ระดับพลังของโลกทั้งสามใบ
พลังระดับสิ่งมีชีวิตทั่วไป มีทั้งหมดสิบระดับ
ทุกระดับจะแบ่งระดับขั้น เป็ขั้นต้น ขั้นกลาง และ ขั้นสูง
ั้แ่พลังระดับเจ็ดจะมีชื่อชนชั้นเป็ของตนเอง
พลังระดับเจ็ด ชนชั้นจอมยุทธ์ / จ้าวมนตรา
พลังระดับแปด ชนชั้น ราชัน
พลังระดับเก้า ชนชั้น จักรพรรดิ
พลังระดับสิบ ชนชั้น จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
พลังระดับเทพหรือเทวะ มีทั้งหมดสามระดับ
ชนชั้นเทวะแท้จริง มีชื่อนำหน้าว่า เทพหรือมาร
ชนชั้นราชันเทวะ มีชื่อนำหน้าว่า เทพราชัน หรือ มารราชัน
ชนชั้นเทวะรังสรรค์ หรือ เทพรังสรรค์
…………………………………………………
องค์แรก หายนะเมืองเทรัส
……………………………………………..
สหัสวรรษที่1025 ปี201 เดือน6 วันที่25
ณ ป่าแห่งหนึ่ง
ภายในค่ำคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ได้สาดส่องไปทั่วผืนป่า เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังฝ่าความมืดวิ่งหนีอย่างสุดกำลัง
“แฮก... แฮก...” เสียงหอบหายใจดังถี่กระชั้นไม่ยอมหยุด
ชายหนุ่มวัยราวสิบหกปี แม้จะมีใบหน้าธรรมดาไม่โดดเด่น ทว่ากลับมีเรือนผมและดวงตาสีเขียวมรกตงดงามแปลกตา เขากำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่ง พยายามอาศัยเงามืดของต้นไม้อันสูงใหญ่บดบังร่างกายของตนเอง ราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง
แต่ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มทำกลับไร้ประโยชน์
พรึบ! พรึบ!
เสียงกระพือปีกขนาดใหญ่ดังแว่วมาจากฟากฟ้า ไล่ตามหลังเขามาติดๆ เพียงแค่เสียงลมที่ปะทะปีกก็บ่งบอกได้ทันทีว่าสิ่งที่กำลังล่าเขานั้นมีขนาดใหญ่โตเพียงใด
“โธ่เว้ย! โดนเจอจนได้... ทั้งที่ทุกคนอุตส่าห์สละชีวิตให้ข้าหนีออกมาแท้ๆ ... แฮก” แม้จะเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ แต่ชายหนุ่มผมมรกตก็ไม่อาจหยุดฝีเท้าได้ เพราะนั่นหมายถึงความตายที่รออยู่ข้างหลัง
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ร่างเงาอันใหญ่โตที่บินด้วยความเร็วเหนือชั้นก็พุ่งลงขวางหน้า ปิดตายเส้นทางหนีของเขาทันที
ตู้ม!! ร่างสีดำพุ่งลงสู่พื้นอย่างรุนแรงจนฝุ่นควันม้วนตัวตลบอบอวล
“โธ่เว้ย!!… ตามมาทันจนได้” เขาจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด เมื่อฝุ่นควันจางหาย แสงจันทร์ก็สาดส่องกระทบร่างของอสุรกายที่ไล่ล่าเขามาตลอด
มันคืออสุรกายที่มีิัสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉานราวกับโลหิต ร่างกายสูงใหญ่กว่าสองเมตร พร้อมปีกค้างคาวมหึมากลางหลัง บนหัวมีเขาสีดำคู่หนึ่ง กรงเล็บอันแหลมคมมีไอควันสีดำและเม็ดแสงสีแดงลอยวนเวียนอยู่ประดุจหิ่งห้อยอาถรรพ์
ชายหนุ่มผมสีมรกต มองอสุรกายที่ขว้างหน้าตนเองอย่างเคร่งเครียด แผ่ััเวทตรวจสอบศัตรูทันที
‘ดูจากไอเวท... มันมีพลังแค่ระดับสี่ขั้นต้น น้อยกว่าเราสองขั้น ต้องรีบจัดการก่อนที่พวกมันตัวอื่นจะตามมา’
เขาตัดสินใจฉับพลัน หยิบดาบเรเปียร์ออกมาจากแหวนมิติ พลังเวทระดับสี่ขั้นสูงะเิออก ปลุกเร้าออร่าสีเขียวให้ไหลเวียนไปทั่วใบดาบ ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นในชั่วพริบตา
วิชาอักขระศาสตรา กระบวนท่าที่หนึ่ง อักขระฟาดฟัน
มวลลมหมุนวนรอบดาบเรเปียร์ก่อนจะกลั่นตัวเป็อักขระมนตรา พลังทำลายล้างของธาตุลมที่เฉียบคมอยู่แล้วถูกยกระดับขึ้นอีกกว่าสองส่วน ดาบเรเปียร์พุ่งทะลวงเข้าหาลำคอของอสุรกายทมิฬอย่างรวดเร็ว
ปัก!
