ปฐมบท ก่อนเงามืดจะคืบคลาน
เคยไหมรักใครมาเป็สิบปี รักจนไม่รู้ว่าจะรักใครได้เท่านี้อีกไหม มันนานมาก นานจนแทบจะกลายเป็ความจริงชั่วนิรันดร์
ผมไม่เคยเชื่อเื่รักแรกพบ ไม่มีศรัทธาเื่คู่แท้ ไม่เคยคิดจะรอคนที่เกิดมาเพื่อคู่กัน เื่แบบนั้นมีแค่ในเทพนิยาย หรือเื่แต่งจำพวกนิทานหลอกเด็ก แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ผมไม่เชื่อเื่รักแรกพบ เอาเข้าจริง ๆ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือเหตุผล หรือเรียกได้ว่าผมไม่เคยสนใจเลยจะดีกว่า รักแรกพบน่ะจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ช่าง ที่แน่ ๆ ผมไม่เคยมองเห็นรักแรกพบ ั์ตาของผมมองเห็นแค่เธอ
เธอคนนั้นอยู่ในหัวใจผมเสมอมาเป็เวลากว่าสิบปี ผมรักเธอั้แ่รู้จักกัน รักโดยไม่รู้ตัว รักโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมกำลังตกหลุมรักเธอเข้าอย่างเต็มเปา นั่นคงเป็รักแรกพบของผม
แต่กว่าจะรับรู้ถึงตัวตนของรักแรกพบ ผมก็เสียเธอไปจากที่ข้างตัวเสียแล้ว
เธอหายไป ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกผิดพลั้งให้หลงเหลืออยู่ในใจของผม
ผมออกตามหา อยากบอกเธอว่ากลับมาได้ไหม แต่ถึงผมจะะโร้องเรียกชื่อเธอสักเท่าใดสิ่งที่ตอบกลับมาก็มีเพียงเสียงสะท้อนอันอาลัยอาวรณ์ของผมเอง เสียงกู่ร้องพร้อมหยดน้ำตา ผมจำภาพสองมือของตัวเองที่ไม่อาจไขว่คว้าอะไรไว้ได้ ผมมาช้าไปจึงไม่อาจปกป้องสิ่งสำคัญของเธอรวมทั้งตัวเธอไว้ได้
บางคนบอกผมว่าเธอตายไปแล้ว ตายไปพร้อมกับเปลวเพลิงสีแดงซึ่งลุกโชติ่ในวันนั้น แต่ผมไม่เคยเชื่อคำพูดเ่าั้เลยจึงได้แต่ออกตามหาเธอ จากวันเป็เดือน จากเดือนเป็ปี ความหวังเริ่มริบหรี่แต่ยังไม่มอดดับไป ในวันที่ผมไปเยี่ยมที่ที่คนอื่นบอกว่าเป็หลุมศพของเธอนั้นเอง ผมก็พบอะไรบางอย่าง...
“ขณะนี้เราได้พาทุกท่านมาถึงจุดหมายแล้ว...”
