Pioneer Era

    ตอนที่ 85 งานประลองยุทธ์ (2)

    ***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]

    “นมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม! ”

    เสียงกองเชียร์ที่น่ารำคาญดังขึ้นมาพร้อมกับตอนที่ผ้าคลุมสีเทาของพรุนถูกเผาทิ้ง

    ต้องรีบเอาชนะพวกเขา แล้วแกล้งแพ้ เพื่อจบการแข่งแล้วสอบถามความหมายของ [หุ่นยนต์] [ชีวิตเทียม] กับ [ยานอวกาศ] ให้เร็วที่สุด

    ทั้งที่คิดแบบนั้นแท้ ๆ …

    “เขี้ยวนั้นมัน? ”

    เขี้ยวสีขาวขนาดหนึ่งฝ่ามือที่เป็นจี้สร้อยคอของพรุน มันช่างดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

    ภาพของท่านพ่อได้ซ้อนทับปรากฏขึ้นมา ณ เวลานั้น

    *ฟ่อ!?! *

    เจ้าควอตซ์เองก็ยังมีปฏิกิริยาตอบรับรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็น

    มันลืมตาโต ก่อนจะกลายเป็นแววตาคมกริบที่ดุร้าย

    หรือว่า...

    “...”

    เยือกเย็นเอาไว้ก่อนสิตัวผม

    อย่าพึ่งรีบร้อนไป ใจเย็น ๆ เอาไว้ก่อน

    บางที… มันอาจจะเป็นเขี้ยวของสัตว์ป่าที่มีความคล้ายกันก็เป็นไปได้

    อีกอย่าง ถ้าผมยอมรับเรื่องนี้ นั่นแปลว่าผมต้องยอมรับเรื่องที่ท่านพ่อตายไปด้วยมิใช่หรือ?

    ท่านพ่อนะยังมีชีวิตอยู่ ผมยังอยากจะเชื่อมั่นแบบนั้นไม่ใช่หรือยังไง?

    ที่สำคัญ ตอนนี้ควรให้ความสำคัญกับการหาความจริงที่เกี่ยวกับท่านโนอาร์ก่อนไม่ใช่หรือ?



    “ไพไรต์! ระวัง! ”

    ซุนไกท์วิ่งประสานเป็นหนึ่งเดียวกับสายลมมายืนขวางตรงหน้า แล้วควงไม้พลองปัดป้องหินขนาดเท่าหัวที่กำลังโจมตีเข้ามาใส่

    “อย่ามัวแต่เหม่อลอยสิ! ”

    “... ขอโทษ”

    ทีมของพวกลี่กำลังวิ่งหนีไปทางเขตทะเลสาบ

    พวกเราเองก็ต้องรีบไล่ตามไปเช่นกัน

    “ควอตซ์ ฝากจัดการพวกห้าสีตรงนั้นที”

    *กี้! *

    กับพวกเผ่าอสูรแสงห้าสีตรงหน้า คงไม่เป็นต้องถึงมือพวกผมจัดการ

    ถึงจะน่าเสียดายที่โทแพซโดนซัดกระเด็นออกนอกสนามไปแล้ว แต่ยัยนั่นไม่นับเป็นหนึ่งในกำลังรบมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

    โทแพซไม่เหมาะกับสนามรบ ทีมนี้มีแค่ผม ควอตซ์ กับซุนไกท์ เพียงแค่สามคนมันก็เพียงพอแล้วละ

    “ให้ข้าคนนี้ร่วมสู้ด้วยเซ่! ย๊ากกกกกกกกกกก! ”

    เออใช่... ยังมีเจ้าหมีวานาดิไนต์อยู่ด้วยอีกคนนี่หว่า



    อาวุธของเจ้าหมี คือขวานสงครามขนาดใหญ่

    ถึงจะเป็นอาวุธที่ลบคมออกจนหมดเพื่อใช้ในงานแข่ง แต่ด้วยพละกำลังอันล้นเหลือของเขา จึงทำให้ไม่อาจดูถูกพลังทำลายล้างของมันได้

    “เหวอ!? ”

    “ม่ายยย!?! ”

    “งู! งูกำลังจะกินพวกเราแล้ว แว๊กกกกกกกกกกก! ”

    พวกอสูรแสงห้าสีที่มีขนาดเพียงหนึ่งเมตร ต่างเริ่มกลายเป็นเหยื่ออันโอชะให้กับเจ้าควอตซ์