ทว่าแทนที่จะตัดผ่านเนื้อหนัง ดาบอันทรงพลังกลับไม่อาจสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้แก่อสุรกายตนนั้น
“บะ..บ้าน่า” ดวงตาของชายหนุ่มผมสีมรกตเบิกกว้างอย่างใ เมื่อเห็นว่าเพลงดาบที่ตนภูมิใจไม่อาจโจมตีเข้าิัของอสุรกายตรงหน้าได้ อสุรกายทมิฬหาได้สะทกสะท้านกับการโจมตีของชายหนุ่มผมสีมรกต มันกลับตวัดกรงเล็บอันแสนน่ากลัวโจมตีสวนกลับไป
“ชิ!” ชายหนุ่มะโหลบออกมาได้อย่างหวุดหวิด คมเล็บนั้นเฉียดดวงตาเขาไปเพียงไม่กี่เิเ
‘ตัวบ้าอะไรกัน ทั้งๆ ที่ข้าระดับพลังเวทสูงกว่าแท้ๆ แต่กลับไม่อาจสร้างาแได้ เพราะแบบนี้สินะคนอื่นๆ ถึงไม่อาจเอาชนะพวกมันได้ ทำได้แต่ต้องหนีแล้ว’
ชายหนุ่มผมสีมรกต นำมือซ้ายไปไว้ด้านหลังของตนเอง จากนั้นก็เรียกมีสั้นออกมาหนึ่งเล่ม มันเป็มีดที่มีอักขระรูนเขียนอักษร ‘มิติ’ เอาไว้
ท่าเท้าตระกูลแวนแจนซ์ อักขระเคลื่อนสายลม
พลังเวทถูกบีบอัดลงสู่ฝ่าเท้า อักขระสีเขียวมรกตเปล่งแสงวาบ เขาพุ่งตัวเข้าหาอสุรกายสีดำด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ดาบในมือขวาส่งพลังเวทรุนแรงออกมา พร้อมๆ กับที่มือซ้ายได้ปามีดอักขระออกไป เตรียมพร้อมที่จะย้ายร่างหลบหนีในจังหวะสุดท้าย ในจุดที่มีดถูกปาออกไป
วิชาอักขระศาสตรา กระบวนท่าที่สอง อักขระถ่วงศิลา
สายลมสีเขียวร้อยเรียงอักขระขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ดาบของชายหนุ่มฟาดฟันไปยังคอของอสุรกายทมิฬ ถึงมันจะไม่อาจตัดเข้าิัของมันได้อีกเช่นเดิม แต่อักขระบนตัวดาบกลับถูกถ่ายโอนไปยังร่างของอสุรกาย ส่งผลให้น้ำหนักตัวของมันเพิ่มพูนขึ้นมหาศาลจนการเคลื่อนไหวติดขัด
เมื่อเห็นว่าอสุรกายไม่อาจเคลื่อนไหวได้ดั่งใจ ชายหนุ่มจึงคิดจะหนีทันที ‘ตอนนี้แหละ’
“ย้าย” จิตของชายหนุ่มสั่งการอักขระมิติบนมีดสั้นที่ถูกปาออกไปอย่างรวดเร็ว มีดสั้นส่องแสงออกมาประสานเข้ากับพลังเวทของชายหนุ่ม
ทว่า... “คิดจะหนีงั้นหรือ... ‘ลูกบาศก์สุญญตา’ ทำงาน!”
เสียงเ็าของชายอีกคนดังขึ้นจากเงามืด พร้อมกับวัตถุรูปทรงลูกบาศก์สีดำขลับในมือของเขาที่เปล่งแสงสีม่วงหม่นออกมา พริบตานั้นมิติรอบด้านพลันบิดเบี้ยวและหน่วงหนัก คลื่นพลังจากลูกบาศก์เข้าแทรกแซงอักขระมิติบนใบมีดของลอยด์ จนแสงสีเขียวที่เคยโชติ่มอดดับลงกลายเป็เพียงเหล็กธรรมดา ร่างกายของชายหนุ่มกลับยืนอยู่ที่เดิม
‘อะไรกัน! อักขระถูกระงับ... พลังมิติถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์!’
“โฮก!!” อสุรกายสีดำคำรามลั่น ควันดำที่แผ่ออกมาเริ่มกัดกินอักขระสีเขียวบนร่างกายของมันจนสลายไป เมื่อไร้แรงถ่วงน้ำหนัก มันจึงกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและตวัดกรงเล็บเข้าใส่เขาอย่างดุดัน
เมื่อไร้ทางหนี ชายหนุ่มจึงต้องทุ่มพลังทั้งหมดลงสู่ตัวดาบเพื่อต้านทานกรงเล็บ ทว่าเมื่อปะทะกัน ดาบของเขากลับกระเด็นหลุดจากมือทันที แม้พลังของเขาจะสูงกว่า แต่วัสดุของดาบไม่อาจทนทานความแข็งแกร่งของกรงเล็บนั่นได้
ฉัวะ!