เสียงประกาศตามสายในเครื่องบินดังขึ้นเรียกสมาธิที่กำลังจดจ่อกับการอ่านของริวให้ออกจากไดอารีบนตัก
“อีกไม่นานเราจะนำเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานฟ้าคราม ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านปรับพนักเก้าอี้ และคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยค่ะ”
ได้ยินดังนั้นริวก็ปิดไดอารีแล้วเก็บมันลงไปในกระเป๋าเป้ เขาบิดี้เีพลางหาวหวอดใหญ่ ในที่สุดการเดินทางยาวนานกว่าหกชั่วโมงก็สิ้นสุดลงเสียที
ริวมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพภูมิประเทศของเมืองฟ้าครามทำให้ใจของเขาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น ถึงแม้จะไม่ติดทะเลเหมือนกับบ้านเกิด แต่ที่นี่เป็เมืองหลวงที่มีตึกรามบ้านช่องใหญ่โตน่าพิศวง ที่สำคัญ ณ ที่แห่งนี้ เขาอาจจะได้พบกับเธอที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานกว่าเจ็ดปี แค่คิดก็ดีใจจนหยุดไว้ไม่อยู่แล้ว
หลังจากที่ริวพาตัวเองผ่านการตรวจคนเข้าเมืองมาได้ เขาก็ลากกระเป๋าเดินทางหนังใบใหญ่ที่เพิ่งเอาออกจากสายพานลำเลียงสัมภาระตามหลังมุ่งหน้าเข้าสู่อุโมงค์ที่ทอดยาวซึ่งจะนำพาเขาเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร
ในที่สุดอุโมงค์ทางเชื่อมก็สิ้นสุดลง เบื้องหน้าริวคืออาคารผู้โดยสารที่มีคนพลุกพล่านเดินสวนกันไปมา เป็ครั้งแรกที่เขาตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ตอนนี้
เขาถ่อมาถึงที่นี่เพื่อตามหาคน ๆ หนึ่งท่ามกลางฝูงชนที่ดูไม่ต่างจากฝูงปลาที่ว่ายวนไปมาในมหาสมุทรสักเท่าไร คนที่เดินอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้เป็แค่กลุ่มคนกระจุกเดียวเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดในเมืองหลวงแห่งนี้ สมมติว่าเธอคนนั้นเดินปะปนอยู่กับกลุ่มคนเบื้องหน้า ริวก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะหาเธอเจอไหม นับประสาอะไรกับเื่จริงที่เขาต้องตามหาเธอท่ามกลางผู้คนทั้งเมือง พอคิดมาถึงตอนนี้ริวก็ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่าตัวเองมาทำอะไรอยู่ตรงนี้กันแน่
ติ๊ด ๆ ๆ ๆ
เสียงแหลมสูงดังขึ้นจากกระเป๋ากางเกงของชายหนุ่ม ดึงสติที่แตกกระเจิดกระเจิงให้กลับมาอีกครั้ง ริวจึงล้วงมือหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดรับ
“ครับ”
“ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าให้เปิดเครื่องทันทีั้แ่ลงมาถึงสนามบิน”
เสียงลุงแก่ ๆ บ่งบอกถึงความเป็เ้านายสุดเฮี้ยบดังลอดออกมาทันที ทำเอาริวได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ให้ตัวเอง
“ขอโทษครับบอส สงสัยผมจะตั้งเวลาเปิดเครื่องไว้ช้าไปหน่อย”
คนถูกเรียกว่าบอสถอนหายใจ บางทีเขาก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ข้ออ้าง หลายครั้งลูกน้องของเขาคนนี้ก็ชอบพูดจาเป็เด็กไม่รู้จักโต ทั้ง ๆ ที่อายุก็ปาเข้าไปตั้งสิบเก้าปีแล้ว น่าจะรู้จักการใช้คำพูดกว่านี้
“เอาเถอะ รีบมาที่ TSJ แล้วกัน อีกสิบห้านาทีผู้อำนวยการจะเรียกคุณเข้าพบ มาให้ทันนะ อย่าให้เสียชื่อประเทศชาติ”
“ครับ บอส”
