หลังจากค่ำคืนแห่งการผจญภัยในป่าแห่งการทดสอบของห่าวหรานผ่านพ้นไป รุ่งอรุณของวันใหม่ก็มาถึง วันนี้จะเป็ทดสอบวันสุดท้าย เพื่อค้นหาเด็กหนุ่มสาวรุ่นใหม่ 50 คน เข้าเป็ศิษย์ของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า
ห่าวหรานในยามนี้กำลังนอนหลับฝันดีอยู่บนเตียงอันนุ่มสบาย แต่แล้วความสุขของมันต้องพังทลายลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงของน้องชายร่วมสาบานร้องดังขึ้น
"ห่าวหราน..! ห่าวหราน..! ตื่นเร็วเข้าเกิดเื่ใหญ่แล้ว ลุกมาเร็ว..!"
ห่าวหรานรีบลืมตาตื่นอย่างรวดเร็วด้วยความใ ก่อนที่มันจะลุกพรวดขึ้นมานั่งด้วยความงุนงง
"เกิดอันใดจางิ่? ร้องเอะอะเสียงดังลั่นห้อง เกินอะไรขึ้นงั้นรึ? "
"เ้าอย่าพึ่งถามให้มากความ รีบออกไปข้างนอกกับข้าเร็วเข้า.!" จางิ่ไม่สนใจที่จะตอบคำถาม แถมมันยังยื้อยุดฉุดกระชากแขนของห่าวหราน ให้ออกไปจากห้องสุดแรง
"โอย ๆ ไปแล้ว.! ไปแล้ว..! เ้าไม่ต้องดึง.! แขนข้าจะหลุดอยู่แล้วมิเห็นรึ นี่เ้ามิรู้ตัวหรือว่าตนเองมีพลังกายอยู่กี่จินในร่าง" ห่าวหรานร้องเสียงหลงด้วยความเ็ป ก่อนจะมองจ้องน้องชายร่วมสาบานของมันด้วยท่าทางดุ ๆ จางิ่ก็มองกลับ ก่อนจะเอียงคอขมวดมุ่นคิ้วอย่างงงๆ
"กี่จินรึ? เื่นั้นข้าจะไปรู้ได้อย่างไร พวกเรามิได้มีอุปกรณ์ในการตรวจวัดสักหน่อย เ้านี่ชอบพูดจาแปลก ๆ อยู่เรื่อย ตามข้ามาเร็ว ๆ เถิด เื่ใหญ่แล้วที่ลานกว้าง" พอกล่าวจบจางิ่ก็วิ่งนำห่าวหรานมุ่งไปที่ลานกว้างทันที ส่วนห่าวหรานนั้นได้แต่ยิ้มก่อนส่ายหน้าไปมา จากนั้นมันก็ยกแขนข้างที่ถูกจางิ่ดึงขึ้นมาบีบนวด ก่อนบ่นพึมพำขึ้น
"จริงสินะ ข้าก็ลืมไป การจะวัดพละกำลังในร่าง จำเป็จะต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ ยกเว้นว่าจะมีเนตรเทวะรู้แจ้งแบบที่ข้ามี เพราะมีมัน ข้าจึงสามารถมองเห็น พละกำลังกายของจางิ่ได้ เขามีเกือบหนึ่งพันจินเลยทีเดียว นับว่ามากมหาศาลยิ่งนัก หากตัวข้าไม่ได้มีความแข็งแกร่งจากจิตปราณที่แผ่ปกคลุมอยู่ทั่วร่าง ปานนี้คงกระดูกหักไปแล้ว.." เมื่อกล่าวจบห่าวหราน มันเองก็เร่งฝีเท้าเดินตามจางิ่ไปติด ๆ เช่นกัน...