ทำให้ไม่อาจหลบกรงเล็บสีดำอันน่ากลัว โดนโจมตีเข้าไปยังแขนขวาจนเป็แผลฉกรรจ์ เืสีแดงสดไหลรินออกมาไม่ขาดสาย
“อ๊ากกก!!” ความเ็ปที่ได้รับมากมายมหาศาลเกินกว่าาแทั่วไป มันรู้สึกเ็ปไปจนถึงดวงิญญา เมื่อมองไปยังผิวก็เห็นว่า าแของเขาเองก็เป็สีดำและมีควันไหลออกมา ไม่เพียงเท่านั้นมันยังค่อยๆ กัดกินและลุกลามอย่างช้าๆ แต่กลับสร้างความเ็ปมหาศาล
‘มาได้แค่นี้งั้นเหรอ’ ชายหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้น มองไปยังอสุรกาย แต่ว่าอสุรกายสีดำกลับไม่โจมตีปลิดชีพเขาทันที ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงของใครที่กำลังเดินมาอย่างช้าๆ
“เห้อ..ขนาดการ์กอยล์ทมิฬ ที่ระดับพลังเวทน้อยกว่าเ้าถึงสองขั้น..ก็ยังไม่อาจเอาชนะได้อีกงั้นเหรอ….นี่หรอพลังของบุตรสายตรงแห่งมหาตระกูล ลอยด์ แวนแจนซ์ น่าผิดหวังจริงๆ” น้ำเสียงอันดูแคลนดังออกมา เผยให้เห็นร่างชายหนุ่มอีกคนเดินออกมาจากเงามืด
ตระกูล แวนแจนซ์ คือหนึ่งในสิบมหาตระกูลระดับสูงที่ชำนาญสร้างอาร์ติแฟกต์อักขระมนตราอันแข็งแกร่ง และ ยังสามารถใช้อักขระมนตราได้อย่างชำนาญ โดยมี เรมัส แวนแจนซ์ ผู้มีพลังระดับสิบขั้นกลาง หรือ ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางเป็ประมุข มีความแข็งแกร่งเป็อันดับต้นๆ ของสิบมหาตระกูลระดับสูง
ชายหนุ่มผมสีมรกต หรือ ชื่อเต็มๆ ก็คือ ลอยด์ แวนแจนซ์ หันไปตามเสียงเรียก ก็พบเข้ากับชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มอายุสิบหกปีพอๆ กับลอยด์
ลอยด์ แวนแจนซ์ เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ด้วยลมหายใจหอบเหนื่อย “ลูกบาศก์สุญญตา... อาร์ติแฟกต์ต้องห้ามที่ใช้หยุดการทำงานของมนตรามิติ มันเป็อาร์ติแฟกต์ของตระกูลข้า เ้าไปได้มันมาจากไหน... โรซาน”
“จะตายอยู่แล้วจะอยากรู้ไปทำไม… ด้วยพลังระดับสี่ขั้นสูงอันต่ำต้อย รีบๆ ตายไปได้แล้ว” โรซาน เมเยอร์กล่าว กล่าวพลางปลดปล่อยพลังเวทระดับห้าขั้นต้นออกมาข่มขวัญราวกับ้าให้ลอยด์รับรู้ว่าตนแข็งแกร่งกว่า
“ยังมีหน้าทำหน้าตาราวกับเหนือกว่าข้า ทั้งๆ ที่มีพลังระดับห้าแต่กลับไม่กล้าสู้ตรงๆ ต้องใช้อสุรกายและของขี้โกงมาลอบกัด แบบนี้เรียกว่าขี้ขลาดชัดๆ” ลอยด์ย้อนกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
คำพูดนั้นทิ่มแทงใจดำจนรอยยิ้มบนใบหน้าโรซานหายวับไป แสดงสีหน้าโกรธออกมาอย่างชัดเจน เพราะความจริงคือลอยด์เคยเอาชนะเขาได้ในการประลองตัวต่อตัวแม้พลังจะต่ำกว่า
“พูดราวกับเ้าแข็งแกร่งนัก ทั้งที่ความจริงเ้าไม่เคยแม้แต่จะเอาชนะ... เ้าคนชั้นต่ำอย่าง เรน ได้เลยสักครั้ง” โรซานพยายามเปลี่ยนเื่
เรน หรือ เรน แวนแจนซ์ ที่โรซานหมายถึงก็คือ บุตรบุญธรรมที่ เรมัส แวนแจนซ์ พ่อของลอยด์รับมาเลี้ยง เรน เรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะที่แข็งแกร่งด้านอักขระและเวทน้ำแข็ง สามารถบรรลุวิถีใช้อักขระรูนมิติได้ทั้งๆ ที่ไร้สายเืแวนแจนซ์ และ ยังบรรลุพลังเวทระดับหกขั้นต้นด้วยอายุที่เท่ากับ ลอยด์ และ โรซาน ความสามารถเรียกได้ว่าเป็หนึ่งในอัจฉริยะแห่งยุคเลยทีเดียว
“แล้วอย่างไร? แม้ข้าจะอิจฉาในความแข็งแกร่งของเขา แต่ข้าก็นับถือในความสามารถนั้น อีกอย่างข้ายังเหนือกว่าเรนในด้านการแก้ไขอักขระ... ไม่เหมือนเ้า ที่ดีแต่ริษยาเพราะรู้ดีว่าไม่มีทางสู้เรนได้ในทุกๆ ด้าน” โรซานกลับเป็ฝ่ายโดนลอยด์ย้อนด่าเสียเอง
“หนอย!” โรซานกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น เพราะว่าทั้งลอยด์และเรน ต่างเป็คนที่เขาไม่อาจเอาชนะได้ตรงๆ ทั้งคู่