ได้ยินคำตอบรับของลูกน้องแล้ว ยามะดะก็ตัดสายไป และกลับมาสนใจคู่สนทนาเมื่อครู่เช่นเดิม ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่ในห้องรับรองแขกของสถาบันปราบปรามอาชญากรแห่งชาติ หรือ TSJ สาขาประเทศสยาม สถาบันปราบปรามอาชญากรที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ผู้อำนวยการของที่นี่คือคุณเด่นภูมิ เกียรติอนันต์ เป็คนหนุ่มอายุแค่สามสิบต้น ๆ เขาเป็คนสบาย ๆ เป็กันเอง ถ้าเทียบอายุกับยามะดะแล้วก็แทบจะเป็พ่อลูกกันได้เลยทีเดียว
“ยังเข้มงวดเหมือนเดิมเลยนะครับ คนไทยเขาไม่ถือเื่แขกมาช้ากันเท่าไรหรอกครับ”
เด่นภูมิว่าพลางยกแก้วชาขึ้นจิบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาลาแวนเดอร์เป็สิ่งที่เขาโปรดปรานที่สุด
“ถึงจะเป็แขก ก็ไม่สมควรให้เ้าภาพรอ ยิ่งเป็เื่งานยิ่งต้องรักษาเวลา”
ยามะดะเอ่ยเรียบ ๆ ไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมาเป็พิเศษ เขารู้สึกวางตัวลำบากเป็พิเศษยามะดะต้องมาสนทนากับชายอายุรุ่นลูกคนนี้ อาจจะเป็เพราะความไร้มาดขรึมแบบผู้บริหาร TSJ คนอื่น ๆ กระมังที่ทำให้เขาไม่ชิน
“อย่าเครียดไปหน่อยเลยครับ ทางผมสิต้องเกรงใจ เรียกคุณกับคุณริวมาไกลถึงขนาดนี้เพื่อขอความช่วยเหลือปัญหาในประเทศชาติตัวเอง ต้องขอขอบคุณจริง ๆ นะครับที่คุณกรุณาในครั้งนี้”
ถ้านับไม่ผิดครั้งก็ก็เป็ครั้งที่ห้าแล้วที่ยามะดะได้ยินคำขอบคุณพร้อมกับการยกมือไหว้ของเด่นภูมิ สำหรับยามะดะผู้เป็ชาวต่างชาติที่พอจะเข้าใจวัฒนธรรมสยามอยู่บ้างก็รู้อยู่หรอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เห็นเขาเป็พระหรือเทพเ้าที่ต้องยกมือไหว้ตามประเพณีของญี่ปุ่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจลึก ๆ อยู่ดี
ยามะดะมีโอกาสได้พบเจอกับผู้อำนวยการสาขาสยามคนนี้หลายครั้งหลายครา ทุกครั้งเขาแอบคิดในใจเสมอว่าลักษณะที่ดูเป็คนอ่อนน้อมแบบนี้ไม่น่าจะสามารถเป็ผู้นำในองค์กรได้จริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มรุ่นลูกคนนี้ก็ทำผลงานออกมาให้ได้ประจักษ์อยู่เรื่อย ๆ เขาจึงเฝ้าสังเกตอากัปกริยาของเด่นภูมิในที่ประชุมเสมอ ๆ ทั้งแคลงใจในท่าทีสบาย ๆ ตลอดเวลาของชายหนุ่ม ทั้งรู้สึกทึ่งอยู่ลึก ๆ และพออีกฝ่ายแสดงความอ่อนน้อมกับเขาเสียเอง ยามะดะไม่รู้จะตอบกลับความมีมารยาทนี้อย่างไรจึงได้แต่เต๊ะท่านิ่งดูหยิ่ง ๆ วางมาดผู้บริหารตามที่ถนัดและรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาใหม่ ก่อนที่เขาจะสานต่อบทสนทนาไม่ได้จริง ๆ
“เื่นี้ทางฝ่ายประเทศของเราก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้นก็ได้ ที่สำคัญกว่านั้น ผมขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีครั้งนี้เพิ่มเติมด้วยครับ เอกสารที่คุณส่งมาเมื่อวันก่อนยังมีรายละเอียดน้อยไป”
“เื่นั้นผมต้องขออภัยจริง ๆ ผมเกรงว่าจะมีคนเปิดซองอ่านก่อนถึงมือคุณ เลย...”
ยังไม่ทันที่เด่นภูมิจะพูดจบประโยค เสียงเคาะประตูห้องประชุมก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“ท่านผู้อำนวยการคะ คุณคิมุระ ริว เดินทางมาถึงแล้วค่ะ”
เสียงเลขาหน้าห้องดังลอดบานประตูตามมา
“เชิญเข้ามาเลยครับ”
