สองสัปดาห์หลังจากตกลงซื้อขายคอนโดอัศดินทร์ก็ได้ฤกษ์ย้ายเข้าคอนโดที่ให้บริษัทเข้าไปตกแต่งเพิ่มเติมเล็กน้อยนับนทีอาสามาช่วยเก็บของจำพวกเสื้อผ้าเพราะรู้ว่าอัศดินทร์คงไม่ละเอียดพอถ้าให้เก็บเองเ้าตัวคงม้วนใส่กระเป๋าจนเสื้อผ้ายับยู่หมดแน่
“อัศจะเอาชุดไหนไปบ้าง”นับนทีถามเมื่อมาหยุดยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ในห้องแต่งตัวแสนกว้างขวางเสื้อผ้าอัศดินทร์ถูกเรียงไว้ในตู้กระจกใสดีไซน์ทันสมัยขนาดใหญ่อย่างดีเนคไทจัดวางไว้ในตู้กระจกแยกช่องไว้อย่างเป็ระเบียบสามารถมองผ่านกระจกใสและเลือกหยิบใช้ได้อย่างสะดวกทุกอย่างสวยงาม หรูหราสมกับเป็ห้องนอนของลูกชายคนเดียวของเ้าของบริษัทั์ใหญ่จนนับนทีอดเป็ห่วงไม่ได้ที่เ้าตัวจะย้ายไปอยู่คอนโดที่เล็กกว่าบ้านหลังนี้มาก
“พี่เลือกเลยผมใส่อะไรก็ได้” คนที่ง่วนอยู่กับการจัดเอกสารสำคัญที่จะเอาไปด้วยตอบ
“กระเป๋าที่จะใส่วางอยู่ชั้นบนสุดนี่ใช่มั้ย”นับนทีถามพร้อมๆกับที่เขย่งขึ้นไปหยิบหากแต่นับนทีกะน้ำหนักกระเป๋าผิดมันจึงหลุดจากมือไถลลงมาหานับนทีที่คิดว่าต้องหล่นลงมาโดนแน่ๆจึงหมุนตัวกลับยกมือขึ้นปิดหน้ากะว่าให้โดนด้านหลัง
“ระวังครับ!”
ชั่วระยะที่หมุนตัวกลับและยกมือขึ้นปิดหน้านับนทีได้ยินเสียงอัศดินทร์ร้องบอกเสียงดังทว่ารอรับแรงกระแทกอยู่นานก็ไม่พบว่าหลังจะโดนกระเป๋าหล่นลงมาใส่จึงลดมือที่ปิดหน้าลงเพื่อพบว่าตัวเองกำลังหันหน้าเข้าหาอกอัศดินทร์ที่วิ่งเข้ามารับกระเป๋าไว้ได้ทันเงยหน้าขึ้นสบตากันโดยอัตโนมัติต่างคนต่างไม่ขยับหนีราวกับมีอะไรมาตรึงไว้ไม่ให้ผละออกจากกันระยะห่างที่ไม่มากนักทำให้นับนทีได้กลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงจากตัวอัศดินทร์
ท่ามกลางความเงียบของห้องที่เย็นฉ่ำนับนทีได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นเร็วราวกับจะโลดออกมานอกอกขณะที่อัศดินทร์ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นจนกลิ่นน้ำหอมเด่นชัดขึ้นกว่าเก่า นับนทีหลุบสายตาลงหลบสายตาคมของอัศดินทร์ที่จ้องไม่วางตาเมื่ออัศดินทร์โน้มหน้าลงมาใกล้ชั่ววินาทีที่ริมฝีปากเคลื่อนมาใกล้แทบจะแตะกันนับนทีก็หลับตาปี๋พร้อมกำมือแน่น
“เดี๋ยวผมหยิบให้มันหนักพี่ยกไม่ไหวหรอก”
อัศดินทร์เอ่ยบอกใกล้ริมฝีปากของนับนทีจนััได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดริมฝีปากก่อนจะผละออกโดยไม่ได้ััส่วนใดใดนับนทีลืมตาขึ้นมามองอัศดินทร์ที่ยกกระเป๋าข้ามศีรษะลงมาวางให้ก่อนจะผละไปยกอีกใบลงมาวางเคียงกันแล้วกลับไปจัดการเอกสารต่อโดยไม่พูดอะไรนับนทีมองแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกด้วยหัวใจที่ยังเต้นระทึกยอมรับโดยพ่ายแพ้ว่าเมื่อสักครู่รอคอยััจากอัศดินทร์เช่นกัน!
หลังจากเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องใกล้ชิดกันในระยะลมหายใจเป่ารดห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบราวกับไม่มีอะไรที่จะคุยกันขึ้นมาดื้อๆอัศดินทร์หันหลังให้นับนทีคร่ำเคร่งอยู่กับการเลือกเอกสารทั้งของตัวเองและเอกสารการยกทรัพย์สินของมารดาให้เป็สิทธิ์ของอัศดินทร์ในขณะที่นับนทีเองก็ตั้งใจจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าที่อัศดินทร์ให้โจทย์มาว่าจะเอาไปไม่เกินกระเป๋าใบใหญ่สองกระเป๋าเท่านั้นกระนั้นแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวก็ยังดึงสายตานับนทีให้หันไปมองเป็ระยะพร้อมหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็ส่ำ
“นะ…เนคไทอัศจะเอาไปกี่เส้นเหรอ”นับนทีอยากจะตบหน้าผากตัวเองจริงๆที่อยู่ๆก็เกิดประหม่าขึ้นมาจนพูดตะกุกตะกักไปหมด
“ซักห้าก็พอครับ”อัศดินทร์ตอบโดยไม่หันกลับมามอง นับนทีจ้องอยู่ที่แผ่นหลังกว้างอยู่นาน รู้สึกถึงหัวใจที่วูบโหวงทุกครั้งที่ทำได้แค่จ้องมองอีกฝ่ายจากด้านหลังเท่านั้น
และโดยไม่ทันได้ละสายตาหนีอัศดินทร์ก็หมุนตัวกลับมาดื้อๆสายตาสองคู่สบกันอย่างจังและเป็อัศดินทร์ที่วางเอกสารลงบนโต๊ะเดินอาดๆเข้ามาหานับนทีที่ถอยหนีโดยไม่ทราบสาเหตุจนแผ่นหลังแนบกับตู้กระจกและอัศดินทร์ตามมายกแขนทั้งสองข้างกักตัวนับนทีไว้ในวงแขน
“มะ…มีอะไรเหรอ”
“อย่าจ้องผมแบบนี้”อัศดินทร์ตอบกลับมาเสียงลอดไรฟัน บดสันกรามเข้าหากันราวกับกำลังสะกดกลั้นอะไรอยู่
“ขอโทษพี่ไม่รู้ว่าจะทำให้อัศไม่ชอบ” นับนทีบอกตัวสั่น เห็นสายตาแข็งกร้าวและสันกรามที่บดเขาหากันจนเป็สันนูนของอีกคนก็รู้สึกใ
“ใครบอกไม่ชอบ”
“ห๊ะ”
“ไม่มีอะไรผมขอตัวไปข้างนอกแป๊บนะ พี่เก็บไปก่อนแล้วกัน”แล้วอัศดินทร์ก็ลดมือลงหันหลังก้าวออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรอีกนับนทีที่หัวใจเต้นแรงยังไม่หายได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างลับออกไปจากห้องอย่างไม่เข้าใจเกิดความสงสัยขึ้นในใจว่าทำไมยิ่งใกล้กันก็เหมือนจะยิ่งสร้างความอึดอัดให้แก่กันมากขึ้นจนบางทีแทบหายใจไม่ออกหรือความสัมพันธ์พี่น้องที่พยายามย้ำเตือนตลอดจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปในเมื่อหัวใจยังเต้นแรงทุกครั้งที่อยู่ใกล้กันแบบนี้
‘พี่จะทนมองนายในฐานะน้องชายได้นานแค่ไหนกันนะอัศทำไมยิ่งนานวันพี่ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออกเข้าทุกที’
นับนทีเอ่ยกับแผ่นหลังกว้างที่ลับออกไปจากห้องนานแล้วทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆเท่านั้น