หากจะเทียบพละกำลังของ ห่าวหราน เฟยฮุ่น อาฟง หนิงอวี่กับ จางิ่ในเวลานี้นั้น ก็นับว่าค่อนข้างจะมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร
จางิ่นั้น มีพละกำลังกาย มากมายมหาศาลเกือบ 1000 จิน จากการที่มันฝึกฝนร่างกาย ออกล่าสัตว์ และยกค้อนเหล็กหลอมอาวุธั้แ่เยาว์วัย ซึ่งผิดกับของ ห่าวหราบึ้งตึงซึ่งมีแค่ 700 จิน แต่ก็นับว่าเด็กหนุ่มสองนี้มี พละกำลัง ทางด้านร่างกาย มากกว่าคนปรกติอยู่ดี เพราะเฟยฮุ่น อาฟง และหนิงอวี่ นั้นมีอยู่แค่ราว 200 กว่า ๆ เท่านั้นเองแต่นี่ก็ถือเป็เื่ปรกติของผู้ที่ฝึกวรยุทธ์ เพราะผู้ไร้วรยุทธ์ทั่วไปจะมีค่าพลังกาย ไม่เกิน 100 จิน ทว่า...พละกำลังกายที่มากนั้น ก็ไม่ใช่ปัจจัยวัดความแข็งแกร่งของนักสู้ทั้งหมด มันยังต้องอาศัยองค์ประกอบในเื่อื่นอีกประมาณสามสี่อย่างร่วมด้วย...ไม่ว่าจะเป็ ประสบการณ์ในการต่อสู้ จำนวนจิตปราณ เคล็ดวิชาที่ได้เรียนรู้ หรืออาวุธวิเศษหายากที่คนผู้นั้นได้...
หลังจากที่เด็กหนุ่มสองคนมาถึงลานกว้าง พวกเขาก็ได้พบกับเหล่าลูกศิษย์ของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้ามากมายกำลังรวมตัวกันอยู่ และทุกคนต่างแหงนหน้าขึ้นไปมองที่แท่นศิลาจัดอันดับ ซึ่งบัดนี้มันได้ แสดงสถิติใหม่ของผู้ที่ออกมาจากป่าแห่งการทดสอบ แต่ที่ทุกคนต่างตื่นตะลึงก็คือเวลาที่คนผู้นี้ทำได้นั้นคือ
3 ชั่วโมง 13 นาที ซึ่งเร็วยิ่งกว่า ต้วยชิงยี้ ที่เคยทำไว้เมื่อ 3 ปีก่อน เสียอีก!
"ปะ…เป็ไปไม่ได้! ผู้ใดกันที่ทำเช่นนี้…"
"เวลาใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นตอนทดสอบเมื่อวาน เช่นนั้นก็ย่อมเป็เมื่อคืนกระนั้นรึ!? ล้อกันเล่นใช่ไหม ขนาดเวลากลางวัน ป่าแห่งการทดสอบก็ยังขึ้นชื่อว่ามีความอันตรายสูง แต่คนผู้นี้กลับ…."
เหล่าลูกศิษย์ต่างพากันตกตะลึง และส่งเสียงกันดังเซ็งแซ่ ทั้งหมดกำลังขบคิดกันว่า ผู้ใดกันที่สามารถสร้างสถิติใหม่ขึ้นบนแท่นศิลาจัดอันดับ ได้ในเพียงแค่ชั่วข้ามคืน..
โดยปรกติแล้ว หากมีผู้เข้าไปทดสอบในป่า และกลับออกมา คนผู้นั้นก็มีชื่อกับเวลาที่ทำได้ปรากฏอยู่บนแท่นศิลา ทว่า…ในกรณีของห่าวหรานนั้นแตกต่างออกไป เพราะตัวของมันในไม่ใช่ผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานทดสอบ แถมยังไม่ใช่คนของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า ดังนั้นเมื่อออกมาจากป่าจึงปรากฏแค่เวลาที่ใช้ไป แต่ไม่ปรากฏชื่อ อย่างที่ทุกคนเห็นในยามนี้...