    เพราะพวกมันเอาแต่ใช้วิธีขี้โกง สั่งให้คนข้างสนามโจมตีใส่พวกเรา เลยลดการระวังลืมมองดูภัยร้ายที่กำลังเลื้อยคืบคลานไปตามพงหญ้าสีดำอันรกชัน

    ผลลัพธ์คือสามในห้าของศัตรูได้ถูกอสรพิษขนาดสิบเมตรกลืนลงไปในท้องอย่างน่าอนาจ

    “อ๊าก! แขน!? แขนหักแล้ว! ”

    “โอ๊ย! ขาของผม!? ”

    กับอีกสองคนที่ถูกขวานสงครามขนาดยักษ์หวดใส่จนหักครึ่งในมุมที่น่ากลัว

    เจ้าพวกนี้อ่อนแอชะมัด…



    “ท่านผู้ชมค่ะ! ทีม [แฟรี่เรนเจอร์] ถูกจัดการในชั่วพริบตาโดยทีมไพไรต์ไปแล้วค่ะ! ”

    “สมกับที่เป็นทีมที่นำโดยบุรุษผู้กล้าสิงโต [แบไรต์] ผู้ล่วงลับคนนั้น! ”

    “แสดงความเก่งกาจของพวกเราให้พวกเผ่าอสูรกายมันรู้บ้างซะ! ”

    “แด่ชัยชนะของลูกแห่งราชสีห์ บุรุษผู้ถูกเลือกโดยเทพเจ้า [ไพไรต์] ! ”

    พวกกองเชียร์นี่มันช่าง…

    “... ควอตซ์ ปล่อยพวกเขาออกมาได้แล้ว”

    *ฟ่อ...*

    ร่างของอสูรแสงขนาดหนึ่งเมตรจำนวนสามคนถูกคายออกมาจากปากของอสรพิษตามคำสั่งของผม

    เจ้าควอตซ์ดูเศร้ามากที่ต้องคายเหยื่อขนาดพอดีคำออกมาจากท้องของมัน

    นั่น… มีการใช้ลิ้นเลียตัวพวกมันเป็นการส่งท้ายอีกด้วย

    จะว่าไป… ผมเองก็เห็นสัตว์เลี้ยงของพรุนชอบพุ่งเข้าไปอมหัวยัยลี่บ่อยครั้งอยู่เหมือนกัน

    สงสัยว่าเนื้อของเผ่าอสูรแสงจะอร่อยสินะ พวกสัตว์เลี้ยงของแต่ละคนถึงได้ชอบพุ่งเข้าใส่กันนัก

    “อย่าเสียเวลาตรงนี้เลย รีบไล่ตามพวกนั้นไปกันเถอะ”

    ตอนนี้ทีมของลี่หายลับเข้าไปในป่าตรงหน้าแล้ว

    ให้ตายสิ ทั้งที่กำลังรีบอยู่แท้ ๆ



    "... มั่วซั่วกันได้ใจดีแฮะ"

    การต่อสู้เริ่มรุนแรงมากขึ้น

    หลายทีมต่างเข้าโรมรัน และงัดกลยุทธ์ (โกง) มาใช้กันอย่างไร้ซึ่งความปราณี

    เพื่อเลี่ยงความบ้าบอเหล่านั้น ผมจึงนำกลุ่มหลบเลี่ยงการต่อสู้ วิ่งตัดผืนป่าเพื่อตามพวกลี่ที่ไปทางเขตสนามทะเลสาบ

    ร่องรอยของกลิ่นที่ตกค้างตามรายทาง กำลังกลายเป็นป้ายชี้ทางชั้นเลิศให้กับพวกเรา

    พูดถึงกลิ่นแล้ว กลิ่นกายของเจ้าพวกเผ่าอสูรกายก็ถือว่าหอมไม่เลว

    กลิ่นกายของลี่มีลักษณะหอมเหมือนกลิ่นของดอกลิลลี่สีขาวที่บานสะพรั่ง

    ส่วนของพรุน จะเต็มไปด้วยกลิ่นฮอร์โมนประหลาดฉุนจมูกที่ชวนให้รู้สึกเร้าอารมณ์ทางเพ---

    นี่ตรูกำลังคิดบ้าอะไรอยู่วะเนี่ย?