สิ้นเสียงท่านผู้อำนวยการ ประตูห้องประชุมก็เปิดออก พร้อมกับร่างของบุรุษเรือนผมสีเืหมูผู้อยู่ในชุดสูทเรียบร้อยปรากฏตัวขึ้น เขาหันไปไหว้เด่นภูมิ ทำเอาผู้อำนวนยการถึงกับทึ่งจนเกือบรับไหว้ไม่ทัน แล้วจึงหันกลับมาคำนับยามาดะตามมารยาท ก่อนจะหันกลับไปทางเด่นภูมิแล้วแนะนำตัวสั้น ๆ
“ขออภัยที่ล่าช้าครับ ผมคิมุระ ริว ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
เด่นภูมิผุดลุกขึ้นแล้วรีบตรงไปจับมือทักทายกับริว
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ เมื่อกี้คุณไหว้ผมทำเอาใหมดเลย ไม่คิดว่าจะรู้จักวัฒนธรรมไทยดีขนาดนี้ ภาษาไทยก็แข็งแรงจนไม่คิดว่าเป็คนญี่ปุ่นเลยนะครับเนี่ย”
“พอดีผมคลุกคลีกับคนไทยั้แ่ยังเป็เด็กน่ะครับ”
“เหรอครับ ดีเลย ผมเบาใจเื่ที่เราต้องร่วมงานกันไปตั้งเยอะ เชิญนั่งก่อนสิครับ”
เด่นภูมิผายมือไปยังที่นั่งตรงข้ามยามาดะ พอริวนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินกลับไปนั่งตรงหัวโต๊ะระหว่างแขกทั้งสองคน สีหน้าแววตาเริ่มมีความจริงจังขึ้นมาบ้าง
“ในเมื่อมาครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเริ่มประชุมเลยนะครับ ก่อนอื่นผมขออธิบายก่อนว่าคดีที่ต้องขอความร่วมมือให้ท่านมาช่วยในคราวนี้เกิดที่เอิร์ธ เป็คดีะเิที่เกิดในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศไทย คนร้ายไม่สามารถระบุตัวตน และจำนวนได้ก่อเหตุะเิในโรงภาพยนต์ของห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านพญาไท แต่เป็ที่น่าแปลกใจมากที่หลังจากสามารถควบคุมเพลิงได้กลับไม่พบศพของผู้เสียชีวิตเลยแม้แต่ศพเดียว”
“ทางรัฐบาลไทยจึงส่งเื่มาทางนี้ เพราะคิดว่าเป็ฝีมือของชาวพาโลเนียงั้นสิ ?”
“ใช่ครับ”
เด่นภูมิตอบรับคำถามของยามะดะ แล้วจึงกดรีโมทที่วางไว้ใกล้ ๆ มือของเขาให้ภาพฉายปรากฏขึ้นตรงกลางโต๊ะประชุม
“นี่เป็ภาพจากก้องวงจรปิดของห้องฉายหนึ่งในสี่ห้องของโรงภาพยนต์ที่เกิดะเิครับ”
เด่นภูมิกดรีโมทอีกครั้ง ภาพฉายก็เริ่มเคลื่อนไหว
ห้องฉายในเวลาห้าโมงเย็นเปิดไฟสว่างเพื่อให้ผู้ชมภาพยนต์เข้ามารอภาพยนต์ฉาย ผู้คนทยอยกันเดินเข้าประจำที่นั่งของตน สักพักหนึ่ง ไฟในห้องฉายก็หรี่ลงจนดับไป เสียงพูดคุยก็เงียบลง โดยมีเสียงโฆษณาก่อนฉายหนังดังขึ้นแทนที แต่ทันใดนั้นเอง ห้องฉายหนังก็สว่างวาบขึ้น ไฟลุกท่วมร่างผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นทันที ผู้อยู่ในเหตุการณ์คนอื่น ๆ เริ่มกรีดร้อง แล้ววิ่งไปทางประตูที่ปิดอยู่ แต่ทว่าไม่มีใครสามารถเปิดประตูได้เลยแม้แต่คนเดียว ทุกคนพากันทุบประตู และะโขอความช่วยเหลืออย่างบ้าคลั่ง
เด่นภูมิกดหยุดภาพฉายไว้แค่นั้น แล้วขยายภาพไปยังผนังห้องฉายด้านหนึ่งที่มีชายร่างผอมเก้งก้างสวมฮู้ดปิดบังใบหน้าทั้งหมดยืนอยู่
“นี่คือผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ครับ ในขณะที่คนอื่นกำลังหนีตาย เขากลับเดินจากที่นั่งของตัวเองไปยืนพิงผนังดูคนอื่นหน้าตาเฉย และเมื่อซูมไปที่เสื้อของเขา...”
เด่นภูมิขยายภาพเข้าไปใกล้บริเวณหน้าอกของผู้ต้องสงสัย
บนเสื้อที่ชายผอมเก้งก้างสวมใส่อยู่นั้นมีตราสัญลักษณ์ที่ทำเอาทั้งริวและยามะดะต้องเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกประทับอยู่
ปีก...มันคือปีกขนนกแผ่สยายราวกับปีกของซาตาน
“ดาร์กวิง...!?”
