โซฟาเต็มไปด้วยเื ไหลอาบจนถึงพื้น
พัคอินซอบไปสำรวจจุดเกิดเหตุและกางสมุดที่ได้ข้อมูลมาจากหน่วยนิติเวช สาเหตุที่เขาต้องไปจดข้อมูลมาก็เพราะรุ่นพี่ของเขา คังจองชิก
“อินซอบ ไปเช็กฝ่ายนิติเวชมาหรือยัง”
“ครับ รุ่นพี่ เขาแจ้งว่าดูจากภายนอก บนร่างของเหยื่อมีาแอยู่สองจุดครับบริเวณต้นคอด้านซ้ายมีแผลถูกแทงด้วยของมีคม และบริเวณท้ายทอยคล้ายกับโดนของหนักตีจนเป็แผลฟกช้ำส่วนรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบหลังทำการชันสูตรศพครับ”
“แล้วสาเหตุการตายคืออะไรล่ะ”
“พวกเขาบอกว่าเหยื่อเสียชีวิตจากการเสียเืมากเกินไปเนื่องจากโดนแทงเข้าที่เส้นเืใหญ่ครับ”
“อืม...”
คังจองชิกเอามือไพล่หลัง หันกลับไปดูจุดเกิดเหตุอีกรอบ ท่าทางแบบนั้นคือการบอกให้เขาอธิบายต่อ
“อะแฮ่ม ฟังจากคำให้การของผู้ต้องสงสัยตอนที่มามอบตัวแล้วเหมือนจะเตรียมการเอาอาวุธมาวางไว้ใต้โซฟาก่อนแล้วครับ พอเหยื่อเริ่มจะขืนใจถึงได้ลงมือแทงครับ”
“ผู้ต้องสงสัยอายุเท่าไหร่”
“สิบเจ็ดครับ”
“คือเด็กม.ปลายจะโดนขืนใจ เลยแอบวางอาวุธไว้ใต้โซฟาแล้วแทงเข้าที่เส้นเืใหญ่เนี่ยนะ?”
“ครับ”
“อืม มีบางอย่างแปลก ๆ...”
คังจองชิกยืนอยู่หน้าตู้โชว์แล้วพูดว่า
“ของหนักที่ว่า เหมือนจะเป็หินที่เคยตกอยู่ตรงนี้ใช่ไหม”
“ครับ ลองเทียบกับาแดู ก็สอดคล้องกัน ตรวจสอบแล้วพบรอยเืติดอยู่ด้วยครับ”
“เด็กผู้หญิงคนนั้น ไม่ได้พูดถึงผู้สมรู้ร่วมคิดเลยเหรอ”
“เธอบอกว่าเธอทำคนเดียวครับ”
“แล้วเธอได้พูดอะไรเกี่ยวกับหินก้อนนั้นไหม”
“เธอบอกว่าหินตกลงมาจากตู้โชว์เองครับ”
คังจองชิกลอบยิ้มแล้วหันหลังเดินจากตู้โชว์ไปที่โซฟา ถ้าเป็ผู้ใหญ่ระยะทางจากตู้โชว์ไปโซฟาก็แค่ก้าวเดียวระยะก้าวไม่สั้นไม่ยาวเกินไป อย่างไรก็ตาม ระยะขนาดนี้ไม่มีทางที่ก้อนหินจะตกลงมาถึงโซฟาเองได้
“ต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยแน่ ทุบเหยื่อด้วยหินขณะที่เหยื่อกำลังทำการข่มขืนขณะเดียวกัน ไม่ผู้สมรู้ร่วมคิดก็ผู้ต้องสงสัย ใครสักคนก็เอามีดแทงเข้าที่คอ”
“รุ่นพี่ ผมก็คิดแบบนั้นครับ แต่มันมีปัญหาอยู่”
“อะไร”
“กล้องวงจรปิดครับ”
พัคอินซอบเปิดสมุดจดแล้วพูดต่อ
“ที่บ้านเด็กกำพร้า มีกล้องวงจรปิดเยอะมากเลยครับ ไม่สิ ที่จริงต้องบอกว่าซ่อนกล้องแอบถ่ายดีกว่าครับเพราะขนาดที่ห้องน้ำยังติดตั้งกล้องไว้ด้วย เหยื่อคนนั้นภายนอกทำตัวเป็คนดีมีศีลธรรม เป็นักสังคมสงเคราะห์ แต่ความจริงเป็แค่ไอ้โรคจิตที่ทำแต่เื่ชั่วๆ ครับ จากการตรวจสอบพบว่าคนที่เข้ามาในห้องผู้อำนวยการทั้งก่อนและหลังเวลาเสียชีวิต นอกจากผู้ต้องสงสัยและเหยื่อ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นครับ”
“แล้วคนนั้นไม่ใช่ผู้สมรู้ร่วมคิดเหรอ”
“ไม่ใช่ครับ ถ้าดูจากกล้องวงจรปิดแล้วเขาแค่นั่งมองอยู่หน้าห้องผู้อำนวยการเฉย ๆ ไม่ได้เข้าไป และเขาเป็แค่เด็กอายุแปดขวบเองถึงจะเข้าไปก็เอื้อมมือไม่ถึงตู้โชว์หรอกครับ”
“ร่องรอยการบุกรุกตรงหน้าต่างล่ะ”
“ไม่มีครับ”
“อาจจะเข้ามาซ่อนตัวก่อน...”
