึ้นคนงานสาวส่งม้วนกระดาษให้ผู้คุ้มกันนำให้เสี่ยวเอ้อ
เมื่อเสี่ยวเอ้อเปิดดูข้อความบนกระดาษก็ถึงกับนิ่งไปในนั้นมีข้อความที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
“ใครเอามาให้” เสี่ยวเอ้อถามคนงานสาวที่ยังไม่ไปไหน
“ข้าไม่ทราบเ้าค่ะ คุณหนูท่านนั้นไม่แจ้งนามเ้าค่ะแต่กล่าวว่า จะเดินดูของรออยู่ในร้านเ้าค่ะ”
“ท่านคือใคร”
เสี่ยวเอ้อมองคุณหนูผู้มาพบเขา นั่งลิ้มรสชาราวว่ากำลังชื่นชมศิลปะตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยอย่างข่มใจพยายามรักษามารยาทเขามองท่าทางคล้ายกำลังพักผ่อน ไม่ยอมตอบคำถามของโฉมงามตรงหน้า เสมือนเวลาได้ผ่านมานานในความรู้สึกของเขา
เขาจำได้ว่าเคยพบนางเมื่อครั้งก่อนกำลังเลือกดูเครื่องประดับในร้านวันที่มีคนขององค์ชายห้าหลงเหยียนเข้ามา นางมองเขาราวกับคนรู้จักกัน และวันนี้นางยังนำข้อความลับที่รู้เพียงไม่กี่คนให้เขา
“ยามท้องนภากระจ่าง มิตรสรรค์สร้างหวนกลับรัง” น้ำเสียงหวานกล่าวเรียบนิ่ง ไม่สนใจสายตาสำรวจกำลังการจับตามองอย่างระแวดระวังบรรยากาศความกดดันโดยรอบห้องที่มาจากเสี่ยวเอ้อ
“ท่านเป็ใคร รู้จักบทกลอนนี้ได้ยังไง”
“ข้าคือคุณหนูรองสกุลอวี่ อวี่ซีซวน”นางสบตาไปที่เขากล่าว เปลี่ยนน้ำเสียงกล่าวจริงจัง “เสินเสี่ยวเอ้อข้าคือหนึ่งในผู้รู้จักพระชายาเอกลี่หลินหราน ข้าอยาก้าพบคนของกลุ่มลับ”
เสี่ยวเอ้อนั่งตัวตรง ยกมือขึ้นกุมวางไว้บนโต๊ะ จ้องมองนางไม่วางตา“ข้าจะเชื่อท่านได้อย่างไร”
“ท่านไม่จำเป็ต้องเชื่อข้าหรือแค่สตรีบอบบางเช่นข้าก็สร้างความกลัวให้ท่านแล้ว” มุมปากยิ้มขึ้นยียวน “แค่ท่านส่งข้อความขอพบคนของกลุ่มลับมาหาข้าเ้าคงไม่คิดว่า ข้าที่เป็เช่นนี้จะทำอันตรายพวกเขาได้นะ”
“ท่านรู้จักพระชายาลี่หรินหรานได้อย่างไร"
“ท่านจะได้รู้ยามที่พบครั้งต่อไปที่พบกันหากได้คำตอบรับ ให้คนไปแจ้งข้าที่จวนสกุลอวี่” อวี่ซีซวนหยุดพูดลง“ข้าออกมานานแล้ว ถึงเวลาต้องไป ขอบคุณสำหรับน้ำชา”
ร่างบางลุกขึ้นจากไป เสินเสี่ยวเอ้อมองตามเหมือนช่างใจเรียกผู้คุ้มกันเข้ามา
“เดี๋ยวเ้าไปส่งข่าวให้ข้าที
[1] 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง หรือ 12 ชั่วยามเท่ากับ 1 วัน