เกือบสามสิบนาทีที่อัศดินทร์หายไปจากห้องและกลับเข้ามาพร้อมกลิ่นบุหรี่เจือไปกับกลิ่นน้ำหอมที่นับนทีคุ้นเคยมองเห็นเสี้ยวหน้าที่เคร่งขรึมจนติดจะเครียดนับนทีก็เดาไม่ถูกว่าอัศดินทร์อยู่ในอารมณ์ไหนยิ่งอีกฝ่ายเงียบนับนทีก็ยิ่งไม่กล้าเอ่ยปากถามได้แต่ลอบมองด้วยความเป็ห่วงเพราะอัศดินทร์ไม่เคยสูบบุหรี่เลยตอนที่อยู่กับนับนทีที่คอนโดเมื่อสี่ปีก่อนแม้แต่ตอนที่กลับมาก็ยังไม่เคยได้กลิ่นบุหรี่ติดตัวสักครั้งดังนั้นนี่จึงถือเป็ครั้งแรกที่ได้กลิ่นบุหรี่จากเ้าตัว
“เอ๊ะนี่เสื้อที่พี่ถักให้อัศเอาไปเมืองนอกด้วยนี่”นับนทีหยิบเสื้อไหมพรมสีเขียวเข้มขึ้นมาดูพร้อมฉีกยิ้มด้วยความดีใจแกมแปลกใจทั้งที่คิดว่าอัศดินทร์อาจจะทิ้งมันไปแล้วเพราะผ่านมานานหลายปี
“เอาใส่กระเป๋าไปด้วย”อัศดินทร์บอก
“จะเอาไปเหรอประเทศเราไม่มีหน้าหนาวแล้วนะ”
“อะไรที่พี่ให้ถือเป็ของสำคัญผมไม่ทิ้งไว้ที่นี่หรอก”แม้ไม่ได้หันมามองหากแต่น้ำเสียงที่เอ่ยอย่างเคร่งขรึมก็เน้นถึงความสำคัญอย่างที่เ้าตัวบอกนับนทีมองแผ่นหลังกว้างอยู่ชั่วครู่ก่อนจะรับปากออกมา
“อ้อเดี๋ยวพี่พับใส่กระเป๋าให้”
“ผมเก็บทุกอย่างที่พี่เคยให้ไว้หมดเลยนะ”
อัศดินทร์หันมาเล่าให้ฟังนับนทีหยุดมือที่กำลังพับผ้าเพื่อสบตาคนเล่าก่อนจะเห็นรอยยิ้มของอัศดินทร์ผุดออกมาจากริมฝีปากดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นมาแล้ว
“เก็บไว้อย่างดี”
“ดีใจที่ได้ยินแบบนี้”นับนทีบอกทั้งยิ้มให้อีกฝ่ายอ่อนโยนอัศดินทร์ตอนนี้กลับไปเป็เด็กขี้อวดคนเดิมของนับนทีแล้ว
“หิวหรือยังลงไปพักทานของว่างก่อนเถอะ แล้วค่อยขึ้นมาเก็บใหม่”
“แต่อีกนิดเดียวก็จะเสร็จแล้วนะ”
“ไปพักก่อนเถอะแล้วค่อยมาเก็บใหม่” อัศดินทร์ไม่ยอมให้นับนทีได้ปฏิเสธเดินมาโอบทั้งตัวแล้วบังคับให้เดินลงไปด้านล่างด้วยกันเพียงดาวที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์พร้อมทาเล็บมือเงยหน้าขึ้นมามองเมื่ออัศดินทร์โอบนับนทีเดินผ่านไปที่ห้องอาหารก่อนจะวางมือจากการทาเล็บแล้วลุกตามมา
“เอาผลไม้แช่เย็นกับน้ำแตงโมปั่นมาให้ที”
“คุณอัศจะทานที่ไหนคะ”
“ขอให้ดาวด้วยที่นึงสิคะ”อัศดินทร์ยังไม่ทันได้เอ่ยตอบสาวใช้เพียงดาวก็เอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน นับนทีหันมามองหญิงสาวแต่อัศดินทร์ทำเฉยเอ่ยสั่งสาวใช้ต่อ
“ที่ศาลาในสวนแล้วกัน”
“แล้วเอ่อ…ของคุณดาว”
“เอาไปเสิร์ฟด้วยกันเลยครับ”นับนทีเป็คนเอ่ยขึ้นเมื่ออัศดินทร์ไม่ยอมตอบและสาวใช้ก็ทำท่ากระอักกระอ่วนไม่รู้จะทำยังไง
“ได้ค่ะ”
นับนทียกมือขึ้นวางบนหน้าอกอัศดินทร์ให้ใจเย็นลงเมื่อเห็นสีหน้าเรียบตึงก่อนอัศดินทร์จะโอบพาเดินออกไปที่ศาลาในสวนหลังบ้านโดยไม่สนใจเพียงดาวเช่นเดิมทว่าหญิงสาวก็ไม่ละความพยายามเดินตามหลังออกมาด้วยและทรุดลงนั่งตรงข้ามอัศดินทร์โดยมีนับนทีนั่งอยู่ตรงกลางของทั้งสองฝ่าย