สถิติใหม่ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ มิได้สร้างความแตกตื่นให้ทุกคนเพียงอย่างเดียว แต่มันยังสร้างความเจ็บแค้นให้กับหลายคนอีกด้วย โดยเฉพาะกับ หยางฟง ผู้ทำเวลาได้ที่สุดในปีนี้ รวมไปถึง เฟยฮุ่น ทั้งสองเหมือนถูกฉีกหน้าอย่างแรงโดยใครก็ไม่รู้ ส่วน ต้วงชิงยี้ เ้าของสถิติเดิมนั้น ตัวมันมิได้อยู่ในสำนักยามนี้ เนื่องจากออกไปทำธุระอยู่ที่เมืองอื่นอันห่างไกล แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีศิษย์น้องที่เถิดทูลบูชามันอีกหลายคนที่แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างรุนแรง
"พอ ๆ พวกเ้าจะแตกตื่นใไปไย สถิติใหม่บ้าบออันใดกัน! เ้าคนผู้นี้มันก็แค่คนนอก ที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย ข้าไม่ขอนับว่ามันได้ทำลายสิ่งที่ศิษย์พี่ต้วนเคยทำไว้ ใช่ไหมพวกเรา.!"
ศิษย์ของสำนักฝ่ายต่อสู้ผู้หนึ่งก้าวออกมาต่อหน้าคนอื่น และส่งเสียงโวยวาย ก่อนที่พรรคพวกของมันอีกหลายคนจะเออออห่อหมกเห็นดีเห็นงามด้วย และในขณะเดียวกันนั่นเอง ก็มีศิษย์ฝ่ายจิตปราณอีกคนเอ่ยขึ้น
"แต่ถึงกระนั้น…คนผู้นี้ก็ทำเวลาดีกว่าต้วนชิงยี้อยู่ดีมิใช่รึ…?"
"หือ? เ้าพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร ข้าก็พึ่งบอกอยู่ว่าสถิตินี้ถือเป็โมฆะ เพราะมันเป็คนนอก รึเ้ากำลังจะบอกว่า คนผู้นี้มีฝีมือร้ายกาจกว่าศิษย์พี่ต้วนของพวกเรารึ.." เ้าศิษย์ของฝ่ายต่อสู้คนเดิมถลึงตาใส่ศิษย์ฝ่ายจิตปราณผู้นั้น พร้อมเดินปรี่เข้ามาอย่างไม่เป็มิตร พอเป็เช่นนั้นแล้ว คนของทั้งสองฝ่าย ต่างก็เกิดไม่พอใจตามมา จนพวกมันทะเลาะถกเถียงกันเสียงดัง ก่อนจะทวีความรุนแรงจะรุนแรงขั้นจนถึงขั้นจะลงไม่ลงมือกัน ดีว่ามีเสียงของคนผู้ตวาดขึ้นมาเสียก่อน
"หยุดนะ..! นั้นพวกเ้าคิดจะทำอันใดกัน อยากถูกลงโทษมากนักใช่หรือไม่" เมื่อสิ้นเสียงตวาดคนผู้นั้นจึงเดินตรงมากลางวง ด้วยสีหน้าบึ้งตึงดุดัน คนคนนี้มิใช่ใครอื่น เขาก็คือคนคุมการทดสอบเมื่อวานซึ่งมีนามว่า เทียนเจิง นั้นเอง
"อะ…อาจารย์ ก็..ก็เ้าพวกฝ่ายจิตปราณมันคิดว่าศิษย์พี่ต้วน…"
"หุบปากซะ..! อู๋ลี่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด นี้ก็มิใช่เื่ที่พวกเ้าจะทะเลาะเบาะแว้งกันเอง พวกเ้าลืมกฎของสำนักแล้วรึ? " เทียนเจิงแค่นเสียงดุ ศิษย์ฝ่ายต่อสู้ที่มีนามว่า อู๋ลี่ จนมันเงียบเสียงไป