ริวละล่ำละลักชื่อนั้นออกมา เขาสะดุ้งทั้งตัวจนกลายเป็ยืนขึ้น ส่วนยามะดะยังนั่งรักษามาดไว้ได้ แต่สีหน้าแสดงออกว่าเครียดอย่างหนัก
“ใช่แล้ว ผมจึงต้องเชิญคุณสองคนมาร่วมประชุมในวันนี้ และคงต้องขอความร่วมมือในการสืบสวนคดีนี้ด้วย ญี่ปุ่นกับสยามต้องจับมือกันต่อต้านดาร์กวิงอีกครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุรุนแรงยิ่งกว่านี้”
ยามะดะพยักหน้ารับ แม้ยังรู้สึกแคลงใจอยู่บ้างก็ตามที ทำให้ริวที่มองดูท่าทีของหัวหน้านั่งลงตามเดิม
“เข้าใจแล้ว ผมร่วมมือกับคุณ แต่เื่ใหญ่ขนาดนี้ ทำไมถึงเรียกแค่ผม แล้วย้ำหนักหนาว่าให้พาผู้ติดตามมาให้น้อยที่สุดล่ะ คุณคิดอะไรอยู่กันแน่”
“ผม้าให้มีคนรู้เื่นี้น้อยที่สุด...”
“เดี๋ยวนะ...นี่มันปัญหาระดับชาตินะคุณ ดีไม่ดีอีกไม่ช้าจะกลายเป็ปัญหาระดับโลกด้วย !”
ยามะดะผุดลุกขึ้นอย่างไม่พอใจนัก เขาเริ่มรู้สึกเหมือนว่าเด่นภูมิกำลังแก้ปัญหาราวกับเด็กเล่นขายของ เขากล่าวต่ออย่างจริงจังว่า
“จะให้ทางเราเงียบได้อย่างไร เื่นี้ควรจะต้องถึงที่ประชุมสหชาติ ถ้าคุณไม่ส่งเื่ ผมจะส่งเอง ผมจะติดต่อเลขาให้ยื่นคำร้องประชุมสหชาติฉุกเฉินเดี๋ยวนี้...”
ยามะดะหยิบโทรศัพท์ออกมา หันหลังให้เด่นภูมิทำท่าจะโทรศัพท์ แต่เด่นภูมิก็ห้ามเขาไว้
“เดี๋ยวก่อนครับ เราจะยื่นเื่ไปที่ที่ประชุมสหชาติไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคนร้ายจะไหวตัวทัน”
ได้ยินดังนั้น ยามะดะก็วางโทรศัพท์ลงแล้วหันควับกลับมาทันที
“คุณหมายความว่าไงน่ะ”
“เราต้องคุยกันอีกยาวครับ เชิญนั่งลง แล้วใจเย็น ๆ ฟังผมก่อน”
ยามะดะนั่งลงตามเดิม พอลอบมองริวที่นั่งเงียบมาพักใหญ่ก็พบว่าชายหนุ่มหน้าซีดลง เห็นได้ชัดว่ากำลังหวาดกลัว แม้เ้าตัวจะพยายามไม่แสดงออกมาก็ตามที
เด่นภูมิเริ่มพูดต่อ
“ฟังผมให้ดีนะครับ...มีคนเปิดเผยพิมพ์เขียวของ TSJ สยาม และ TSJ ญี่ปุ่น”
“คุณว่าไงนะ มันเป็ไปได้ยังไงกัน !”
ยามะดะลุกขึ้นตบโต๊ะ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“เมื่อวันก่อนหัวหน้าแผนกสืบราชการลับพาตัวพนักงานคนหนึ่งในแผนกเข้ามาพบผม พนักงานคนนั้นบอกว่า เขาเปิดอีเมลส่วนกลางของแผนกแล้วพบว่ามีอีเมลจากไหนก็ไม่รู้ส่งมา พอเปิดดู ในอีเมลไม่มีข้อความอะไรเลย แต่มีไฟล์พิมพ์เขียวของ TSJ สยาม และ TSJ ญี่ปุ่น แนบมา ผมให้ฝ่ายไอทีตรวจสอบไอพีแอดเดรสแล้ว ปรากฏว่าเป็ไอพีแอดเดรสของ TSJ สยาม”
ได้ยินดังนั้น ยามะดะก็กุมขมับพลางส่ายหน้าไปมา แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย...แล้วระบบรักษาความปลอดภัยของคุณมันหลวมขนาดนี้เลยเหรอ...”