“คุณดาวสบายดีนะครับ”นับนทีทักทายขึ้นก่อน
“คุณดาวอะไรกันคะพี่นับเรียกดาวเฉยๆอย่างที่เคยเรียกดีกว่าค่ะ” เพียงดาวบอกอย่างเป็กันเองนับนทียิ้มบางๆให้อีกฝ่ายที่เอ่ยตอบมา “ก็สบายดีค่ะ ไม่ได้เจอพี่นับนานเลยพี่นับย้ายบ้านแล้วใช่มั้ยคะ”
“พี่ขายคอนโดไปซื้อบ้านแล้วครับ”
“แล้วทำอะไรอยู่เหรอคะยังทำงานบริษัทเหมือนเดิมมั้ย”
“พี่ลาออกแล้วครับตอนนี้มาเปิดร้านเสื้อผ้าเป็ของตัวเอง”
“ว้าวร้านอะไรเหรอคะ เผื่อดาวจะไปอุดหนุนบ้าง ร้านอยู่แถวไหน” เพียงดาวถามเสียงตื่นเต้นหากไม่เคยรู้เบื้องลึกเื้ัมาก่อนนับนทีคงมองหญิงสาวเป็เพียงเด็กสาวธรรมดาซื่อๆคนหนึ่ง
“ไม่มีความจำเป็ต้องรู้”ยังไม่ทันที่นับนทีจะได้เอ่ยตอบเพียงดาว อัศดินทร์ก็แทรกขึ้นมาเสียงเรียบ
“อัศ”นับนทียกมือขึ้นจับที่ท่อนแขนแข็งแรงเรียกเสียงอ่อนเป็เชิงห้าม
“แค่ร้านพี่นับต้องหวงด้วยเหรออัศดาวไม่ได้จะไปทำอะไรซักหน่อย แค่อยากไปอุดหนุนคนคุ้นเคยกันก็เท่านั้น”
“ไม่จำเป็ไม่ต้องมายุ่งกับพี่นับ อยู่ให้ไกลพี่นับเข้าไว้” อัศดินทร์บอกเสียงดุไม่มีการรอมชอมใดใดจนแม้แต่นับนทียังใ
“ก็แค่พี่นับทำไมต้องหวงด้วยพี่นับไม่ใช่แฟนอัศสักหน่อย”เพียงดาวก็เสียงแข็งขึ้นมาเหมือนกันเมื่อถูกอัศดินทร์เหมือนว่าใส่หน้า
“ถูกฉันหวง ฉันไม่อยากให้เธอมายุ่งกับคนของฉัน” อัศดินทร์เดือดปุดเน้นทุกคำที่เอ่ยกับเพียงดาว
“อัศทำอย่างกับพี่นับเป็แฟนอย่างนั้นแหละถึงได้มาห้ามคนอื่นไม่ให้เข้าใกล้แบบนี้” เพียงดาวทำเสียงประชดใส่
“จะเป็อะไรฉันก็หวงไม่ว่าใครก็ห้ามแตะ”อัศดินทร์เอ่ยจบก็ฉุดนับนทีลุกขึ้นจากที่นั่งดึงให้เดินออกจากศาลาไม้แต่ก่อนไปยังหันมาเอ่ยกับเพียงดาว“อย่ายุ่งกับพี่นับ คนอย่างพี่นับดีเกินกว่าจะคบค้ากับคนอย่างเธอ”
เพียงดาวลุกขึ้นพร้อมกำหมัดแน่นจนเล็บมือที่ยังไม่แห้งดีเลอะไปหมดหญิงสาวมองแผ่นหลังอัศดินทร์ที่ดึงแขนนับนทีกลับเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางเดือดดาลก่อนจะกระทืบเท้าเร่าๆอยู่ตรงนั้นโดยไม่กล้าส่งเสียงกรี๊ดเพราะคราวก่อนที่เธอดักอัศดินทร์อยู่ที่บันไดก็ถูกพ่อของอัศดินทร์เห็นไปทีแล้ว
“อัศอย่าโมโห”นับนทีกุมมือซ้อนลงบนมืออัศดินทร์ที่ดึงแขนกลับเข้าไปในบ้านโดยทิ้งเพียงดาวไว้เื้ัรับรู้ถึงความโกรธได้จากแรงกำรอบข้อมือ
“ผมทำพี่เจ็บเหรอขอโทษนะ” อัศดินทร์คลายแรงมือออกหากแต่ไม่ได้ปล่อยข้อมือนับนทีเสียทีเดียวและหยุดเอ่ยสั่งสาวใช้ที่กำลังยกถาดอาหารออกมา
“ผลไม้กับน้ำแตงโมปั่นของฉันกับพี่นับเอาไปเสิร์ฟที่ห้องนอนนะส่วนของเพียงดาวก็เอาไปให้เค้าที่ศาลาหลังบ้าน”
“ค่ะคุณอัศ”สาวใช้ที่ดูจะเข้าใจสถานการณ์ดีเอ่ยรับคำ
อัศดินทร์พานับนทีกลับขึ้นไป้าแล้วดึงให้นั่งบนโซฟามุมหนึ่งของห้องนอนยึดเอามือนับนทีไว้คลึงเล่นโดยไม่พูดอะไร