คังจองชิกหยุดคำพูดของตัวเองไว้เพราะในห้องของผู้อำนวยการที่เดียวที่จะซ่อนตัวได้มีแค่ใต้โต๊ะทำงานเท่านั้น ถ้ามีคนแอบอยู่ในที่โล่งขนาดนั้น ไม่มีทางที่จะไม่รู้ สมมติว่าจะลงมือข่มขืนเด็กก็คงต้องตรวจสอบบริเวณรอบ ๆ ก่อนแล้ว
“แล้วใครเป็คนทุบท้ายทอยเหยื่อ... เด็กนั่นไม่เห็นเหรอ”
“เขาพูดเหมือนเด็กผู้หญิงคนนั้นเลยครับ ว่าหินมันตกลงมาเอง”
“เหอะ มันเป็ไปได้รึไง”
คังจองชิกยีผมตัวเองจนยุ่งเหยิง เขาทำแบบนี้ทุกครั้งเวลาที่ปวดหัวจนกลายเป็นิสัยไปแล้ว
“ปวดหัวจริง ถ้าเขียนสิ่งที่น่าสงสัยลงไปในรายงาน เดี๋ยวก็โดนสั่งให้ไปจับผู้สมรู้ร่วมคิดแล้วดันไม่มีหลักฐานพอให้สืบสวนอีก”
ถ้าภาพจากกล้องวงจรปิดไม่ได้โดนตัดต่อ ก็ต้องได้เบาะแสเกี่ยวกับผู้สมรู้ร่วมคิด
-เอี๊ยด เอี๊ยด
เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเข้ามารบกวนโสตประสาทของเขาทุกก้าวที่เดินจะมีเสียงออกมา ไม่สนใจก็คงไม่ได้
“ใช่แล้ว ถ้ามีบางคนเข้ามาใกล้ ก็ต้องได้ยินเสียงนี้สิไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ต้องได้ยินบ้างแหละ”
คังจองชิกเดินเข้าไปตรวจสอบในห้องผู้อำนวยการอีกสองสามรอบไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ได้ยินเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่ตลอด จะเป็คนตัวเล็กหรือคนตัวใหญ่เดินก็เกิดเสียงทั้งนั้น นอกเสียจากลอยมา
“อินซอบ”
“ครับ”
“ได้ยินเสียงพื้นไม้ไหม ไม่มีผู้สมรู้ร่วมคิดหรอก เขียนลงไปในรายงานตามที่ผู้ต้องสงสัยกับพยานบอกเลยว่าหินมันหล่นลงมาเอง แต่เื่ระยะห่างระหว่างโซฟากับตู้โชว์ไม่ต้องเขียนลงไปนะ”
“ครับ? แต่ว่า...”
สีหน้าของพัคอินซอบแข็งกร้าวขึ้น เผยความรู้สึกในใจออกมาทางสีหน้า
-เอี๊ยดอ๊าด
เพื่อที่จะให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น คังจองชิกเลยทำให้ดูด้วยการกดน้ำหนักตัวลงไปบนพื้นไม้หน้าตู้โชว์เขากดน้ำหนักตัวให้แรงขึ้น ทำอยู่หลายรอบ ตู้โชว์ก็เริ่มสั่น
“เห็นไหม”
“......”