“ระบบรักษาความปลอดภัยของคุณก็หลวมเหมือนกันนั่นแหละครับ ไม่อย่างนั้นพิมพ์เขียวของฝั่งคุณคงไม่หลุดออกมาแบบนี้หรอก”
“...นั่นมันก็ใช่...”
ยามะดะยอมรับแล้วนั่งลงตามเดิม เด่นภูมิสังเกตท่าทีของยามาดะโดยไม่พูดอะไรออกมา
“ถ้าถึงขนาดแฮคเอาข้อมูลในฐานข้อมูลส่วนกลางออกมาได้ก็น่าจะเป็คนในองค์กรคุณเองนะ”
ยามะดะเอ่ยลอย ๆ โดยไม่สบตาเด่นภูมิ เหมือนกับกำลังใช้ความคิด นั่นทำให้เขาไม่เห็นรอยยิ้มเหยียดที่ผุดขึ้นที่มุมปากของเด่นภูมิชั่วขณะ
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ยามะดะนั่งใช้ความคิด ริวนั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา ส่วนเด่นภูมินั่งสังเกตท่าทีของยามะดะ โดยแสร้งทำเป็ยกแก้วชาขึ้นจิบ
“เดี๋ยวนะ ผมว่าผมรู้วิธีแก้เื่นี้แล้วล่ะ”
ยามะดะเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน สายตาเป็ประกายวาววับ เขายืนขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าคนที่แฮคข้อมูลอยู่ในองค์กรของคุณทำไมไม่ลองให้คนของผมแฝงเข้าไปสืบในองค์กรคุณล่ะ ไหน ๆ เขาก็ปล่อยข้อมูลพิมพ์เขียวของทางผมด้วย”
เด่นภูมิวางแก้วชาลง ั์ตาไม่ได้แฝงด้วยความแปลกใจใด ๆ แต่เขากลับเอ่ยถามยามะดะกลับไปว่า
“นี่คุณจริงจังเหรอครับ...คุณรู้ตัวใช่ไหมว่าถ้ามีคนรู้ว่าคุณส่งคนของคุณแฝงตัวเข้ามาในองค์กรของผมเื่มันจะใหญ่ขนาดไหน เบื้องบนคงไม่ปล่อยให้เื่เงียบไปแน่ ๆ ต่อให้จะมีเหตุผลอย่างไรก็คงมีบทลงโทษอยู่ดี”
“คุณนี่พูดอะไรแปลก ๆ นะ อยากให้ผมช่วยหรือไม่อยากให้ผมช่วยกันแน่ ถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะแก้ปัญหายังไง เอาเถอะ ผมมั่นใจว่าคนของผมทำงานไม่พลาดแน่ ใช่ไหมริว”
ยามะดะหันไปทางริว
“แกจะทำงานนี้ให้ฉันได้ใช่ไหม”
ริวเงยหน้าซีดขาวที่มีเหงื่อผุดออกมาขึ้นมองยามะดะ ชั่ววินาทีที่เขาสบตายามะดะ เขาก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่แผ่กระจายออกมาจากดวงตาคู่นั้น ริวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วจึงเค้นเสียงตอบรับกลับไป
“ครับ บอส”
“ดีมาก”
ยามะดะเอ่ยขึ้น แล้วหันกลับไปถามทางเด่นภูมิว่า
“คุณล่ะครับ ตกลงตามนี้หรือเปล่า”
“ถ้าคุณมั่นใจอย่างนั้น ผมก็ไม่ค้านอะไรแล้วล่ะครับ ขอบคุณที่ช่วยเหลือทางเรานะครับ...อ้าวตายล่ะ นี่ทุ่มนึงแล้วเหรอครับเนี่ย”
เด่นภูมิแสร้งทำเป็สังเกตเวลาจากนาฬิกาที่แขวนไว้เหนือประตู
“พวกคุณคงเหนื่อยกันมา ขอเชิญพักผ่อนกันตามสบายนะครับ เดี๋ยวเลขาผมพาไปที่ห้องรับรอง พรุ่งนี้ค่อยคุยเื่งานกันต่อ”