“หายโมโหแล้วใช่มั้ย”นับนทีถามอ่อนโยน
“อือไม่ได้โมโหที่เขามาวอแวผมหรอก โมโหที่เขาทำมาตีสนิทกับพี่”
“กลัวว่าเขาจะมาแย่งเป็คนโปรดอีกหรือไง”นับนทีเย้า
“ข้อนั้นผมไม่กลัวหรอกรู้ดีอยู่แล้วว่ายังไงผมก็เป็ที่หนึ่งสำหรับพี่”อัศดินทร์ที่ก้มหน้านิ่งเงยหน้าขึ้นมายิ้มอวดๆใส่นับนทีที่เบ้ปากใส่คนขี้โม้
“แต่ผมแค่ไม่อยากให้คนแบบนั้นมาเข้าใกล้พี่มาพูดกับพี่ พี่ดีเกินกว่าจะไปพูดดีๆกับเค้าด้วยซ้ำ”
“อัศ”นับนทีเรียกคนตรงหน้าเสียงอ่อนโยน
“ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรพี่กับของขวัญหรอกนะถ้ายังมีผมอยู่บนโลกนี้พี่กับของขวัญต้องปลอดภัย"
“พี่รู้”นับนทียิ้มให้เด็กที่เติบโตทั้งความคิดและร่างกายอย่างสมบูรณ์โดยแท้จริงแล้วเป็อัศดินทร์ที่นับนทีพึ่งพาได้แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
สาวใช้นำของว่างและน้ำแตงโมปั่นขึ้นมาเสิร์ฟนับนทีเอาใจเ้าเด็กด้วยการยกแก้วแตงโมปั่นไปใส่มือ “อ่ะ ดื่มให้หมดจะได้สดชื่นแล้วจะได้หายโมโห”
“ไม่ได้โมโหหิวซะหน่อย”อัศดินทร์เอ่ยทั้งหัวเราะน้อยๆ
“เถอะน่าเผื่อโมโหหิว ได้น้ำตาลในเืแล้วจะใจเย็นลง”
มื้ออาหารว่างเล็กๆดูอบอุ่นขึ้นเมื่ออยู่กันตามลำพังและอัศดินทร์ได้ความสดชื่นจากน้ำแตงโมปั่นอย่างที่นับนทีบอกจริงๆ
อัศดินทร์ปิดกระเป๋าใบสุดท้ายที่นับนทีจัดเรียงเสื้อผ้าลงให้อย่างเรียบร้อยก็พร้อมขนย้ายไปที่คอนโดก่อนจะเรียกคนรถมายกลงไปให้และตัวเองก็ยกลงไปเองอีกใบหนึ่งโดยมอบหมายให้นับนทีเป็คนถือกระเป๋าเอกสารใบเล็กตามหลังเท่านั้นระหว่างเดินผ่านโถงกลางบ้านไปยังรถที่จอดอยู่ด้านหน้าคุณพ่อของอัศดินทร์ก็เดินสวนเข้ามาดูจากกระเป๋าทำงานที่สาวใช้ถือตามหลังมาคงเพิ่งกลับมาจากบริษัทนับนทียิ้มให้ท่านและยกมือไหว้ทันทีในขณะที่อัศดินทร์เดินสวนออกไปโดยแทบไม่มองหน้าผู้เป็พ่อ
“ไม่เจอนานสบายดีเหรอนับ” ท่านทักทายและยิ้มอย่างเป็กันเองให้นับนทีอย่างเช่นที่เจอทุกครั้ง
“สบายดีครับคุณลุงเพิ่งกลับจากทำงานเหรอครับ”
“ใช่นับมาช่วยอัศเก็บของเหรอ”
“ครับกลัวว่าจะไม่เป็ระเบียบ เลยอาสามาช่วยซักหน่อยครับ”
“ดีแล้วล่ะฝากนับดูแลทีนะ เห็นจะมีแต่นับนี่แหละที่เขายอมฟัง”ในน้ำเสียงมีแววห่วงใยลูกชายอยู่เต็มเปี่ยม นับนทียิ้มอ่อนๆให้ท่านมองเผินๆยังเห็นถึงความโรยราลงมากแต่กระนั้นก็ยังมีเค้าความหล่อเด่นชัด
“ไม่ได้ดูแลอะไรมากหรอกครับอัศโตมากแล้ว น่าจะเป็นับมากกว่าที่จะได้พึ่งอัศ”
“ถึงนับจะพูดอย่างนั้นก็เถอะลุงจะสบายใจมากถ้าเขายังอยู่ในสายตานับและเลือกที่จะปรึกษานับ”
“คุณลุงไม่ต้องห่วงนะครับนับจะช่วยดูให้” นับนทีให้คำมั่นสัญญาเมื่อเห็นความเชื่อใจจากท่าน