“เหยื่อเป็คนแรงเยอะ พื้นจึงถูกกดตอนกำลังทำเื่อย่างว่าตู้โชว์เลยสั่นทำให้หินที่วางไว้หล่นไปจนถึงโซฟา เป็ไง”
คังจองชิกเองก็รู้ตัวดี ว่าเป็การเล่าอย่างฝืน ๆ แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นที่สามารถอธิบายได้แล้ว
“แต่หินก้อนอื่นยังอยู่ที่เดิม จะบอกว่ามีแค่ก้อนนั้นที่หล่นไปเหรอครับ”
“ก็วางอยู่ตรงนั้นมันได้รับแรงกระแทกมากสุดไง! อุตส่าห์อธิบายให้ฟังแบบสถาบันนิติเวชมาเองยังไม่เข้าใจอีกเหรอ”
“......”
“นายไม่เคยมีแฟนใช่ไหมเนี่ย”
“ทำไมถึงพูดเื่นั้นล่ะครับ”
“ก็เพราะโสดไงเลยไม่เข้าใจเื่แบบนั้น”
“รุ่นพี่!”
พัคอินซอบขึ้นเสียงใส่คังจองชิก คังจองชิกเลยยกมือขึ้นเอานิ้วชี้และนิ้วกลางชี้ไปที่ดวงตาของรุ่นน้อง
“กล้าใช้สายตาแบบนั้นมองรุ่นพี่ที่สุดแสนจะประเสริฐแบบฉันเหรอ เดี๋ยวปั๊ด!”
“......”
“เออ แล้วก็นะ ในเมื่อมันตายไปแล้วก็ตายไปเถอะ ทำไมพวกเราต้องตั้งใจสืบอะไรขนาดนั้นนายไม่เห็นเด็กในบ้านเด็กกำพร้าเหรอ ทั้งโดนทำร้ายร่างกายไหนจะโดนล่วงละเมิดทางเพศอีก อะไรเลว ๆ มันทำหมด”
“ไหนบอกว่าให้แยกแยะความรู้สึกส่วนตัวออกจากงานไงล่ะครับ”
คังจองชิกหยิบบุหรี่ออกมาคาบไว้ที่ปาก
“ฉันเหรอ ฉันบอกตอนไหน”
“......”
“เออ ฉันพูดเองแหละ แต่ตำรวจก็คนนะนายเห็นเด็กพวกนั้นแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง”
พัคอินซอบเพียงแค่ถอนหายใจ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
“เด็กผู้หญิงที่มามอบตัว อายุสิบเจ็ดเองใช่ไหม”
“ครับ...”
“เฮ้อ ทำไมโลกนี้แม่ง... ทั้งถูกข่มขืนและก่อเหตุฆาตกรรมในวัยที่กำลังเบ่งบาน...”
คังจองชิกพ่นควันบุหรี่แล้วพูดต่อ
“อินซอบ ไม่ต้องร่างแผนแล้ว ทำเหมือนเป็เื่บังเอิญไปเถอะ”
พัคอินซอบตั้งใจจะแย้ง แต่นึกขึ้นได้ว่าลูกสาวของรุ่นพี่จะเข้ามัธยมปลายในปีนี้เหมือนกัน
“เฮ้อ ได้ครับ”
ความจริงของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านรอยยิ้มถูกเปิดเผยพร้อมกับคดีฆาตกรรม ทำให้ทุกคนสนใจเื่นี้สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงปิดตัวลง เป็จุดจบที่แสนว่างเปล่าอย่างที่มันเคยเป็เด็ก ๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ถูกกระจายไปยังบ้านเด็กกำพร้าอื่น ผมเองก็ได้ไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กที่ถูกดูแลโดยรัฐบาลทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนผมตามไม่ทันว่ามันเกิดอะไรขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง
“วันนี้ 10 นาฬิกา มีการพิจารณาคดีครั้งแรกของนางสาวฮัน ผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านรอยยิ้ม”
ในข่าวของฮันซอลอา มีแต่คำพูดยาก ๆ ทั้งนั้นแล้วทำไมพี่เขาถึงไปอยู่ตรงนั้น ผมไม่เข้าใจเลย แต่ที่ผมรู้คือเธอกลายเป็ฆาตกรแทงคนตายไปแล้ว
“เสียง ฉึก ในตอนนั้น....”