“ทำหน้าแบบนั้น แสดงว่าแทงใจดำล่ะสิ... คิดว่าทำลายตระกูลแวนแจนซ์แล้วตระกูลเมเยอร์จะขึ้นมาเป็มหาตระกูลแทนที่ได้งั้นหรือ? ฝันไปเถอะ ทั้งพลังสายเืและรากฐาน พวกเ้าไม่มีทางทำได้!” ลอยด์กล่าว
ตระกูลเมเยอร์ คือตระกูลผู้ใช้เวทไฟที่เชี่ยวชาญการสร้างอุปกรณ์เวทพื้นฐาน เดิมทีมีฐานะเป็เพียงตระกูลใต้บังคับบัญชาที่คอยส่งมอบอุปกรณ์ให้ตระกูลแวนแจนซ์นำไปลงอักขระเท่านั้น
“แน่ใจงั้นเหรอ… งั้นก็ดูนี่ให้ดี” โรซานที่ได้ยินคำดูถูก ก็นำไม้คทาของตนเองออก มันคืออาร์ติแฟกต์หรืออุปกรณ์เวทมนตร์ที่ตระกูลเมเยอร์สร้างขึ้น แต่เดิมมันก็เป็ไม้คทาธรรมดาไม่ได้พิเศษ จนกระทั่งโรซานใส่พลังเวทของตนเองลงไป
ในตอนนั้นเองพลังเวทเพลิงธรรมดา ก็มีพลังบางอย่างเกิดขึ้น มันเป็พลังที่รู้สึกอบอุ่นและบริสุทธิ์ และ ยังทำให้ความรุนแรงของไฟที่จุดบนไม้คทารุนแรงขึ้นอีกหนึ่งส่วน เป็คลื่นพลังอันหายากและเป็เอกลักษณ์
นั่นคือ ‘พลังศักดิ์สิทธิ์’ พลังที่เกิดจากการหลอมรวมธาตุแสงและพลังิญญาสีทองอันบริสุทธิ์ จนกลายเป็พลังแข็งแกร่งที่สามารถทำได้ทั้งโจมตี ป้องกัน รักษา เสริมพลัง เป็พลังอันหายากที่แข็งแกร่งและผู้ที่พลังนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นภายในแดนมนุษย์
“พลังแบบนั้น… บ้าน่า.. พลังศักดิ์สิทธิ์ หรือว่า....” ลอยด์ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่างได้ทันที ว่าทำไมตระกูลระดับสูงอย่างตระกูลเมเยอร์ ถึงกล้าโจมตีตระกูลแวนแจนซ์ที่แข็งแกร่งกว่า นั่นก็เพราะว่าตระกูลเมเยอร์ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสิบมหาตระกูล
หนึ่งในห้าเสาหลักแห่งแดนมนุษย์ ‘ศาสนจักรแห่งแสง’
“เข้าใจแล้วสินะ ในตอนนี้ตระกูลเมเยอร์สามารถสร้างอาร์ติแฟกต์ศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว อักขระของพวกเ้ามันก็แค่เศษขยะ! และด้วยพลังนี้ พวกเรายังสามารถควบคุมการ์กอยล์ทมิฬเหล่านี้ได้อีกด้วย!” โรซานโชว์ไม้คทาของตนเอง เป็จังหวะเดียวกับที่มีการ์กอยล์ทมิฬอีกสี่ตัวที่ค่อยๆ เดินเข้ามาสมทบ ล้อมปิดทางรอดของลอยด์ไว้ทุกทิศทาง
“ถึงเวลาตายของเ้าแล้ว...จงบีบรัดและเผาผลาญศัตรูแห่งข้า…อสรพิษเปลวเพลิง” โรซานร่ายเวทระดับกลางออกมาด้วยความรวดเร็ว สิ้นเสียงร่ายเวท แสงที่ปลายไม้เท้าก็ได้ะเิเปลวเพลิงออกมาอย่างรุนแรง ผนึกรวมตัวจนกลายเป็รูปร่างของอสรพิษไฟที่เคลื่อนไหวไปตามไม้เท้า
‘พลังเวทรุนแรงกว่าปกติประมาณสองส่วน เป็เพราะอาร์ติแฟกต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าสินะ’
ลอยด์ััได้ทันทีว่าพลังของโรซานรุนแรงกว่าเดิม หากเป็เวลาปกติที่ลอยด์สามารถใช้อักขระได้ ความร้อนขนาดนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่ลูกบาศก์สุญญตาในมือของโรซานจะทำให้ในรัศมีห้าสิบเมตรไม่อาจใช้พลังมิติได้ ทำให้เขาที่าเ็ไม่อาจหนีไปได้
เปลวไฟจากไม้เท้าพุ่งทะยานออกมาเป็ร่างอสรพิษมหึมา ความร้อนแรงของมันทำให้ิัของลอยด์รู้สึกเหมือนถูกแผดเผาทั้งที่มันยังมาไม่ถึงร่าง
“ตายซะ!” สิ้นเสียงอสรพิษเพลิงก็โจมตีทันที พุ่งเข้าหาลอยด์อย่างรวดเร็ว
แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่อสรพิษเพลิงจะกลืนกินร่างของลอยด์
“อ๊ากกกกกก!! ไอ้แก่บ้าเอ๊ยยยยยยยย!!”
เสียงะโของใครบางคนได้ดังลั่นไปทั่วท้องฟ้า พร้อมๆ กับร่างของใครคนหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าด้วยความเร็วสูง ไม่รู้ว่าเป็ความบังเอิญ หรือ โชคดีของลอยด์ เพราะว่าจุดที่ร่างปริศนาตกลงมาก็คือจุดปะทะกับอสรพิษเปลวเพลิง กลายเป็ผู้รับการโจมตีแทนลอยด์ ร่างนั้นชนเข้ากับหัวของอสรพิษเปลวเพลิงเข้าอย่างจัง
ตู้ม!!!!