“ลงมาได้แล้วครับกระเป๋าเอาใส่รถเรียบร้อยแล้ว” อัศดินทร์ร้องบอกอยู่ที่ข้างรถ
“ไปเถอะเดี๋ยวจะพาลโมโหอีก”
“นับลานะครับ”นับนทียกมือไหว้ท่านที่ยกมือขึ้นมารับไหว้ แล้วรีบหิ้วกระเป๋าออกไปหาอัศดินทร์
“อย่าไปคุยกับตาแก่นั่นมากเดี๋ยวพี่โดนล้างสมอง” อัศดินทร์ที่ยื่นมือมารับกระเป๋าเอกสารจากมือนับนทีบอกจึงโดนนับนทีตีลงที่ต้นแขนไปที
“ดูพูดเข้าปากคอเราะร้ายจริง คุณลุงท่านออกจะใจดี”
“นั่นไงคุยยังไม่ถึงห้านาทีโดนล้างสมองซะละ”
“อัศนี่ไปขึ้นรถเลยไป” นับนทีไล่คนพาลหันไปมองก็ยังเห็นว่าพ่อของอัศดินทร์ยังยืนมองอยู่ที่เดิมจึงยิ้มให้ท่านที่ส่งยิ้มกลับมานับนทียิ่งเพิ่มความแน่ใจลงไปอีกว่าท่านรักลูกชายของท่านมากหากแต่วิธีการแสดงความรักอาจจะไม่ถูกต้องก็เท่านั้น
ยิ่งรถวิ่งเข้าไปใกล้คอนโดภาพในอดีตยิ่งเด่นชัดนับนทีจำได้ว่าตัวเองอาศัยอยู่ที่คอนโดแห่งนี้ั้แ่ที่แม่เสียและต้องขายบ้านใช้หนี้เงินที่เหลือก็แบ่งมาซื้อคอนโดนี้เป็ที่อยู่กับไว้ใช้เรียนจนเข้าทำงานในบริษัทนับนทีก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่ต่อเนื่องมาถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ในชีวิตเื่ลูกถึงตอนนี้นับนทีก็คิดว่าตัวเองก็ยังคงจะอาศัยอยู่ที่นี่แน่ๆ
ประตูไม้บานเดิมถูกอัศดินทร์ผลักเข้าไปพร้อมยกกระเป๋าใบใหญ่สองใบเข้าไปวางที่กลางห้องนับนทีก้าวตามเข้าไปช้าๆสายตาก็กวาดมองรอบห้องก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อพบว่านอกจากสภาพที่ใหม่ขึ้นเพราะอัศดินทร์ให้คนเข้ามาตกแต่งเพิ่มนิดหน่อยก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยตู้เย็นหลังเดิมที่เขามักจะยืนค้นของสดออกมาทำอาหารและอัศดินทร์จะนั่งรออยู่ที่โต๊ะทานข้าวเพื่อเล่าเื่นั้นเื่นี้ให้ฟังจนนับนทีทำอาหารเสร็จและมานั่งทานด้วยกันแทบจะทุกเย็น
ชุดโซฟามุมห้องที่ยังดูใหม่เพราะอัศดินทร์เป็คนซื้อมาเปลี่ยนจากชุดเดิมที่เก่ามากแล้วตอนที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันคราวนั้นยังอยู่ที่เดิมนับนทียังจำได้ว่าบางวันที่เปิดประตูออกมาจากห้องในตอนเช้าจะเห็นอัศดินทร์นอนขดตัวอยู่ที่โซฟาเพราะเมาหนักหรือบางทีก็ดูทีวีจนเผลอหลับถึงเช้าเอาดื้อๆกระถางใบใหญ่ยังถูกวางหลบอยู่ที่ซอกห้องเพราะกลัวอัศดินทร์เดินชนล้มแล้วเศษแจกันจะบาดเท้าเข้าเวลาที่เมากลับมาทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
“วางกระเป๋าก่อนสิไม่หนักเหรอ” นับนทีหลุดจากภวังค์เมื่อได้ยินอัศดินทร์เอ่ยบอกก่อนจะเดินเอากระเป๋าเอกสารไปวางไว้ใกล้ๆกับโซฟา
“เอาน้ำอะไรครับ”อัศดินทร์ที่เดินไปเปิดตู้เย็นเอ่ยถาม
“น้ำเปล่าก็ได้”