"ขะ..ขออภัยขอรับท่านอาจารย์พวกข้าผิดไปแล้ว" อู๋ลี่กับพรรคพวกของมัน ประสานมือ ค้อมตัวกล่าวขอโทษเทียนเจิง ก่อนที่จะก้าวถอยออกไปหลายก้าว พวกของฝ่ายจิตปราณก็ทำเช่นเดียวกัน
เทียนเจิง นั้นมีตำแหน่งเป็อาจารย์ของฝ่ายต่อสู้ของสำนัก และเนื่องด้วยมันมีนิสัยเถรตรง รักความถูกต้องเป็อย่างมาก ปรมาจารย์เ้าสำนัก วู่เทียนหลาง จึงได้มอบหมายให้มันเป็ผู้คุมการทดสอบในปีนี้
"พวกเ้าจงฟังคำข้าให้ดี ไม่ว่าผู้ที่สร้างสถิติใหม่ผู้นี้จะเป็ใครก็ช่าง จงอย่าได้ใส่ใจ เพียงแค่ออกมาจากป่าได้ไว ก็ไม่ได้แปลว่าใครจะเก่งกว่ากัน หรือ อ่อนแอกว่ากัน เป้าหมายที่ท่านเ้าสำนักสร้างป่าแห่งการทดสอบขึ้นมา มีความหมายมากกว่านั้นหลายเท่านัก…" เทียนเจิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันดังก้องกังวาน และเหมือนมันจะมองมาที่ ห่าวหราน ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มพูดต่อ
"เอาล่ะ พวกเ้าแยกย้ายกันได้แล้ว อีกครึ่งชั่วยาม ผู้ชมการทดสอบรอบสุดท้ายก็กำลังจะทยอยกันเข้ามา ส่วนผู้ทดสอบคนอื่น ๆ ก็เตรียมตัวให้ดี วันนี้จะเป็วันตัดสินว่าพวกเ้า ห้าสิบคนไหน ที่จะได้เข้ามาเป็ศิษย์รุ่นต่อไปของสำนักเรา.."
เมื่อเทียนเจิงกล่าวจบ ทุกคน ๆ ในลานกว้างที่ห้อมล้อมแท่นศิลาจัดอันดับกันอยู่ ต่างก็พอกันสลายตัวออกไปจนหมด พวกของห่าวหรานเองก็ไปเช่นกัน แม้เฟยฮุ่นนั้นรู้สึกเสียหน้าแต่มันก็มิได้แสดงออกจนเสียอาการ ซึ่งผิดกับเ้าอาฟงที่โวยวายเอะอะเสียงดังแถมยังด่าทอเ้าคนที่ทำลายสถิติอย่างหยาบคายตลอดทางที่เดินกลับห้อง ซึ่งทั้งหมดที่ทำก็เพื่อเอาใจคุณชายของมันอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนหนิงอวี่นั้นไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอันใด แถมดูเหมือนนางจะแอบชื่นชมในความเก่งกาจ ของคนลึกลับผู้นี้อีกด้วย
ส่วนจางิ่นั้น ก็รู้สึกไม่ต่างกัน มันแอบคุยกระซิบกระซาบกับห่าวหรานไม่หยุดปากระหว่างที่เดินกลับห้องพัก
"ห่าวหรานเ้าคิดว่าคนผู้นี้เป็ใครกัน? ข้าว่าเขาจะต้องเป็ยอดฝีมือที่เก่งมากแน่ ๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าบ้าบิ่นเข้าไปเดินในป่าอันตรายยามค่ำคืน" แววตาของจางิ่ดูเป็ประกาย และดูนับถือคนที่มันกำลังกล่าวชมอยู่เป็อย่างมาก ทว่า..ห่าวหรานนั้นก็ทำได้เพียงแค่ยิ้มแห้ง ๆ และไม่ได้ออกความคิดเห็นใด ๆ ตอบกลับ จะให้มันบอกได้อย่างไรเล่า ว่าคนจางิ่กำลังพูดถึง ก็คือ ตัวของมันนั้นเอง…
จบบท