คือฮันซอลอา เธอเองก็คงคิดจะฆ่าผู้อำนวยการเหมือนผมอยู่แล้ว
“ผมหลงระเริงเกินไป”
มันควรจะจบไปแล้วสิ ผมคิดว่าเขาจะตายถ้าผมโยนหินใส่ท้ายทอยเขาแต่มันไม่ใช่
ฮันซอลอาถึงใช้มีดแทงเขาอีกที แทนที่ผมจะรู้สึกโล่งใจที่ผมไม่ได้เป็ฆาตกรแต่กลับได้เห็นคนอื่นต้องมารับผิด
“มันเป็ความผิดของผมเองที่ไม่ยอมทำให้มันจบ ๆ ไป”
ผมพึมพำตอนที่เห็นเธออยู่ในข่าว
“พี่ ผมขอโทษ”
จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่ผมทำได้เลยผมทำได้แค่ให้สัญญาว่าจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิมอีก
15 ปีต่อมา
ในซอยแถบที่พักอาศัยในโซลแห่งหนึ่ง ่เวลาที่ร้านส่วนใหญ่ปิดทำการมีแต่ร้านสะดวกซื้อเท่านั้นที่ยังเปิดไฟสว่างตลอดคืนในตอนตีหนึ่งบนถนนหนทางไม่ค่อยมีผู้คน รอบ ๆ เงียบสงัด พนักงานพาร์ตไทม์ ชเวแทฮยอนดูคลิปวิดีโอบนสมาร์ตโฟนเรื่อยเปื่อย ปล่อยเวลาผ่านไปช้า ๆ
ทว่า ครู่ต่อมา
-ติ๊ง
เสียงประตูเปิดออก พร้อมกับลูกค้าที่เดินโซเซเข้ามาในร้าน พนักงานพาร์ตไทม์ก็จำเขาได้ในทันที
“แม่งเอ๊ย ไอ้เวรนั่น มันมาอีกแล้ว”
ในละแวกนี้ เขาขึ้นชื่อว่าเป็ไอ้ขี้เมาที่ชอบอาละวาดถ้ากินเหล้าแล้วอยู่เงียบ ๆ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอเหล้าเข้าปากก็ชอบใช้ความรุนแรง เขาคือไอ้ขยะที่ทำชั่วแล้วอ้างว่าทำลงไปเพราะเมา
เขาถึงกับถอนหายใจออกมา
“เฮ้ย ไอ้น้อง! ไปหยิบเหล้ามาสักสามสี่ขวดซิ”
“ดื่มเยอะไปแล้วนะครับ ผมขายให้อีกไม่ได้แล้วครับ”
“ไม่ได้ได้ยังไง! เงิน...นี่เงิน แค่ให้เงินก็พอแล้วไง!”
เขาหยิบแบงก์พันวอนที่แสนจะยับยู่ยี่มาหนึ่งใบพร้อมกับเหรียญร้อยวอนอีกประมาณสามสี่เหรียญออกมาจากกระเป๋าเสื้อ โยนทั้งหมดลงบนเคาน์เตอร์เหรียญกระจัดกระจายกลิ้งตกลงไปที่พื้นจนเกิดเสียงดัง
“เฮ้อ บอกว่าไม่ได้ไงครับ กรุณาออกไปด้วยครับ”
“ทำไม ไม่พอเหรอ เดี๋ยวที่เหลือพรุ่งนี้เอามาให้ ไปหยิบมาเร็ว”
“......”
“เฮ้ย บอกให้หยิบมาไงวะ! ไม่สนใจลูกค้าได้ยังไง เด็กสมัยนี้นี่มัน...”
ชเวแทฮยอนขมวดคิ้วจ้องมองด้วยท่าทางน่ากลัว แสดงให้เห็นว่าเขาหมดความอดทนกับคำพูดคำจาที่ไม่ดีพวกนี้แล้วสุดท้ายขี้เมาจอมอาละวาดก็เดินโซซัดโซเซ ไปหยิบเหล้าออกมาสองขวด
“ไปละ ไอ้น้อง”
“เฮ้อ ก็บอกว่าไม่ได้ยังไงล่ะครับ!”