ร่างสูงเดินเอาแก้วน้ำเย็นมาส่งให้แล้วทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาข้างๆนับนทีพาดศีรษะลงกับพนักโซฟาแล้วถอนหายใจยาวบ่งบอกความล้า“ขนาดไม่ได้เอาอะไรมาเยอะยังขนของเหนื่อยขนาดนี้ก่อนหน้านี้ผมก็ขนมาแล้วนะรอบหนึ่ง”
“จริงๆอยู่บ้านน่าจะสบายกว่าอีกมีคนทำให้ทุกอย่าง” นับนทีเอ่ยออกมาเบาๆ
อัศดินทร์ลืมตาขึ้นแล้วขยับมามองนับนทีตรงๆพร้อมตั้งคำถาม“ไม่กลัวว่าผมจะโดนแม่เลี้ยงย่องเข้าห้องเหรอ”
“ดูพูดเข้าดาวคงไม่กล้าทำอะไรแบบนั้นหรอกมั้ง”
“น้อยไปสิพี่ไม่รู้อะไร เค้าลวนลามผมตั้งหลายครั้ง ั้แ่วันแรกที่มาถึงเลยด้วยซ้ำ”
“จริงเหรอ”นับนทีออกจะใเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ไม่แน่วันไหนผมเมาจนขาดสติอาจจะโดนเค้ารวบหัวรวบหางสำเร็จก็ได้”
“งั้นออกมาอยู่ไกลๆแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”นับนทีเอ่ยสนับสนุนพอได้ยินว่าอัศดินทร์เกือบถูกเพียงดาวรวบหัวรวบหางหลายครั้งก็รู้สึกใจหาย
“หึหึผมว่าแล้วว่าพี่ต้องเห็นด้วย”อัศดินทร์หัวเราะพอใจก่อนจะหันไปหยิบอะไรอย่างหนึ่งมาส่งให้นับนที“คีย์การ์ดอีกอันให้พี่ถือไว้”
นับนทีรับไปไว้ในมืออย่างงๆไม่คิดว่าอัศดินทร์จะให้ถือไว้
“หรือถ้าเข้าเป็รหัสก็วันเกิดเดือนเกิดแล้วก็ปีเกิดพี่”
“เอ๊ะทำไมเป็วันเกิดเดือนเกิดปีเกิดพี่ล่ะ”
“ก็เป็สิ่งที่ผมจำได้แม่นสุดแม้แต่ตอนเมายังจำได้”
“อ้อ”นับนทีเปล่งเสียงในลำคอได้เพียงเท่านั้นก็ก้มหน้าลงหลบตาอัศดินทร์ที่ยังจ้องหน้าอยู่ในขณะที่หัวใจเต้นกระหน่ำหนักอีกครั้งกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้ไม่เคยนึกเลยว่าอัศดินทร์จะจำทุกอย่างเกี่ยวกับตัวนับนทีได้มากขนาดนี้
“ไปจัดของกันอัศจะเอาเสื้อผ้าไว้ไหนพี่จะได้ใส่ไม้แขวนให้” นับนทีกลัวใจตัวเองกลัวความรู้สึกบางอย่างจะปะทุออกมาจนแสดงอะไรออกไปให้อัศดินทร์ล่วงรู้ความรู้สึกข้างในจึงรีบลุกจากโซฟาเดินไปหยุดยืนที่กระเป๋าใบใหญ่แล้วเอ่ยถาม
“เอาไว้ในห้องเล็กห้องใหญ่ผมจะใช้เป็ที่นอนห้องเล็กก็ใช้เป็ที่แต่งตัวแล้วกันไหนๆก็อยู่คนเดียวแล้ว”
นับนทีเดินไปเปิดประตูห้องนอนเล็กให้อัศดินทร์ยกกระเป๋าเข้าไปข้างในกำลังจะก้าวตามเข้าไปก็ต้องชะงักเมื่อมองเห็นเตียงนอนตัวเดิมที่เกิดเื่สำคัญขึ้นคืนนั้นทุกอย่างยังเหมือนเดิมแม้แต่ผ้าปูเตียงที่เคยยับยู่คามือนับนทีที่เผลอขยุ้มเมื่อถึงจังหวะที่อารมณ์ถูกฉุดให้พุ่งทะยานไปถึงจุดนั้น
‘อัศพี่ไม่ไหวแล้ว อัศ’
“ไม่เข้ามาเหรอครับ”