แรงปะทะมหาศาลทำให้เกิดการะเิของเปลวเพลิงและสายลมปะทุไปทั่วบริเวณ ลอยด์ที่อยู่ใกล้จุดะเิถูกแรงกระแทกซัดจนร่างไปชนเข้ากับโคนต้นไม้อย่างแรง
“โอ๊ยยย” ลอยด์ทรุดลงด้วยความเ็ป เบื้องหน้าของเขาปรากฏหลุมลึกขนาดใหญ่ที่เกิดจากแรงกระแทกของร่างปริศนา
“อะไรกัน!” โรซานมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง อสรพิษเพลิงของเขาถูกทำลายลงในพริบตาด้วยร่างของใครบางคนที่ตกลงมาจากฟ้า
“โอ๊ยๆๆ ... เจ็บเป็บ้าเลย...” เสียงร้องโอดโวียดังออกมาจากม่านควัน
“บ้าน่า! ยังไม่ตายงั้นหรือ!” โรซานไม่อยากเชื่อสายตา ตกจากที่สูงขนาดนั้นแถมยังรับแรงะเิของเวทระดับกลางเข้าไปเต็มๆ หากเป็คนทั่วไปคงแหลกเป็ผุยผงไปแล้ว
“ไอ้แก่บ้าขี้เมา!!!….ใครใช้ให้ส่ง..ข้ามมิติมาอยู่เหนือพื้นเกือบสามพันเมตรกัน!!!!!...แล้วใครมันโจมตีมาว่ะ!!..มันเจ็บนะโว้ยยยย หากเป็คนอื่นได้ตายไปแล้วนะเว้ยยยยย!!!!”
เสียงโวยวายดังลั่นออกมา เมื่อควันจางหายลงจึงเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มผมสีม่วงเข้ม ดวงตาสีเทา สวมอาภรณ์แปลกตา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายจนน่าทึ่ง แม้ตามตัวจะมีรอยไหม้และาแ ทว่าลอยด์กลับสังเกตเห็นว่าาแเ่าั้กำลังสมานตัวด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเวทรักษาใดๆ ที่เขาเคยรู้จัก
และ ที่สำคัญพลังเวทที่ทั้งลอยด์และโรซานสามารถััได้จากตัวของชายหนุ่มผมม่วงตรงหน้าก็คือ พลังเวทระดับสามขั้นต้น ที่ถือเป็เพียงพลังเวทระดับต่ำของโลกแห่งนี้ เป็ระดับของทหารทั่วไปเท่านั้น ผิดกับทั้งลอยด์และโรซานที่มีพลังเวทระดับห้า ที่ถือเป็ผู้มีพลังระดับกลาง
“บะ..าแ หายได้เอง โดยไม่ต้องใช้เวทงั้นเหรอ” ลอยด์มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง
“กะ...แกเป็ใครกัน!” โรซานถามออกไปอย่างลืมตัว โดยยังคงกำลูกบาศก์สุญญตาไว้แน่น อีกมือก็ชี้ไม้คทาเวทไปยังชายปริศนา
“ห่ะ!!!” เมื่อได้ยินคำถามทำให้ชายหนุ่มผมสีม่วงมองไปยังรอบๆ แต่เมื่อสายตาของชายหนุ่มผมม่วงเห็นร่างของการ์กอยล์ทมิฬ
“การ์กอยล์ทมิฬ” ชายหนุ่มผมม่วงพูดด้วยน้ำเสียงที่เบา แต่ดวงตาของเขากลับเผยถึงความเกลียดชังและเผยปล่อยจิตสังหาร แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าชายหนุ่มผมม่วงจะพูดด้วยเสียงที่เบา แต่ด้วยป่าอันเงียบสงบของป่า ทำให้ทั้งโรซานและลอยด์ได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มผมม่วงพูดได้อย่างชัดเจน
“แก..รู้จักมันได้ยังไง!!” โรซานถามออกมาอย่างใ ทั้งใชื่อที่อีกฝ่ายพูด และ ใจิตสังหารอันรุนแรงที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาเพียงเสี้ยววินาที เพียงัักับจิตสังหารนั้นเพียงเสี้ยววินาทีแต่กลับทำให้ โรซานและการ์กอยล์ทมิฬทั้งสี่กลับเกิดความกลัวจนกล้ามเนื้อสั่นเทาไปเอง
“หือ? …แล้วแกละ? ..เป็ใคร..ทำไมถึงสามารถควบคุมอสุรกายพวกนี้ได้” ชายหนุ่มผมสีม่วงไม่ตอบ แต่ว่ากลับถามออกไปด้วยเสียงอันความเ็า ดวงตาที่เหมือนกับมีความแค้นบางอย่างกับการ์กอยล์ทมิฬ ได้มองไปยังโรซานที่กำลังควบคุมพวกมัน
“ระ..รีบหนีไป อะ อ๊ากกกก” แม้ว่าลอยด์จะพยายามร้องเตือนชายหนุ่มผมม่วง แต่ว่าควันสีดำที่าแก็ลุกลามอย่างรวดเร็วจนทำให้จากควันที่ลอยออกมาจากาแได้กลืนกินไปทั่วทั้งแขนแล้ว และ นั้นก็เป็เพียงาแภายนอกเท่านั้น เพราะว่การาเ็จากดวงิญญานั้นเจ็บยิ่งกว่า ควันสีดำพยายามโจมตีเข้าไปยังดวงิญญาของลอยด์
“ฮือ? … าเ็ขนาดนั้นแต่ก็ยังพูดออกมาได้อีกนะ ไม่ธรรมดา” เมื่อได้ยินเสียงของลอยด์ชายหนุ่มผมสีม่วงเข้ม จึงหันมองไปด้านหลัง เมื่อมองไปยังาแของลอยด์ที่กำลังลุกลามไม่หยุด แถมสีหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อบอกได้ทันทีว่า อีกฝ่ายกำลังฝืนตัวเอง เพราะตอนนี้ควันได้กินไปเกือบครึ่งตัวของอีกฝ่ายแล้ว
“ถึงไม่รู้ว่าเ้าคือใคร แต่หากโดนการ์กอยล์ทมิฬไล่ล่า..จะช่วยหน่อยก็ได้” ชายหนุ่มผมสีม่วงกล่าวพร้อมกับโคจรพลังของตนเอง พลังออร่าที่สามารถััได้ว่าเป็พลังเวทปรากฏออกมาจากมือ แต่ว่ามันกลับไร้สีหรือคลื่นพลังที่เป็คุณสมบัติของพลังธาตุใดที่ปล่อยออกมา
พลังิญญาประสานเวท บังคับไร้ธาตุ
มือของชายหนุ่มผมม่วงจับไปยังาแของลอยด์ พลังไร้สีที่ปล่อยออกมาเมื่อัักับควันสีดำที่กำลังกัดกร่อนมือของลอยด์ สามารถทำให้ควันสีดำหายไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ว่าาแที่โดนข่วนนั้นก็ยังอยู่ แม้ว่าความเ็ปทางด้านร่างกายจะยังอยู่ แต่ความเ็ปทางิญญากลับหายไปทั้งหมด
“ขะ…ขอบใจ” ลอยด์กล่าวออกมาด้วยน้ำเสี่ยงเหนื่อยอ่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อและขาวซีด ในตอนนี้แขนและขาไร้เรี่ยวแรงหนี แม้แต่การประคองสติไม่ให้สลบนั้นยังเป็เื่ที่ยากอย่างมาก
“หยุดพลังมรณะได้? ทำได้ยังไงกัน?” โรซานเผลอถามออกมาอย่างไม่รู้ตัว
‘พลังมรณะ’ พลังชั่วตรงข้ามกับ พลังศักดิ์สิทธิ์ เพราะมันเกิดจากการหลอมรวมพลังธาตุมืดและพลังิญญาที่แปดเปื้อน เป็พลังที่มีความสามารถในการกัดกร่อนและกลืนกินวัตถุทางกายภาพและิญญา เป็พลังที่ตรงข้ามกับชีวิตโดยสิ้นเชิง
“คิดว่าพลังมรณะเป็พลังที่ร้ายกาจขนาดนั้นเลยหรือไง… ขอแค่รู้หลักการทำงานของมัน การจะต่อต้านก็ไม่ใช่เื่ยาก” อูซินกล่าวอย่างไม่เกรงกลัว
“แกเป็ใครกันแน่!?” โรซานถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ไม่จำเป็ต้องรู้” น้ำเสียงของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็เ็า
“จะ......โจมตี!” โรซานที่หวาดกลัว รีบสั่งให้การ์กอยล์ทมิฬอีกสี่ตัวโจมตีพร้อมๆ กัน ไม่เพียงเท่านั้นเขาก็ยกไม้คทาของตนขึ้นมา พร้อมร่ายเวททันที
“จงบีบรัด กลืนกิน และ เผาผลาญศัตรูแห่งข้า….อสรพิษเพลิงสามหัว” เปลวเพลิงอันร้อนแรงะเิออกมาจากไม้คทา อสรพิษเพลิงสามหัวพุ่งออกมาจากไม้เท้าตรงเข้าหา ชายหนุ่มผมม่วง
แต่ชายหนุ่มผมม่วงกลับมองการโจมตีรอบทิศทางของสี่การ์กอยล์และหนึ่งอสรพิษเพลิงด้วยแววตาเฉยเมยไร้ความเกรงกลัว เขารีบโคจรพลังเวทและพลังิญญาของตนเองประสานกันอย่างรวดเร็ว พลังเวทไหลไปตามกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว
“เหอะ.. ก็แค่การ์กอยล์ระดับสี่ขั้นต้น” ชายหนุ่มผมม่วงส่งพลังเวทไปยังสร้อยคอมิติของตนเอง เรียกขวานมือเดียวขนาดเล็กออกมาหนึ่งเล่ม เกร็งกล้ามเนื้อของตนเองจากนั้นก็ออกกระบวนท่าทันที
ท่าเท้า ข้ามนภาไร้สำเนียง
การเคลื่อนไหวของชายหนุ่มรวดเร็วเป็อย่างมาก เหนือยิ่งกว่าระดับพลังของตนเอง แม้ว่าจะมีระดับพลังเพียงระดับสามขั้นต้น แต่ความเร็วที่แสดงออกมานั้นเร็วพอๆ กับ ผู้ใช้เวทสายลมระดับสี่ขั้นกลางที่ชำนาญด้านความเร็วเลยทีเดียว การเคลื่อนไหวนั้นเกือบจะทำให้ผู้ใช้เวทสายโจมตีอย่างโรซานมองตามไม่ทันแม้พลังจะสูงกว่ามากก็ตาม
“อะไรกัน!!” โรซานมองตามความเร็วของอีกฝ่ายด้วยแววตาตื่นตะลึง เพราะว่าเพียงพริบตาชายหนุ่มผมม่วงก็ไปปรากฏตัวที่หน้าของการ์กอยล์ทมิฬตัวหนึ่ง ตวัดขวานเพียงหนึ่งครั้งด้วยความเร็วที่มากกว่าไปยังร่างของการ์กอยล์ทมิฬ
“เหอะ โง่เง่า! ิัมันแข็งดั่งเหล็กแถมมีพลังมรณะเคลือบอยู่ พลังกระจอกๆ อย่างเ้าไม่มีทาง...” โรซานเค้นเสียงอย่างดูแคลน เพราะว่า การ์กอยล์ทมิฬเป็อสุรกายที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีพลังมรณะเป็ต้นแบบ มันมีกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่ง มีิัที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า นอกจากนั้นิัสีดำของมันยังเคลือบเอาไว้ด้วยพลังมรณะ ทำให้สามารถกัดกร่อนพลังเวทที่กระทบิัของมันได้
เมื่อพลังกัดกร่อนพลังเวทบวกกับิัที่แข็งแกร่งราวกับเหล็ก หาก้าโจมตีทะลวงิั ก็ต้องมีพลังมากกว่าการ์กอยล์อย่างน้อยหนึ่งระดับหรือมากกว่า ไม่ก็ต้องมีพลังสายที่ส่องแสงได้อย่างไฟ สายฟ้า แสง ที่ประสานพลังิญญาเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่อาจทะลวงิัของการ์กอยล์ทมิฬได้
เพลงขวานผ่าโลกา รูปแบบมือเดียว กระบวนท่าที่หนึ่ง ผ่าฟืน
แต่ภาพที่เกิดขึ้นกลับทำให้โรซานต้องอ้าปากค้างและตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ก็คือ ขวานของชายหนุ่มผมม่วง สามารถผ่าครึ่งร่างของการ์กอยล์ทมิฬได้อย่างง่ายดาย ราวกับตัดกระดาษ ทั้งๆ ที่พลังของชายหนุ่มผมม่วงไม่สามารถััได้ถึงคุณสมบัติธาตุไฟ สายฟ้า หรือ แสง
“ปะ…เป็ไปได้ยังไงกัน!!” โรซานมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง
“บ้าน่า” ไม่เพียงแต่โรซานเท่านั้นที่ตกตะลึง แต่ลอยด์เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เพราะขนาดเขามีทั้งอาร์ติแฟกต์ที่แข็งแกร่งและระดับพลังที่สูงกว่าชายหนุ่มผมม่วง ก็ยังไม่อาจทำอะไรการ์กอยล์ทมิฬได้เลย
เมื่อสามารถสังหารการ์กอยล์หนึ่งตัวได้ แต่ว่ากรงเล็บของการ์กอยล์ทมิฬอีกสามตัวและอสรพิษเปลวเพลิงก็เกือบจะถึงตัวของอีกฝ่ายแล้ว แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า ชายหนุ่มผมม่วงเกร็งกล้ามเนื้อแรงยิ่งกว่าเดิม จนสามารถเห็นเส้นเืได้อย่างชัดเจน ดึงพลังของกล้ามเนื้อจนถึงขีดสุด
มองไปยังกรงเล็บแต่ละอันที่โจมตีพร้อมกัน แต่มาถึงตัวของเขาไม่พร้อมกัน ตวัดขวานไปยังกรงเล็บของการ์กอยล์ที่จะมาถึงตัวของเขาก่อน ขวานพุ่งเข้าปะทะกับกรงเล็บอันแรงและสามารถทำลายกรงเล็บ ไม่เพียงเท่านั้นแรงของการ์กอยล์ก็ยังไม่อาจหยุดขวานได้ โดนฟันร่างขาดไปอีกตัว ไม่เพียงเท่านั้นการ์กอยล์อีกสองตัวเองก็โดนเช่นเดียวกัน
สุดท้ายก็เป็อสรพิษเพลิงที่พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรง หากเทียบกันแล้วพลังโจมตีของอสรพิษเพลิงนั้นรุนแรงยิ่งกว่ากรงเล็บของการ์กอยล์ทมิฬหลายเท่า เพราะมันสร้างมาจากพลังเวทระดับห้าขั้นต้น
แต่ชายหนุ่มผมม่วงกลับไม่ได้หลบออกมา แต่เลือกที่จะจับขวานในมือให้แน่นกว่าเดิม
“ขอลองหน่อยเถอะว่า ‘แก่นแท้’ ของข้าจะรับมือเวทระดับห้าได้หรือไม่” เขาไม่ได้หลบ แต่กลับกระชับขวานแน่นขึ้น จิติญญาการต่อสู้พุ่งทะยานจนบรรยากาศโดยรอบสั่นะเื ขวานและร่างกายประสานกันเป็หนึ่งเดียวจนเกิดคลื่นพลังที่คมกล้าถึงขีดสุด
เพลงขวานผ่าโลกา รูปแบบมือเดียว กระบวนท่าที่หนึ่ง ผ่าฟืน
แม้ว่าจะแสดงกระบวนท่าเดิมที่ทำเพียงแค่ผ่าขวานลงมาราวกับกำลังจะผ่าผืน แต่ความรุนแรงของมันเหนือยิ่งกว่าตอนใช้สังหารการ์กอยล์ทมิฬหลายเท่า พลังทำลายล้างต่างกันราวฟ้ากับเหว ขวานเล่มเล็กผ่ากระแสไฟจนแยกออกเป็สองทางและสลายไปทันที!
“ปะ…เป็ไปไม่ได้” โรซานมองอสรพิษเพลิงของตนเองที่โดนทำลายไปอย่างไม่เชื่อ เขาไม่เคยพบผู้มีพลังระดับต่ำอย่างระดับสามขั้นต้นที่สามารถทำลายพลังของเขาได้ แต่เมื่อมองไปยังขวานของเขาความรู้สึกบางอย่างที่ขวานส่งออกมากลับทำให้เขาคุ้นเคยเป็อย่างยิ่ง มันคือสิ่งที่เรียกว่าสำนึกรู้สิ่งจะสามารถบรรลุได้เมื่อชำนาญศาสตร์บางอย่างจนถึงขีดสุด
“ปะ...ปีศาจ! แกมันปีศาจชัดๆ!” โรซานหวาดกลัวจนสุดขีด เมื่อเห็นว่าผู้มีพลังระดับสามสามารถใช้ ‘แก่นแท้’ แห่งขวานทำลายเวทของเขาได้ เขาไม่รอช้ารีบหันหลังหนีสุดชีวิต ทิ้งลูกบาศก์สุญญตาที่ไร้ประโยชน์ลงพื้น
“คิดจะหนีไปไหน”
ความเร็วในการวิ่งของโรซานกลับไม่อาจหนีจากชายหนุ่มผมสีม่วงเข้มได้ เพียงการพุ่งตัวครั้งเดียวชายหนุ่มผมม่วงก็สามารถประชิดตัวของโรซานได้แล้ว ชายหนุ่มผมม่วงผนึกพลังิญญาไปยังฝ่ามือ
เคล็ดวิชาพลังิญญา ดึงิญญา
เขายัดฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของโรซาน ร่างเนื้อของโรซานล้มฟุบลงกับพื้น ทว่าสิ่งที่ติดอยู่ในมือของชายหนุ่มกลับเป็ร่างิญญาโปร่งแสงที่กำลังดิ้นพล่านด้วยความตระหนก
จากนั้นชายหนุ่มผมม่วงเข้มก็จับไปคอของดวงิญญาโรซาน ส่งพลังิญญาเข้าไปเสริมเพื่อไม่ให้ดวงิญญาของโรซานสลายไปเพราะถูกดึงออกจากร่างกาย
“พะ…พลังิญญาจริงๆ ด้วย” ลอยด์พยายามประคองสติ มองไปยังการกระทำของชายหนุ่มปริศนา
“มองเห็นดวงิญญาได้ด้วย? … เ้าเองก็มีพลังิญญาสินะ” ชายหนุ่มปริศนากล่าว เพราะคนปกติแล้วจะไม่อาจมองเห็นดวงิญญาที่โดนดึงออกมาได้ เว้นแต่ผู้มีพลังิญญา
โรซานที่เหลือแต่ิญญาไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมองไปยังร่างกายของตนเอง “ระ ร่างกายของข้า...เ้าทำอะไรกับร่างของข้า!!”
“ก็แค่ดึงิญญาออกมาเอง” ชายหนุ่มผมม่วงกล่าวพร้อมยิ้ม แต่เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความน่าหวาดหวั่น
“หลังจากนี้ ทุกสิ่งที่เ้ารู้จะกลายเป็สิ่งที่ข้า้า” ชายหนุ่มผมม่วงกล่าว แม้ว่ามือหนึ่งของเขาจะให้เพื่อจับคอของโรซาน
“ออกมา เมาเมา” สิ้นเสียงของอูซิน พลังิญญาของเขาก็เปลี่ยนแปลง แสงสีขาวแบ่งออกจากร่างกาย จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงกลายเป็แมวสีดำสองหาง แต่หากสังเกตดีๆ จะพบกว่าร่างกายของแมวน้อยสีดำนั้นเป็ร่างโปร่งใส เพราะว่านั้นเป็เพียงร่างิญญาเท่านั้น
“กว่าจะได้ออกมานะ นายน้อย” เสียงของที่คล้ายกับสตรีตัวเล็ก ออกมาจากแมวสองหาง
“เอาน่า แต่ข้าก็มาถึงโลกมนตราแล้ว” อูซินกล่าว
“ข้ารู้อยู่แล้ว ข้าคอยมองจากแก่นิญญาของท่านตลอดเลยนะ” เมาเมากล่าว
“ช่วยฟังที่เขาพูดแล้ว หน่อยก็แล้วกัน” อูซินกล่าว
“ได้เลย นายน้อย” เมาเมากล่าว
“คำถามแรก เ้าชื่อว่าอะไร” อูซินถามโรซาน
“ระ…โรซาน เมเยอร์”
ดวงตาของแมวน้อยสองหาง ส่องแสงขึ้นเล็กน้อย
“ตระกูลเมเยอร์ ตระกูลระดับสูงที่ชำนาญเพลิงชนิดพิเศษที่เรียกว่า เพลิงหล่อหลอม มีความสามารถในการสร้างอาร์ติแฟกต์หรืออุปกรณ์มนตราสายสะสมพลังและอาวุธโจมตีระดับสูง แต่ก็ยังไม่อาจสร้างอาร์ติแฟกต์ที่เหนือกว่าตระกูลแวนแจนซ์ได้ แต่หลังจากร่วมมือกับ ศาสนจักรแห่งแสง และ ภาคีไตรเนตร จนทำลายตระกูลแวนแจนซ์ได้ ใช้การสนับสนุนจากศาสนจักรแห่งแสงสร้างอาร์ติแฟกต์ศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งไม่แพ้อาร์ติแฟกต์อักขระ สุดท้ายจึงสามารถกลายเป็มหาตระกูลระดับสูงได้ในที่สุด” เมาเมากล่าว
เมื่อได้ยินสิ่งที่เมาเมากล่าวออกมา ไม่ได้มีเพียงลอยด์เท่านั้นที่ใกับเื้ัของตระกูลเมเยอร์ แต่ว่าโรซานเองก็แสดงสีหน้าใออกมาไม่แพ้กัน ที่อีกฝ่ายสามารถรู้ความลับที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลเมเยอร์
“นี่ข้าพบเจอกับบุตรหลานของมหาตระกูลระดับสูงในอนาคตงั้นเหรอเนี่ย” ชายหนุ่มผมม่วงมองไปยังดวงิญญาของโรซานและยกยิ้มอย่างน่าหวาดกลัว
“กะ….แกเป็ใครกันแน่ รู้เื่นี้ได้ยังไง” ดวงิญญาของโรซานกล่าวออกมาอย่างหวาดกลัว
“จริงสินะ เหมือนข้าจะลืมแนะนำตัว… ข้า อูซิน” ชายหนุ่มผมม่วงแนะนำตนเอง