“ผมคงต้องขอตัวกลับญี่ปุ่นตอนนี้เลยครับ มีงานด่วนรออยู่ คุณใช้งานริวได้ตามสบายเลยนะครับ ขอตัว”
“อ้าวเหรอครับ ขออภัยที่ขอร้องให้ช่วยทั้ง ๆ ที่กำลังยุ่ง ๆ นะครับ ให้คนของผมไปส่งที่สนามบินไหมครับ”
“รบกวนด้วยครับ”
เด่นภูมิสั่นกระดิ่งที่วางอยู่ด้านซ้ายของเขา ทันทีที่เสียงกระดิ่งเงียบลง ประตูห้องก็เปิดออก เลขาสาวคนเดิมยื่นใบหน้าเข้ามาภายในห้อง
“มีอะไรคะท่าน”
“พาคุณริวไปที่ห้องรับรอง และติดต่อรถพาคุณยามะดะไปส่งที่สนามบินหน่อยครับ”
“รับทราบค่ะ”
เลขารับคำ แล้วเปิดประตูออกกว้างพลางผายมือเชิญริวและยามะดะให้ตามเธอไป
“เชิญทางนี้เลยค่ะ”
“ขอตัวครับ”
ยามะดะหันไปลาเด่นภูมิแล้วก้าวฉับ ๆ ไปทางประตู ส่วนริวก็หันมาไหว้ลา แล้วรีบเดินตามหัวหน้าของตนออกจากห้องไป
เมื่อบานประตูปิดลง เด่นภูมิก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานและต่อโทรศัพท์สายในไปยังฝ่ายสืบราชการลับทันที ไม่นานนักอีกฝั่งก็รับสาย
“ก้องเกียรติครับ”
“ผมเอง เด่นภูมิ”
“อ้อ ผู้อำนวยการ เป็อย่างไรบ้างครับ”
“อย่างที่คุณบอกจริง ๆ อีกฝ่ายเสนอให้คนของเขาแฝงตัวเข้ามาในองค์กรของเราจริง ๆ ด้วย ที่สำคัญดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าเราเคยเก็บพิมพ์เขียวไว้ในฐานข้อมูลส่วนกลาง คนที่จะรู้เื่นี้ได้ก็มีแต่พวกเรา และคนที่แฮคเท่านั้นแหละ อีกอย่างอีกฝ่ายไม่ถามเลยว่าคดีะเิกับคดีพิมพ์เขียวมันเกี่ยวข้องกันยังไง เหมือนกับรู้อยู่แล้วว่ามันเกี่ยวข้องกัน ทั้ง ๆ ที่มองเผิน ๆ มันเป็คนละเื่กันแท้ ๆ น่าสงสัยมาก”
“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ ว่าแต่คนที่จะแฝงเข้ามาในองค์กรเราเนี่ยเป็ใครเหรอครับ”
“เขาชื่อคิมุระ ริว ท่าทางจะเป็คนที่ยามะดะไว้ใจมาก ตอนนี้พักอยู่ที่ห้องรับรอง ส่วนยามะดะกลับไปแล้ว”
“จะให้ผมช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับคิมุระ ริวไหมครับ”
“ไม่ล่ะ เดี๋ยวผมหาเอง ขอบคุณมาก ไปพักผ่อนเถอะ ราตรีสวัสดิ์ครับ”
“ราตรีสวัสดิ์ครับ”
เด่นภูมิวางสายลง แล้วหันไปเปิดคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเข้าสู่ฐานข้อมูลบุคคลากรสากล ในฐานข้อมูลนี้มีประวัติบุคคลากรทุกคนที่สังกัด TSJ ในแต่ละประเทศ เขาเปิดไปหน้าของประเทศญี่ปุ่นแล้วพิมพ์ชื่อ คิมุระ ริว ลงไปแล้วกดค้นหา
หน้าต่างที่มีข้อความเขียนว่า “กรุณารอสักครู่” ปรากฏขึ้น เขานั่งรอพักหนึ่งแล้วผลการค้นหาอันหน้าตื่นตะลึงก็ออกมา
[ไม่มีรายชื่อที่ท่านค้นหาในฐานข้อมูล]
“!!!”