    "เห็นทะเลสาบแล้วไพไรต์! "

    หลังจากวิ่งตัดผืนป่ามาได้ราวสิบนาที ในที่สุดพวกเราก็หลุดจากเขตป่าออกมาที่เขตของทะเลสาบ

    "... ใครมันเป็นคนคิดออกแบบสนามกันวะ? "

    ทิวทัศน์ป่าสีดำ ได้ฉับพลันกลายเป็นทะเลสาบสีขาวที่เต็มไปด้วยพืชหอกน้ำ

    พืชหอกน้ำคือพืชที่มีปลายใบแหลมคมเหมือนหอก แต่เติบโตอยู่ตามแหล่งน้ำ และใช้ปลายแหลมเหล่านั้นทิ่มแทงศัตรูเพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกกิน

    พวกผู้เข้าแข่ง จะต้องต่อสู้กันบนสนามที่มีระดับน้ำท่วมถึงเอว โดยมีหนามแหลมของพืชหอกน้ำเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหว



    "พรุนอยู่ทางนั้น! รอก่อนนะ พี่หมีสุดเท่คนนี้กำลังจะไปหาน้องแล้ว~"

    เจ้าหมีวานาดิไนต์ตะโกนเช่นนั้นแล้วกระโจนร่างลงทะเลสาบในทันที

    "รอพวกเราด้วยสิ! "

    ก่อนจะตามไปด้วยเจ้าซุนไกท์

    เราเองก็รีบ---

    "... อันตราย! "

    "หืม---? "

    ในพริบตานั้น มีชนเผ่ากระต่ายใบหูสีขาว ผมสีขาวยาวดัดเกลี่ยวสว่าน ตัวสูงราวหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ ผุดขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำ

    เธอสวมชุดหนังรัดรูปสีขาวที่กลืนไปกับสีขนนุ่มฟูตามแขนและขา

    ใช้ร่างกายที่เบาราวกับปุยเมฆวิ่งสะท้อนบนผิวน้ำสามครั้ง ก่อนจะกระโดดมาขึ้นคร่อมคอของเจ้าหมี

    *กร๊อบ! *

    แล้วทิ้งตัวบิดเอวจนร่างกายของเจ้าหมีบิดไปในทิศทางที่น่ากลัว



    "วานาดิไนต์! "

    ซุนไกท์พุ่งแหวกผิวน้ำของทะเลสาบจนแยกออกเป็นสองส่วน พร้อมกับใช้สองมือจับไม้พลองจนแน่น แล้วยื่นปลายไม้พลองให้ยื่นยาวออกไป

    ปลายพลองแหวกทะลวงอากาศ ประดุจเป็นอัศวินขี่ม้าศึกผู้ทรงพลัง

    แรงทะลวงนั้น สร้างเป็นระเบิดลมพัดพาให้ผิวน้ำของทะเลสาบกระเพื่อมออกเป็นวงกว้าง

    "รุนแรงจังน้า~ แต่ว่า~ ฮุ ฮุ ฮุ~ ไม่ต้องห่วง ฉันยังไม่ได้ฆ่าเขาหรอกนะ"

    กระต่ายขาวพูดอย่างร่าเริง ก่อนจะใช้ขาแตะผิวน้ำดันร่างของตัวเองขึ้นสูง

    เธอกระโดดตีลังกา พร้อมกับใช้ขาขวาถีบใส่หัวของซุนไกท์เต็มแรง



    "หน่อย!? "

    ซุนไกท์รีบดึงส่วนท้ายของไม้พลองขึ้นสูงเหนือหัวเพื่อรับการโจมตีนั้น

    "โฮ่? "

    คลื่นปะทะระหว่างไม้พลองกับแรงถีบ ได้กลายเป็นกระแสลมพัดผิวน้ำจนแตกกระจายเป็นระลอกสอง

    แล้วการเริงระบำแลกเพลงยุทธก็เริ่มต้นขึ้น

    วิชาของซุนไกท์คือศิลปะการต่อสู้ไม้พลองที่ดุดัน

    ส่วนวิชาของศัตรู คือวิชาตัวเบาที่ประสานกับลูกแตะอันร้ายกาจ

    ซุนไกท์วาดกระบองไล่ตามการเคลื่อนไหวของกระต่ายขาว

    หวด แทง ฟาดฟันต่อเนื่องไม่หยุดหายใจเพื่อหมายปลิดชีพอริศัตรู

    กระต่ายข่าววิ่งหยอกล้อบนผิวน้ำ

    พริ้วดั่งสายลม

    ลื่นไหลดั่งสายน้ำ

    หลบลอดผ่านช่องว่าง แล้วสวนกลับด้วยลูกแตะคมกริบราวกับคมมีดเข้าใส่

    "แข็ง!? "