“ห๊ะอ้อ โทษที เห็นห้องยังเหมือนเดิมเลยอึ้งนิดหน่อย”นับนทีหลุดจากภวังค์อีกครั้งและเฉไฉตอบอัศดินทร์ออกจะอายขึ้นมาเมื่อปล่อยให้ตัวเองคิดเื่บ้าๆในหัวเดินไปหยิบเสื้อผ้าอัศดินทร์ขึ้นแขวนในตู้แต่ไม่วายหันกลับไปมองเตียงแล้วรีบหันกลับมาราวกับมองสิ่งต้องห้ามอยู่ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเองเงียบๆกว่านับนทีจะแขวนเสื้อผ้าทั้งหมดเสร็จก็เล่นเอาปวดหลังจนต้องเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่เตียงและเอนตัวลงนอนยืดหลังที่ปวดเอาเื่ทว่าก็เป็จังหวะที่อัศดินทร์เปิดประตูเข้ามาพร้อมน้ำเย็นในมือต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันนิ่งอยู่ชั่วครู่จังหวะที่อัศดินทร์ก้าวเข้ามาในห้องนับนทีก็ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงราวกับเป็ของร้อนทันที
“ข้างในนี่ร้อนจังพี่ว่าออกไปข้างนอกเถอะ” นับนทีแสร้งยกมือขึ้นมาพัดทั้งที่แอร์ในห้องเย็นฉ่ำก่อนจะรีบเดินเร็วๆผ่านอัศดินทร์ออกไปด้านนอกพร้อมหน้าที่กำลังร้อนฉ่าอัศดินทร์ตามมาวางน้ำลงบนโต๊ะเบื้องหน้าและมองนับนที
“พี่ไม่สบายเปล่าทำไมเหงื่อออกเยอะจัง ผมว่าแอร์ก็เย็นนะ”
“พี่ไม่เป็ไรๆคงก้มๆเงยๆบ่อย เหงื่อเลยออก เดี๋ยวนั่งสักพักก็หาย” นับนทีโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน
“ถ้าพี่มีธุระหรืออยากมามาได้ตลอดเลยนะไม่ต้องขอผม”
“ถ้าอัศไม่อยู่พี่คงไม่มีธุระต้องมาหรอกมั้ง”
“ไม่เป็ไรบอกไว้เผื่อมี พี่จะได้ไม่ต้องขอ”
“อื้อ”
“แต่อาหารเช้าคงต้องขอไปฝากท้องบ้านพี่เหมือนเดิมนะถึงจะมีครัวแต่ผมก็ไม่คิดจะทำอาหารหรอก”
“ได้สิ”
“จริงๆพอมานั่งด้วยกันแบบนี้ก็คิดถึงตอนนั้นนะผมชอบโดนพี่บ่นถ้าวันไหนเมามากจนหลับคาโซฟา”
“บางวันแอร์ก็ไม่เปิดนอนทั้งใส่เสื้อฮู้ด ตื่นมาตัวเปียกซกไปหมด” นับนทีช่วยย้อนความจำ
“ตื่นมายังแฮงค์อีกแล้วก็จะเห็นพี่วางยาแก้ปวดไว้ให้บนโต๊ะกับโน๊ตเล็กๆว่าทำข้าวต้มไว้ให้แล้วเอาเข้าไมโครเวฟทานรองท้องแล้วทานยาแก้ปวดซะ”
“เป็ข้อความที่เขียนบ่อยที่สุดฮ่าๆๆ” นับนทีหัวเราะออกมา ยังจดจำ่เวลานั้นได้เป็อย่างดีอัศดินทร์ที่กว่าจะกลายมาเป็อัศดินทร์ในทุกวันนี้ก็ผ่านความยากลำบากมาไม่น้อยเหมือนกัน
"ผมจำได้หมดเลยนะ จำได้หมดจริงๆ จนถึงวันสุดท้ายที่เราแยกกัน”
นับนทีเงียบก้มหน้าลงมองมือตัวเองไม่กล้าสบตาอัศดินทร์กลัวสายตาที่อัศดินทร์มองมาจะแทรกอะไรบางอย่างที่นับนทีไม่รู้วิธีรับมือไว้และที่กลัวที่สุดคือนับนทีกลัวหัวใจตัวเอง
“เอ้อเย็นมากแล้ว พี่ว่าพี่ต้องกลับแล้วแหละ เดี๋ยวยัยหนูจะถามหา”นับนทีเฉไฉยกนาฬิกาขึ้นดู
“เดี๋ยวผมไปส่งแล้วจะอยู่ทานข้าวเย็นด้วยนะ”
“ได้…ได้สิ”
นับนทีหยิบกระเป๋าแล้วลุกจากโซฟาเดินออกไปรออัศดินทร์ที่หน้าประตูก่อนไม่สามารถอยู่ในบรรยากาศที่วนเวียนแต่จะทำให้คิดถึง่เวลาเก่าๆที่เคยอยู่ร่วมกันได้อีกแม้แต่นาทีเดียวอย่างที่นับนทีบอก
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือหัวใจของตัวอง….
100%
#ซ่อนรักอัศดินทร์
…………………………………………..
Talk เลิ่กลั่กมากค่ะนับ ดูออกกกกกก