ชเวแทฮยอนเดินไปขวางขี้เมาคนนั้น
“เงินก็ให้ไปแล้วไง! ไอ้เด็กนี่มันยังไงวะ!”
“เงินแค่นั้น เหล้าขวดเดียวยังไม่พอเลยครับ เอาคืนมาเลยครับ เร็ว”
“บอกแล้วไงว่าที่เหลือจะเอามาให้พรุ่งนี้!ฟังไม่รู้เื่เหรอวะ ขาก ถุย!”
“......”
ในตอนนั้นเอง
-ติ๊ง
ประตูร้านเปิดออกพร้อมกับลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาเป็ผู้ชายใส่ฮู้ดคลุมทั้งศีรษะผู้ชายคนนั้นน่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงเอ่ยปากถาม
“มีเื่อะไรกันหรือเปล่าครับ”
ชเวแทฮยอนส่งสายตามองไปที่ขี้เมาคนนั้นอย่างไม่รู้ตัวและโบกมือพร้อมกับพูดว่า
“มะ...ไม่มีอะไรครับ”
ชเวแทฮยอนยิ้มแหย แล้วหันกลับไปพูดกับขี้เมาคนนั้นอีกครั้ง
“เอาคืนมาเลยครับ”
“ขาก ถุย!”
“ไอ้...”
“อะไร? ไอ้...?เด็กนี่มันไม่มีมารยาท มาพูดแบบนี้กับผู้ใหญ่ได้ยังไง! เฮ้ยแกอายุเท่าไหร่แล้ว!”
ลูกค้าขี้เมายกขวดเหล้าขึ้นทำท่าเหมือนจะตีเขา
“หือ หือ...”
ชเวแทฮยอนก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าว ทำให้คนขี้เมาก็ยิ่งเหิมเกริมขึ้น
“ไอ้เวรเอ๊ย... ขาก ถุย!”
“จริง ๆ เลย ไอ้บ้านี่...”
“อะไร!”
ตอนที่คนขี้เมายกขวดเหล้าขึ้นมาทำท่าจะตีเขาอีกครั้งผู้ชายสวมฮู้ดก็ยื่นแบงก์ห้าหมื่นวอนออกมาสองใบ
“คุณครับ ขวดเหล้าที่เขาถืออยู่ ผมจ่ายแทนให้นะครับ”
“ครับ?”
“ถ้ายิ่งทำแบบนี้จะกลายเป็เื่ใหญ่ ผมจ่ายให้แล้ว หยุดเถอะครับ”
ขี้เมาได้ยินคำพูดนั้นก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดและยกขวดเหล้าขึ้นมาอีก
“แกจะมาจ่ายแทนฉันทำไม จะอวดรวยเหรอ ไอ้เวร!”
“ครับ ผมรวย”
“อะไรนะ...”
ชายคนนั้นหยิบกล่องข้าวออกมาสองกล่องจากตู้แช่แข็ง
“เนื้อแผ่น? ไก่? ชอบอะไรครับ”
“ไอเวรนี่! แกทำอะไรวะ”
“หรือจะทานทั้งสองอย่างเลยครับ? ท้องว่างอยู่อย่าดื่มแต่เหล้าสิครับทานกับแกล้มด้วย คุณครับ อันนี้คิดเงินด้วยนะครับ แล้วก็ขอบุหรี่เอสเซ่ซองนึงด้วยครับเอ่อ สูบบุหรี่หรือเปล่าครับ”
“......”
ขี้เมาพยักหน้าด้วยสีหน้างุนงง
“สูบยี่ห้ออะไรครับ”
“เอสเซ่เหมือนกัน...”
“คุณครับ เอาบุหรี่เพิ่มอีกซองนึงครับ คิดเงินเพิ่มไปเลยนะครับ”
ชเวแทฮยอนคิดเงินราวกับว่าไม่มีทางเลือกแล้วเหลือบตามองเขา
“ถ้าเป็เราก็คงดี... แต่ทำไมถึงจ่ายให้ไอ้ขี้เมานั่นกัน”
ถึงจะเงินเยอะขนาดไหน แต่คนสติดีคงไม่ทำอย่างนั้น ชเวแทฮยอนไม่เข้าใจชายคนนั้นเลย