    แต่ลูกถีบของเธอมิอาจระคายกล้ามเนื้อเหล็กกล้าที่ฝึกมาอย่างดีของซุนไกท์ได้

    ผิดกับฝ่ายกระต่ายขาว ที่มีร่างบอบบางแลดูอ่อนแอไร้พลัง

    ถ้าเธอถูกซุนไกท์โจมตีใส่ คงได้กระดูกหักหมดแทบทั้งร่างในครั้งเดียว

    กระต่ายเริงระบำบนผิวน้ำ กับบุรุษกอลิล่าผู้วาดลวดลายไม้พลองอย่างดุดันดั่งสัตว์ป่า

    การต่อสู้ระหว่างพวกเขา เป็นการแข่งความอึดว่าฝ่ายไหนจะหมดแรงก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย

    ไม่ได้เห็นซุนไกท์ต้องเอาจริงขนาดนี้มานานแค่ไหนกันแล้วนะ?

    เรียกได้ว่าแม่กระต่ายขาวคนนี้มีฝีมือไม่เลว

    แต่เป็นเพราะว่ากำลังรีบอยู่

    "ไปช่วยหน่อยดีกว่า"

    ดังนั้นรีบจัดการให้มันจบ ๆ ไปเลยดีกว่า…



    "... นั่นใคร! "

    แต่กลับมีการโจมตีลึกลับเข้าใส่ในตอนที่กำลังคิดจะโจมตีใส่แม่กระต่ายขาว

    เสียงโลหะกระทบดังก้องกังวาลขึ้นเหนือผิวน้ำที่สาดกระเซ็น

    ดาบสีขาวกระทบกับดาบคู่สีดำไร้คม

    "!? "

    ในวินาทีนั้นผมรีบทิ้งดาบในมือ พร้อมกับกระโดดถอยหนีออกมา

    ดาบไร้คมสีดำที่ปะทะเมื่อกี้ ได้ขาดเป็นสองท่อนราวกับก้อนเนยที่ถูกมีดร้อนตัดขาด

    "ชิ… ดันหลบทันอีกนะเอ็ง"

    นี่มัน…

    คนที่เข้ามาโจมตี คือบุรุษชนเผ่ามนุษย์หมาป่าที่เผ่ามนุษย์สัตว์ต่างรู้จักเป็นอย่างดี

    มีขนสีดำราวกับยามราตรีที่มืดมิด

    ผมยาวรวบหางม้าที่เข้าคู่กับนัยตาของนักล่าสีม่วง

    ตัวสูงใหญ่ถึงสองเมตร และมีกล้ามเนื้อกับร่างกายที่ผ่านการฝึกมาอย่างนักรบ

    เขาคือลูกศิษย์เอกของผู้กล้าชนเผ่าหมาป่าที่เสียชีวิต [เบริล] ผู้นำแห่งกองกำลังต่อต้านเผ่าอสูรกาย

    เขาเคยมาชวนให้ผมเข้าร่วมขบวนการครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นผมปฏิเสธไปเพราะมองว่าวิธีการของพวกมันช่างดูสิ้นคิดนัก

    และนั่นคือความทรงจำครั้งสุดท้ายที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา

    ไม่คิดเลยว่าจะมาพบกันอีกครั้งในสถานที่แห่งนี้

    ว่าแต่---



    "แก! นั่นมันดาบจริงไม่ใช่เรอะไง!? "

    "อืม... สงสัยว่ากรรมการคงหยิบผิดมาให้นะ ขอโทษด้วยแล้วกัน”

    ใครเชื่อก็โง่แล้วเฟ้ย!

    “ [นิล] แผนลอบโจมตีผิดพลาด ถอนตัวออกมาก่อน"

    "ได้เลยเบริล"

    "ใครจะปล่อยให้หนีกันฟะ! "

    ซุนไกท์คำรามด้วยโทสะ แล้วเริ่มสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด

    เดียวสิ นี่เอ็งคิดจะใช้ท่าไม้ตายตอนนี้เลยเรอะ!?

    "...! "

    ไร้ซึ่งชื่อวิชายุทธ ไร้ซึ่งกระบวนท่า ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว

    โลกทั้งใบของซุนไกท์ได้หยุดลง

    สมาธิ การรับรู้ ประสาทสัมผัสทั้งห้า

    ทุกสิ่งล้วนถูกปิดกั้น ทุกสิ่งล้วนถูกปลดปล่อย

    ปิดกั้นเพื่อรับรู้ถึงศัตรูเพียงหนึ่ง

    ปลดปล่อยเพื่อรับรู้ธรรมชาติอันกว้างใหญ่

    อากาศ สายน้ำ ผืนแผ่นดิน

    หลอมรวมร่างกายเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง

    แล้วทุ่มพลังทั้งหมดลงไปที่ไม้พลอง ทะลวงอากาศใส่แผ่นหลังของศัตรูที่กำลังหันหลังหนีให้กับเขา

    ร่างของซุนไกท์เลือนหายไป แล้วปรากฏขึ้นในระยะสามเมตรตรงหน้าในพริบตา

    เลือนหายไป แล้วพุ่งผ่านที่ว่างอย่างไร้ซึ่งซุ่มเสียง อากาศไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว ผิวน้ำนิ่งประดุจแผ่นกระจก

    ในพริบตานั้น ซุนไกท์ได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติโดยสมบูรณ์

    รุนแรง รวดเร็ว และไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า

    นี่คือท่าไม้ตายของซุนไกท์ วิชา---

    "อูว… อันตรายเหมือนกันนะเนี่ย"

    "!?! "

    ณ ตรงนั้น ไม่ได้มีร่างของกระต่ายขาวที่ทรุดตัวลงเพราะได้รับบาดเจ็บ

    แต่กลับมีร่างของกระต่ายขาวที่กำลังยืนอยู่บนปลายอาวุธของซุนไท์ด้วยสีหน้าที่เหยียดหยามแทน

    “ไม่จริง! ”

    ซุนไกท์ทำสีหน้าราวกับคนที่กำลังมองเห็นผีร้าย

    พึ่งเคยเห็นคนที่หลบสามารถท่าโจมตีนี้ของซุนไกท์ได้เป็นครั้งที่สองเลยแฮะ

    คนแรกที่รับมือท่านี้ได้คือตัวผมเองนี่แหละ

    ยัยกระต่ายขาวคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาจริง ๆ ด้วย

    ทำไมคนที่เก่งกาจแบบนี้ ถึงได้ไม่เคยเป็นที่รู้จักในเผ่ามาก่อนกันได้นะ?

    “ดูเหมือนว่าจะเป็นท่าที่กินพลังกายกับสมาธิมากพอดูเลยสินะ? ฮุ ฮุ ฮุ ถึงจะรุนแรงและรวดเร็ว แต่ถ้าไม่โดนเป้าหมาย มันก็คือวิชาขยะ---”

    “นิล…”

    “--- อืม จะไปเดียวนี้ละ”

    กระต่ายข่าวกระโดดตีลังกาลงจากไม้พลองไปยืนที่ข้างเจ้าหนุ่มหมาป่า

    “ไพไรต์ คราวนี้เอ็งรอดตัวไปนะ แต่คราวหน้าไม่มีอีกแน่”

    แปลว่าคิดจะกลับมาฆ่าผมอีกรอบอย่างงั้นสินะ...



    “... นายต้องการอะไร? ตั้งใจจะฆ่าผมเพื่ออะไรกัน? ”

    “...”

    เจ้าหมาป่ายืนนิ่งแล้วหันกลับมาจ้องผมด้วยแววตาของนักฆ่า

    “รู้ตัวแล้วหรือ? ”

    “การกระทำชัดเจนขนาดนั้น ไม่รู้ก็โง่แล้ว”

    มันเล็งโจมตีมาในจังหวะที่ผมกำลังเล็งโจมตีคนอื่นด้วยดาบจริง

    แถมตำแหน่งที่เล็งมายังเป็นช่วงคอเพื่อหมายฆ่าให้ตายคาที่ในดาบเดียวอีกด้วย

    “...ถามว่าทำไมถึงจ้องฆ่าสินะ? งั้นข้าขอพูดเอาไว้ตรงนี้ แกนะลองคิดเอาเองสิ มีพลัง แต่กลับงอมืองอเท้าไม่ยอมช่วยกอบกู้แผ่นดินบ้านเกิด ยังคิดว่านี่คือการกระทำเพื่อเผ่าอีกนะหรือ? ที่ข้าทำ ก็เพื่อจะเอาพลังของท่านโนอาร์มาเป็นของข้าต่างหาก! ”

    ... พูดอย่างกับว่าถ้าฆ่าผมสำเร็จ โนอาร์จะมอบพลังให้กับคนอย่างแกนะ?

    อีกอย่าง ถ้ามันรู้เรื่องที่ผมกำลังเป็นกังวลสับสนอยู่ละก็… คงได้วุ่นวายพิลึกแน่นอน

    แต่ตอนนี้ผมว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องของพลังหรอก

    “พวกเผ่าอสูรกายไม่ใช่ว่าจะเลวกันทุกคนสักหน่อย”

    แต่มันคือความจริงที่พวกอสูรกายไม่ใช่คนเลวอย่างที่คิด

    “ถ้าพวกมันยอมออกไปจากทวีปดี ๆ ข้าถึงจะยอมเชื่อแบบนั้น”

    “...พวกเขามีเหตุจำเป็น---”

    “เหตุจำเป็นบ้านพ่องมึงสิวะ! เห็นที่พวกมันเผาป่าพวกเราเพื่อแค่จำกัดสัตว์ร้ายไหม! รู้เรื่องสัญญาเช่าแผนดินที่อยุติธรรมไหม! รู้เรื่องที่พวกมันกำลังตั้งเหมืองแร่ไปทั่วทวีปของพวกเราร่วมกับพวกทรยศอย่างชนเผ่าหนูบ้างไหม! แผ่นดินนี้มันของใครกัน! ทำไมผลประโยชน์ทุกอย่างถึงโดนพวกมันตักตวงไปทั้งหมด! แกเคยเปิดหูเปิดตามองดูเรื่องพวกนี้บ้างไหมไพไรต์! ”

    “เรื่องแบบนั้น... ”

    “ใช่! แกไม่รู้! เพราะแกเอาแต่ใช้เวลาไปเฮฮาบ้าบอกับพวกอสูรกายสุดรักของพวกแก! แกมันคือชายขี้ขลาดที่ยอมรับไม่ได้แม้แต่การตายของพ่อตัวเอง! เมื่อกี้ข้าเห็นนะ! สร้อยคอเขี้ยวของยัยอสูรกายยักษ์คนนั้น! ดูยังไงมันก็คือเขี้ยวของพ่อแกไม่ใช่หรือยังไงกัน! เขี้ยวของชนเผ่าสิงโตที่ยาวขนาดเท่าหนึ่งฝ่ามือแบบนั้น! นอกจากพ่อแกแล้วยังมีคนอื่นอีกหรือ! รู้ขนาดนี้แล้วแกยังจะทำเป็นปิดหูปิดตาตัวเองอีกเรอะ! ”

    “...”

    คำพูดของเจ้าหมาป่ากำลังทำให้อะไรสักอย่างในจิตใจของผมเริ่มโจมตีกันเองอย่างรุนแรงอีกครั้ง

    ผมรู้อยู่แล้วละ

    รู้ตั้งแต่ที่เห็นเขี้ยวนั้นแล้ว

    รู้อยู่แล้ว…

    “ทำไมท่านเทพโนอาร์ถึงเลือกชายขี้ขลาดอย่างเจ้ามาเป็นผู้ถูกเลือกกันนะ? รีบไปกันเถอะนิล”

    “ไม่จัดการตอนนี้หรือเบริล? ถ้าเป็นตอนนี้ น่าจะฆ่าเขาได้ง่าย ๆ เลยนะ? ”

    “อย่าดูถูกไพไรต์นัก ต่อให้ข้ากับเจ้าสองคนรุมเขา ก็ไม่มีทางเอาชนะได้ง่าย ๆ หรอก”

    “... ค่ะ”



    พวกเบริลวิ่งหายลับเข้าไปในเขตป่าแล้ว

    “ไพไรต์… เออ… เรื่องที่พวกมันพูดเมื่อกี้อย่าไปสนใจเลย… คงเป็นแผนทำให้นายกังวลใจมากกว่า ยังไงพวกลี่คงไม่ใช่คนที่ฆ่า---”

    “ไม่เลย มันคือเรื่องจริง เขี้ยวนั้น ผมรู้ตัวตั้งแต่ที่เห็นแล้วละ เพียงแค่… ทำใจยอมรับไม่ได้...”

    เจ้าเบริลพูดถูกอยู่เรื่องหนึ่ง

    ผมมันขี้ขลาด

    เอาแต่วิ่งไล่ตามหาพ่อที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ยอมรับการจากไปของท่านพ่อ

    อยากจะช่วยเหลือทวีปบ้านเกิด? อยากเป็นผู้กล้าอย่างท่านพ่อ?

    แต่ตลอดเวลามานี้ ผมทำอะไรอยู่กันแน่นะ?

    ช่วยใครไม่ได้สักคน แถมยังเอาแต่มองข้ามปัญหาใกล้ตัวที่เกิดขึ้น

    รู้อยู่แล้วว่าเผ่าอสูรกายทำอะไรกับทวีปนี้บ้าง

    รู้อยู่แล้วว่าเผ่าของเรากำลังเตรียมพร้อมทำสงครามเพื่อทวงคืนทวีป

    รู้อยู่แล้วว่างานนี้ไม่มีฝ่ายไหนผิดหรือถูกต้อง

    ที่ผมไม่ยอมลงมือทำอะไรด้วยพลังของท่านโนอาร์ ไม่ใช่เพราะว่าตัวเองยังไม่ผ่านบททดสอบทั้งหมด

    ไม่ใช่เป็นเพราะพึ่งเจอคำถามมากมายชวนสงสัยเกี่ยวกับท่านโนอาร์

    แต่เป็นเพราะผมกำลังกลัวมากกว่า

    กลัวที่จะเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายของโลกนี้...



    ใช่… ผมนะ… รู้อยู่แล้ว

    รู้อยู่แล้ว… ว่าพ่อนะตายไปแล้ว

    รู้… แต่อยากหันหน้าหนี

    หันหน้าหนีจากเรื่องหนึ่งจนไปเจอปัญหาใหม่ แล้วก็หันหน้าหนี

    สร้างข้ออ้างมากมายให้กับตัวเอง แล้วก็หนีไปเรื่อยไม่รู้จักจบสิ้น

    สุดท้าย ผมคงได้แต่หันหลังหนีปัญหาไปตลอดชีวิต

    แค่ปัญหาส่วนตัวเล็ก ๆ ยังมิอาจแก้ไขได้ แล้วปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่าจะผ่านพ้นไปได้เช่นไรกัน

    ตัวผมนะ…

    “ทุกท่าน ทีมของนักแข่ง [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] กำลังเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างแล้วค่ะ! ”

    ตัวผมนะ… ควรหยุดหันหลังหนีได้แล้ว!

    เป้าหมายของผมอยู่ตรงนั้น

    ที่กลุ่มของลี่ซึ่งกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ใจกลางเขตสนามทะเลสาบแห่งนี้

    “ซุนไกท์ ควอตซ์ อย่ามายุ่งศึกครั้งนี้เด็ดขาด”

    ผมหันไปพูดกับสหายด้วยแววตาที่เด็ดขาด

    ปัญหาของท่านโนอาร์นะเอาไว้ทีหลังเถอะ ตอนนี้ผมควรที่จะก้าวข้ามปัญหาแรกของตัวเองให้ได้เสียก่อน

    ผม… ควรจะจบเรื่องของท่านพ่อได้แล้ว

    จบมันลงตรงนี้ วันนี้ ณ ที่แห่งนี้

    ขาทั้งสองเริ่มออกตัววิ่ง

    ไฟแห่งความแค้นที่มีต่อสตรีผู้ซึ่ง [น่าจะ] เป็นคนสังหารพ่อตัวเอง

    กับมิตรภาพที่ช่วยเหลือผจญภัยร่วมเป็นร่วมตายกันมา

    ผมไม่รู้ว่าควรหาทางลงอย่างไรกับความขัดแย้งในจิตใจที่กำลังก่อตัวขึ้นมา

    แต่คราวนี้จะไม่หันหลังหนีแล้ว

    “พรุน ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะถามเธอ! ”

    จะไม่หนีความจริงตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว