***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]
“นมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม! ”
เสียงกองเชียร์ที่น่ารำคาญดังขึ้นมาพร้อมกับตอนที่ผ้าคลุมสีเทาของพรุนถูกเผาทิ้ง
ต้องรีบเอาชนะพวกเขา แล้วแกล้งแพ้ เพื่อจบการแข่งแล้วสอบถามความหมายของ [หุ่นยนต์] [ชีวิตเทียม] กับ [ยานอวกาศ] ให้เร็วที่สุด
ทั้งที่คิดแบบนั้นแท้ ๆ …
“เขี้ยวนั้นมัน? ”
เขี้ยวสีขาวขนาดหนึ่งฝ่ามือที่เป็นจี้สร้อยคอของพรุน มันช่างดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
ภาพของท่านพ่อได้ซ้อนทับปรากฏขึ้นมา ณ เวลานั้น
*ฟ่อ!?! *
เจ้าควอตซ์เองก็ยังมีปฏิกิริยาตอบรับรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็น
มันลืมตาโต ก่อนจะกลายเป็นแววตาคมกริบที่ดุร้าย
หรือว่า...
“...”
เยือกเย็นเอาไว้ก่อนสิตัวผม
อย่าพึ่งรีบร้อนไป ใจเย็น ๆ เอาไว้ก่อน
บางที… มันอาจจะเป็นเขี้ยวของสัตว์ป่าที่มีความคล้ายกันก็เป็นไปได้
อีกอย่าง ถ้าผมยอมรับเรื่องนี้ นั่นแปลว่าผมต้องยอมรับเรื่องที่ท่านพ่อตายไปด้วยมิใช่หรือ?
ท่านพ่อนะยังมีชีวิตอยู่ ผมยังอยากจะเชื่อมั่นแบบนั้นไม่ใช่หรือยังไง?
ที่สำคัญ ตอนนี้ควรให้ความสำคัญกับการหาความจริงที่เกี่ยวกับท่านโนอาร์ก่อนไม่ใช่หรือ?
“ไพไรต์! ระวัง! ”
ซุนไกท์วิ่งประสานเป็นหนึ่งเดียวกับสายลมมายืนขวางตรงหน้า แล้วควงไม้พลองปัดป้องหินขนาดเท่าหัวที่กำลังโจมตีเข้ามาใส่
“อย่ามัวแต่เหม่อลอยสิ! ”
“... ขอโทษ”
ทีมของพวกลี่กำลังวิ่งหนีไปทางเขตทะเลสาบ
พวกเราเองก็ต้องรีบไล่ตามไปเช่นกัน
“ควอตซ์ ฝากจัดการพวกห้าสีตรงนั้นที”
*กี้! *
กับพวกเผ่าอสูรแสงห้าสีตรงหน้า คงไม่เป็นต้องถึงมือพวกผมจัดการ
ถึงจะน่าเสียดายที่โทแพซโดนซัดกระเด็นออกนอกสนามไปแล้ว แต่ยัยนั่นไม่นับเป็นหนึ่งในกำลังรบมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
โทแพซไม่เหมาะกับสนามรบ ทีมนี้มีแค่ผม ควอตซ์ กับซุนไกท์ เพียงแค่สามคนมันก็เพียงพอแล้วละ
“ให้ข้าคนนี้ร่วมสู้ด้วยเซ่! ย๊ากกกกกกกกกกก! ”
เออใช่... ยังมีเจ้าหมีวานาดิไนต์อยู่ด้วยอีกคนนี่หว่า
อาวุธของเจ้าหมี คือขวานสงครามขนาดใหญ่
ถึงจะเป็นอาวุธที่ลบคมออกจนหมดเพื่อใช้ในงานแข่ง แต่ด้วยพละกำลังอันล้นเหลือของเขา จึงทำให้ไม่อาจดูถูกพลังทำลายล้างของมันได้
“เหวอ!? ”
“ม่ายยย!?! ”
“งู! งูกำลังจะกินพวกเราแล้ว แว๊กกกกกกกกกกก! ”
พวกอสูรแสงห้าสีที่มีขนาดเพียงหนึ่งเมตร ต่างเริ่มกลายเป็นเหยื่ออันโอชะให้กับเจ้าควอตซ์
เพราะพวกมันเอาแต่ใช้วิธีขี้โกง สั่งให้คนข้างสนามโจมตีใส่พวกเรา เลยลดการระวังลืมมองดูภัยร้ายที่กำลังเลื้อยคืบคลานไปตามพงหญ้าสีดำอันรกชัน
ผลลัพธ์คือสามในห้าของศัตรูได้ถูกอสรพิษขนาดสิบเมตรกลืนลงไปในท้องอย่างน่าอนาจ
“อ๊าก! แขน!? แขนหักแล้ว! ”
“โอ๊ย! ขาของผม!? ”
กับอีกสองคนที่ถูกขวานสงครามขนาดยักษ์หวดใส่จนหักครึ่งในมุมที่น่ากลัว
เจ้าพวกนี้อ่อนแอชะมัด…
“ท่านผู้ชมค่ะ! ทีม [แฟรี่เรนเจอร์] ถูกจัดการในชั่วพริบตาโดยทีมไพไรต์ไปแล้วค่ะ! ”
“สมกับที่เป็นทีมที่นำโดยบุรุษผู้กล้าสิงโต [แบไรต์] ผู้ล่วงลับคนนั้น! ”
“แสดงความเก่งกาจของพวกเราให้พวกเผ่าอสูรกายมันรู้บ้างซะ! ”
“แด่ชัยชนะของลูกแห่งราชสีห์ บุรุษผู้ถูกเลือกโดยเทพเจ้า [ไพไรต์] ! ”
พวกกองเชียร์นี่มันช่าง…
“... ควอตซ์ ปล่อยพวกเขาออกมาได้แล้ว”
*ฟ่อ...*
ร่างของอสูรแสงขนาดหนึ่งเมตรจำนวนสามคนถูกคายออกมาจากปากของอสรพิษตามคำสั่งของผม
เจ้าควอตซ์ดูเศร้ามากที่ต้องคายเหยื่อขนาดพอดีคำออกมาจากท้องของมัน
นั่น… มีการใช้ลิ้นเลียตัวพวกมันเป็นการส่งท้ายอีกด้วย
จะว่าไป… ผมเองก็เห็นสัตว์เลี้ยงของพรุนชอบพุ่งเข้าไปอมหัวยัยลี่บ่อยครั้งอยู่เหมือนกัน
สงสัยว่าเนื้อของเผ่าอสูรแสงจะอร่อยสินะ พวกสัตว์เลี้ยงของแต่ละคนถึงได้ชอบพุ่งเข้าใส่กันนัก
“อย่าเสียเวลาตรงนี้เลย รีบไล่ตามพวกนั้นไปกันเถอะ”
ตอนนี้ทีมของลี่หายลับเข้าไปในป่าตรงหน้าแล้ว
ให้ตายสิ ทั้งที่กำลังรีบอยู่แท้ ๆ
"... มั่วซั่วกันได้ใจดีแฮะ"
การต่อสู้เริ่มรุนแรงมากขึ้น
หลายทีมต่างเข้าโรมรัน และงัดกลยุทธ์ (โกง) มาใช้กันอย่างไร้ซึ่งความปราณี
เพื่อเลี่ยงความบ้าบอเหล่านั้น ผมจึงนำกลุ่มหลบเลี่ยงการต่อสู้ วิ่งตัดผืนป่าเพื่อตามพวกลี่ที่ไปทางเขตสนามทะเลสาบ
ร่องรอยของกลิ่นที่ตกค้างตามรายทาง กำลังกลายเป็นป้ายชี้ทางชั้นเลิศให้กับพวกเรา
พูดถึงกลิ่นแล้ว กลิ่นกายของเจ้าพวกเผ่าอสูรกายก็ถือว่าหอมไม่เลว
กลิ่นกายของลี่มีลักษณะหอมเหมือนกลิ่นของดอกลิลลี่สีขาวที่บานสะพรั่ง
ส่วนของพรุน จะเต็มไปด้วยกลิ่นฮอร์โมนประหลาดฉุนจมูกที่ชวนให้รู้สึกเร้าอารมณ์ทางเพ---
นี่ตรูกำลังคิดบ้าอะไรอยู่วะเนี่ย?
"เห็นทะเลสาบแล้วไพไรต์! "
หลังจากวิ่งตัดผืนป่ามาได้ราวสิบนาที ในที่สุดพวกเราก็หลุดจากเขตป่าออกมาที่เขตของทะเลสาบ
"... ใครมันเป็นคนคิดออกแบบสนามกันวะ? "
ทิวทัศน์ป่าสีดำ ได้ฉับพลันกลายเป็นทะเลสาบสีขาวที่เต็มไปด้วยพืชหอกน้ำ
พืชหอกน้ำคือพืชที่มีปลายใบแหลมคมเหมือนหอก แต่เติบโตอยู่ตามแหล่งน้ำ และใช้ปลายแหลมเหล่านั้นทิ่มแทงศัตรูเพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกกิน
พวกผู้เข้าแข่ง จะต้องต่อสู้กันบนสนามที่มีระดับน้ำท่วมถึงเอว โดยมีหนามแหลมของพืชหอกน้ำเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหว
"พรุนอยู่ทางนั้น! รอก่อนนะ พี่หมีสุดเท่คนนี้กำลังจะไปหาน้องแล้ว~"
เจ้าหมีวานาดิไนต์ตะโกนเช่นนั้นแล้วกระโจนร่างลงทะเลสาบในทันที
"รอพวกเราด้วยสิ! "
ก่อนจะตามไปด้วยเจ้าซุนไกท์
เราเองก็รีบ---
"... อันตราย! "
"หืม---? "
ในพริบตานั้น มีชนเผ่ากระต่ายใบหูสีขาว ผมสีขาวยาวดัดเกลี่ยวสว่าน ตัวสูงราวหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ ผุดขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำ
เธอสวมชุดหนังรัดรูปสีขาวที่กลืนไปกับสีขนนุ่มฟูตามแขนและขา
ใช้ร่างกายที่เบาราวกับปุยเมฆวิ่งสะท้อนบนผิวน้ำสามครั้ง ก่อนจะกระโดดมาขึ้นคร่อมคอของเจ้าหมี
*กร๊อบ! *
แล้วทิ้งตัวบิดเอวจนร่างกายของเจ้าหมีบิดไปในทิศทางที่น่ากลัว
"วานาดิไนต์! "
ซุนไกท์พุ่งแหวกผิวน้ำของทะเลสาบจนแยกออกเป็นสองส่วน พร้อมกับใช้สองมือจับไม้พลองจนแน่น แล้วยื่นปลายไม้พลองให้ยื่นยาวออกไป
ปลายพลองแหวกทะลวงอากาศ ประดุจเป็นอัศวินขี่ม้าศึกผู้ทรงพลัง
แรงทะลวงนั้น สร้างเป็นระเบิดลมพัดพาให้ผิวน้ำของทะเลสาบกระเพื่อมออกเป็นวงกว้าง
"รุนแรงจังน้า~ แต่ว่า~ ฮุ ฮุ ฮุ~ ไม่ต้องห่วง ฉันยังไม่ได้ฆ่าเขาหรอกนะ"
กระต่ายขาวพูดอย่างร่าเริง ก่อนจะใช้ขาแตะผิวน้ำดันร่างของตัวเองขึ้นสูง
เธอกระโดดตีลังกา พร้อมกับใช้ขาขวาถีบใส่หัวของซุนไกท์เต็มแรง
"หน่อย!? "
ซุนไกท์รีบดึงส่วนท้ายของไม้พลองขึ้นสูงเหนือหัวเพื่อรับการโจมตีนั้น
"โฮ่? "
คลื่นปะทะระหว่างไม้พลองกับแรงถีบ ได้กลายเป็นกระแสลมพัดผิวน้ำจนแตกกระจายเป็นระลอกสอง
แล้วการเริงระบำแลกเพลงยุทธก็เริ่มต้นขึ้น
วิชาของซุนไกท์คือศิลปะการต่อสู้ไม้พลองที่ดุดัน
ส่วนวิชาของศัตรู คือวิชาตัวเบาที่ประสานกับลูกแตะอันร้ายกาจ
ซุนไกท์วาดกระบองไล่ตามการเคลื่อนไหวของกระต่ายขาว
หวด แทง ฟาดฟันต่อเนื่องไม่หยุดหายใจเพื่อหมายปลิดชีพอริศัตรู
กระต่ายข่าววิ่งหยอกล้อบนผิวน้ำ
พริ้วดั่งสายลม
ลื่นไหลดั่งสายน้ำ
หลบลอดผ่านช่องว่าง แล้วสวนกลับด้วยลูกแตะคมกริบราวกับคมมีดเข้าใส่
"แข็ง!? "
แต่ลูกถีบของเธอมิอาจระคายกล้ามเนื้อเหล็กกล้าที่ฝึกมาอย่างดีของซุนไกท์ได้
ผิดกับฝ่ายกระต่ายขาว ที่มีร่างบอบบางแลดูอ่อนแอไร้พลัง
ถ้าเธอถูกซุนไกท์โจมตีใส่ คงได้กระดูกหักหมดแทบทั้งร่างในครั้งเดียว
กระต่ายเริงระบำบนผิวน้ำ กับบุรุษกอลิล่าผู้วาดลวดลายไม้พลองอย่างดุดันดั่งสัตว์ป่า
การต่อสู้ระหว่างพวกเขา เป็นการแข่งความอึดว่าฝ่ายไหนจะหมดแรงก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่ได้เห็นซุนไกท์ต้องเอาจริงขนาดนี้มานานแค่ไหนกันแล้วนะ?
เรียกได้ว่าแม่กระต่ายขาวคนนี้มีฝีมือไม่เลว
แต่เป็นเพราะว่ากำลังรีบอยู่
"ไปช่วยหน่อยดีกว่า"
ดังนั้นรีบจัดการให้มันจบ ๆ ไปเลยดีกว่า…
"... นั่นใคร! "
แต่กลับมีการโจมตีลึกลับเข้าใส่ในตอนที่กำลังคิดจะโจมตีใส่แม่กระต่ายขาว
เสียงโลหะกระทบดังก้องกังวาลขึ้นเหนือผิวน้ำที่สาดกระเซ็น
ดาบสีขาวกระทบกับดาบคู่สีดำไร้คม
"!? "
ในวินาทีนั้นผมรีบทิ้งดาบในมือ พร้อมกับกระโดดถอยหนีออกมา
ดาบไร้คมสีดำที่ปะทะเมื่อกี้ ได้ขาดเป็นสองท่อนราวกับก้อนเนยที่ถูกมีดร้อนตัดขาด
"ชิ… ดันหลบทันอีกนะเอ็ง"
นี่มัน…
คนที่เข้ามาโจมตี คือบุรุษชนเผ่ามนุษย์หมาป่าที่เผ่ามนุษย์สัตว์ต่างรู้จักเป็นอย่างดี
มีขนสีดำราวกับยามราตรีที่มืดมิด
ผมยาวรวบหางม้าที่เข้าคู่กับนัยตาของนักล่าสีม่วง
ตัวสูงใหญ่ถึงสองเมตร และมีกล้ามเนื้อกับร่างกายที่ผ่านการฝึกมาอย่างนักรบ
เขาคือลูกศิษย์เอกของผู้กล้าชนเผ่าหมาป่าที่เสียชีวิต [เบริล] ผู้นำแห่งกองกำลังต่อต้านเผ่าอสูรกาย
เขาเคยมาชวนให้ผมเข้าร่วมขบวนการครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นผมปฏิเสธไปเพราะมองว่าวิธีการของพวกมันช่างดูสิ้นคิดนัก
และนั่นคือความทรงจำครั้งสุดท้ายที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา
ไม่คิดเลยว่าจะมาพบกันอีกครั้งในสถานที่แห่งนี้
ว่าแต่---
"แก! นั่นมันดาบจริงไม่ใช่เรอะไง!? "
"อืม... สงสัยว่ากรรมการคงหยิบผิดมาให้นะ ขอโทษด้วยแล้วกัน”
ใครเชื่อก็โง่แล้วเฟ้ย!
“ [นิล] แผนลอบโจมตีผิดพลาด ถอนตัวออกมาก่อน"
"ได้เลยเบริล"
"ใครจะปล่อยให้หนีกันฟะ! "
ซุนไกท์คำรามด้วยโทสะ แล้วเริ่มสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด
เดียวสิ นี่เอ็งคิดจะใช้ท่าไม้ตายตอนนี้เลยเรอะ!?
"...! "
ไร้ซึ่งชื่อวิชายุทธ ไร้ซึ่งกระบวนท่า ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว
โลกทั้งใบของซุนไกท์ได้หยุดลง
สมาธิ การรับรู้ ประสาทสัมผัสทั้งห้า
ทุกสิ่งล้วนถูกปิดกั้น ทุกสิ่งล้วนถูกปลดปล่อย
ปิดกั้นเพื่อรับรู้ถึงศัตรูเพียงหนึ่ง
ปลดปล่อยเพื่อรับรู้ธรรมชาติอันกว้างใหญ่
อากาศ สายน้ำ ผืนแผ่นดิน
หลอมรวมร่างกายเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง
แล้วทุ่มพลังทั้งหมดลงไปที่ไม้พลอง ทะลวงอากาศใส่แผ่นหลังของศัตรูที่กำลังหันหลังหนีให้กับเขา
ร่างของซุนไกท์เลือนหายไป แล้วปรากฏขึ้นในระยะสามเมตรตรงหน้าในพริบตา
เลือนหายไป แล้วพุ่งผ่านที่ว่างอย่างไร้ซึ่งซุ่มเสียง อากาศไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว ผิวน้ำนิ่งประดุจแผ่นกระจก
ในพริบตานั้น ซุนไกท์ได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติโดยสมบูรณ์
รุนแรง รวดเร็ว และไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า
นี่คือท่าไม้ตายของซุนไกท์ วิชา---
"อูว… อันตรายเหมือนกันนะเนี่ย"
"!?! "
ณ ตรงนั้น ไม่ได้มีร่างของกระต่ายขาวที่ทรุดตัวลงเพราะได้รับบาดเจ็บ
แต่กลับมีร่างของกระต่ายขาวที่กำลังยืนอยู่บนปลายอาวุธของซุนไท์ด้วยสีหน้าที่เหยียดหยามแทน
“ไม่จริง! ”
ซุนไกท์ทำสีหน้าราวกับคนที่กำลังมองเห็นผีร้าย
พึ่งเคยเห็นคนที่หลบสามารถท่าโจมตีนี้ของซุนไกท์ได้เป็นครั้งที่สองเลยแฮะ
คนแรกที่รับมือท่านี้ได้คือตัวผมเองนี่แหละ
ยัยกระต่ายขาวคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาจริง ๆ ด้วย
ทำไมคนที่เก่งกาจแบบนี้ ถึงได้ไม่เคยเป็นที่รู้จักในเผ่ามาก่อนกันได้นะ?
“ดูเหมือนว่าจะเป็นท่าที่กินพลังกายกับสมาธิมากพอดูเลยสินะ? ฮุ ฮุ ฮุ ถึงจะรุนแรงและรวดเร็ว แต่ถ้าไม่โดนเป้าหมาย มันก็คือวิชาขยะ---”
“นิล…”
“--- อืม จะไปเดียวนี้ละ”
กระต่ายข่าวกระโดดตีลังกาลงจากไม้พลองไปยืนที่ข้างเจ้าหนุ่มหมาป่า
“ไพไรต์ คราวนี้เอ็งรอดตัวไปนะ แต่คราวหน้าไม่มีอีกแน่”
แปลว่าคิดจะกลับมาฆ่าผมอีกรอบอย่างงั้นสินะ...
“... นายต้องการอะไร? ตั้งใจจะฆ่าผมเพื่ออะไรกัน? ”
“...”
เจ้าหมาป่ายืนนิ่งแล้วหันกลับมาจ้องผมด้วยแววตาของนักฆ่า
“รู้ตัวแล้วหรือ? ”
“การกระทำชัดเจนขนาดนั้น ไม่รู้ก็โง่แล้ว”
มันเล็งโจมตีมาในจังหวะที่ผมกำลังเล็งโจมตีคนอื่นด้วยดาบจริง
แถมตำแหน่งที่เล็งมายังเป็นช่วงคอเพื่อหมายฆ่าให้ตายคาที่ในดาบเดียวอีกด้วย
“...ถามว่าทำไมถึงจ้องฆ่าสินะ? งั้นข้าขอพูดเอาไว้ตรงนี้ แกนะลองคิดเอาเองสิ มีพลัง แต่กลับงอมืองอเท้าไม่ยอมช่วยกอบกู้แผ่นดินบ้านเกิด ยังคิดว่านี่คือการกระทำเพื่อเผ่าอีกนะหรือ? ที่ข้าทำ ก็เพื่อจะเอาพลังของท่านโนอาร์มาเป็นของข้าต่างหาก! ”
... พูดอย่างกับว่าถ้าฆ่าผมสำเร็จ โนอาร์จะมอบพลังให้กับคนอย่างแกนะ?
อีกอย่าง ถ้ามันรู้เรื่องที่ผมกำลังเป็นกังวลสับสนอยู่ละก็… คงได้วุ่นวายพิลึกแน่นอน
แต่ตอนนี้ผมว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องของพลังหรอก
“พวกเผ่าอสูรกายไม่ใช่ว่าจะเลวกันทุกคนสักหน่อย”
แต่มันคือความจริงที่พวกอสูรกายไม่ใช่คนเลวอย่างที่คิด
“ถ้าพวกมันยอมออกไปจากทวีปดี ๆ ข้าถึงจะยอมเชื่อแบบนั้น”
“...พวกเขามีเหตุจำเป็น---”
“เหตุจำเป็นบ้านพ่องมึงสิวะ! เห็นที่พวกมันเผาป่าพวกเราเพื่อแค่จำกัดสัตว์ร้ายไหม! รู้เรื่องสัญญาเช่าแผนดินที่อยุติธรรมไหม! รู้เรื่องที่พวกมันกำลังตั้งเหมืองแร่ไปทั่วทวีปของพวกเราร่วมกับพวกทรยศอย่างชนเผ่าหนูบ้างไหม! แผ่นดินนี้มันของใครกัน! ทำไมผลประโยชน์ทุกอย่างถึงโดนพวกมันตักตวงไปทั้งหมด! แกเคยเปิดหูเปิดตามองดูเรื่องพวกนี้บ้างไหมไพไรต์! ”
“เรื่องแบบนั้น... ”
“ใช่! แกไม่รู้! เพราะแกเอาแต่ใช้เวลาไปเฮฮาบ้าบอกับพวกอสูรกายสุดรักของพวกแก! แกมันคือชายขี้ขลาดที่ยอมรับไม่ได้แม้แต่การตายของพ่อตัวเอง! เมื่อกี้ข้าเห็นนะ! สร้อยคอเขี้ยวของยัยอสูรกายยักษ์คนนั้น! ดูยังไงมันก็คือเขี้ยวของพ่อแกไม่ใช่หรือยังไงกัน! เขี้ยวของชนเผ่าสิงโตที่ยาวขนาดเท่าหนึ่งฝ่ามือแบบนั้น! นอกจากพ่อแกแล้วยังมีคนอื่นอีกหรือ! รู้ขนาดนี้แล้วแกยังจะทำเป็นปิดหูปิดตาตัวเองอีกเรอะ! ”
“...”
คำพูดของเจ้าหมาป่ากำลังทำให้อะไรสักอย่างในจิตใจของผมเริ่มโจมตีกันเองอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ผมรู้อยู่แล้วละ
รู้ตั้งแต่ที่เห็นเขี้ยวนั้นแล้ว
รู้อยู่แล้ว…
“ทำไมท่านเทพโนอาร์ถึงเลือกชายขี้ขลาดอย่างเจ้ามาเป็นผู้ถูกเลือกกันนะ? รีบไปกันเถอะนิล”
“ไม่จัดการตอนนี้หรือเบริล? ถ้าเป็นตอนนี้ น่าจะฆ่าเขาได้ง่าย ๆ เลยนะ? ”
“อย่าดูถูกไพไรต์นัก ต่อให้ข้ากับเจ้าสองคนรุมเขา ก็ไม่มีทางเอาชนะได้ง่าย ๆ หรอก”
“... ค่ะ”
พวกเบริลวิ่งหายลับเข้าไปในเขตป่าแล้ว
“ไพไรต์… เออ… เรื่องที่พวกมันพูดเมื่อกี้อย่าไปสนใจเลย… คงเป็นแผนทำให้นายกังวลใจมากกว่า ยังไงพวกลี่คงไม่ใช่คนที่ฆ่า---”
“ไม่เลย มันคือเรื่องจริง เขี้ยวนั้น ผมรู้ตัวตั้งแต่ที่เห็นแล้วละ เพียงแค่… ทำใจยอมรับไม่ได้...”
เจ้าเบริลพูดถูกอยู่เรื่องหนึ่ง
ผมมันขี้ขลาด
เอาแต่วิ่งไล่ตามหาพ่อที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ยอมรับการจากไปของท่านพ่อ
อยากจะช่วยเหลือทวีปบ้านเกิด? อยากเป็นผู้กล้าอย่างท่านพ่อ?
แต่ตลอดเวลามานี้ ผมทำอะไรอยู่กันแน่นะ?
ช่วยใครไม่ได้สักคน แถมยังเอาแต่มองข้ามปัญหาใกล้ตัวที่เกิดขึ้น
รู้อยู่แล้วว่าเผ่าอสูรกายทำอะไรกับทวีปนี้บ้าง
รู้อยู่แล้วว่าเผ่าของเรากำลังเตรียมพร้อมทำสงครามเพื่อทวงคืนทวีป
รู้อยู่แล้วว่างานนี้ไม่มีฝ่ายไหนผิดหรือถูกต้อง
ที่ผมไม่ยอมลงมือทำอะไรด้วยพลังของท่านโนอาร์ ไม่ใช่เพราะว่าตัวเองยังไม่ผ่านบททดสอบทั้งหมด
ไม่ใช่เป็นเพราะพึ่งเจอคำถามมากมายชวนสงสัยเกี่ยวกับท่านโนอาร์
แต่เป็นเพราะผมกำลังกลัวมากกว่า
กลัวที่จะเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายของโลกนี้...
ใช่… ผมนะ… รู้อยู่แล้ว
รู้อยู่แล้ว… ว่าพ่อนะตายไปแล้ว
รู้… แต่อยากหันหน้าหนี
หันหน้าหนีจากเรื่องหนึ่งจนไปเจอปัญหาใหม่ แล้วก็หันหน้าหนี
สร้างข้ออ้างมากมายให้กับตัวเอง แล้วก็หนีไปเรื่อยไม่รู้จักจบสิ้น
สุดท้าย ผมคงได้แต่หันหลังหนีปัญหาไปตลอดชีวิต
แค่ปัญหาส่วนตัวเล็ก ๆ ยังมิอาจแก้ไขได้ แล้วปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่าจะผ่านพ้นไปได้เช่นไรกัน
ตัวผมนะ…
“ทุกท่าน ทีมของนักแข่ง [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] กำลังเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างแล้วค่ะ! ”
ตัวผมนะ… ควรหยุดหันหลังหนีได้แล้ว!
เป้าหมายของผมอยู่ตรงนั้น
ที่กลุ่มของลี่ซึ่งกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ใจกลางเขตสนามทะเลสาบแห่งนี้
“ซุนไกท์ ควอตซ์ อย่ามายุ่งศึกครั้งนี้เด็ดขาด”
ผมหันไปพูดกับสหายด้วยแววตาที่เด็ดขาด
ปัญหาของท่านโนอาร์นะเอาไว้ทีหลังเถอะ ตอนนี้ผมควรที่จะก้าวข้ามปัญหาแรกของตัวเองให้ได้เสียก่อน
ผม… ควรจะจบเรื่องของท่านพ่อได้แล้ว
จบมันลงตรงนี้ วันนี้ ณ ที่แห่งนี้
ขาทั้งสองเริ่มออกตัววิ่ง
ไฟแห่งความแค้นที่มีต่อสตรีผู้ซึ่ง [น่าจะ] เป็นคนสังหารพ่อตัวเอง
กับมิตรภาพที่ช่วยเหลือผจญภัยร่วมเป็นร่วมตายกันมา
ผมไม่รู้ว่าควรหาทางลงอย่างไรกับความขัดแย้งในจิตใจที่กำลังก่อตัวขึ้นมา
แต่คราวนี้จะไม่หันหลังหนีแล้ว
“พรุน ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะถามเธอ! ”
จะไม่หนีความจริงตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว